จากนั้นนำกบพ่อ-แม่พันธุ์ที่จับคู่กันได้แล้ว ลงบ่อ/ถังที่เตรียมไว้

พอรุ่งขึ้นต้องตื่นแต่เช้ามืดประมาณตี 5 สังเกตจะมีกลุ่มไข่ของกบติดอยู่ที่ใต้ใบลิ้นจี่ ให้นำเอาพ่อ-แม่พันธุ์กบออกจากบ่อ/ถัง ปล่อยไว้ 1 วัน ไข่ก็จะเป็นตัวลูกอ๊อดและเลี้ยงด้วยไข่ตุ๋น เมื่อเป็นตัวประมาณ 20 วัน ให้นำแผ่นโฟมใส่ลงบ่อเพื่อให้กบมีที่เกาะ เลี้ยงประมาณ 1 เดือน ก็จำหน่ายตัวละ 4 บาท โดยพ่อ-แม่พันธุ์แต่ละคู่จะออกไข่ประมาณ 2,000-2,500 ตัว ปีหนึ่งสามารถเพาะลูกกบได้ 2 ครั้ง คือช่วงต้นฝน (มิถุนายน-กรกฎาคม) และช่วงปลายฝน (สิงหาคม)

ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมสวย ปัญญาสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและการเกษตรผสมผสาน เป็นพื้นฐานการสร้างคุณภาพชีวิตของเกษตรกร สามารถลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสามารถทำได้จริง เกษตรกรที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณบุญหย่วน

“ ขี้เลื่อยไม้ยางพารา” เป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่เกษตรกรนิยมนำมาใช้เพาะเห็ด ทั้งนี้การเลือกใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพารา ควรตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนว่า ไม่ใช่ขี้เลื่อยไม้ยางพาราที่มาจากโรงงานเฟอร์นิเจอร์ เพราะขี้เลื่อยประเภทนี้ผ่านการอบฆ่าเชื้อนำมาใช้ในการเพาะเห็ดไม่ได้ หากนำขี้เลื่อยประเภทนี้ มาทำก้อนเชื้อเห็ดหยอดเชื้อลงไปแล้วเชื้อไม่เดิน เพราะไม้ยางพาราจากโรงงานเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่จะผ่านการอบยาฆ่าเชื้อรามาแล้ว หากนำมาใช้เพาะเห็ด เชื้อเห็ดก็จะไม่เดินอย่างแน่นอนเพราะเชื้อเห็ดก็เป็นเชื้อราประเภทหนึ่งนั่นเอง

หากใครต้องการตรวจสอบคุณภาพขี้เลื่อยว่าใช้ได้หรือไม่ ขอแนะนำให้ทดลองทดสอบตามคำแนะนำของศูนย์เห็ดล้านนานคือ เอามือ ล้วงเข้าไปในขี้เลื่อย ถ้าขี้เลื่อยนั้นร้อน เหมือนมีการหมัก ถือว่า ขี้เลื่อยนั้นใช้ได้ แต่ถ้าขี้เลื่อยนั้นไม่ร้อน หรืออุ่นแดด และควรสอบถามคนขับว่า ไปขึ้นขี้เลื่อยจากที่ไหน เป็นโรงไม้ หรือโรงงานเฟอร์นิเจอร์ ถ้าไม่แน่ใจ ก็จะไม่ควรรับ เพราะเสี่ยงขาดทุนได้

นอกจากนี้ ก่อนลงขี้เลื่อย ควรตรวจดูบริเวณที่จะลงขี้เลื่อยว่ามีความสะอาดพอไหม พื้นที่ตรงนั้นมีน้ำขังหรือเปล่า ควรปรับระดับการระบายน้ำให้ดี ข้อควรระวังก็คือ ขี้เลื่อยเก่าที่ค้างอยู่ แล้วมีเชื้อราแข่งขัน หรือมีเห็ดขึ้นอยู่ ควรจัดการขี้เลื่อยเก่านั้นก่อน

หลังจากลงขี้เลื่อยแล้ว ควรหาซาแรนคลุมไว้ หรือไม่ให้ขี้เลื่อยถูกแสงแดดโดยตรง บางท่านอาจจะมีข้อคิดเห็นแตกต่างว่าให้โดนแสงแดดน่าจะดีกว่าจะได้ฆ่าเชื้อโรคได้ แต่ในทางปฎิบัติพบว่า ขี้เลื่อยที่โดนแดดโดยตรง ขี้เลื่อยจะแห้งจะสูญเสียความชื้นมากเกินไป เมื่อนำมาเพาะเห็ดแล้วจะไม่ค่อยได้ผล

