จากนั้น ทุก 15 วัน ใส่ปุ๋ยกระตุ้น โดยใช้ปุ๋ยเคมีกับปุ๋ยชีวภาพผสมกัน

และฉีดฮอร์โมน ถ้าเป็นปุ๋ยเม็ดจะใส่ 15 วัน หลังจากปลูก และอีก 15 วัน ใส่อีก หลังจากนั้นใส่ปุ๋ยเดือนละครั้ง

ระบบน้ำ

มะเขือพวงชอบน้ำธรรมดา ไม่มากไม่น้อยเกินไป ที่สวนของคุณดำใช้เรือรดน้ำ ความเหมาะสมในการให้น้ำ ถ้าฝนไม่ตก 1 สัปดาห์ รดน้ำ 2 ครั้ง ถ้าจะให้ดีควรรดน้ำช่วงเช้า เพราะจะช่วยในเรื่องของโรคราน้ำค้าง

โรคและแมลง

มะเขือพวงเป็นพืชที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคแมลงค่อนข้างมาก ทั้งเพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง หนอน และโรคราน้ำค้าง และถ้าโรคเยอะแบบนี้มีวิธีการจัดการอย่างไร ที่สวนคุณดำจะใช้ปุ๋ยชีวภาพก่อนเบื้องต้น ถ้าบางช่วงระบาดหนักๆ ก็ต้องใช้เคมี แต่เป็นเคมีค่อนข้างมีคุณภาพ เป็นเคมีที่ใช้ในการส่งออก และระยะปลอดภัยค่อนข้างดี ถ้าจะให้ดีคุณดำแนะนำว่า จะใช้ปุ๋ยหรือสารเคมีชนิดใด ควรมีการจดบันทึกเพื่อความปลอดภัย

3 เดือน เก็บขาย

ที่สวนของคุณดำมะเขือพวงจะให้ผลผลิตเร็วหน่อย ถ้าตามทฤษฎีทั่วไป หรือตามสวนอื่นๆ 4 เดือน มะเขือพวงจะให้ผลผลิต 1 ครั้ง แต่ด้วยความที่สวนคุณดำใช้ของมีคุณภาพทุกอย่าง เพียง 3 เดือน มะเขือพวงที่สวนคุณดำก็ให้ผลผลิตแล้ว ต้นทุนอาจจะสูง แต่คุ้มค่า เพราะเราสามารถเก็บผลผลิตได้เร็ว และมากครั้งกว่า คุณดำยกตัวอย่างให้คิดง่ายๆ ว่า ถ้าปลูกแบบ 4 เดือน ให้ผลผลิต ลองเปลี่ยนมาเพิ่มต้นทุนปุ๋ยจาก 10 บาท มาเป็น 15 บาท แต่ให้ผลผลิตเร็วกว่า น่าจะคุ้มกว่า

รายได้และการลงทุน

คุณดำ บอกว่า เริ่มแรกถือว่าเป็นช่วงของการบุกเบิก และการเริ่มต้นอาชีพใหม่จริงๆ เพราะต้องลงทุนใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การเช่าที่ บุกเบิกที่ใหม่ ยกร่องใหม่ ปรับปรุงดิน ไถพรวน ใช้สารปรับปรุงดิน ค่าอุปกรณ์การเกษตร ต้นพันธุ์ต่างๆ เฉลี่ยแล้วต้นทุนแรกเริ่ม ประมาณ 500,000-600,000 บาท ต่อแปลง

“แต่พี่คิดว่าคุ้มค่ากับการลงทุนมาก ถ้าถามถึงรายได้ของมะเขือพวง พี่ยังตอบไม่ได้ชัดเจน เพราะเพิ่งเริ่มเก็บผลผลิตได้ช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ถ้าคิดรวมกับพืชที่ปลูกทั้ง 3 ชนิด ข่า ตะไคร้ และมะเขือพวงรวมกัน พี่มีรายได้ประมาณ 300,000 บาท ต่อเดือน ราคามะเขือพวงตามตลาดทั่วไป อย่างปีที่แล้วราคาจะแพงหน่อย เพราะผลผลิตออกได้น้อย แต่ปีนี้ราคาจะถูก เพราะเป็นธรรมดาที่เห็นใครปลูกอะไรแล้วราคาดีก็จะแห่ปลูกอันนั้น ถ้าขายลงตลาดราคามะเขือพวงจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 15-20 บาท แต่พี่จะส่งให้โรงงาน 3 เดือนครั้ง และได้ราคาสูง เพราะเป็นโรงงานแปรรูปอาหารส่งต่างประเทศ”

