จากนั้นได้เรียนรู้และพัฒนาต่อยอดผุดไอเดียด้วยสร้างผลิตภัณฑ์

เกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง ในรูปแบบที่ทันสมัย อาทิ ผลิตภัณฑ์มูลไส้เดือน 100% ดินหมักมูลไส้เดือน น้ำสกัดมูลไส้เดือนดินหมักมูลไส้เดือนสดจุลินทรีย์จากหน่อกล้วยและฮอร์โมนน้ำสกัดธรรมชาติ น้ำส้มควันไม้ ภายใต้แบรนด์ “Mr.Hope” หรือ “ลุงสมหวัง” ที่มีแพ็กเกจจิ้งสวยงามและทันสมัย โดยตลาดส่วนหนึ่งวางจำหน่ายในห้างแม็กซ์แวลู ตลาด อ.ต.ก. กรุงเทพฯ นอกจากนั้น เป็นตลาดในชุมชนและออกบู๊ธที่กรมส่งเสริมการเกษตรให้การสนับสนุนในการจัดหาตลาด

​“ความสำคัญของทุกอาชีพคือการตลาดต้องยั่งยืน มั่นคง สำหรับตนจะให้ความสำคัญในการศึกษาความต้องการของตลาด และค้นพบว่าผู้บริโภคอยากได้อะไรที่แบบเสร็จสรรพ สามารถรีไซเคิลได้ด้วย เลยต่อยอดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ตนเองขึ้นมาเป็นมูลไส้เดือนอินทรีย์ 100% ออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายในดินได้เลย

​จากนั้นได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ตามมาคือ ดินหมักมูลไส้เดือน ผสมไข่ไส้เดือน แต่ที่มันเป็นทางนวัตกรรมทางความคิดบรรจุภัณฑ์ใส่ถุงพร้อมปลูก โดยสินค้าของเราจะผสมทุกอย่างให้แล้วรวมทั้งการฆ่าเชื้อโรค ใส่ไข่ไส้เดือนให้ด้วย เหลือแต่ไปตัดเจาะรูเพื่อการระบายน้ำ หยอดเมล็ดปลูกในถุงได้เลยโดยไม่ต้องย้ายอีก เพราะปกติถุงซื้อใช้แล้วทิ้ง จนถุงพลาสติกล้นโลก เราก็อยากจะให้ถุงมารีไซเคิลได้ในตัวมันเองลูกค้าไม่ต้องไปหาถุงเพาะชำ แล้วพอผ่านไป 60 วัน รดน้ำ ปลูกต้นไม้ไปเรื่อยๆ ไส้เดือนออกจากไข่ ก็จะมีไส้เดือนพรวนดินให้ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ดังกล่าวขายดีมาก เพราะเอาไปใช้แล้วได้ผล ช่วยปรับปรุงระบบนิเวศทางอ้อมซึ่งผลิตภัณฑ์ของเราจะเหมาะกับคนสังคมเมืองที่มีพื้นที่ปลูกจำกัด

​“ศิวภรณ์ กล่าวถึงเส้นทางก้าวสู่การเป็นยังสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ ว่าเกิดจากตนเอง ตนสมัครเข้ามาใน ปี 2560 โดยเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี ด้วยการลงทะเบียนเป็นเกษตรกร จากนั้นกรมส่งเสริมการเกษตรก็เข้ามาสนับสนุนถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านต่างๆ บ้างก็ส่งไปศึกษางานในต่างประเทศในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรกรด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ก็ทำให้ตนเองมีความรู้เพิ่มขึ้น นำกลับมาพัฒนาฟาร์มของตนเอง

ปัจจุบันนอกจากจะรับการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรใหม่ๆ แล้ว กรมส่งเสริมการเกษตรยังได้ส่งเสริมให้ความรู้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมทั้งจัดหาตลาดเคลื่อนที่ในการจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง สำหรับองค์ความรู้เราที่ได้จากการเข้าสู่ยังสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ นั้นมีประโยชน์ต่อการต่อยอดพัฒนาอาชีพเกษตรอย่างมาก เพราะนอกจากมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ ทำให้เรามีตลาดที่ยั่งยืน เข้มแข็ง ยังได้เครือข่ายยังสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ ที่มีอยู่ทั่วประเทศอีกด้วย มีการเชื่อมโยงเครือข่าย แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจุดประกายความคิดทางด้านธุรกิจ ด้านคอนเน็กชั่น มันเปิดโลกทรรศน์ แทนที่จะอยู่ที่แค่สิงห์บุรี แต่ทางด้านองค์ความรู้ด้านการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรจะเข้ามาสนับสนุนในเรื่องของ GAP ออร์แกนิกไทยแลนด์ เขาจะให้ความรู้ สารเชื้อพันธุ์ต่างๆ เพิ่มพูนความรู้และต่อยอดภูมิปัญหาตนเองได้อย่างมาก

