จากตอนปี 59 ถึงปี 61 เป็นเวลากว่า 3 ปี ที่ผมขายข้าวได้

ตันละ 80,000 บาท แต่พอหลังจากนั้นเริ่มมีคนปลูกข้าวอินทรีย์กันมากขึ้นและเกษตรกรขายตัดราคากันเอง ทำให้ผมต้องหันมาเปลี่ยนรูปแบบการขายข้าว จากที่เคยขายข้าวเป็นกิโลกรัม ก็หันมาเน้นการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ ทั้งในรูปแบบข้าวกล้องงอกไรซ์เบอร์รี่ อัดเม็ด Bright, ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร OrigiRice, แครกเกอร์จากผงข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ OrigiRice และกำลังทำลิป จากน้ำมันรำข้าว Lip Rice ซึ่งการแปรรูปตรงนี้ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าจากข้าวได้อย่างมหาศาล โดยทุกผลิตภัณฑ์ทำงานพัฒนาต้นแบบร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ

โดยความสำเร็จในครั้งนี้ต้องขอบคุณความอดทนและความเพียรพยายามของตนเอง และขอบคุณทุกหน่วยงานที่ให้การสนับสนุน เนื่องจากการแปรรูปข้าวกล้องงอกแบบอัดเม็ดถือเป็นนวัตกรรมแปรรูปขั้นสูง หากจะให้ทดลองทำเองคนเดียวโดยที่ไม่มีองค์ความรู้ และแหล่งสนับสนุนเงินทุนคงไม่สำเร็จ ซึ่งตรงส่วนนี้ตนเองได้รับทุนพัฒนาข้าวกล้องงอกอัดเม็ดต้นแบบ จาก ธ.ก.ส. และ สวทช. และได้รับทุนพัฒนาข้าวกล้องงอกอัดเม็ด จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ รวมถึงที่ตนเองได้มีการต่อยอดพัฒนาสูตรขึ้นมาเอง โดยนำข้าวหอมมะลิทำเป็นกลิ่นทุเรียน สำหรับต่อยอดส่งออกไปจีน และในส่วนของข้าวทับทิมชุมแพ รสสตรอเบอร์รี่ ที่มีเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้หญิงวัยรุ่นและวัยทำงาน

แต่เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องระงับการผลิตชั่วคราว เพราะสินค้ามีอายุการเก็บรักษา ทำให้มีเวลาได้กลับมาวิเคราะห์ความต้องการของตลาดว่าจะนำสินค้าตัวไหนมาตีตลาดอีกครั้ง จึงได้นำเอางานวิจัยตัวเดิมคือข้าวกล้องงอกอัดเม็ดที่มีกระบวนการผลิตหลายขั้นตอน มาทำในรูปแบบผงชงดื่มที่มีกรรมวิธีง่ายขึ้น โดยเติมโปรตีนเวย์ โปรตีนถั่วเหลือง ZINC และโปรไบโอติก ผสมลงไป จนได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ ผงข้าวกล้องงอกไรซ์เบอร์รี่สกัด “OrigiRice” มีวางขายในช้อปปี้ และอยู่ในขั้นตอนเตรียมวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า และเตรียมส่งออกต่างประเทศ

ส่วนขั้นตอนการแปรรูปนั้น ต้องใช้นวัตกรรมขั้นสูง ในเบื้องต้นพี่ดาอธิบายให้ฟังว่า ข้าวที่จะนำมาแปรรูปได้จะต้องเป็นข้าวอินทรีย์ที่ได้รับมาตรฐานออร์แกนิก และข้าวที่จะนำมาแปรรูปต้องมีอายุการเก็บเกี่ยวไม่เกิน 6 เดือน โดยข้าวของตนเองอยู่ในกลุ่มสินค้า BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่เตรียมส่งออก

หลังจากนั้นเมื่อได้ข้าวอินทรีย์คุณภาพตามต้องการแล้ว จะเป็นขั้นตอนการแปรรูปที่ได้รับการส่งมอบวิธีการพัฒนากระบวนการแปรรูปด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จาก สวทช. เพียงผู้เดียว

โดยผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอกไรซ์เบอร์รี่อัดเม็ด ได้รับรางวัลสุดยอดนวัตกรรม 7 Innovation Awards ประเภทรางวัลนวัตกรรมประเภทที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ อันดับรางวัล Creator Awards ด้วยเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอกไรซ์เบอร์รี่ในรูปแบบอัดเม็ด จากวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษเมืองชัยนาท อุดมด้วยแกมม่า ออไรซานอล บำรุงสมองและระบบประสาท ผลิตโดยกระบวนการใช้เอนไซม์ย่อยสกัดน้ำข้าว แล้วนำมาอบแห้งแบบ Spray dry ก่อนจะขึ้นรูปอัดเป็นเม็ด อุดมด้วยวิตามิน B 3, B 5, B 6 และแคลเซียม เสริมสร้างการเจริญเติบโต และช่วยผ่อนคลายความเครียดได้

เตรียมโกอินเตอร์
เจ้าของบอกว่า หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง ตอนนี้ได้มีการวางแผนการผลิต และเตรียมเดินหน้าส่งออกต่างประเทศอย่างเต็มกำลังเท่าที่จะทำได้ โดยจะเริ่มเปิดตลาดจากผลิตภัณฑ์ ผงข้าวกล้องงอกไรซ์เบอร์รี่สกัด “OrigiRice” ขายในราคากล่องละ 650 บาท 1 กล่อง บรรจุ 15 ซอง ซึ่งในจำนวนข้าว 1 ตัน สามารถแปรรูปสร้างมูลค่าออกมาเป็นเงินได้มหาศาล เป็นผลจากการที่ได้เข้าร่วมโครงการ ThEP for FTA MARKET ที่สนับสนุนสินค้า BCG ใช้ประโยชน์ FTA ส่งออกตลาดต่างประเทศ ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แบรนด์ของตนเองได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 5 บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการขายในต่างประเทศ

“ปัจจุบันสินค้าแบรนด์ OrigiRice มีทั้งที่ผมออกบู๊ธขายเอง และลงขายผ่านช้อปปี้ประเทศไทย ช้อปปี้สิงคโปร์ ซึ่งในอนาคตจะมีสินค้าวางขายใน amazon สิงคโปร์ และเตรียมวางจำหน่ายในร้านภูมิใจไทย แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ผมต้องผ่านอุปสรรคมากมาย เรียกได้ว่าต้องงัดความสามารถทุกด้านออกมาใช้ ทั้งความสามารถในการอดทน ความสามารถในการขยันศึกษาหาความรู้ ความสามารถด้านนวัตกรรม และความอุตสาหะในการหาช่องทางหรือหน่วยงานที่จะสามารถช่วยผลักดันให้เกิดความสำเร็จตามที่ต้องการ เพราะส่วนหนึ่งคือเรารู้ว่าเราไม่เก่งด้านการตลาด แต่สินค้าเรามีคุณภาพ และมีเป้าหมายคืออยากส่งออกตลาดต่างประเทศ เราก็ต้องเข้าไปหาหน่วยงานที่ช่วยผลักดันเราไปให้ถึงจุดตรงนั้นที่เราต้องการ” พี่ดา กล่าวทิ้งท้าย

“ทำไม่เยอะ ทำน้อยๆ แต่เรามีกำลังใจที่จะทำตลอดเวลา ทำไม่ต้องเยอะ ทำแล้วมีเงินมีตังค์ใช้ เหลือกินก็แจก เหลือแจกก็ขาย” นี่เป็นคำให้สัมภาษณ์ของ คุณเจริญ สุขวิบูลย์ ชาวสวนเกษตรผสมผสาน ที่คลุกคลีอยู่กับการเกษตรมาเกือบ 20 ปี ถือเป็นบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่ หันมาทำเกษตรผสมผสาน หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริ

คุณเกษตรชัย แปลนดี เกษตรอำเภอลำปลายมาศ เล่าว่า สำหรับเกษตรผสมผสานของ คุณเจริญ สุขวิบูลย์ เป็นเกษตรต้นแบบอย่างแท้จริง เนื่องจากว่าการทำการเกษตรครอบคลุมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของพืชไม้พุ่มอย่าง ไผ่ ที่สร้างรายได้จากการนำเอาหน่อไม้จากต้นไผ่มาขาย และยังมีการเจาะน้ำจากก่อไผ่เพื่อไปขาย ถือว่าเป็นการสร้างรายได้ที่ดีเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีรายได้เสริมเข้ามาจากการทำปุ๋ยหมักชีวภาพขาย ที่ได้มาจากการเลี้ยงโค โดยวิธีการทำปุ๋ยหมัก จะนำมูลโคมาทำตามกระบวนการและปล่อยทิ้งไว้ให้ครบกำหนดวัน จากนั้นนำมาขายและสามารถใช้กับพืชที่ปลูกภายในสวนของเขาเองอีกด้วย

“ด้วยประสบการณ์มากถึง 10 กว่าปี ที่คลุกคลีอยู่กับการเกษตร ศึกษาเรียนรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเกษตร จนทำให้ได้รับการยกย่องจากชาวบ้านในพื้นที่ว่า เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จ จนมีคนเข้ามาขออบรมเพื่อนำไปพัฒนาในพื้นที่ของตนเองต่อไป” คุณเกษตรชัย กล่าว

คุณเจริญ เล่าถึงที่มาที่ไปก่อนที่จะมาทำศูนย์การเรียนรู้เกษตรแบบผสมผสานว่า เริ่มทำเมื่อตอนปี พ.ศ. 2540 ส่วนหนึ่งก็ได้วิธีคิดมาจากการอ่านหนังสือต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเกษตร และนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่ทำให้เกิดความสนใจที่จะทำการเกษตร

ซึ่งช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่กำลังเริ่มมีแนวคิดเกี่ยวกับเกษตรทฤษฎีใหม่เกิดขึ้นมา เช่น การจัดสรรพื้นที่ทำมาหากิน การรวมกลุ่มขยายเป็นสหกรณ์ จนถึงขั้นการขยายให้เป็นธุรกิจต่างๆ ตามทฤษฎีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9

ปี 2551 คุณเจริญ เริ่มเห็นแนวเกษตรแบบพอเพียงแบบผสมผสาน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงวางแนวทางไว้ ทำให้คุณเจริญมองเห็นภาพชัดเจนขึ้น คือการอยู่แบบพึ่งพาตัวเองอย่างครบวงจร ทำไม่เยอะ ทำน้อยๆ แต่มีกำลังใจที่จะทำการเกษตรอยู่ตลอดเวลา

“ตัวผมเองก็เลยคิดถึงเรื่องเกษตรพึ่งพาตัวเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถือว่าเป็นทางรอดที่สำคัญมาก หน่วยงานจากทางภาครัฐ อย่าง กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นตัวนำในการชี้ถึงขั้นตอนของแต่ละขั้นว่าเป็นอย่างไร ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีให้เราได้เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ โดยมีคนมาศึกษาดูงานในพื้นที่ของผม ก็ทำให้เขามีแนวทางนำกลับไปใช้ในพื้นที่ของตนเอง จนเกิดเป็นอาชีพและมีรายได้อย่างยั่งยืน” คุณเจริญ กล่าว

โดยเกษตรทฤษฎีใหม่คือ การแบ่งโซนพื้นที่ คุณเจริญ บอกว่า ที่ดินแปลงนี้มีจำนวน 15 ไร่ ก่อนที่จะมีการแบ่งตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ อย่างการแบ่งแบบ 30 : 30 : 10 หลังจากนั้น ปลูกพืชผลต่างๆ เมื่อปลูกเสร็จก็ต้องพบเจอกับปัญหาต่างๆ ที่ตามเข้ามา หนึ่งในนั้นก็มีปัญหาเรื่องน้ำท่วม ซึ่งเป็นปัญหาที่เกษตรกรต้องเจอเกือบทุกราย ฉะนั้น คุณเจริญต้องมาดูว่ามีพืชชนิดไหนบ้างที่น้ำท่วมแล้วไม่ตาย และพืชชนิดไหนบ้างที่น้ำท่วมแล้วตาย ก็ลองผิดลองถูก เพราะบางทีต้นไม้ถ้าตามหลักวิชาการแล้ว จะบอกได้เลยว่าต้นนี้เป็นต้นที่ทนน้ำ แต่พอมาเจอน้ำท่วมก็ทำให้ตายได้ ซึ่งต้องใช้เวลาในการทดลองและฟื้นฟูพอสมควร

