จากนิช มาร์เก็ตสู่ตลาดแมสจากความตั้งใจเดิมที่เน้นเจาะตลาด

คนรักสุขภาพและผู้ที่ออกกำลังกาย แต่เมื่อแนะนำไปยังกลุ่มเพื่อน ๆ และมีการบอกต่อแบบปากต่อปาก ทำให้มีลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ป่วยโรคไต ผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาด้วยคีโม ผู้ป่วยผ่าตัด ฯลฯ

โดยผู้ป่วยในกลุ่มดังกล่าวโดยเฉพาะโรคไต เป็นกลุ่มที่ต้องการโปรตีน และกรดอะมิโน ซึ่งในไข่ขาวมีปริมาณโปรตีนและกรดอะมิโนมากที่สุด เมื่อเทียบกับอาการชนิดอื่น อีกทั้งมีปริมาณของเสียที่ร่างกายต้องกำจัดต่ำมาก ช่วยให้ไตไม่ต้องทำงานหนัก โดยในผลิตภัณฑ์ไข่ขาวพร้อมทานให้พลังงาน 45 กิโลแคลอรี ให้โปรตีน 10 กรัม และไขมัน 0% จำหน่ายในราคา 33 บาท

หลังตัวสินค้าได้รับการตอบรับจากลูกค้าเกินคาดหมาย แผนในปีนี้จะเจาะสู่ตลาดกลุ่มโรงพยาบาล เพื่อวางจำหน่ายอย่างกว้างขวางมากขึ้น จากเดิมที่เป็นการสั่งซื้อผ่านคนที่เคยทานอยู่แล้วแนะนำไปอีกที นอกจากนี้ยังมีแผนทำตลาดต่างประเทศ ในกลุ่มอาเซียน ซึ่งขณะนี้กำลังรอมาตรฐานฮาลาล คาดว่าจะเริ่มได้ในปีหน้า แม้จะเพิ่งเริ่มออกสตาร์ต แต่ปีนี้ยอดขายของบริษัท ไข่สุข จำกัด เป็นที่น่าพอใจ มีรายได้รวม 2 ล้านบาท

ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ชี้ให้เห็นว่า หากต้องการสร้างชื่อให้กับผลิตภัณฑ์ แค่นำมาวางขายอย่างเดียวคงไม่ได้ แต่ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งสร้างความน่าสนใจให้กับตัวสินค้าด้วย หากทำสำเร็จผลิตภัณฑ์หรือสินค้าจะขายตัวเองได้ในที่สุด

ในภาวะที่ภาคปศุสัตว์ไทยกำลังเผชิญหน้ากับภาวะราคาสินค้าที่ตกต่ำ ทั้งหมูและไข่ไก่ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์ในการได้บริโภคโปรตีนคุณภาพในราคาประหยัด

ภาวะดังกล่าวนี้ คนในวงการต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าตั้งแต่ทำอาชีพนี้มาก็เพิ่งจะเคยพบเจอกับภาวะราคาผลผลิตตกต่ำลากยาวกว่า 8 เดือน ทั้งๆที่ปกติแล้วช่วงหลังจากเทศกาลกินเจราคาหมู-ไก่-ไข่ ต้องกระเตื้องขึ้นเข้าสู่วัฎจักรราคาดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นทุกปี แต่ปีนี้การบริโภคของคนไทยต่ำลงอย่างชัดเจนจนส่งผลกระทบต่อภาคปศุสัตว์ไทยอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้

สำหรับอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ บอกว่าไม่เฉพาะประเทศไทยที่ประสบปัญหาราคาหมูตกต่ำ แต่ทั่วโลกต่างมีปัญหาไม่ต่างกัน ไม่เว้นแม้แต่สหรัฐอเมริกา ผู้ผลิตและผู้ส่งออกหมูรายใหญ่ของโลก ที่ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มลดลงมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 31 บาท จากที่ราคาเคยสูงถึงกว่า 46 บาทเมื่อช่วงต้นปี ถือว่าเป็นราคาต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี เนื่องจากสหรัฐฯ เพิ่มปริมาณการเลี้ยงหมูมากขึ้่นตลอดปีนี้ เมื่อกลับมามองประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนาม กัมพูชา ลาว และฟิลิปปินส์ ราคาก็ปรับตัวลงเช่นกัน โดยปัจจุบันราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 57 65 72 และ 80 บาท ตามลำดับ