ในแปลงจะใช้พื้นที่ให้เกิดเป็นประโยชน์สูงสุด ใน 1 แปลง สามารถปลูกพืชได้ 3 ชนิด และเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการ โดยปลูกตะไคร้และข่าแซมในร่องสวนมะเขือพวง พืช 3 ชนิดนี้ การดูแลคล้ายกัน ใช้ยา ปุ๋ย ตัวเดียวกันได้ และตะไคร้ยังเป็นพืชที่สามารถช่วยไล่แมลงได้อีกด้วย

มองหาตลาด ตั้งกลุ่มเป้าหมาย

คุณดำ บอกว่า ตนเป็นคนโชคดีและได้เปรียบเกษตรกรท่านอื่นในเรื่องของการตลาด ด้วยสายงานเก่าที่ทำมา ทำให้เรานำประสบการณ์มาปรับใช้กับการเกษตรคือ การตั้งกลุ่มเป้าหมายว่าเราจะขายสินค้าให้ตลาด หรือโรงงาน ถ้าขายให้ตลาดจะไปขายตลาดอะไรบ้าง ถ้าขายส่งโรงงานจะดีกว่าไหม และต้องติดต่ออย่างไร ต้องทำการบ้านมาก่อนทุกวัน

“พี่เลือกส่งสินค้าให้โรงงาน เพราะโรงงานให้ราคาดีกว่าตลาด แต่ก็มีส่งตามตลาดไท สี่มุมเมือง เป็นส่วนน้อย แต่ถ้าจะทำส่งโรงงานสิ่งที่ต้องคำนึงเป็นอย่างแรกคือ คุณภาพ และมาตรฐานที่ทางโรงงานตั้งมา”

คุณดำ แนะว่า เกษตรกรมือใหม่ใจต้องสู้ การบุกเบิกอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด บางคนคำนึงถึงรายได้ก่อน แต่ทำแล้วไม่ได้อย่างที่คิด เราก็ต้องสู้ ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ต้องสู้และอดทน

สนใจเรียนรู้และอยากได้ข้อมูลการทำสวนเพิ่มเติม ติดต่อ คุณศิริพร กุศล (คุณดำ) สวนตั้งอยู่ เลขที่ 38 หมู่ที่ 3 ตำบลศาลาครุ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี หรือ โทร. (081) 946-3645 ยินดีให้คำปรึกษา

นางศิริกานต์ ธาตุมณี ส.อบต.บ้านว่าน และเกษตรกรบ้านโพนธาตุ หมู่ 6 ต.บ้านว่าน อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ผู้ผลิตดินปลูกต้นไม้ภายใต้ชื่อ “ศิริกานต์” ดินปลูกนานาพันธุ์ไม้ และ “ศิริชัย” ดินปลูกนานาพันธุ์ไม้ ที่มียอดจำหน่ายกว่า 20,000 ถุง/เดือน กล่าวถึงความเป็นมาของการทำดินปลูกต้นว่า เริ่มทำดินปลูกต้นไม้เมื่อปี 2555 โดยวัตถุดิบที่นำมาทำดินปลูกต้นไม้นั้น เป็นมูลเห็ดหรือมูลดินที่เหลือใช้จากการเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน เนื่องจากเพาะเห็ดจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2547 จาก 3 โรงเรือน จนกระทั่งขณะนี้มี 9 โรงเรือน ทำให้ดินที่เหลือจากการเพาะเห็ดมีจำนวนมากจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร จึงทดลองนำไปใส่อ้อย ข้าว แล้วได้ผลดี ขณะเดียวกันมีแนวคิดว่าจะทำยังไงให้เพิ่มมูลค่าจากของที่เหลือใช้ได้ จึงลองผิดลองถูกจนได้สูตรที่ลงตัวและได้ผลดีมากที่สุด