หากฟาร์มเห็ดของท่านมีแหล่งน้ำดี ควรเปิดสปริงเกลอร์ให้น้ำกับขี้เลื่อยเพื่อชะล้างยางไม้ และให้ความชื้นในกองขี้เลื่อยทำให้เกิดกิจกรรมของจุลินทรีย์เรียกว่าเป็นการหมักขี้เลื่อยไปในตัว ทำให้เกิดสารอาหารบางชนิดที่เห็ดสามารถนำไปเป็นอาหารได้

เมื่อจะนำเอาขี้เลื่อยไปใช้ ควรที่จะร่อนขี้เลื่อยก่อน เพราะว่าไม้ส่วนที่แข็งจะไปทิ่มถุงพลาสติก ทำให้ถุงขาด เชื้ออื่นสามารถเข้าไปได้ เมื่อร่อนแล้วก่อนนำไปผสมควรหมักขี้เลื่อยไว้สัก 1 คืน (เทคนิคของอาจารย์สุรศักดิ์ รัตนะ) เพื่อให้ขี้เลื่อยได้ดูดซึมความชื้นเข้าไป ที่ผ่านมาพบว่า ฟาร์มหลายแห่งไม่หมักขี้เลื่อยแล้วเจอความชื้นเทียม เมื่อทำถุงเชื้อเห็ด นำไปนึ่งเสร็จเชื้อเห็ดเดินไม่ดี เนื่องจากความชื้นไม่ทั่วถึง

การเลือกใช้ ขี้เลื่อยจากไม้ชนิดอื่น

ศูนย์เห็ดล้านนา เคยทดลองใช้ขี้เลื่อยไม้ฉำฉา ไม้มะม่วง ไม้มะขาม มาเพาะเห็ด ปรากฎว่าได้ผลผลิตดีพอสมควรแต่ไม่เท่าไม้ยางพารา ขี้เลื่อยไม้ฉำฉา ต้องหมักก่อน 3-4 เดือน มีข้อเสียคือ ขี้เลื่อยมักหยาบทำให้ก้อนเชื้อไม่แน่นพอ ให้ผลผลิตต่ำเนื่องจากก้อนจะเสียเร็ว ขี้เลื่อยไม้มะม่วงมักมีปัญหาโรงงานไม่ค่อยแยกขี้เลื่อยออกจากขี้กบและเศษไม้ ทำให้ยากต่อการจัดการ

ไม้มะขามนำมาเพาะเห็ดได้ผลผลิตดีพอสมควร แต่หายาก มีขี้เลื่อยจากไม้ชนิดอื่นอีกหลายชนิดที่นำมาเพาะเห็ดได้ แม้กระทั่งไม้สัก ส่วนขี้เลื่อยจากไม้ไผ่นำมาเพาะเห็ดแครงได้ แต่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดพอสมควร เพราะเชื้อเห็ดแครงแรงมาก เป็นวัชพืชเห็ดชนิดหนึ่ง เมื่อระบาดเข้าไปในโรงเพาะเห็ดแล้วจะเกิดความเสียหาย

เกษตรจังหวัดลำปาง เผยผลดำเนินงานแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพผลผลิต และการตลาด ภายใต้การบริหารจัดการกลุ่มอย่างเข้มแข็งด้วยการเน้นการทำเกษตรอย่างยั่งยืน

นายสุรพล ทองเที่ยง เกษตรจังหวัดลำปาง กล่าวว่า จังหวัดลำปางมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำนวน 197,276 ไร่ เกษตรกร จำนวน 14,725 ราย มีพื้นที่เพาะปลูกมีเอกสารสิทธิ์ จำนวน 53,864 ไร่ พื้นที่ปลูกไม่มีเอกสารสิทธิ์ จำนวน 143,412 ไร่ โดยที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาผลผลิตและราคาตกต่ำและผลผลิตขาดคุณภาพ ด้วยเหตุนี้ภาครัฐจึงได้มีการส่งเสริมการทำเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้มีการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ตั้งแต่ ปี 2559 พร้อมทั้งขับเคลื่อนส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1 แปลง ในพื้นที่อำเภองาว มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 499 ราย พื้นที่ 1,922.25 ไร่

โดยมีแนวทางการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ด้วยการใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเกษตร มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม สามารถช่วยแก้ปัญหาของชุมชนตอบสนองประเด็นการพัฒนาในพื้นที่ และสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร มีรูปแบบการทำงานส่งเสริมการเกษตรแบบบูรณาการในพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการในลักษณะแปลงใหญ่ที่เหมาะสมกับสภาพแต่ละพื้นที่ โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรทำหน้าที่เป็นผู้จัดการพื้นที่

สำหรับผลการดำเนินงานแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (หลังนา) ในพื้นที่แปลงใหญ่ ของอำเภองาว ทั้งสิ้น เกษตรกร 499 ราย ด้วยแนวทางการดำเนินงานและเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อพัฒนาแปลง 5 ด้าน ประกอบด้วย การลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตจากเดิม 4,532 บาท/ไร่ เป็น 3,618 บาท/ไร่ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี จาก 50 กก./ไร่ เป็น 30 กก./ไร่ โดยเตรียมดิน การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และลดการใช้สารเคมี โดยใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทน ทำให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมลดลง 914 บาท/ไร่ (ลดลงร้อยละ 20.16)

การเพิ่มผลผลิต เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ดี มีการปรับปรุงบำรุงดินก่อนการเพาะปลูก ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และเก็บเกี่ยวในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิม 860 กิโลกรัม/ไร่ เป็น 1,030 กิโลกรัม/ไร่ (ร้อยละ 19.77) การพัฒนาคุณภาพผลผลิต สามารถปรับปรุงคุณภาพผลผลิต ให้มีความชื้นไม่เกิน 15% การบริหารจัดการกลุ่ม สมาชิกแปลงใหญ่ได้รวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจแปลงใหญ่อำเภองาว และจัดตั้งกองทุนหมุนเวียน เพื่อเป็นเงินออกในกลุ่ม ปัจจุบันมีเงินออกทั้งหมด 120,000 บาท โดยออมทุกวันที่ 15 ของเดือน การตลาด ได้เชื่อมโยงการตลาดที่รับซื้อผลผลิตของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยผ่านกลไกของสหกรณ์/สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.)/และบริษัทเอกชนในพื้นที่ ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดทั่วไป

“ทั้งนี้ในภาพรวมเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ สามารถลดต้นทุนได้ 20% มีผลผลิตเพิ่มขึ้นต่อไร่ 20% และสินค้าได้ผ่านการประเมินรับรองมาตรฐานเบื้องต้นทุกแปลง อย่างไรก็ตามในปี 2560 ได้มีการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มอีก 1 แปลง ในพื้นที่อำเภอแม่ทะ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 50 ราย พื้นที่ 1,111.75 ไร่ และมีแผนจะขยายพื้นที่แปลงใหญ่ในปี 2561 อีก 5 แปลง ในพื้นที่อำเภอเมืองลำปาง เกษตรกร 55 ราย พื้นที่ 561.75 ไร่ อำเภอแม่เมาะ เกษตรกร 50 ราย พื้นที่ 658.25 ไร่ อำเภอเสริมงาม เกษตรกร 118 ราย พื้นที่ 1,002 ไร่ อำเภอเมืองปาน เกษตรกร 148 ราย พื้นที่ 956.25 ไร่ อำเภอวังเหนือ เกษตรกร 49 ราย พื้นที่ 512 ไร่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืนในระบบการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต่อไป”นายสุรพล กล่าว

จากนโยบายของรัฐบาลข้อ ๘ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม ด้วยการสนับสนุนงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาของประเทศเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันและมีความก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศอื่นที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน และจัดระบบบริหารงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรมให้มีเอกภาพและประสิทธิภาพโดยให้มีความเชื่อมโยงกับภาคเอกชน เร่งสร้างสังคมนวัตกรรม