ส่วนสถานการณ์ราคาหมูของไทยก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยราคาเริ่มปรับลดลงมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ราคาประกาศหมูเป็นหน้าฟาร์มอยู่ที่กิโลกรัมละ 56-63 บาท ซื้อขายจริงอยู่ที่ 54-61 บาท ขณะที่ต้นทุนสูงถึง 64-68 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ทำให้ผู้เลี้ยงบางส่วนโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่แบกรับภาระขาดทุนไม่ไหวต่างต้องชะลอการเลี้ยงไปแล้ว
หากภาวะราคายังตกต่ำเช่นนี้ต่อไป เชื่อว่าจะส่งผลต่อปริมาณหมูขุนในตลาดช่วง 6 เดือนข้างหน้า ที่จะต้องลดลงอย่างแน่นอน

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ ชี้ให้เห็นว่า การบริโภคเนื้อหมูของประชาชนลดลงอย่างมาก จากที่เคยบริโภค 4-4.3 หมื่นตัวต่อวัน ขณะนี้ลดลงมาอยู่ที่ 3.8-4 หมื่นตัวต่อวัน สวนทางกับปริมาณการผลิตหมูขุนที่ที่ผลิตได้ประเทศวันละ 4.5 หมื่นตัว ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากรายได้หลักของเกษตรกรลดลง เพราะราคาสินค้าเกษตรทั้งข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ฯลฯ ที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะต้องประสบปัญหาอย่างหนัก แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ต่างยอมรับในปัญหาและพยายามประคับประคองอาชีพต่อไป เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภค เพราะทุกคนทราบดีว่า “วัฏจักรหมู” มีขึ้นมีลง ตามปริมาณการผลิตหมูขุนและความต้องการการบริโภคในแต่ละช่วง หากช่วงไหนปัจจัยทั้งสองไม่สมดุลกันอย่างเช่นปัจจุบันที่ผลผลิตหมูออกสู่ตลาดมากเกินกว่าการบริโภคนราคาย่อมปรับลดลง รวมทั้งมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่เป็นตัวกำหนดภาวะราคา ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการเลี้ยง ต้นทุนการผลิต ภาวะอากาศแปรปรวนที่ส่งผลต่อการให้ผลผลิต และเทศกาลสำคัญต่างๆ

การแก้ปัญหาราคาหมูอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เช่น ภาครัฐที่ต้องเร่งกระตุ้นการบริโภคเนื้อหมูให้มากขึ้นจาก 14 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ที่เป็นอัตราคงที่เช่นนี้มากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งไทยถือว่าบริโภคหมูต่ำกว่าประเทศอื่นๆที่บริโภคมากถึง 20-40 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ทั้งจีน เวียดนาม และรัสเซีย ขณะที่เกษตรกรผู้ผลิตต้องวางแผนการเลี้ยงอย่างเป็นระบบ ต้องเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลการผลิตระหว่างกัน เพื่อให้สามารถผลิตหมูได้ต่อไป

ส่วนภาวะราคาไข่ไก่ที่ตกต่ำ นายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ส่งออกไข่ไก่ บอกว่า เป็นผลสืบเนื่องมาจากช่วงต้นปีมีภัยหนาวเฉียบพลันและภาวะแล้งตามมา ทำให้ปริมาณไข่ไก่ลดลง ราคาไข่ไก่จึงปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรเพิ่มปริมาณการเลี้ยงมากขึ้น ขณะเดียวกันเกษตรกรหลายรายต่างพากันยืดอายุปลดแม่ไก่ยืนออกไปอีก ส่งผลต่อปริมาณไข่ไก่ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ประเทศไทยมีการผลิตไข่ไก่เฉลี่ย 15,500 ล้านฟองต่อปี ขณะที่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีอัตราการบริโภคเฉลี่ยเติบโตเพียงปีละ 4% เท่านั้น โดยปัจจุบันคนไทยมีการบริโภคต่ำเพียง 220 ฟองต่อคนต่อปี ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆที่บริโภค 300-400 ฟองต่อคนต่อปี ผู้เลี้ยงไก่ไข่ประเมินว่าหากคนไทยทุกคนบริโภคเพิ่มขึ้นเพียง 20 ฟองต่อปี ก็สามารถแก้ปัญหาไข่ล้นตลาดและราคาตกต่ำได้แล้ว