“อันนี้ก็เป็นเรื่องเกษตรที่ทำ เป็นเกษตรแนวผสมผสาน พอทำไปทำมา ก็มีหน่วยงานจากทางภาครัฐเข้ามาสนับสนุน มาส่งเสริม เลยหันมาเข้าสู่กระบวนการและวิธีการต่างๆ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเต็มรูปแบบ” คุณเจริญ กล่าว

ทั้งนี้ ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอได้สนับสนุนและส่งเสริม ด้านวิชาการและด้านปัจจัยในการผลิต ซึ่งก็เป็นจุดเรียนรู้ให้กับเกษตรกรโดยทั่วไป โดยในแต่ละปีจะมีเกษตรกรจากในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาศึกษาอบรมดูงานกว่า 1,000 คน ต่อปี และหลังจากผ่านการอบรมดูงาน ก็จะมีการติดตามผลว่ามีการพัฒนาไปมากน้อยแค่ไหน สำหรับผลตอบรับก็ถือว่าดี เพราะมีเกษตรกรปฏิบัติตาม ถือว่าเป็นผลตอบรับที่ดี และสร้างงานสร้างอาชีพให้กับชาวบ้านได้ในระดับดีเลยทีเดียว

วันนี้ แวะเยี่ยมไร่นาสวนผสม 1 ไร่ รายได้ทุกวัน ปีละกว่าแสนบาท ของ ลุงประคอง บุญสะอาด อายุ 64 ปี บ้านเลขที่ 82 หมู่ที่ 5 บ้านนาน้อย ตำบลม่วงนา อำเภอดอนจาน จังหวัดกาฬสินธุ์ “ถิ่นน้ำดำ เมืองคนใจดี” พร้อมภรรยา คือ ป้าบุญจันทร์ บุญสะอาด โทร. 083-870-6378

ลุงประคอง มีบุตร 1 คน คือ นางสาวชนัดดา บุญสะอาด ทำงานที่เทศบาลตำบลม่วงนา พร้อมเข้าร่วมโครงการโคกหนองนาโมเดล ปี 2564 ขอบคุณกระทรวงพลังงานที่ติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตรฯ ส่งเสริมระบบน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ในพื้นที่ดินที่มีอย่างจำกัด ปลูกมะละกอพืชหลักเป็นแถวคู่ 2 คูณ 2 เมตร ร่องระหว่างต้น ปลูกพืชผักสวนครัว คะน้า ผักกาดจ้อน ผักชี สลัด มะเขือเทศ ผักกาด รอบแปลงปลูกตะไคร้ พริก มะเขือ ฝรั่งไร้เมล็ด ร่องฝรั่งปลูกข่า บ่อซีเมนต์เลี้ยงปลาดุก ปลาช่อน ปลาหมอ มีบ่อน้ำของกรมพัฒนาที่ดินขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร เลี้ยงปลากินพืช หอยขม หอยเชอรี่ ปูนา กบ ขอบบ่อทำคอกโคขุน 12 ตัว ราคาขณะนี้ประมาณ 1 ล้านบาท

ลุงประคอง เล่าว่า มะละกอที่ปลูกมาได้ 3-4 ปี ต้นสูงแล้ว รุ่นใหม่กำลังเจริญเติบโต ให้ผลผลิตตั้งแต่ความสูง 80 เซนติเมตร ดกมาก ขายทั่วไปลูกละ 10-50 บาท ขายมะละกอดิบ ได้ 10-20 บาท ต่อลูก หากปล่อยเป็นมะละกอก้นแต้ม ใกล้สุกราคาสูงขึ้น 40-50 บาท ต่อลูก