ปัจจุบัน “ศิวภรณ์” ยังได้ต่อยอดความคิดและฟาร์มของตนเองยกระดับก้าวสู่ “ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่” ประจำจังหวัดสิงห์บุรีในปลายปีนี้อีกด้วย เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร ฝึกปฏิบัติจริงในแปลง เป็นแหล่งเชื่อมโยง young smart farmer ต้นแบบ เสมือนแหล่งถ่ายทอดความรู้เฉพาะด้านทุกสาขาการเกษตร สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม หลักการธุรกิจเกษตร การผลิต การแปรรูป และการตลาด อย่างครบวงจร โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้เข้ามาเรียนรู้การทำเกษตรเพื่อนำไปพัฒนาแปลงของตนเองได้

“สิ่งที่อยากฝากสำหรับคนที่ขาดความมั่นใจในการอาชีพเกษตร สำหรับตนอาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่โครตเท่ห์ ซึ่งไม่ใช่ว่าใครๆ ก็ทำได้ ต้องยืนด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างแท้จริง เพราะทำเกษตรไม่ใช่การใช้องค์ความรู้ด้านเดียว ไม่ใช่สักแต่ว่าปลูกแล้วมันจะออกผลมางอกงาม มันใช้ทั้งความอดทนอย่างยิ่งยวด การศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัยเหมือนนักวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำ แล้วถ้าเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ คุณจะได้เรียนรู้ในเรื่องการตลาด การขาย มันครบวงจร

หลังจากที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า เปิดรับสมัคร “การแข่งขันพัฒนา GIS Application เพื่อตอบสนองต่อภาคธุรกิจ” หรือ “DGAB” ที่เปิดโอกาสให้นักภูมิศาสตร์และนักภูมิสารสนเทศที่มีความคิดริเริ่มในการพัฒนาผลงาน งานวิจัยไปต่อยอดในเชิงธุรกิจหรือพัฒนาแอปพลิเคชั่นเพื่อทำประโยชน์ให้กับสังคมและมุ่งหวังให้เกิดนักพัฒนาเว็บแอปพลิเคชั่นบนระบบภูมิสารสนเทศกลางเพื่อการบริการแผนที่ออนไลน์ หรือ GISTDA Portal Platform ที่มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจพร้อมผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งได้ทีมที่ชนะเลิศแล้ว จำนวน 2 ทีม

นางกานดาศรี ลิมปาคม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาธุรกิจและเครือข่ายพันธมิตร กล่าวว่า การแข่งขันในครั้งนี้มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ประกอบการถึงผลงานที่นักพัฒนาได้พัฒนาอย่างดีเยี่ยม ทั้งจากทางภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา รวมถึงผู้ที่สนใจทั่วไป ในรอบชิงชนะเลิศครั้งนี้มีทีมที่ผ่านเข้ารอบทั้งสิ้น 5 ทีม ได้แก่ ทีม GREY2 หัวข้อ Light Now Application ร่วมกับบริษัท Integration Power Technology จำกัด, ทีม COSMOs หัวข้อ Noo Chuap Application, ทีม Overcome หัวข้อ DRON BON DIN Application ร่วมกับ บริษัท นิวแลนด์เทคโนโลยี จำกัด และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์, ทีม GeoDream หัวข้อ CHILLI REPUBLIC ร่วมกับ บริษัท ThaiSmartlife จำกัด และ ทีม GEONIC หัวข้อ AgriSelecttd Application ร่วมกับบริษัท พาวเวอร์ทีม เน็ตเวิร์ค จำกัด