ที่ผ่านมาผู้เลี้ยงไก่ไข่ได้ร่วมกับคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่ฯ ดำเนินนโยบายการเพิ่มปริมาณการบริโภคไข่ไก่ของคนไทย ภายใต้ “โครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟองต่อคนต่อปี” ไปจนถึงปี 2561 ในแคมเปญ “กินไข่ทุกวัน กินได้ทุกวัย กินอะไรใส่ไข่ด้วย” โดยมุ่งให้คนไทยบริโภคไข่ไก่ที่เป็นโปรตีนคุณภาพดี ราคาประหยัดให้มากขึ้นทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ

แม้ว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงจะต้องประสบปัญหาราคาสินค้าเกษตรก็ตาม แต่ภาคผู้ผลิตอาหารสัตว์ก็มีส่วนช่วยลดภาระของเกษตรกร ด้วยการปรับลดราคาอาหารสัตว์ลงมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ตัวอย่างเช่น อาหารไก่ไข่ที่ลดราคามามากถึงกว่า 10 ครั้งในรอบ 1 ปี ตามวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวลงในแต่ละช่วง ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากทุกปีที่ลดลงปีละประมาณ 3-5 ครั้ง โดยเมื่อเปรียบเทียบราคาอาหารสัตว์ในเดือนธันวาคม 2559 พบว่าราคาต่ำกว่าในช่วงเดียวกันของปี 2558 ถึงกว่า 30 บาทต่อถุง 30 กิโลกรัม
ท้ายสุดนี้นายกทั้งสองสมาคมฯ ได้เชิญชวนพี่น้องประชาชนหันมาบริโภคทั้งไข่ไก่ หมู รวมถึงเนื้อไก่ ที่ราคาไม่สูง ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และถือเป็นโอกาสของผู้บริโภคที่ได้รับประทานโปรตีนคุณภาพดีเหล่านี้

นายฐะณะวัฒน์ ศรีสุริยะโชติ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตข้าวปลอดสารพิษ ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร เผยว่า ในกลุ่มมีสมาชิก จำนวน 101 ราย ซึ่งเป็นเกษตรกรชาวนาในพื้นที่อำเภอทับคล้อ ที่หันมาปลูกข้าวอินทรีย์ชีวภาพ จากนั้นนำมาสีแปรสภาพให้เป็นข้าวสาร แล้วบรรจุลงในถุงจำหน่ายให้ลูกค้าจากทั้งในจังหวัดพิจิตร และอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ ตามที่ได้สั่งจองซื้อล่วงหน้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (หน้าเพจ FB : ชาวนาออนไลน์ พิจิตร) ซึ่งช่วงนี้มีกลุ่มลูกค้าและกลุ่มคนรักสุขภาพ สั่งจองซื้อข้าวปลอดสารพิษ เพื่อนำไปจัดเป็นกระเช้าของขวัญปีใหม่เป็นจำนวนมาก ทำให้สมาชิกในกลุ่มต้องช่วยกันเร่งผลิตให้ทันกับยอดสั่งจองมา

“สำหรับข้าวปลอดสารพิษที่เราจำหน่าย ส่วนใหญ่จะบรรจุลงในถุง ขนาด 500 กรัม ขนาด 1 กิโลกรัม และ ขนาด 5 กิโลกรัม เพื่อสะดวกและสวยงามสำหรับการจัดในกระเช้าของขวัญ และที่สำคัญมีราคาถูกกว่าหากนำไปเปรียบเทียบกับการซื้อกระเช้าของขวัญที่บรรจุเครื่องดื่มบำรุงร่างกายตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ เนื่องจากข้าวปลอดสารพิษที่จัดลงในกระเช้าของขวัญจะมีราคาจำหน่ายเพียง 100-500 บาท ต่อ 1 กระเช้า สอดรับกับนโยบายของ นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ที่มีแนวทางการนำข้าวมาเป็นของขวัญ ขยายฐานคนกินข้าวพิจิตรสู่ต่างจังหวัด รวมทั้งยังสร้างรายได้กลับเข้ามาสู่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนด้วย”