และปฏิรูประบบการให้สิ่งจูงใจต่อการนำงานวิจัยและพัฒนาไปต่อยอดหรือใช้ประโยชน์ได้จริง ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ในการวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดสรรงบประมาณการวิจัยให้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ในการบริหารจัดการสนับสนุนการทำวิจัย ตามแผนงานวิจัยมุ่งเป้า เพื่อตอบสนองความต้องการพัฒนาประเทศโดยเร่งด่วน : กลุ่มเรื่องมันสำปะหลัง ตั้งแต่งบประมาณ ๒๕๕๕ ซึ่งได้สนับสนุนทุนอุดหนุนการวิจัยแก่โครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาเครื่องสับมันปะหลังสำหรับเกษตรกรรายย่อย” ของ นายจรูญศักดิ์ สมพงศ์ และคณะ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ในการพัฒนาเครื่องสับมันสำปะหลัง เนื่องจากกระบวนการผลิตมันเส้นที่สะอาดจะต้องตัดเหง้าและทำความสะอาด และลดความชื้นโดยการตากแดด

การลดขนาดของหัวมันเกษตรกรนิยมใช้มีดสับมันเสี่ยงต่ออันตราย และหากใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ชิ้นมันที่ได้จะใหญ่และตากไม่แห้ง เสี่ยงต่อการเกิดเชื้อรา นอกจากนี้เครื่องสับมันและเครื่องทำความสะอาดไม่ได้ทำงานต่อเนื่องในชุดเดียวกันทำให้เพิ่มขั้นตอนในการทำงานและค่าใช้จ่าย จึงไม่เหมาะกับเกษตรกรรายย่อย ดังนั้นการพัฒนาเครื่องสับมันสำปะหลังนี้จึงเป็นการพัฒนาเครื่องสับหัวมันสำปะหลังที่ประกอบด้วย ๒ ส่วนหลัก คือ ชุดทำความสะอาด และชุดสับหัวมันสำปะหลัง เพื่อลดขั้นตอนการทำงาน และอันตราย รวมถึงลดค่าใช้จ่าย และการเสียหายของผลผลิต ด้วยเครื่องขนาดเล็ก ดูแลรักษาง่าย สามารถขนย้ายและติดตั้งได้สะดวกและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นการยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังให้เหมาะสมกับเกษตรกรรายย่อยของไทยได้ดีขึ้น

ผู้วิจัยได้พัฒนาเครื่องทำความสะอาดมันสำปะหลัง ทรงกระบอกมีรูขนาด ๑ นิ้ว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของตะแกรง ๐.๗๕๙ เมตร ยาว ๒.๕๐ เมตร ซึ่งสามารถป้อนมันสำปะหลังเข้าไปในตะแกรงที่มีปริมาตร ๔๐% ของปริมาตรตะแกรง และหมุนความเร็วรอบ ๑๕ รอบต่อนาที ประมาณ ๑๐ นาที โดยใช้ต้นกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด ๑/๒ แรงม้า ความเร็วรอบ ๑,๔๕๐ รอบต่อนาที สามารถทำความสะอาดมันสำปะหลังด้วยอัตรา ๑,๐๔๕ กิโลกรัมต่อชั่วโมง หรือ ๘,๓๖๒ ตันต่อวัน ในส่วนของเครื่องสับมันสำปะหลัง จะป้อนมันสำปะหลังเข้าทางบนของตัวเครื่อง หัวมันสำปะหลังจะปะทะเข้ากับจานรูปทรงกรวยแบน เพื่อกระจายสู่ช่องป้อน ๔ ช่องแต่ละช่องจะทำมุม ๗๕ องศากับแนวระดับ

และจากการทดสอบการตัดหัวมันด้วยหลักการของเพนดูลัม พบว่า มุมของใบมีดที่เหมาะสม คือ ๓๐ องศา มาการตัดที่เหมาะสม คือ ๗๕ องศา และความเร็วของใบมีดที่เหมาะสม คือ ๔.๓๔ m/s ซึ่งหัวมันสำปะหลังจะถูกตัดภายในช่องป้อนที่ระยะ ๓๐ เซนติเมตร จากจุดหมุนใบมีดสับ ทำให้ตัดด้วยพลังงานต่ำสุด โดยเครื่องสับมันสำปะหลังใช้ต้นกำลังมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด ๒ แรงม้า ความเร็วรอบ ๑,๔๕๐ รอบต่อนาที การทำงานของเครื่องสามารถสับมันด้วยอัตรา ๑,๓๑๐ กิโลกรัมต่อชั่วโมง หรือ ๑๐,๔๗ ตันต่อวัน ที่ความหนาชิ้นมันประมาณ ๑๐.๔ มิลลิเมตร การพัฒนาเครื่องสับมันสำปะหลังสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่พัฒนาแล้วนี้ เหมาะสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่จะช่วยลดขั้นตอนในการทำงาน แรงงาน เวลา และค่าใช้จ่าย และที่สำคัญจะช่วยรักษาความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินให้กับเกษตรกรผู้ใช้ที่จะต้องไปเสี่ยงกับการใช้เครื่องสับมันสำปะหลังขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม เป็นส้มโอที่พัฒนาโดยเกษตรกร ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันปลูกมากในพื้นที่ 3 ตำบล คือ ตำบลคลองน้อย ตำบลเกาะทวด และตำบลปากพนังฝั่งตะวันตก