หอยเชอรี่กิโลกรัมละ 20 บาท สั่งทุกวัน วันละ 4-5 กิโลกรัม จนไม่พอขาย ข่า ตะไคร้ ปลา พริก รายได้เช้าๆ เงินเข้าสวน 500-700 บาท เหนื่อยแต่มีความสุขใจมากๆ ตอนเย็นบางครัวเรือน โทร.สั่งให้เอาไปส่งที่บ้าน มองเห็นที่ดินข้างบ้านของคนสั่งตะไคร้ ข่า นึกในใจ ทำไมไม่ปลูกไว้กินเอง เคยแนะนำแต่เขาไม่ปลูก “ประสา 5 บาท ประสา 10 บาท” ประสาร้อยครั้ง พันครั้ง เงินออกเป็นหมื่นแบบไม่รู้ตัว แปลงด้านหน้าตนเองปลูกหญ้าเลี้ยงวัว สั่งฟางก้อนเสริมไว้ด้วย เป็นโรงงานปุ๋ยชั้นดีมาก ที่นี่คือเกษตรอินทรีย์ รายได้เข้าสวนเดือนละ 30.000 บาท ปีละเป็นแสน

“ผมโชคดีมีลูกที่ดี แม่บ้านที่ขยัน ไม่รวมรายได้รายปี คือวัวในคอก ร่างกายผมแข็งแรง สนุกกับงาน เหนื่อยทั้งวัน เช้าเงินเข้ามาในสวน “หายเหนื่อยครับ” ลุงประคอง ยื่นมือให้ผมจับ “มือที่หยาบกร้าน” นี่แหละครับคนทำงาน แล้วก็หัวเราะร่วนแบบสบายใจ

แบบอย่างของคนสร้างงานสร้างอาชีพ ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ โคกหนองนา แวะไปได้ครับตามที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้ วิถีการดำเนินชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ล้วนแล้วแต่เร่งรีบ มีเวลาว่างก็เพียงนิด แต่มีกิจกรรมที่กำหนดไว้มากมาย การปลูกผักไว้รับประทานเองภายในบ้าน ก็เป็นอีกวิถีที่คนเมืองนิยมทำกัน แต่ในที่นี้ คงขอเอ่ยเฉพาะ “พริก” ซึ่งเป็นตัวเอก

พื้นที่ในคอนโดมิเนียม หรือ อพาร์ตเม้นต์ หากต้องการปลูกพริก คงมีพื้นที่บริเวณระเบียงเท่านั้นที่เหมาะสม เพราะเป็นพื้นที่ที่แสงแดดส่องถึง สำหรับบ้านขนาดเล็กที่พอจะมีส่วนที่เป็นดินไว้สำหรับจัดสวน ปลูกต้นไม้ ก็เป็นเรื่องดี เพราะจะสามารถจัดพื้นที่ปลูกสำหรับไม้ยืนต้น พืชผักสวนครัว ไม้ดอกไม้ประดับ และอื่นๆ เป็นสัดส่วนได้ แต่ถ้าบริเวณบ้านไม่เหลือส่วนที่เป็นดินไว้บ้าง ก็คงต้องอาศัยกระถางหากต้องการปลูกต้นไม้

อย่างที่ขึ้นต้นเนื้อเรื่องไว้ว่าขอหยิบยกมาเฉพาะตัวเอกของเล่ม คือ พริก ซึ่งเป็นพืชชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในพืชผักสวนครัว ในแต่ละครัวเรือนถ้าต้องทำกับข้าว ส่วนประกอบของอาหารในบางมื้อก็น่าจะมีพริกอยู่ไม่น้อย ฉะนั้น การปลูกพริกในบ้าน ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ ใกล้ตัว หากทำได้ก็ไม่ต้องควักกระเป๋า ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อีก สิ่งที่ควรมีอันดับแรก คือ เมล็ดพันธุ์พริกสำหรับปลูก ถ้าไม่คิดอะไรมาก เมล็ดพันธุ์พริกที่วางขายทั่วไปตามร้านขายต้นไม้ หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตบางแห่ง ก็มีจำหน่ายในราคาซองละ 15-20 บาท แต่ถ้าไม่สะดวกซื้อ ต้องการเพาะต้นกล้าพริกเองก็สามารถทำได้ เริ่มจากการนำเมล็ดพริกที่มีอยู่แล้วในครัว สดหรือแห้งก็ไม่สำคัญ แต่ขอให้พริกเมล็ดนั้นแก่จัด เพราะจะเป็นเมล็ดพริกที่พร้อมขยายพันธุ์