นางศิริกานต์กล่าวว่า หลังจากนั้นเริ่มนำดินที่ได้ไปส่งขายตามร้านที่ขายพันธุ์ไม้ แต่บางร้านยังเกิดคำถามถามว่าดินที่เอามาจะดีหรือไม่ จึงทำการตลาดด้วยการให้ไปทดลองใช้ก่อน 10 ถุง ถ้าใช้แล้วมันดี พืชผักโตเร็ว ใบเขียวนาน ค่อยโทรติดต่อกลับมา พร้อมแจกนามบัตรตามร้านไว้ทุกร้านในเขตอำเภอท่าบ่อ อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย อำเภอบ้านผือ น้ำโสม และนายูง จังหวัดอุดรธานี และบริเวณรอบ ๆ หลังจากนั้นมีเสียงตอบรับที่ดีกลับมาและมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งนี้เริ่มแรกใช้เป็นถุงพลาสติกใสธรรมดา บรรจุดินถุงละประมาณ 6 กิโลกรัม ไม่มีโลโก้ มีแต่ชื่อและเบอร์โทรที่พิมพ์ใส่กระดาษเอสี่เท่านั้น แต่เมื่อมีเสียงตอบรับดีและมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากเดือนละ 2,000 ถุง ก็เพิ่มขึ้น 10-20% ทุกเดือน และได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ ซึ่งใช้มาจนกระทั่งปัจจุบัน

สำหรับดินที่ผลิตมีทั้งหมด 2 สูตร ได้แก่ สูตร 1 ถุงบรรจุสีเขียว เป็นสูตรที่เริ่มทำในตอนแรก ภายใต้ชื่อ “ศิริกานต์” ดินปลูกนานาพันธุ์ไม้ จะเป็นปุ๋ยหมักสูตรเข้มข้น ทำให้พืชโตเร็ว เขียวนาน แต่ต้นทุนการผลิตจะสูง ดังนั้นจึงจำหน่ายแพงกว่าคู่แข่งรายอื่น ๆ ที่มีในตลาด 1 บาท โดยจำหน่ายถุงละ 11 บาท

ขณะเดียวกันมีพี่เลี้ยงของกลุ่มสตาร์ทอัพเข้ามาช่วยดู จึงได้ร่วมกันคิดว่าจะทำยังไงให้มีต้นทุนที่ต่ำลง สามารถสู้กับคู่แข่งได้ จึงปรับเปลี่ยนด้วยการลดปริมาณความเข้มข้นของปุ๋ยหมักลงกว่าสูตรสีเขียว เพื่อจะได้ลดต้นทุนลงจะได้สู้กับคู่แข่งได้ แต่คุณภาพด้านในก็ยังดีเหมือนเดิม จึงได้เป็นสูตรที่ 2 บรรจุถุงสีแดง ภายใต้ชื่อ “ศิริชัย” ดินปลูกนานาพันธุ์ไม้ จำหน่ายถุงละ 10 บาท นอกจากนี้ยังมีสูตร 1 สีเขียวแบบกระสอบที่มีความทนทาน จำหน่ายกระสอบละ 13 บาทด้วย

ขณะที่กลุ่มลูกค้าจะมี 2 ส่วน หากเป็นสูตรสีเขียวจะเป็นกลุ่มลูกค้าตั้งแต่เริ่มแรก สำหรับสูตรสีแดง ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้ารายใหม่ และขณะนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยลูกค้าหลักจะเป็นร้านขายพันธุ์ไม้ ผู้ที่ซื้อไปมีทั้งใช้กับกล้าทานตะวันอ่อน สวนมะนาว สวนสตรอว์เบอรี่

นางศิริกานต์กล่าวต่อว่า วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตดินปลุกต้นไม้นั้น นอกจากจะเป็นมูลดินที่เหลือจากการเพาะเห็ดฟางของเราเองแล้ว ยังรับซื้อจากสมาชิกในกลุ่มเพาะเห็ดฟางด้วย ซึ่งใน 1 ฟาร์ม จะได้มูลดินประมาณ 2 ตัน ราคากิโลกรัมละ 50 สตางค์ รวมถึงใช้มูลวัวเป็นส่วนผสมด้วย ซึ่งเป็นของวัวที่เลี้ยงไว้ส่วนหนึ่ง และรับซื้อมูลวัวจากเกษตรกรในหมู่บ้านที่เลี้ยงวัวจำนวนมาก ๆ โดยจะซื้อแบบเหมาเป็นฟาร์ม ฟาร์มละ 4,000-5,000 บาท นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น ชานอ้อย จากอุดรธานี ขุยมะพร้าว จากสุราษฎร์ธานี และแกลบดำ จากอำเภอศรีบุญเรือง รวมถึงรำอ่อน อาหารเห็ด กากมันสำปะหลัง เป็นต้น