คุณฐปนีย์ ทองบุญ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครศรีธรรมราช (ศวพ. นครศรีธรรมราช) ได้ให้ข้อมูลในผลงานวิจัยดีเด่น ประจำปี 2558 ของกรมวิชาการเกษตร ว่า เมื่อปี 2523 นายหวัง มัสแหละ ได้นำต้นส้มโอมาจากบ้านบราโอ ตำบลประจัน อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี จำนวน 3 ต้น มาปลูกที่บ้านแสงวิมาน ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง

ส้มโอที่นำมาปลูกเป็นส้มโอที่มีลักษณะผลเหมือนส้มโอพันธุ์ขาวพวง มีกุ้งเป็นเนื้อสีชมพูเข้มค่อนข้างแดง ผลมีขนาดใหญ่แต่มีรสขม เมื่อนำมาปลูกที่บ้านแสงวิมาน ตำบลคลองน้อย ปรากฏว่า เมื่อให้ผลผลิตกลับมีรสหวานขึ้น ผิวของส้มโอสีเขียวจัด และมีขนอ่อนนุ่มคล้ายกำมะหยี่คลุมทั่วผล จากนั้นเกษตรกรได้คัดเลือกสายพันธุ์และปรับปรุงคุณภาพเรื่อยมา ซึ่งใช้เวลานานหลายปี ในที่สุดก็ได้ส้มโอที่มีเนื้อสีแดงเข้มเหมือนสีทับทิม รสชาติหอมหวาน เนื้อนุ่มน่ารับประทาน จึงได้มีการตั้งชื่อขึ้นมาใหม่ว่า “ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม” ซึ่งส้มโอพันธุ์นี้แตกต่างจากส้มโอพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน มีลักษณะประจำพันธุ์ที่โดดเด่น คือเนื้อผลหรือที่เรียกว่า กุ้ง มีสีชมพูเข้มจนถึงแดงเหมือนสีทับทิม ผิวผลส้มโอมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมคล้ายกำมะหยี่

คุณวิริยา ประจิมพันธุ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศวพ. นครศรีธรรมราช ผู้ร่วมคณะศึกษาวิจัยส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เนื่องจากส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามเป็นส้มโอสายพันธุ์ใหม่ มีความเฉพาะเจาะจงกับสภาพพื้นที่ จึงปลูกกันไม่แพร่หลาย ปัจจุบันพบว่าส้มโอพันธุ์นี้เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง และจำหน่ายได้ในราคาสูง ราคาจากในสวนเฉลี่ยแล้ว ผลละ 100-300 บาท ทำให้เกษตรกรเริ่มขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้น เพราะเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

ผลิตส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม อย่างมีคุณภาพ

คุณวิริยา กล่าวต่ออีกว่า ทาง ศวพ. นครศรีธรรมราช ได้เข้าไปตรวจเยี่ยมสวนส้มโอของเกษตรกรและศึกษาวิจัยเกี่ยวกับส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามอย่างครบวงจร พบว่าเกษตรกรยังขาดความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตอย่างถูกต้องเหมาะสม ทั้งในเรื่องการจัดการสวน การป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีผลทำให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร

จากการเข้าไปศึกษาพื้นที่ปลูกพบว่า เดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ราบลุ่มมีการทำนาข้าวมาก่อน มีระดับน้ำใต้ดินสูง ดินเหนียวจัด มีน้ำกร่อยท่วมขังทุกปี ประกอบกับพื้นที่หมู่บ้านแสงวิมานนิยมปลูกส้มโอพันธุ์ทองดีและได้ผลดี ต่อมาเมื่อมีการนำส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามมาปลูกได้ผลดี รสชาติอร่อย มีราคาสูง เกษตรกรจึงหันมาปลูกส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามกันมากขึ้น