โดยแต่ละทีมต่างงัดไม้เด็ดในการนำเสนอแอปพลิเคชั่นที่พัฒนาขึ้นอย่างเต็มที่ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน จนได้ทีมชนะเลิศ 2 ทีม ได้แก่ ทีม GeoDream และทีม GEONIC โดยทั้ง 2 ทีม จะได้รับเงินรางวัลทีมละ 100,000 บาท รวมถึงได้รับสิทธิ์จากบริษัท บี เจ สมุทร กรุ๊ป จำกัด ในการนำผลงานที่ได้จากการแข่งขัน ไปพัฒนาต่อยอด ซึ่งจะสร้างรายได้และสร้างโอกาสที่ดีให้กับทีมด้วย นอกจากนี้ ทีมผู้พัฒนาที่ยังเป็นนิสิต-นักศึกษาในระดับปริญญาตรีที่เข้าร่วมแข่งขัน ทางจิสด้าได้เปิดสิทธิ์ในการเข้าใช้งานระบบ GISTDA Portal ที่ใช้เป็นแพลตฟอร์มหลักในการพัฒนานี้อีกด้วย นางกานดาศรี กล่าว

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับโรงแรม เดอะ คาวาลิ คาซ่า รีสอร์ท โรงแรมอยุธยาแกรนต์ บริษัท ธัญ ออริซ่า จำกัด และโรงแรมศาลาอยุธยา เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนด้านวิชาชีพในสาขาวิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม และสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมและพัฒนาบุคลากรด้านภาษาการท่องเที่ยว และการโรงแรมให้แก่พนักงานในสายวิชาชีพ ณ ห้องชมพูพันธุ์ทิป คณะศิลปศาสตร์ มทร.สุวรรณภูมิ ศูนย์พระนครศรีอยุธยา หันตรา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่าที่ร้อยเอก ดร.ธนู ทดแทนคุณ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มทร.สุวรรณภูมิ กล่าวว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างคณะศิลปศาสตร์ กับทั้ง 4 สถานประกอบการข้างต้น เพื่อพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานในด้านภาษาการท่องเที่ยวและการโรงแรม ตลอดจนพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนด้านวิชาชีพสู่การปฏิบัติงานจริง เพื่อเป็นการตอบสนองนโยบายการบูรณาการการศึกษากับการทำงาน

สหกิจศึกษาและการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษา ในการพัฒนาและผลิตกำลังคนด้านวิชาชีพให้มีปริมาณและคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการด้านกำลังคนของสถานประกอบการ โดยคณะศิลปศาสตร์ มทร.สุวรรณภูมิ ยินดีให้ความร่วมมือกับสถานประกอบการด้านการส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาทักษะด้านภาษาและวิชาชีพให้แก่บุคลากร ตลอดจนการร่วมมือด้านงานวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการให้เป็นไปตามความต้องการของอุตสาหกรรมการบริการด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรม และสถานประกอบการดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาของคณะศิลปศาสตร์ มทร.สุวรรณภูมิ เข้าปฏิบัติสหกิจศึกษาและฝึกงาน เพื่อเป็นการฝึกทักษะทางวิชาชีพจากสถานประกอบการณ์จริงในสถานประกอบการเสมือนหนึ่งเป็นพนักงานประจำของสถานประกอบการตามแนวทางจัดการศึกษาระบบสหกิจศึกษา

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ จะสามารถสร้างบัณฑิตนักปฏิบัติที่มีคุณภาพออกไปสู่สถานประกอบการต่อไป

สถาบันปิดทองหลังพระฯ อนุมัติงบ 50 ล้านบาท ส่งเสริมการผลิตทุเรียนคุณภาพ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ตั้งเป้าขยายผลการผลิตให้ได้ไม่น้อยกว่า 3 พันตัน หวังส่งเสริมรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่

คณะกรรมการบริหารสถาบันปิดทองหลังพระฯ อนุมัติ 50 ล้านบาท พร้อมจับมือกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงมหาดไทย ขยายผลการผลิตทุเรียนคุณภาพดี เพื่อการส่งออก ให้ได้เป้าหมาย 3,000 ตัน หวังฟื้นฟูเศรษฐกิจ ฐานรากใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันปิดทองหลังพระฯ เปิดเผยว่า โครงการต้นแบบพัฒนาทุเรียนคุณภาพดีในจังหวัดยะลาปีแรกทีผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ กล่าวคือ เกษตรกร 18 ราย ที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาผลผลิตทุเรียนจนมีรายได้เพิ่มขึ้น รายละไม่ต่ำกว่า 150,000 บาท ซึ่งภายหลังจากได้เรียนรู้วิธีการดูแลผลทุเรียนและมีการเอาใจใส่อย่างจริงจัง

ทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีรายได้จากทุเรียนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น คิดเป็น 3 เท่า ต่อต้น เมื่อเทียบกับราคาตลาด และจากการที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ยินดีสนับสนุนด้านการรับซื้อ ทำให้เกิดความมั่นใจในการขยายโครงการดังกล่าว โดยคณะกรรมการปิดทองหลังพระฯ อนุมัติให้เพิ่มการดำเนินงานทั้งในยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยมีเป้าหมายผู้เข้าร่วม 1,250 ราย จำนวนทุเรียน 25,000 ต้น ผลผลิตทุเรียนเกรดเอ บี ไม่ต่ำกว่า 3,000 ตัน โดยทางสถาบันปิดทองหลังพระฯ จะระดมความร่วมมือจากทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสนใจและยินดีร่วมสนับสนุนโครงการดังกล่าว

นอกเหนือจากโครงการพัฒนาทุเรียนคุณภาพแล้ว สถาบันปิดทองหลังพระฯ ยังจะร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อยกระดับการพัฒนาในทุกพื้นที่ให้สอดคล้องกับความเห็นและความต้องการของประชาชนในแต่ละแห่ง ประกอบด้วย การร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตรพัฒนาแปลงดอกไม้ในพื้นที่ปิดทองหลังพระแก่นมะกรูด อุทัยธานี เพื่อส่งเสริมธุรกิจและรายได้จากการท่องเที่ยวให้แก่ประชาชนในพื้นที่ติดกับอุทยานห้วยขาแข้ง

ร่วมมือกับกรมชลประทานในการซ่อมแซมและบำรุงแก้มลิงหนองเลิงเปือย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ส่งเสริมอาชีพการเกษตรแก่ชาวกระหร่างบ้านโป่งลึกและบางกลอย อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน รวมถึงได้ร่วมมือกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมในพื้นที่ และร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตรในการพัฒนาพืชผักปลอดภัยในพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย

อันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมถึงการเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่โรงสีชุมชนเพื่อตอบความต้องการอาหารปลอดภัยที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมากในจังหวัดอุดรธานี ส่วนโครงการร่วมมือกับกรมประมงในการส่งเสริมอาชีพประมงในพื้นที่ปิดทองหลังพระฯ ซึ่งจะเริ่มต้นในพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอตลอดปี ได้แก่ บริเวณฝายสากอ จังหวัดนราธิวาส และบ้านโป่งลึก แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายการยางแห่งประเทศไทย เข้าหารือกับกระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หาแนวทางนำยางสต๊อกรัฐบาลไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง หรือผลิตภัณฑ์ยางในรูปแบบต่างๆ หวังเพิ่มสัดส่วนการใช้ยางในประเทศและกระตุ้นให้ราคาเพิ่มสูงขึ้น

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ กยท. เข้าหารือร่วมกับ กระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อหาแนวทางนำยางจากโครงการของรัฐมาแปรรูป ให้เกิดประโยชน์ เช่น การนำยางไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งแนวทางนี้เป็นเรื่องที่ต้องศึกษา วิเคราะห์หาความเป็นไปได้ว่าจะเกิดประโยชน์ได้มากน้อยเพียงไร หากสามารถนำยางไปแปลงเป็นพลังงานเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า เช่นเดียวกับเชื้อเพลิงประเภทอื่น อาทิ เชื้อเพลิงชีวมวล (Wood Pellets) ถ่านหิน ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการเพิ่มสัดส่วนการใช้ยางในประเทศ และสามารถกระตุ้นให้ราคาในตลาดสูงมากขึ้น

โดยก่อนหน้านี้ กยท. ได้เคยลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างการยางแห่งประเทศไทย

และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในโครงการจัดหาวัตถุดิบจากเศษไม้ยางพาราและส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็ว เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้าชีวมวลของ กฟผ. มาแล้ว ซึ่งต้องหารือในขั้นตอนต่อไปว่ามีโอกาสที่จะนำยางพาราที่มีไปใช้เป็นเชื้อเพลิงได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามทางรัฐบาลได้มอบหมายให้ทาง กยท. หาทางนำยางในสต๊อกที่มีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยอาจนำยางในสต๊อกดังกล่าวไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ รองเท้ายาง ถุงมือยาง ฉนวนกันไฟฟ้าจากยางพารา ฯลฯ ต่อไป รองผู้ว่าการฯ กล่าวทิ้งท้าย

ระหว่างรอการแก้ปัญหาราคาหมูจากหลายภาคส่วนที่ยังหาข้อยุติอย่างยั่งยืนไม่ได้ ก็ยิ่งทำให้เกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงหมูต้องแบกรับภาระต้นทุนต่อไป ด้วยเหตุนี้ทางกรมปศุสัตว์จึงต้องเร่งหาทางออกเพื่อเป็นการช่วยเหลือบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน

ด้านสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบูรณ์ไม่รอช้านำแผนส่งเสริมเลี้ยงหมูดำมานำร่อง ชวนชาวบ้านในพื้นที่เลี้ยงในรูปแบบหมูอินทรีย์ พร้อมร่วมมือกับทางวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสร้างตลาดรองรับหวังดึงผู้บริโภคกลุ่มรักสุขภาพช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยสร้างแบรนด์ชูความโดดเด่นในชื่อ “หมูดำ เพ็ด-ซะ-บูน”

“หมูดำ เพ็ด-ซะ-บูน” เป็นพันธุ์หมูที่มาจากการสร้างสายพันธุ์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดยมีสายพันธุ์ตั้งต้น จาก 1. หมูดำเชียงใหม่ 2. หมูพันธุ์เบิร์กเชียร์ และ 3. หมูพื้นเมืองเพชรบูรณ์ (หมูกระโดน) ดังนั้น ด้วยคุณลักษณะเด่นของแต่ละสายพันธุ์ที่มารวมกันจึงทำให้หมูดำ เพ็ด-ซะ-บูน เป็นสุกรที่ให้เนื้อคุณภาพสูง มีเนื้อนุ่ม เส้นใยเนื้อมีความละเอียด อุ้มน้ำ มีวิตามินบีสูง คอเลสเตอรอลต่ำ ไขมันดีสูง เนื้อมีความหอมแตกต่างจากสุกรทั่วไป มีวิธีเลี้ยงแบบปล่อยในสถานที่กว้าง ช่วยให้หมูดำได้ออกกำลังกาย ได้สัมผัสแสงแดด มีสุขภาพดีเพราะได้รับอาหารเป็นสมุนไพรจากที่ปลูกในพื้นที่

“กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงสุกรวิถีธรรมชาติอย่างยั่งยืน” ตั้งขึ้นจากความตั้งใจของเกษตรกรกลุ่มหนึ่งที่เห็นคุณค่าของธรรมชาติจาก “หมูดำ เพ็ด-ซะ-บูน” เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดสิ่งดีๆ จากธรรมชาติ ไปสู่พี่น้องชาวเพชรบูรณ์ที่รักสุขภาพด้วยการนำร่องแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หมูดำจำหน่ายยังตลาดสุขภาพ

ผลิตภัณฑ์ “หมูดำ เพ็ด-ซะ-บูน” เป็นผลิตภัณฑ์แนวโฮมเมด จากกระบวนการผลิตแปรรูปตามแนวทางการทำอาหารพื้นเมืองแบบโบราณที่สืบทอดต่อกันมาที่เรียกว่า “เมนูฝีมือแม่” ด้วยการใช้ศิลปะการควบคุมความร้อนจากฟืนไม้มะขามที่ให้ความร้อนได้ต่อเนื่องยาวนาน แล้วนำมาผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่สร้างเป็นผลิตภัณฑ์หมูดำเพื่อสุขภาพหลายประเภท อาทิ สเต๊กหมูดำ, ขาหมูดำตุ๋น, หมูดำแดดเดียว, ซี่โครงหมูดำอบซอสบาร์บีคิว, ไส้อั่วหมูดำ, ลูกชิ้นหมูดำ, หมูยอหมูดำ รวมไปถึงสินค้าของฝากอย่างหมูฝอยนุ่ม, หมูสวรรค์เม็ดผักชี, หมูหยองและหมูทุบ

คุณธีรภัทร์ สุดเวหา ประธานวิสาหกิจชุมชนหมูดำ เพ็ด-ซะ-บูน กล่าวว่า แนวคิดการเลี้ยงและแปรรูปหมูดำเกิดจากปัญหาราคาหมูทั่วไปลดลงจนทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ดังนั้น ทางปศุสัตว์จังหวัด ร่วมกับทางวิสาหกิจชุมชนจึงหาแนวทางการสร้างอาชีพเลี้ยง-แปรรูปหมูดำขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน

สำหรับการเลี้ยงหมูดำของสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเป็นโครงการแม่พันธุ์ซึ่งเริ่มมาเมื่อประมาณปี 2560 ตอนนี้อยู่ในช่วงการส่งเสริมให้เลี้ยงหมูดำเพื่อขยายพันธุ์ก่อน โดยมีการแจกแม่พันธุ์ไปใช้สมาชิกที่มีคุณสมบัติความพร้อมเลี้ยง แล้วพอได้ลูกหมูดำแล้วสมาชิกจะนำลูกหมูมาให้วิสาหกิจชุมชนเป็นวิธีที่เรียกว่า “ธนาคารหมู” ทั้งนี้ มีเงื่อนไขว่าห้ามนำไปผสมพันธุ์กับหมูที่อื่นเด็ดขาด โดยจะเป็นการผสมเทียมที่ใช้น้ำเชื้อของโครงการเท่านั้น

“การให้สมาชิกเลี้ยงทั้งแม่พันธุ์และหมูขุนจะต้องเปลี่ยนวิธีเลี้ยงให้ต่างจากการเลี้ยงหมูทั่วไป คือจะต้องสร้างเป็นคอกเลี้ยงแบบเปิดให้มีความเป็นอิสระ ขณะเดียวกัน ควรจะต้องสร้างคอกไว้ท่ามกลางสวนหรือไร่เพื่อให้หมูสามารถเดินเข้า-ออกจากคอกเข้าสวนไปทำกิจกรรมต่างๆ”

ประธานกลุ่มชี้ว่า ความจริงแล้วมีแนวคิดต้องการเลี้ยงหมูดำในไร่ข้าวโพดกับพืชผักต่างๆ แล้วมีการแบ่งพื้นที่ในไร่ออกเป็นส่วน โดย 4 เดือนแรกให้เลี้ยงไว้ในแปลงหนึ่ง หลังจากนั้นอีก 4 เดือนให้ย้ายมาเลี้ยงอีกแปลง เหตุผลที่ทำเช่นนี้เพื่อต้องการให้หมูดำกินพืชผักชนิดต่างๆ ในไร่แบบอินทรีย์เป็นอาหาร แล้วเมื่อหมูถ่ายมูลก็จะมีการคุ้ยเขี่ยดินทำให้ดินเกิดการร่วนซุย เพราะถ้าหากใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพียงอย่างเดียวอาจมีปริมาณถึง 200-300 กิโลกรัม พอเมื่อใช้แนวทางนี้จะช่วยประหยัดค่าปุ๋ยอินทรีย์ทันที แถมยังมีประสิทธิภาพดีกว่า

“ขณะนี้ (2 สิงหาคม 2561) มีแม่พันธุ์หมูดำอยู่จำนวน 40 ตัว แล้วปลายปีนี้คงได้เพิ่มขึ้นมาเป็นจำนวน 160 กว่าตัว จากนั้นจึงเข้าระบบการขยายจำนวนหมูขุนเพื่อให้ได้จำนวน 300-500 ตัว ต่อเดือน จากสมาชิกที่เลี้ยง 30 รายที่จัดแบ่งว่ารายใดจะเลี้ยงแม่พันธุ์กับหมูขุน อย่างไรก็ตาม การให้สมาชิกเลี้ยงหมูขุน อาจต้องใช้การตั้งราคาขายแบบประกันราคาเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจ”

คุณธีรภัทร์ เผยว่า ในช่วงเปิดตลาดขายเนื้อหมูดำสด ยังไม่ได้แจ้งให้ใครทราบ เพราะต้องการทดสอบความแตกต่างของเนื้อหมูดำกับเนื้อหมูทั่วไปจากพฤติกรรมผู้บริโภค จึงนำเนื้อหมูดำสดไปวางขายแทนเนื้อหมูดำทั่วไปที่วางขายตามแผงหมู เพราะมีลูกค้าที่เป็นคนขายอาหารอย่างหมูสะเต๊ะ,หมูปิ้งนมสด หรือร้านอาหารทั่วไปอยู่

ปรากฏว่าพ่อค้าหมูสะเต๊ะมาถามแม่ค้าเขียงหมูว่าทำไมเนื้อหมูสดที่ซื้อไปจึงเสียบไม้ยากกว่าที่ผ่านมา (เพราะเนื้อนิ่มมาก) เมื่อนำไปย่างเนื้อหมูสุกเร็วกว่าเดิม แล้วพอกัดกินก็ยังพบว่าเนื้อนิ่มกว่าเดิมอีก จึงเกิดความสงสัย พร้อมกับได้ลองนำเนื้อหมูทั่วไปที่เก็บไว้มาลองทำวิธีเดียวกันก็พบว่าใช้เวลาย่างนาน แล้วเนื้อไม่นิ่มเลย