เมื่อวันที่ 4 มกราคม ผุ้สื่อข่าวรายงานว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากยังคงเดินทางเข้าชมความสวยงามของดอกไม้เมืองหนาวนานาพันธุ์ ภายในสวนตุงและโคมเทศบาลนครเชียงราย งานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งามครั้งที่ 13 กันอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะหมดช่วงวันหยุดปีใหม่มาแล้วก็ยังมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าชมมาดอกไม้ที่สวยงาม ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น ซึ่งอากาศที่หนาวเย็นต่อเนื่องทำให้ดอกไม้บานสะพรั่งสวยงามมากขึ้นเรื่อย ๆ

ขณะที่ ทางเทศบาลนครเชียงราย ได้บันทึกจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าชมความสวยงามของดอกไม้ ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2559 ถึง 4 มกราคม 2560 มีจำนวนมากกว่า 1,000,000 คน ขณะที่ส่วนใหญ่ยังคงชื่นชอบกับการถ่ายรูปกับดอกไม้ที่สวยงาม และจุดที่นักท่องเที่ยวเข้าชมมากที่สุดคือ ดอกทิวลิป รวมทั้งนิทรรศการพระราชกิจตามรอยพ่อ ทั้งนี้งานเชียงรายดอกไม้งามครั้งที่ 13 ยังคงจัดต่อไปอีก จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2560 นี้ ซึ่งนักท่องเที่ยวยังสามารถเดินทางมาเที่ยวชมความสวยงามของดอกไม้เมืองหนาวได้อย่างต่อเนื่องและเข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

ผุ้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าภายหลังบรรยากาศการท่องเที่ยวของภาคเหนือโดยเฉพาะ จ.เชียงราย ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมามีความคึกคักอย่างมากในรอบหลายปี ทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เป็นจำนวนมาก และทางจังหวัดคาดการณ์ว่าจะสร้างรายได้เข้าจังหวัดไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมาหรือ 2.5 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามหลังจากนักท่องเที่ยวทะยอยเดินทางกลับไปทำงานปรากฎว่าสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งต้องได้รับผลกระทบบ้างเล็กน้อย โดยพบว่านักท่องเที่ยวบางส่วนได้ทิ้งขยะเรี่ยราดทำให้เจ้าของสถานที่ต้องออกมาทำความสะอาดด้วยการเก็บขยะกันโดยถ้วนหน้า

โดยเฉพาะบนดอยสะโง้ บ้านดอยสะโง้ ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน ซึ่งเป็นยอดเขาที่เป็นจุดชมวิวได้รอบทิศโดยเฉพาะชายแดนไทย-เมียนมา-สปป.ลาวใกล้สามเหลี่ยมทองคำ พบว่านักท่องเที่ยวเริ่มนิยมเดินทางไปพักค้างแรมด้วยการกางเต๊นท์และนับถอยหลังหรือเคาท์ดาวน์สู่ปีใหม่ ปรากฎว่ามีขยะถูกทิ้งเอาไว้ตามจุดต่างๆ มากมาย แม้ว่าทางองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่และชาวบ้านที่ไปตั้งร้านจำหน่ายสินค้าจะนำถังขยะไปตั้งเอาไว้หลายแห่ง แต่พบว่ายังมีผู้คนทิ้งขยะเอาไว้บนพื้นทำให้ต้องเร่งฟื้นฟูสถานที่หลังจากฤดูการท่องเที่ยวเริ่มผ่านพ้นไป

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ทางนายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เน้นย้ำให้ทั้ง 18 อำเภอ โดยเฉพาะอำเภอที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นภูชี้ฟ้า ภูชี้เดือน ภูชี้ดาวหรือดอยผาตั้ง จัดการท่องเที่ยวให้สะอาดโดยปราศจากขยะมูลฝอย นอกเหนือจากเรื่องของความปลอดภัย โดยดึงชุมชนและหน่วยงานภาครัฐต่างๆมาช่วยเหลือ มาเป็นอาสาสมัคร รวมถึงขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวในการไม่ทิ้งขยะตามแหล่งท่องเที่ยวเพราะเป็นการทำลายธรรมชาติ