เนื่องจากการปลูกส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม เกษตรกรนิยมปลูกด้วยกิ่งตอนซึ่งไม่มีรากแก้ว รากจะแผ่กว้างและไม่หยั่งลึกมากนัก สร้างรากที่ทำหน้าที่ดูดอาหารสำคัญใกล้ระดับผิวดิน มีการเจริญเติบโตทางลำต้นเกือบตลอดปี ไม่มีระยะพักตัวที่ยาวนานและไม่มีการผลัดใบ และในแหล่งปลูกมีการกระจายตัวของฝนหลายเดือน ทำให้การแตกยอดอ่อนของส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามเกิดขึ้นหลายครั้ง และการออกดอกเกิดขึ้นพร้อมกับการแตกยอดอ่อน

คุณวิริยา อธิบายว่า ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามจะมีการแตกยอดอ่อนและออกดอกหลายครั้งในรอบปี เนื่องจากการพัฒนาระยะต่างๆ ของส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามจะเหลื่อมซ้อนกัน ทำให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดปี แต่จะมีช่วงที่ออกดอกพร้อมกันจำนวนมากอยู่ 2 รุ่น รุ่นที่หนึ่งจะออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และจะให้ผลผลิตที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน และจะออกดอกรุ่นที่สองประมาณเดือนสิงหาคม-กันยายน จะไปเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณปลายเดือนมีนาคม-เมษายน ปริมาณการออกดอกแต่ละครั้งอาจจะแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจัดการสวนและปัจจัยสภาพภูมิอากาศ ในขณะเดียวกันโรค แมลง และไรศัตรูพืช มีการระบาดและเข้าทำลายต้นส้มโอทุกระยะการเจริญเติบโตและต่อเนื่องตลอดปี ทำให้ส้มโอที่ได้มีปริมาณและคุณภาพไม่ตรงตามความต้องการผลผลิตที่ได้ไม่สม่ำเสมอ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดสวนด้านต่างๆ

สร้างเกษตรกรต้นแบบ ตัวอย่างเรียนรู้ของเกษตรกร

คุณวิริยา เล่าต่อว่า จากปัญหาดังกล่าว ทาง ศวพ. นครศรีธรรมราช จึงเข้าไปดำเนินการให้ความรู้และพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่องและต่อยอดงานวิจัยเรื่อยมา ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2553-จนถึงปัจจุบัน และสามารถสร้างเกษตรกรและแปลงต้นแบบการผลิตส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามคุณภาพ ซึ่งเกษตรกรและผู้สนใจสามารถเข้ามาศึกษาดูงานได้

ใช้เทคโนโลยี จัดการสวนส้มโอสู่ปากพนัง

การเตรียมพื้นที่ปลูกส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามในที่ลุ่ม โดยขุดร่องสวนเว้นร่องน้ำ กว้าง 2 เมตร ลึก 1 เมตร ใช้ระบบ 1 แถว ต่อ 1 ร่องระบายน้ำ หรือ 2 แถว ต่อ 1 ร่องระบายน้ำ ระยะปลูก 8×6 เมตร

การจัดการธาตุอาหารตามความเหมาะสมกับการพัฒนาการของส้มโอ โดยการใส่ปุ๋ยคอก ประมาณ 10 กิโลกรัม ผสมกับปุ๋ยหินฟอสเฟต อัตรา 300-500 กรัม รองก้นหลุมก่อนปลูก เมื่อต้นส้มอายุ 1 ปี ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0+15-15-15 อัตรา 1:1 ครึ่งกิโลกรัม ต่อต้น แบ่งใส่ 4 เดือน ต่อครั้ง และใส่ปุ๋ยเคมีสูตรดังกล่าว อัตรา 1 และ 2 กิโลกรัม ต่อต้น เมื่อต้นส้มอายุ 2-3 ปี ตามลำดับ

การจัดการเกี่ยวกับความสะอาดของสวนส้ม เช่น เก็บผลส้มที่ร่วงหล่นใต้ต้นทิ้ง เผาทำลายกิ่งและผลที่เป็นโรค

ให้เกษตรกรทำบันทึกข้อมูลการปฏิบัติงานการเก็บเข้าทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืช ตลอดจนบันทึกข้อมูลการเจริญเติบโตของลำต้น ได้แก่ ความสูง และรัศมีทรงพุ่ม เป็นต้น