การเพาะให้ต้นกล้าพริกเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำได้ไม่ยาก เริ่มจากการเตรียมดินสำหรับเพาะเมล็ดพริก โดยหาวัสดุใส่ดินสำหรับเพาะ ใช้กระถางก็ได้ ส่วนดินซื้อได้ตามร้านต้นไม้ ถุงละ 20-35 บาท ขึ้นกับความสมบูรณ์ของดิน นำดินที่ได้มาทำให้ขยี้ให้ละเอียด จากนั้นโรยเมล็ดพริกลงดินที่เตรียมไว้ ไม่ควรโรยให้แน่นหรือใกล้กันจนเกินไป เพราะจะเกิดการแย่งอาหารกัน หรือรากพันกัน ทำให้แยกต้นไปปลูกลำบาก

หากมีกระบะเพาะ ควรเว้นระยะห่างระหว่างต้นขณะหยอดเมล็ดพริก 5 เซนติเมตร และระหว่างแถว 10 เซนติเมตร นำเศษฟางหรือหญ้าแห้งมาปิดคลุมหน้าดินไว้ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

นำกระถางไปตั้งตากแดดไว้ เพื่อให้อุณหภูมิที่แสงแดดส่องลงมาทำให้ดินร้อน จะช่วยกระตุ้นให้เมล็ดพริกงอกได้เร็วขึ้นกว่าการตั้งกระถางไว้ในร่ม ให้รดน้ำเช้าและเย็น เพิ่มความชื้นให้กับเมล็ดพริก ภายใน 3-7 วัน จะเริ่มเห็นต้นพริกงอกออกหรือแตกยอดออกมา ขณะที่เห็นเมล็ดพริกงอก มีใบจริง 2-3 ใบ ควรเลือกถอนต้นกล้าที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง เหลือไว้เฉพาะต้นกล้าที่แข็งแรงสมบูรณ์ไว้

ควรดูแลกล้าพริกที่เพาะไว้ในกระถางเพาะประมาณ 1 เดือน หรือมีใบจริงราว 5-6 ใบ จากนั้นจึงค่อยแยกต้นพริก นำไปปลูกยังกระถางที่มีดินมากพอต่อความต้องการของต้นพริก หรือมีธาตุอาหารเพียงพอต่อการปลูกพริก ไม่ควรเลือกกระถางปลูกที่มีขนาดเล็กเกินไป เพราะกระถางขนาดเล็กจะบรรจุดินได้น้อย เมื่อดินปลูกน้อยจะเก็บรักษาความชื้นไว้ได้ไม่นาน

อันที่จริง พริกเจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมที่สุดคือ ดินร่วนปนทราย เพราะมีการระบายน้ำได้ดี มีความเป็นกรดเป็นด่างของดินระหว่าง 6.0-6.8

หรืออีกวิธีของการเพาะต้นกล้าก่อนนำไปปลูกลงกระถางคือ การเพาะเมล็ดพริกให้งอกก่อน แล้วนำไปปลูกในกระถาง วิธีเพาะคือ นำเมล็ดพริกแช่น้ำ แล้วนำผ้าชุบน้ำหมาดๆ ห่อทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน เมล็ดจะงอก แล้วจึงนำลงปลูก

ในกระถางปลูก ควรใส่ดินเกือบเต็มกระถาง ทำดินให้เป็นหลุมลึกประมาณ 4-6 นิ้ว นำกล้าพริกใส่ลงในหลุมแล้วกลบ

การให้น้ำ ทำได้ดังนี้

ช่วง 3 วันแรก ให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
2. ช่วง 4 วันต่อมา ให้น้ำวันละครั้ง

3. ช่วงสัปดาห์ที่ 2-4 ให้น้ำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