ทั้งนี้สามารถผลิตได้ 1,200 ถุง/วัน มีคนงานทั้งหมด 4 คน ซึ่งจะเหมาจ้างเป็นถุง ถุงละ 2 บาท เริ่มตั้งแต่บด ปั่น คลุกเคล้าส่วนผสม จนถึงเย็บถุง โดยสามารถจำหน่ายได้ประมาณ 20,000 ถุง/เดือน ซึ่งมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นทุกปี โดยสูตรสีเขียวจำหน่ายมากที่สุด ประมาณ 17,000 ถุง (รวมแบบกระสอบ 3,000 กระสอบ) ส่วนสูตรสีแดงที่เพิ่มเริ่มผลิตไม่นาน มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 3,000 ถุง/เดือน สามารถรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท/เดือน และเมื่อรวมกับรายได้จากการจำหน่ายเห็ดแล้ว จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท/เดือน

“มะพร้าวน้ำหอม” ผลไม้พระเอกในยุคสมัยนี้ เพราะเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตอนนี้เมืองไทยมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอม 1.5 ล้านไร่ มูลค่าตลาดประมาณ 8,000 ล้านบาท แหล่งปลูกส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และราชบุรี แต่ผลผลิตที่ได้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด เนื่องจากมะพร้าวน้ำหอมเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคตไกล หากขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวเพิ่มอีกแสนไร่ ก็ยังเติบโตได้สวยงาม

คุณธานี ทรัพย์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรัพย์ประเสริฐ (2558) จำกัด เจ้าของธุรกิจมะพร้าวน้ำหอม “โคโค่ เฟรส” (COCO FRESH) ที่มีชื่อเสียงโด่งดังของจังหวัดสมุทรสาคร และประสบความสำเร็จในการขายมะพร้าวผ่านช่องทางตลาดโมเดิร์นเทรด รวมทั้งตลาดส่งออก คุณธานีคร่ำหวอดในวงการมะพร้าวมานานกว่า 20 ปี สะสมประสบการณ์ด้านการปลูก-แปรรูป และด้านการตลาดมะพร้าวมาอย่างมากมาย นับเป็น “กูรูด้านมะพร้าวน้ำหอม” ที่น่าพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านมะพร้าวน้ำหอมในเวลานี้

ธุรกิจมะพร้าวน้ำหอม “โคโค่ เฟรส”

กว่าธุรกิจมะพร้าวน้ำหอม “โคโค่ เฟรส” จะเติบโตอย่างมั่นคงในวันนี้ คุณธานีผ่านอุปสรรคมาแล้วมากมาย ลองผิดลองถูก ล้มลุกคลุกคลานมาหลายตลบ ขาดทุนติดหนี้หลายสิบล้านบาท เขาใช้เวลาปรับตัวนาน กว่าจะเรียนรู้และเข้าใจรูปแบบการทำธุรกิจมะพร้าวน้ำหอมอย่างครบวงจร สามารถพัฒนากิจการให้เติบโตใหญ่อย่างยั่งยืน

คุณธานีเรียนจบด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ครอบครัวของเขามีอาชีพปลูกมะพร้าวมานาน 40 กว่าปี พ่อแม่ทำสวนมะพร้าว เนื้อที่กว่า 30 ไร่ อยู่ในตำบลบ้านบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ต่อมากระแสการเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาแรงมาก สร้างผลกำไรสูง ครอบครัวคุณธานีจึงหันมาลงทุนทำฟาร์มกุ้งกุลาดำตามกระแส แต่กิจการฟาร์มกุ้งไม่ประสบความสำเร็จ จึงต้องตัดที่ดินบางส่วนมาทำที่ดินจัดสรร เพื่อหาเงินจ่ายหนี้แบงก์ จนเหลือที่ดินแค่ 5 ไร่

เนื่องจากครอบครัวอาศัยอยู่ในแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพดีที่สุดในประเทศ และตลาดต่างประเทศนิยมบริโภคมะพร้าวน้ำหอมของไทย คุณธานีอาศัยพื้นฐานความรู้เรื่องการทำสวนมะพร้าวมาก่อน จึงสนใจลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับมะพร้าวน้ำหอม พร้อมรับซื้อมะพร้าวจากเกษตรกรในพื้นที่ด้วย

คุณธานีออกแบบผลิตภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอมพร้อมรับประทาน ที่มีฝาพร้อมเปิด มีหูหิ้ว ช่วยให้รับประทานมะพร้าวน้ำหอมได้ง่ายขึ้น ใช้ชื่อการค้าว่า “สินค้าแฮนดี้โคโค่” เรียกว่า เป็นรายแรกของโลกที่ออกแบบมะพร้าวน้ำหอมพร้อมรับประทาน ผลงานชิ้นนี้ได้รับรางวัลการออกแบบมากมาย เมื่อทดลองส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