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในวันที่ 6 มกราคม 2559 กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว (นบข.) ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในการอนุมัติกรอบการระบายข้าวในสต็อกรัฐบาลที่คงเหลืออยู่ประมาณ 8 ล้านตัน เนื่องจากช่วงนี้ได้ผ่านต้นฤดูการเพาะปลูกมาพอสมควร ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรในกลุ่มธัญพืช เริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว จึงนับเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการระบายข้าว ทั้งนี้ในกระบวนการระบายข้าว จะใช้หลักการที่เคยปฏิบัติมา คือ คำนึงถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชาวนา และเกษตรกรผู้ปลูกธัญพืช เนื่องจากเป็นสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกัน สำหรับภาพรวมการส่งออกข้าวในปี 2559 ไทยสามารถส่งออกข้าวทั้งสิ้น 9.6 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 1.5 แสนล้านบาท และปี 2560 ตั้งเป้าว่าไทยจะส่งออกข้าวได้ 9.5 ล้านตัน

นางดวงพร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ “Felicity Prak” ซึ่งเป็ชาวอเมริกัน เชื้อสายเอเชีย โพสข้อความ รูปภาพ และคลิปวีดีโอ พาดพิงถึงข้าวหอมมะลิแบรนด์จากประเทศไทยว่า เป็นข้าวที่ทำมาจากพลาสติก เมื่อนำมาคั่วในกระทะ ทำให้เกิดการไหม้นั้น กรมฯได้พูดคุยกับบริษัทสยาม เกรน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวแบรนด์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว พบว่าข้าวหอมมะลิที่ถูกส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาล็อตดังกล่าวผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานชัดเจน โดยไทยมีระบบการกำกับดูแลที่ได้มาตรฐาน มีประสบการณ์มานาน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการปลอมปนข้าวหลุดออกไปได้ อีกทั้งการใช้พลาสติกผลิตเป็นข้าวก็ไม่มีความสมเหตุสมผล เนื่องจากเม็ดพลาสติก มีต้นทุนสูงกว่าข้าวถึง 1 เท่า โดยข้าวหอมมะลิ กิโลกรัมละ 20 บาท ส่วนเม็ดพลาสติก กิโลกรัมละ 40 บาท และโดยธรรมชาติของพลาสติกเมื่อโดนความร้อนก็จะละลายเป็นของเหลวทันที ไม่มีการเกาะเป็นก้อนตามที่ปรากฏในคลิป ทั้งนี้ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยอยู่ระหว่างหารือว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้างเพื่อจะทำการปกป้องชื่อเสียงข้าวไทย ขณะที่กรมการค้าต่างประเทศจะประสานไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)ว่าจะหยุดการเผยแพร่คลิปดังกล่าวได้อย่างไรเพราะเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง

“การกระทำของผู้โพสส่อเจตนาว่าเป็นการจงใจทำลายชื่อเสียงข้าวไทย เนื่องจากข้าวที่ถูกนำไปเผยแพร่เป็นข้าวเกรดพรีเมี่ยมที่จากประเทศไทย ที่ทำตลาดในสหรัฐอเมริกามานานแล้ว มีความน่าเชื่อถือและเป็นแบรนด์อันดับ 1 ที่ผู้บริโภคไว้วางใจ ซึ่งขณะนี้กรมฯอยู่ระหว่างการประสานงานกับผู้ส่งออกข้าว เพื่อติดตามความคืบหน้า โดยหากพบว่า ผู้โพสต์มีความตั้งใจทำลายชื่อเสียงของข้าวแบรนด์นี้จริง ผู้ประกอบการอาจพิจารณาฟ้องร้องตามกระบวนการตามกฎหมายและเรียกร้องค่าเสียหายต่อไป ทั้งนี้ในปี 2559 ประเทศไทยส่งออกข้าวหอมมะลิ เป็นจำนวน 2.3 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากในอดีต ประมาณ 1 ล้านตัน โดยส่งออกไปสหรัฐอเมริกา จำนวน 4.7 แสนตัน” นางดวงพร กล่าว

เมื่อวันที่ 3 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกระแสการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับกรณีการตัดกิ่งดอยเหมย บนดอยเหมย ในรัฐฉาน ประเทศพม่า ผ่านทางเฟซบุ๊ก “รักเชียงตุง” ซึ่งเป็นเมืองที่คนไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยว เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากจังหวัดเชียงราย โดยเป็นภาพนักท่องเที่ยวไม่ระบุสัญชาติ กำลังถือกิ่งเหมยถ่ายภาพ รวมถึงภาพการนำกิ่งเหมยมาตัดขายนักท่องเที่ยว บางส่วนบรรทุกใส่ท้ายรถกระบะ ซึ่งผู้ดุแลเพจดังกล่าว ซึ่งเป็นภาษาไทย ระบุข้อความดังนี้