4. ช่วงสัปดาห์ที่ 5-7 ให้น้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

5. ช่วงสัปดาห์ที่ 7 ไปแล้ว ให้น้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

ทั้งนี้ การให้น้ำแก่พริก ควรให้ตามสภาพอากาศและดูความชุ่มชื้นของดินประกอบด้วย

แม้ว่าพริกจะเป็นพืชที่ทนแล้งดีกว่าทนน้ำ ในระยะที่พริกเริ่มออกดอก พริกจะต้องการน้ำมากกว่าปกติ หากให้น้ำไม่เพียงพอและอากาศแห้งแล้ง จะทำให้ดอกอ่อน ดอกบาน และผลอ่อนที่เพิ่งติดร่วงได้ นอกจากนี้ ในสภาพที่อากาศเย็น อุณหภูมิประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส จะทำให้พริกเจริญเติบโตได้ไม่ค่อยดี มีการติดดอกต่ำและดอกร่วงในที่สุด การให้น้ำขณะนั้นควรลดลง หรืองดในช่วงที่เริ่มเก็บผลผลิต ทั้งนี้ เพราะถ้าน้ำพริกมากเกินไปจะทำให้เมล็ดพริกมีสีไม่สวย

การปลูกไว้รับประทานเองภายในครัวเรือน หากต้องการให้พริกเจริญงอกงามดี ควรใส่ปุ๋ยให้กับต้นพริกบ้าง การใส่ปุ๋ยให้กับพริก ขึ้นอยู่กับชนิดและคุณภาพของดินปลูก แต่โดยทั่วไปหากใส่ปุ๋ยคอกในกระถางที่ปลูกไว้รับประทานเองในครัวเรือน ใช้ปริมาณปุ๋ยคอกเพียงหยิบมือก็ได้แล้ว ควรใส่ให้กับพริกหลังลงปลูกประมาณ 1 เดือน และไม่ควรใส่ชิดโคนต้น ช่วงเวลาที่ใส่ปุ๋ย จะเป็นช่วงที่พริกเริ่มมีตาดอก (แต่ยังไม่ออกดอก) หลังใส่ปุ๋ย 1-2 สัปดาห์ ควรฉีดปุ๋ยน้ำ เช่น ไบโฟลานให้ทางใบ ซึ่งพริกจะนำไปใช้ได้เร็วขึ้น แต่หากไม่ได้ต้องการผลผลิตพริกมากนัก เพราะนำไปใช้ในครัวเรือนไม่มาก ก็ไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยทางใบก็ได้

การพรวนดิน เนื่องจากรากของพริกจะกระจายอยู่ใกล้ผิวดิน จึงควรระวังในการพรวนดิน อย่าให้รากกระทบกระเทือน เพราะจะทำให้พริกชะงักการเจริญเติบโต ต้นพริกจะโค่นล้มง่าย การพรวนดินทำได้สม่ำเสมอ ไม่มีกำหนดระยะเวลาที่ตายตัว

หลังลงปลูกประมาณ 2 เดือนครึ่ง ถึง 3 เดือน ในระยะแรกพริกจะให้ผลผลิตไม่มากนัก แต่จะค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นตามลำดับ เมื่อต้นพริกมีอายุ 6-7 เดือน จะเริ่มโทรมและหยุดให้ผลผลิต แต่ถ้าบำรุงรักษาดี พริกจะมีอายุถึง 1 ปี

เมล็ดพริกที่แก่จัด ขั้วจะยังติดอยู่กับต้นได้อีกระยะหนึ่งโดยไม่เหี่ยวหรือเสื่อมคุณภาพ แต่ถ้าเก็บเมล็ดพริกจากต้นมาแล้ว การเก็บรักษาพริกให้คงสภาพสดอยู่ได้ ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิการเก็บรักษา

อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส ความชื้น 95-89 เปอร์เซ็นต์ จะเก็บพริกให้คงความสดได้นานถึง 40 วัน โดยมีผลเหี่ยวเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ และถ้าอุณหภูมิ 8-10 องศาเซลเซียส ความชื้น 85-90 เปอร์เซ็นต์ จะเก็บพริกให้คงความสดได้นาน 8-10 วัน