“ทุกวันนี้ สินค้าแฮนดี้โคโค่ ผลิตออกขายมีลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (นิชมาร์เก็ต) จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าพรีเมี่ยม ส่งออกไปขายที่ห้างแฮร์รอดส์ ประเทศอังกฤษเพียงแห่งเดียว สาเหตุที่ไม่ได้ขยายตลาดเพิ่มในสินค้ากลุ่มนี้ เพราะมีต้นทุนการผลิตสูง และการใช้อุปกรณ์เปิดผลมะพร้าวอาจจะยากสำหรับบางคน” คุณธานี กล่าว

เมื่อเจออุปสรรคในการขยายตลาดส่งออก คุณธานีจึงปรับทิศทางการขายใหม่ เน้นเจาะตลาดในประเทศเป็นหลัก โดยลงทุนทำมะพร้าวน้ำหอมพร้อมรับประทาน และผลิตภัณฑ์มะพร้าวแปรรูปออกจำหน่าย ในรูปวุ้นในลูกมะพร้าว เรียกว่า “เจลลี่โค่” ส่งขายในช่องทางตลาดโมเดิร์นเทรด ปรากฏว่าขายดีมาก

ต่อมา ปี 2553 คุณธานีได้นำสินค้าเข้าไปเสนอขายกับ บริษัท ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น ก็มียอดขายดีมาก แต่ส่งสินค้าได้แค่เดือนเดียว ก็ต้องหยุดส่งสินค้าไป เนื่องจากกำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด หลังจากปรับแผนการผลิตใหม่ ปี 2558 คุณธานีกลับไปเสนอขายสินค้ากับ ซีพี ออลล์ อีกครั้ง โดยส่งมะพร้าวน้ำหอมพร้อมรับประทานบรรจุถุง โดย มะพร้าว 1 ผล แกะกะลา มีหลอด ช้อน ใช้ยี่ห้อการขายว่า “โคโค่ เฟรส” ปรากฏว่ามียอดขายถล่มทลาย ทุกวันนี้ สินค้าโคโค่ เฟรส มีวางขายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น กว่า 1,500 สาขา ในพื้นที่ กทม. ปริมณฑล และแหล่งท่องเที่ยวบางจังหวัด เช่น เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น

คุณธานี บอกว่า ในอดีต น้ำมะพร้าว ไม่เคยมีตำแหน่งในการขาย แต่ทุกวันนี้ มีพื้นที่การขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะตลาดส่งออก ในตลาดสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน ที่สนใจบริโภคน้ำมะพร้าวอ่อน เพราะเป็นน้ำเกลือแร่จากธรรมชาติ (mineral water) จัดเป็นเครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่นแก่ร่างกาย ส่งผลให้น้ำมะพร้าวมียอดขายเพิ่มขึ้นทุกปี

ในอดีต ร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น ไม่เคยขายมะพร้าว ในวันนี้ก็มีขายมะพร้าวน้ำหอม ขายวันละหลายหมื่นลูก เจอช่วงมะพร้าวราคาแพง คนก็กล้าซื้อ เมื่อปีที่แล้ว ผมขายส่งมะพร้าว ในราคา ลูกละ 28 บาท ร้านสะดวกซื้อนำไปขายปลีก ในราคา ลูกละ 40 บาท หลังจากมะพร้าวมีราคาแพงขึ้น ทางร้านสะดวกซื้อก็ไม่กล้าสู้ราคาแล้ว ผมหยุดส่งสินค้าเข้าร้านสะดวกซื้อถึง 2 เดือนเต็ม

“ปีนี้ ร้านสะดวกซื้อกล้าสั่งซื้อมะพร้าว ลูกละ 38 บาท เพื่อนำไปขายปลีก ลูกละ 52 บาท สาเหตุที่เขากล้าซื้อมะพร้าวราคาสูงขึ้นกว่าปีก่อน เพราะผู้บริโภคยินดีซื้อมะพร้าวน้ำหอมในราคาสูง เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่เชื่อว่า การบริโภคน้ำมะพร้าวดีต่อสุขภาพนั่นเอง จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ตระหนักถึงคุณค่าโภชนาการของการบริโภคน้ำมะพร้าว ผมเชื่อว่า ตลาดมะพร้าวจะมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง ทั้งในประเทศและตลาดส่งออก” คุณธานี กล่าว