ด้านตลาดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูป “หมูดำ เพ็ด-ซะ-บูน” ถ้าเป็นกลุ่มสเต๊กก็จะส่งขายให้แก่ร้านสเต๊กที่อยู่ในเพชรบูรณ์ในรูปแบบเป็นชิ้นเนื้อสด แล้วยังแบบปิ้ง/ย่าง สำเร็จพร้อมรับประทานที่ตลาดกรีนมาร์เก็ตหน้าองค์พระกับนำไปออกงานตามบู๊ธต่างๆ

ขณะเดียวกัน ทางกลุ่มมีแผนและเป้าหมายที่จะผลิตสูตรหมักเนื้อให้มีความเฉพาะเพื่อใช้หมักให้เหมือนกัน ดังนั้น ไม่ว่าลูกค้าไปซื้อหมูดำสเต๊กแบบสำเร็จรับประทานหรือซื้อไปทำที่บ้านก็จะได้รสชาติและความนุ่มเป็นแบบเดียวกันทุกแห่ง

ดังนั้น ด้วยมาตรฐานคุณภาพและรสชาติที่เท่ากันทุกแห่ง ไม่ว่าคุณจะหาซื้อรับประทานจากสถานที่ใด ก็จะอร่อยเหมือนกัน จึงวางเป้าวิชั่นในอนาคตหมูดำสเต๊กให้เป็น King of Pork Steak ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปชนิดอื่นจะเน้นออกแบบให้มีแพ็กเกจที่ทันสมัย สะดวก และง่ายต่อการนำไปบริโภค ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่แปรรูปเป็นอาหารจะใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติล้วน ไม่มีการแต่งสี กลิ่น ส่วนผักที่นำมาใช้ก็เป็นออร์แกนิกแล้วเป็นสินค้าของสมาชิกกลุ่ม

“แนวคิดการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากหมูดำจะต้องบอกทีมงานและสมาชิกทุกคนว่าต้องสามารถใช้ทุกส่วนของตัวหมูให้เกิดประโยชน์มากที่สุดโดยเหลือทิ้งน้อยที่สุด ฉะนั้น ทุกชิ้นส่วนที่เกิดจากหมูดำจะต้องสร้างมูลค่าให้ได้มากที่สุด โดยหวังให้สมาชิกทุกคนมีรายได้ที่เกิดขึ้นจากการแปรรูป ส่วนแผนการตลาดในอนาคตได้มองเป้าหมายใหญ่ที่กรุงเทพฯ แต่ก่อนจะไปถึงตามที่วางไว้ควรจะต้องสร้างมาตรฐานและคุณภาพให้แข็งแรงก่อน” ประธานวิสาหกิจชุมชนหมูดำ เพ็ด-ซะ-บูน กล่าว

ท่านใดสนใจต้องการหาซื้อผลิตภัณฑ์หมูดำไม่ต้องเสียเวลาไปเพชรบูรณ์เพราะมีบริการส่งให้ถึงบ้านหรือต้องการเป็นตัวแทนจำหน่ายติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่

ปัจจุบัน อินทผลัมกินผลสด กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ก็ยังเป็นที่นิยมของคนทั่วไป หลายคนคงยังไม่รู้ว่า อินทผลัมกินผลสด นั้นได้มีการนำเข้ามาทดลองปลูกในไทยเป็นเวลานานแล้ว แต่กว่าจะเป็นที่ยอมรับ ต้องใช้เวลา

เทคโนโลยีชาวบ้าน ได้รับความกรุณาจาก คุณสุเทพ กังเกียรติกุล มาบอกเล่าถึงวิธีการปลูกต้นอินทผลัมกินผลสด และการดูแลรักษาคุณสุเทพ ถือว่าเป็นลูกเกษตรโดยแท้จริง เพราะว่าคุณพ่อคุณแม่ของเขาทำสวนอยู่ที่ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม อีกทั้งยังคลุกคลีอยู่กับสวนมะนาว สวนส้มโอ มาตั้งแต่ยังเด็ก เลยได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในการทำเกษตร มีโอกาสได้ไปเรียนเกษตรที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จบมาทางโรคพืช

ปัจจุบัน คุณสุเทพเป็นเจ้าของ บริษัท เคโมคราฟ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยการผลิตทางการเกษตร อย่างปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น

งานในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างชื่อให้กับคุณสุเทพมากคือ การจัดประกวดผลไม้ยักษ์ สนใจมานานแล้ว อินทผลัมกินผล