เหตุเกิดบนดอยเหมยกับดอกซากุระ(ดอกเหมย,ดอกหมอกก๋อน) เล่นเด็ดดอกมาทั้งต้น เอามาวางขายกันแบบนี้เลยหรือ ตายๆ ถ้าทำแบบนี้เรื่อยๆต่อไปจะมีดอกสวยๆให้พวกเราได้ดูกันได้อย่างไร ใครไปเที่ยวบนดอยเหมยเห็นคนมาวางขายดอกไม้แบบนี้อย่าไปซื้อ อย่าไปสนับสนุนกันเลยนะครับ สิ่งเหล่านี้จะได้ไม่เกิดขึ้นอีก

หลังภาพและข้อความเผยแพร่ออกไป มีคนไทยเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก โดยเห็นด้วยกับเพจดังกล่าวว่าไม่ควรสนับสนุนผู้ตัดกิ่งซึ่งเป็นการทำลายธรรมชาติและความสวยงามของดอยเหมย

วันที่ 4 มกราคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้านี้ในเขตตัวเมืองเชียงใหม่มีกระแสลมพัดมาค่อนข้างแรง ทำให้สภาพอากาศโดยทั่วไปค่อนข้างหนาวเย็น วัดอุณหภูมิได้ 23 องศาเซลเซียส ในเช้าวันเริ่มต้นทำงานในปีศักราชใหม่

ส่วนบริเวณยอดดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ มีรายงานว่า ยังคงหนาวเย็น แม้จะอุ่นขึ้นในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา อุณหภูมิต่ำสุด 8 องศาเซลเซียส ส่วนที่กิ่วแม่ปาน อุณหภูมิต่ำสุด 10 องศาเซลเซียส เฉลี่ยโดยทั่วไป 19 องศาเซลเซียส สภาพอากาศปิด เพราะมีฝนโปรยปราย แต่นักท่องเที่ยวยังหนาแน่นเช่นทุกวัน

ในขณะที่ดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือ ซากุระเมืองไทย บ้านขุนช่างเคี่ยนบนดอยสุเทพ – ปุย จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใกล้เมืองที่สุด เริ่มแย้มบานรับปีใหม่ ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างแห่เดินทางขึ้นไปชมความสวยงามและถือโอกาสพักผ่อน ขณะที่หลายจุดบนยอดดอยต่างๆ ดอกนางพญาเสือโคร่งพากันเบ่งบานอวดสีชมพูสะพรั่ง เพราะสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยหลายแห่งแล้วเช่นกัน

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ รายงานว่า ภาคเหนืออากาศเย็น มีฝนฟ้าคะนอง 20% บางพื้นที่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง น่าน อุณหภูมิ 20-31 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาว อุณหภูมิ 9-13 องศาเซลเซียส

ส่วนในช่วงวันที่ 5 – 9 มกราคม 2560 อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 16-19 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 26-32 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 4-10 องศาเซลเซียส

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 มกราคม 2560 นายธรรมศักดิ์ รัตนธัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เป็นประธาน การประชุม คณะกรรมการ พิจารณาข้อเรียกร้อง ของเกษตรกรชาวนา จำนวน 12 ราย ที่เข้าไปเช่าพื้นที่ในประเทศกัมพูชา ปลูกข้าวและขอนำเข้าในราชอาณาจักรไทย และในที่ประชุม ได้มีมติเห็นชอบไม่อนุมัติให้นำเข้าข้าวเปลือกทั้งหมดที่ชาวบ้าน ไปเช่าที่ดินปลูกไว้ในประเทศกัมพูชา นำเข้าในประเทศได้ เนื่องจากข้าวเปลือกเป็นสินค้าที่ห้ามนำเข้า ตามพระราชบัญญัติกักกันพืช กระทรวงพาณิชย์จึงไม่สามารถอนุญาตให้นำเข้าราชอาณาจักรได้ หากจะนำเข้า ต้องนำไปแปรสภาพเป็นข้าวสารก่อน แล้วจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้นำเข้าเสียก่อน หรือไม่ก็ต้องขายผลผลิตดังกล่าวในประเทศกัมพูชา