ทุกวันนี้ คุณธานี ผลิตมะพร้าวป้อนตลาดส่งออก ได้แก่ ออสเตรเลีย อังกฤษ และจีน ส่วนตลาดในประเทศ โตปีละ 10-15% ลูกค้าหลัก 60% เป็นกลุ่มตลาดโมเดิร์นเทรด เช่น บิ๊กซี ท็อปส์ ฟู้ดแลนด์ แม็กซ์แวลู ซูเปอร์มาร์เก็ต ที่เหลืออีก 30-40% ส่งมะพร้าวพร้อมรับประทานขายร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งยอดขาย ปี 2559/2560 เติบโตเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

วงจรตลาดมะพร้าว

ช่วงเดือนสิงหาคม-เดือนธันวาคม เป็นช่วงที่มะพร้าวมีราคาถูก ช่วงฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนมีนาคม-เดือนมิถุนายน เป็นช่วงที่มะพร้าวมีราคาแพง เนื่องจากมะพร้าวน้ำหอมเป็นสินค้าเกษตรที่มีภาวะราคาค่อนข้างผันผวน ทางบริษัทจึงแจ้งกับคู่ค้าขอปรับราคาขายมะพร้าวพร้อมรับประทานตามภาวะราคาตลาด ทุกๆ 7-15 วัน

“ช่วงไหนที่มีมะพร้าวสดเข้าโรงงานน้อยและมีราคาแพง ทางบริษัทจะหยุดการผลิตมะพร้าวพร้อมทาน ‘โคโค่ เฟรส’ ทันที ช่วงที่มะพร้าวมีราคาสูง บริษัทสามารถยืนราคาขายสินค้ามะพร้าวแปรรูป ประเภทวุ้นมะพร้าว สังขยามะพร้าวและน้ำมะพร้าวบรรจุขวดได้ในราคาเท่าเดิมได้ เพราะอาศัยเก็บสต๊อกมะพร้าวในช่วงราคาถูกไว้ล่วงหน้า จึงควบคุมต้นทุนการผลิตได้ง่าย” คุณธานี กล่าว

แม้มะพร้าวพร้อมรับประทาน “โคโค่ เฟรส” จะเป็นสินค้าตัวเด่น สร้างชื่อเสียงให้แก่บริษัท แต่ในแง่รายได้แล้ว สินค้าตัวนี้ไม่ได้สร้างผลกำไรหลักให้กับบริษัทสักเท่าไร สินค้าที่เป็นพระเอกตัวจริงก็คือ ผลิตภัณฑ์มะพร้าวแปรรูป

คุณธานี มีเทคนิคการบริหารวัตถุดิบอย่างชาญฉลาด มะพร้าว 1 ลูก หลังจากเข้าเครื่องตัด จะถูกแบ่งไปสร้างมูลค่าเพิ่มหลายช่องทาง มะพร้าวท่อนบน ถูกใช้ทำ “มะพร้าวสังขยา” มะพร้าวท่อนล่างนำไปผลิต “วุ้นมะพร้าว” ส่วนน้ำ นำไปขายในลักษณะน้ำมะพร้าวบรรจุขวด เปลือกมะพร้าว กลายเป็นพลังงานสำหรับแปรรูปมะพร้าว เช่น ต้มวุ้นมะพร้าว และนึ่งสังขยา ช่วยประหยัดต้นทุนได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบัน น้ำมะพร้าวธรรมชาติ 100% บรรจุขวด ใช้ยี่ห้อว่า “ดาวทอง” มีรสชาติอร่อยดี และขายในราคาถูกสุด มีราคาขายส่ง แค่ขวดละ 15 บาท (ลูกค้านำไปขายปลีก ขวดละ 25 บาท) สาเหตุที่ขายส่งได้ในราคาถูก เพราะขายน้ำมะพร้าวพ่วงไปกับผลิตภัณฑ์มะพร้าวแปรรูปอื่นๆ คือ วุ้นมะพร้าว สังขยามะพร้าว

“ความจริงลูกค้าจีนต้องการซื้อน้ำมะพร้าวบรรจุขวดอย่างเดียว ผมแจ้งลูกค้าไปว่า หากซื้อน้ำมะพร้าวอย่างเดียว ขายส่งในราคา ขวดละ 30 บาท หากซื้อพ่วงไปกับผลิตภัณฑ์มะพร้าวแปรรูป คือ วุ้นมะพร้าว สังขยามะพร้าว เหมือนกับลูกค้าซื้อมะพร้าวทั้งลูก โรงงานขายสินค้าได้กำไร 3 ต่อ สามารถขายส่งน้ำมะพร้าวได้ ในราคาขวดละ 15 บาท ซึ่งลูกค้าจีนก็ยอมรับซื้อสินค้าในเงื่อนไขดังกล่าว” คุณธานี กล่าว