ทำไม ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ราคาแพง

เดิมขณะยังไม่มีการพัฒนาสวนส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ราคาขายของส้มโอพันธุ์นี้อยู่ที่ 80-150 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว เนื่องจากผลผลิตมีรสชาติดี เป็นที่ต้องการของตลาด และยังมีปริมาณไม่มากนัก คุณวิริยา บอกว่า หลังจากที่ ศวพ. นครศรีธรรมราช เข้าไปแนะนำให้ความรู้แก่เกษตรกร เกษตรกรชาวสวนมีความรู้ ความเข้าใจ การจัดการสวนอย่างถูกต้องและเหมาะสม ทำให้ผลผลิตที่ได้ต่อต้นสูง และมีคุณภาพดีขึ้น ราคาขายส่งจากสวนเพิ่มขึ้น อยู่ที่ผลละ 150-300 บาท ราคาขายปลีกอยู่ที่ ผลละ 300-500 บาท ซึ่งเกษตรกรเป็นผู้กำหนดราคาเอง และเมื่อวางจำหน่ายที่ตลาด อ.ต.ก. กรุงเทพฯ ราคาก็สูงขึ้นเป็นเท่าตัว และทราบว่าราคาขายอยู่ที่ ผลละ 700-800 บาท

คุณฐปนีย์ ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามที่ราคาสูงขึ้นว่า เมื่อช่วงเดือนธันวาคม ปี 2559 ถึงเดือนมกราคม 2560 มีฝนตกหนักต่อเนื่องติดต่อกันหลายวัน ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะแหล่งปลูกส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม รวมพื้นที่น้ำท่วมขัง 37,742 ไร่ ส่งผลกระทบในสวนส้มโอของเกษตรกรได้รับความเสียหาย ประจวบกับเป็นช่วงเวลาที่ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามให้ผลผลิตน้อย จึงทำให้ผลผลิตส้มโอออกสู่ตลาดมีปริมาณน้อยลง นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ส้มโอพันธุ์นี้มีราคาค่อนข้างสูง

เร่งฟื้นฟูสวนส้มโอ พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง

“จากการสำรวจประเมินแปลงปลูกส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามของเกษตรกร 421 ราย พบว่าต้นส้มโอที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี มีเปอร์เซ็นต์ตายสูงที่สุด รองลงมาคือ ต้นส้มอายุระหว่าง 1-2 ปี ส่วนต้นส้มอายุ 3 ปีขึ้นไป ซึ่งเริ่มให้ผลผลิตมีเปอร์เซ็นต์ต้นตายต่ำที่สุด”

คุณฐปนีย์ กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตร ได้สั่งการให้ ศวพ. นครศรีธรรมราช เร่งฟื้นฟูส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยดังกล่าวในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่ง ศวพ. นครศรีธรรมราช ได้ดำเนินการแล้ว ขณะเดียวกันก็เร่งผลิตและขยายพันธุ์ต้นกล้าส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามคุณภาพดีสำหรับช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัย พร้อมกับสร้างแปลงต้นแบบเพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ในการฟื้นฟูสวนส้มโอหลังน้ำลด

ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ขึ้นทะเบียนเป็นพืช GI

จากการสำรวจและวิเคราะห์พื้นที่แหล่งปลูกสำคัญของส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามในจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในตำบลคลองน้อย ตำบลเกาะทวด และตำบลคลองกระบือ อำเภอปากพนัง และจากการวิเคราะห์พบว่ามีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกัน คือมีสภาพอากาศร้อนชื้น ดินที่ปลูกเป็นดินชุดบางกอก เนื้อดินเป็นดินเหนียว การระบายน้ำเลว ฤดูฝนน้ำขังลึก 20-50 เซนติเมตร นาน 1 เดือน หน้าแล้งดินแห้งแตกระแหง เป็นร่องกว้างลึก มีเปลือกหอยอยู่บริเวณดินชั้นล่าง ดินมีความเป็นกรด-ด่าง เท่ากับ 6.99-7.96 มีอินทรียวัตถุปานกลางถึงสูง และมีความเค็มต่ำ ซึ่งสามารถนำเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่แบบเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มีคำถามจากผู้ที่อยากจะนำต้นส้มโอพันธุ์นี้ไปปลูกพื้นที่อื่น รสชาติจะเหมือนกับส้มโอทับทิมสยามที่ปากพนังหรือไม่ คุณฐปนีย์ ชี้แจงว่า ถ้าพื้นที่ที่จะปลูกมีลักษณะดินเป็นดินชุดบางกอก และมีการจัดการที่ดีถูกต้องและเหมาะสมก็อาจทำให้คุณภาพและรสชาติใกล้เคียงกันได้ แต่ส่วนใหญ่ผู้บริโภคจะบอกว่ารสชาติไม่เหมือนกันกับส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามที่ปากพนัง ถึงแม้จะมีรสหวาน แต่สีของเนื้อกุ้งไม่เหมือนกัน