หากพริกให้ผลผลิตมาก haveyoursayonline.net ต้องการเก็บเป็นพริกแห้งไว้รับประทาน ก็ทำได้โดยการเลือกเก็บเฉพาะเมล็ดพริกที่แก่จัด มีสีแดง ถ้าเก็บมาแล้วมีบางเมล็ดที่ยังไม่แก่ควรนำมาเก็บไว้ก่อนประมาณ 2 คืน เพื่อบ่มให้เม็ดพริกสุกแดง แล้วจึงนำออกตากแดดให้แห้งสนิท ควรเลือกเมล็ดพริกที่เน่าทิ้งอยู่เสมอ ควรระวังอย่าให้พริกแห้งถูกฝน เพราะจะทำให้เกิดโรครา

ยังมีวิธีการทำพริกแห้งตามภูมิปัญญาชาวบ้าน ด้วยการนำไปย่างไฟ ทำโดยการย่างพริกไว้บนแผงหรือตะแกรงแล้วสุมไฟข้างล่าง กลับพริกให้แห้งทั่วกัน จะทำให้พริกแห้งเร็วขึ้น เก็บไว้ได้นาน ไม่เสียง่าย

การปลูกและการดูแลรักษา สำหรับผู้ที่ต้องการปลูกพริกไว้รับประทานเองภายในครัวเรือน ทำได้ไม่ยาก แต่หากไม่เริ่ม คงต้องควักกระเป๋าซื้อพริกมารับประทานกันต่อไป ส้มเขียวหวาน ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี นครนายก และสระบุรี เคยปลูกมากถึง 2 แสนไร่ หลังจากพืชนี้ล่มสลาย เกษตรกรหันมาทำนา ปลูกกล้วยหอมทอง ซึ่งก็สร้างชื่อให้กับจังหวัดปทุมธานีมาจนถึงปัจจุบัน

คุณธนิสร ชีพประกิต หรือ คุณต่าย อยู่บ้านเลขที่ 10/3 หมู่ที่ 8 ตำบลศาลาครุ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เคยปลูกส้มเขียวหวานมาก่อน เมื่อโรครุมเร้าต้นส้ม ได้หันมาปลูกกล้วยหอมแทน

คุณต่าย บอกว่า ทำกิจกรรมการเกษตรในพื้นที่ราว 200 ไร่ มีส้มเขียวหวาน 20 ไร่ มะนาว 30 ไร่ กล้วยหอมทอง 40 ไร่ และอื่นๆ ปลูกสลับ…ลดโรคแมลง
ผลผลิตดี
พื้นที่ปลูกพืชของที่นี่เป็นร่องสวนส้มเดิม งานปลูกพืชต่างๆ จึงปลูกตามสันร่อง

คุณต่าย เล่าว่า กล้วยหอม เป็นพืชหลักที่ปลูกแล้วสร้างงานทำเงิน เมื่อเก็บผลผลิตกล้วยหอมหมด ตนเองจะปลูกข้าวโพดหวานสลับ ซึ่งประโยชน์นั้น ช่วยลดการระบาดของโรคแมลง ข้อดีของการสลับด้วยข้าวโพด พืชชนิดนี้อายุการเก็บเกี่ยวสั้น อยู่ที่ 65-70 วัน ก็จำหน่ายได้เงินแล้ว

“นำข้าวโพดหวานมาปลูกสลับ 10 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้ เกษตรกรจะเดินไปร้านค้า ซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดมาปลูก ช่วงใดราคาดีก็ดีไป แต่ช่วงใดราคาตกต่ำลำบากมาก ทุกวันนี้มีพ่อค้าอยู่ที่ตลาดไท คอยกำกับปริมาณการปลูกของเกษตรกร ของผมนี้มี เฮียตือ และ เจ๊เพ็ญ เจ้าของแผงที่ตลาดไท ปล่อยเมล็ดพันธุ์ เขาปล่อยเมล็ดให้ปลูกวันหนึ่งราว 40 กิโลกรัม ทุกวัน