“เนื้อมะพร้าวชั้นครึ่ง” วัตถุดิบเกรดดี ที่ตลาดต้องการ

ปัจจุบัน คุณธานี ไม่มีสวนมะพร้าวเป็นของตัวเอง วัตถุดิบทั้งหมดมาจากสวนมะพร้าวในโครงการคอนแทรกฟาร์มของเกษตรกรลูกไร่ เนื้อที่รวมทั้งหมด 500 ไร่ อยู่ในพื้นที่อำเภอบ้านแพ้ว อำเภอดำเนินสะดวก อำเภอแม่กลอง และจังหวัดนครปฐม ช่วงที่มีผลผลิตเข้าสู่ตลาดเยอะ มีมะพร้าวเข้าโรงงาน ถึงวันละ 20,000 ลูก

วัตถุดิบคุณภาพดี ที่โรงงานประกาศรับซื้อจากเกษตรกรลูกไร่ คือ “เนื้อมะพร้าวชั้นครึ่ง ไม่เกินสองชั้น” เพราะสินค้าเกรดนี้ น้ำมะพร้าวจะมีรสหวานตามธรรมชาติ เนื้อมะพร้าวอ่อน ถูกใจผู้บริโภค เหมาะสำหรับรับประทานผลสดและใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูปผลิตภัณฑ์มะพร้าว

มะพร้าวเกรดนี้ กำหนดได้จากการคำนวณอายุการเก็บเกี่ยว หากตัดมะพร้าวรอบแรก ในวันที่ 1 นับไปอีก 20-22 วัน จึงค่อยตัดมะพร้าวรอบที่สอง วิธีนี้ช่วยให้ได้คุณภาพผลผลิตที่สม่ำเสมอ คุณธานี บอกว่า แม้ตัดมะพร้าวในระยะเวลาที่กำหนด แต่คุณภาพผลผลิตก็ไม่ได้ดีเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อมะพร้าวน้ำหอมส่งมาถึงโรงงาน คนงานจะตรวจสอบคุณภาพระหว่างปอกอีกครั้ง หากเจอ เปลือกฟุ้งๆ แสดงว่าเป็นมะพร้าวแก่ จะถูกคัดออกไป

ตรวจสอบคุณภาพซ้ำอีกครั้งในกระบวนการผลิต คนงานจะเช็กลักษณะภายนอกว่า ผลมะพร้าวมีเสี้ยนกะลาดำ หรือเปล่า ตรวจเจอก็จะคัดออก บางทีไม่เจอลักษณะกะลาดำ แต่ก็เจอมะพร้าวแก่ เนื้อหนาเช่นกัน เมื่อมะพร้าวผ่านขั้นตอนการเจาะ จะมีอุปกรณ์เครื่องจักรตัวหนึ่งคอยตรวจสอบคุณภาพอีกครั้งว่า เป็นมะพร้าวแก่หรือไม่ แม้จะผ่านการตรวจสอบถึง 4 ขั้นตอน คุณธานีก็ยอมรับว่า ทุกวันนี้ ยังมีมะพร้าวแก่หลุดเข้ากระบวนการผลิตอยู่บ้าง เพราะเป็นของธรรมชาติ

ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ลุ่มแม่น้ำท่าจีน เป็นแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอม คุณภาพดี มีค่าความหวานเริ่มต้นที่ 6.5 บริกซ์ หวานพอดี อยู่ที่ 7 บริกซ์ รสหวานมากคือ 8 บริกซ์ หากนำไปแช่เย็น จะช่วยเพิ่มรสหวานมากขึ้น คุณธานี ทรัพย์สมบูรณ์ บอกว่า น้ำมะพร้าวบรรจุขวดของเรา หากนำไปแช่เย็นสัก 3 วัน จะมีรสชาติหวานกว่าที่ตัดในวันแรก

สำหรับมะพร้าวที่ผ่านเข้ากระบวนการผลิต จะมีมะพร้าวผลแตก ชำรุด ประมาณ 10-20% ซึ่งเกิดจากกระบวนการปอก และขั้นตอนการเจาะ ทำให้ผลมะพร้าวแตกทะลุไปถึงน้ำ ซึ่งจะกลายเป็นวัตถุดิบในกระบวนการแปรรูปแทน ทางบริษัทพยายามสร้างสรรค์เมนูมะพร้าวแปรรูปใหม่ๆ ออกมาทุกปี เพื่อรองรับผลมะพร้าวแตกชำรุดกลุ่มนี้