“เชื่อว่าปัจจัยหรือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม อำเภอปากพนัง มีรสชาติหวานอร่อยกว่าส้มโอทับทิมสยามที่นำไปปลูกที่อื่น ก็คือ สภาพดิน ภูมิอากาศ และสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนใคร”

ด้วยเหตุนี้ เกษตรกรชาวสวนส้มปากพนังจึงได้ขึ้นทะเบียนส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามปากพนังเป็นพืช GI ของเกษตรกรชาวปากพนัง และในงาน “เกษตรมหัศจรรย์ 2560 พืชกินได้ ไม้ขายดี” ซึ่งนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยปีนี้จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 7-10 กันยายน 2560 ที่ห้องสกายฮอลล์ เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว ก็จะมีส้มโอทับทิมสยามมาจัดแสดงให้ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

“ไผ่เป๊าะหวาน” เป็นพันธุ์ไม้เลื้อย ลำต้นไม่ตรง เป็นไผ่เปลือกบางเหนือหนา มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำ 6 นิ้ว สูง 8-10 เมตร ปล้องยาวโดยประมาณ 12 นิ้ว เนื้อไม้บาง ลักษณะใบมีสีเขียวเล็กคล้ายหอก ก้านมีสีเหลือง มักพบกระจายพันธุ์ตามชายแดนไทย-พม่า แถบจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตากมีบ้างเป็นบางพื้นที่ เป็นต้นกล้าที่มาจากเมล็ดจึงไม่ต้องห่วงเรื่องไผ่จะแก่และตายขุย อยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี หน่อมีขนาดใหญ่เต็มที่ 2.5-3 กิโลกรัม รสชาติหวานกรอบ ไม่มีเสี้ยน เนื้อเยอะ นิยมนำมาต้มจืด ผัดหน่อไม้ใส่หมู และใส่ในกระเพาะปลา อร่อยอย่าบอกใคร

มีพื้นที่เพียง 1 ไร่ ก็สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้แล้ว สมัครพนันบอลออนไลน์ และการปลูกไผ่ยังใช้เงินในการลงทุนน้อยกิ่งไผ่ตอนราคาเพียง 40 บาท 1 ไร่ ปลูกได้ 30-36 ต้น ซึ่งคิดเป็นเงินเพียง 1200- 1500 บาท เท่านั้น ถือว่าปลูกแล้วคุ้มในระยะยาว

แต่หากท่านใดอยากปลูกไผ่เป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ และในระหว่างที่รอไผ่โต 1-2 ปี แรกเราสามารถปลูกพืชแซมในสวนไผ่ได้อีกด้วย

ส่วนพืชที่เหมาะในการปลูเป็นพืชแซมสวนไผ่คือ มะละกอ ถั่ว หรือจะปลูกข้าวโพดแซมล่องกลางยังได้ ถือว่าเป็นการสร้างรายได้สองต่อ เลี้ยงครอบครัวได้สบายๆ และหากดูแลไผ่ดีๆ ปลูกบนพื้นที่ดีๆ ไผ่กอหนึ่งสามารถให้หน่อได้ถึง 10-20 กิโลกรัม ต่อกอเลยทีเดียว

เทคนิคการปลูกให้ได้หน่อเยอะๆ

การปลูกไผ่ให้ได้หน่อเยอะๆ ไม่ใช้เรื่องยาก เพียงบังคับให้ใบร่วงให้ไวที่สุด ยิ่งใบร่วงเร็วเท่าไหร่ ยอดจะแทงออกมาใหม่เร็วเท่านั้น เมื่อยอดออกมาใหม่จนครบหมดต้น คราวนี้อีกไม่นานไผ่เป๊าะจะเริ่มให้หน่อ ให้ผลผลิตออกมา หากมีแรงงานมากก็ให้คนงานตัด เพียงเท่านี้เกษตรกรก็จะได้หน่อเยอะตามที่ต้องการ