คุณสุเทพ เล่าว่า ในปี 2542 ได้มีโอกาสไปตะวันออกกลาง ตอนนั้นมีโอกาสไปเห็นอินทผลัมเข้า แปลกใจมาก เพราะว่าสามารถเอามือไปจับผล จับจั่นได้เลย แถมผลของมันก็ยังมีทั้งสีแดง สีเหลือง พอเห็นแล้วก็เกิดความคิดอยากได้เอามาปลูกที่ประเทศไทยให้ได้เลย ถึงกับเอาไปนอนคิดวิธีที่จะเอากลับมาที่ไทยว่าจะเอามายังไง ก็เลยไปถามเจ้าหน้าที่ดูแล

แต่ว่าเจ้าหน้าที่บอกว่า ให้ไม่ได้ แต่เขาก็พาเดินรอบแปลงด้านนอกแทน ไม่ได้พาเดินด้านใน เพราะว่าด้านในห้ามเข้า แต่ด้วยความที่อยากได้ ก็เลยไปถามคนงานไทยที่ทำงานอยู่ที่นั่น ว่าให้ช่วยเก็บผลมาให้หน่อย แต่คนงานไทยบอกว่า “ไม่ได้ ถ้าเขาเก็บมาเขาจะมีความผิด แต่ถ้าแขกที่มาเก็บไม่มีความผิด”

“ผมเลยเก็บกลับมาประมาณ 200 กว่าผล มีทั้งลูกสีแดง ประมาณ 50-60 ผล ลูกสีเหลืองอีกประมาณกว่า 200 ผล หลังจากกลับมาก็ลองนำมาเพาะเมล็ด ในปี 2542 ตอนนั้นคิดว่ามันเป็นพืชทะเลทราย ไม่คิดว่าจะเพาะขึ้น แต่ก็เพาะขึ้นประมาณ 200 กว่าต้น ประมาณ 2 เดือน ก็นำมาย้ายใส่ถุง ประมาณ 6 นิ้ว แล้วก็ตั้งไว้อีก 3-4 เดือน รดน้ำบ้างไม่ได้รดน้ำบ้าง แต่มันอยู่ได้ 100 ต้น จากนั้นก็นำไปใส่กระถาง ประมาณ 15 นิ้ว ก็ไม่ได้ดูแลเท่าไรเลย ตอนนั้นก็ได้ซื้อที่ดินแถวพุทธมณฑลสาย 1 ไป 4 ไร่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2539

ได้มีการทดลองปลูกส้ม ฝรั่ง ชมพู่ และที่สำคัญก็เริ่มนำอินทผลัมเข้าไปปลูกบ้างแล้ว ตอนหลังได้มีการพัฒนาที่ดินไปทำสำนักงาน เลยได้มีการโค่นต้นอินทผลัมออกไปหลายต้น หลังจากนั้น ได้มีการเอามาปลูกใหม่ ในปี 2546 ได้ 50 กว่าต้น เป็นต้นที่เพาะเมล็ดทั้งนั้นเลย มีตัวผู้อยู่ประมาณ 30-40 ต้น ตัวเมียอีก 18 ต้น ได้ผลอยู่ประมาณ 4 ต้น จาก 18 ต้น ผลที่ออกมามีรสฝาดถึงฝาดมากๆ ก็ไม่พอใจในคุณภาพ เลยมีการโค่นทิ้ง เก็บตัวผู้ไว้ 3 ต้น ตัวเมีย 15 ต้น” คุณสุเทพ เล่า

ในจำนวนของอินทผลัมทั้งหมดมีดอกนอกฤดูกาลถึง 4 ต้น สามารถออกดอกในเดือนมิถุนายน สิงหาคม กันยายน และธันวาคม ได้อีกด้วย คุณสุเทพ บอกว่า ตอนหลังได้มีการเอาเนื้อเยื่อพันธุ์บาร์ฮีเข้ามาปลูกแทนการเพาะเมล็ดนั้น เป็นเพราะว่าผลจากการปลูกจากต้นเพาะเมล็ดนั้น ไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าไร ก็เลยหาช่องทางที่จะนำเนื้อเยื่อมาปลูกให้ได้ ก็สืบทราบมาว่า มีคนไทยหลายคนแล้วที่นำเนื้อเยื่อบาร์ฮีมาปลูก ตอนนั้นก็ได้ไปปรึกษา ท่านอาจารย์ ดร. อุทัย จารณศรี ท่านได้บอกว่า หาไม่ยาก ท่านเคยนำเข้ามาให้บางกอกฟลาวเออร์ จากแล็บต่างประเทศ