เพื่อเผยแพร่ความรู้การปลูกดูแลมะพร้าวให้เกษตรกรและผู้สนใจได้รับทราบในวงกว้างยิ่งขึ้น นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านเตรียมจัดสัมมนา ในหัวข้อ “มะพร้าว พืชเศรษฐกิจทำเงิน” โดยเชิญ ตัวแทนเกษตรกร นักวิชาการ มาให้ความรู้เรื่องมะพร้าว ตั้งแต่การปลูก ดูแล จนถึงการส่งออก ณ ห้องประชุมหนังสือพิมพ์ข่าวสด วันเสาร์ที่ 29 กรกฎาคม 2560 ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์โทร. (02) 580-0021 ต่อ 2335, 2339, 2342, 2343 ได้ทุกวัน จันทร์-ศุกร์

“กล้วย” เป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมในการบริโภคมากกว่าผลไม้ชนิดอื่น อาจเป็นเพราะรับประทานง่าย สะดวก มีตลอดทั้งปี แล้วที่สำคัญที่สุดคือมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก ถึงขนาดมีงานวิจัยออกมาว่าผลไม้อย่างแอปเปิ้ลที่ขึ้นชื่อเรื่องความมีประโยชน์ยังแพ้กล้วย เพราะกล้วยมีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ มากกว่าแอปเปิ้ลถึง 2 เท่า และเพียงเหตุผลเท่านี้ทำให้ผู้คนแห่กันมารับประทานกล้วยจนกลายเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญไปแล้ว

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกกล้วยที่ได้คุณภาพแล้วสามารถปลูกได้ทุกสายพันธุ์ทั่วประเทศ เนื่องจากมีลักษณะทางกายภาพที่เอื้อ ทั้งนี้ สายพันธุ์ที่นิยมบริโภคกันเป็นประจำ ได้แก่ กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยหักมุก เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้วยหอม ไม่เพียงคนไทยเท่านั้นที่ชื่นชอบ แต่ชาวต่างชาตินิยมมากที่สุด เนื่องจากมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์

สำหรับงานสัมมนา “กล้วยหอมทอง-กล้วยน้ำว้า” สมัครแทงบอลสเต็ป ปลูกกินเองได้ ปลูกขายทำเงิน ในช่วงสองนี้ มีสาระและประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับธุรกิจผู้ประกอบการทั้งผู้ค้าและแปรรูปรายใหญ่แถวหน้า ที่มีบทบาทต่อวงการทั้งกล้วยหอมและกล้วยน้ำว้า แต่ก่อนที่จะมารับฟังเนื้อหาการบรรยายที่ลงลึกทางด้านการตลาด ขอแนะนำคณะวิทยากรที่มากด้วยประสบการณ์ด้านกล้วย ได้แก่

คุณเสาวณี วิเลปะนะ – เจ้าของแบรนด์กล้วยหอมทอง “คิง ฟรุทส์”

คุณศิลาพร สิงหลักษณ์ – รองประธานกลุ่มแม่บ้านสหกรณ์ เกาะคู พิษณุโลก ธุรกิจกล้วยตากระดับอุตสาหกรรม คุณมานะ บุญสร้าง – หัวหน้าฝ่ายการตลาด สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด สหกรณ์ที่ส่งออกกล้วยหอมทองใหญ่ที่สุด

คุณนิชาภา กาเรียน – ผู้ค้ากล้วยรายใหญ่ที่ตลาดไท

ดำเนินรายการโดย คุณเสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน

อย่างรายแรก ถ้าเอ่ยถึงแบรนด์กล้วยหอมอย่าง “คิง ฟรุทส์” แล้วทุกคนคงรู้จักเป็นอย่างดี เพราะธุรกิจนี้อยู่ในวงการกล้วยมานานกว่า 15 ปี มีพื้นที่การปลูก กว่า 3,000 ไร่ และมีพื้นที่ของเกษตรกรในสัญญา อีกกว่า 1,000 ไร่ ควบคุมดูแลการปลูก โดยนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะ ภายใต้มาตรฐาน GAP ที่ควบคุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือก หน่อพันธุ์ที่ดี จนถึงการเก็บเกี่ยว