ส่วน นาย อารยันต์ ท่าใหญ่ นายอำเภอตาพระยา กล่าวว่า ในฤดูทำนาที่ผ่านมามีชาวบ้าน ในอำเภอตาพระยา ประมาณ 12 ราย ได้เข้าไปทำนาในประเทศกัมพูชา โดยเช่าที่ดินจากชาวกัมพูชา ได้ผลผลิตประมาณ 200-300 ตัน ได้ไปร้องขอให้ทางอำเภอช่วยเหลือในการนำเข้าผลผลิตที่ได้ทั้งหมด ตนจึงได้ทำเรื่องถึงจังหวัด เพื่ออนุญาตผ่อนผัน และมีการประชุมหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางช่วยเหลือชาวบ้านดังกล่าวให้สามารถนำเข้า ข้าวเปลือกที่ผลิตได้ โดยถูกกฎหมาย

ด้านนายธรรมศักดิ์ รัตนธัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า ได้มอบหมายให้นายอำเภอตาพระยา ลงไปชี้แจงกับชาวบ้านให้เข้าใจในเรื่องของข้อห้ามตามกฎหมาย ที่ไม่สามารถทำได้ และคำร้องขอทุกฝ่ายต้องทำตามกฎหมาย ซึ่งหากชาวบ้านจะยอมขาดทุน และยอมรับความเสี่ยง ในราคาขายข้าวเปลือกในกัมพูชาที่ราคาต่ำกว่าขายในประเทศ ก็คงต้องยอมรับในความเสี่ยงนั้น

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในกระทรวงเกษตรฯ เร่งลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการลดผลกระทบกับพื้นที่การเกษตร ซึ่งจากรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากฝนตกหนักในช่วงวันที่ 30 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2560 ล่าสุดขณะนี้มี 6 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ คือ ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง นราธิวาส ปัตตานี และ ยะลา ซึ่งปริมาณฝนสะสมสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา พบว่า จ.นราธิวาส ฝนสะสมสูงสุด 455 มิลลิเมตร (มม.) จ.ยะลา ฝนสะสมสูงสุด 290 มม. จ.ปัตตานี ฝนสะสมสูงสุด 239 มม.จ.นครศรีธรรมราช ฝนสะสมสูงสุด 194 มม. อย่างไรก็ตาม จังหวัดที่ได้รับผลกระทบไม่มากนัก ได้แก่ จ.ตรัง ยะลา และ ปัตตานี คาดว่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ใน 1 – 2 วัน ขณะที่จังหวัดที่ได้รับกระทบมาก ได้แก่ จ.นราธิวาส นครศรีธรรมราช และ พัทลุง กรมชลประทานได้เข้าไปดำเนินการให้การช่วยเหลือเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วนแล้ว ประกอบด้วย เครื่องสูบน้ำ รวม 46 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ รวม 8 เครื่อง สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า รวม 4 สถานี

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า walkoffbalk.com สำนักงานปศุสัตว์เขต 9 ได้รายงานผลการช่วยเหลือเกษตรกรภาคปศุสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล นราธิวาส หลังจากเกิดภาวะน้ำท่วม ทั้งเครื่องเวชภัณฑ์ที่ใช้ในการรักษาสัตว์ ไปแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม และสัตว์เลี้ยงขาดแคลนหญ้า โดยสัตว์เลี้ยงของเกษตรกรได้รับผลกระทบอย่างหนัก ประกอบด้วย โค กระบือ จำนวน 7,490 ตัว แพะ แกะ จำนวน 5,125 ตัว และสัตว์ปีก จำนวน 59,677 ตัว รวมทั้งสิ้น 39,263 ตัว เนื่องจากพื้นที่ทุ่งหญ้าถูกน้ำท่วมขังขาดแคลนหญ้า รวมทั้งสภาพอากาศที่มีฝนตกตลอดเวลา ซึ่งจากรายงานการประเมินความเสียหายเบื้องต้นในพื้นที่ 3 จังหวัด เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจำนวน 3,168 ราย ในเบื้องต้นได้ช่วยเหลือหญ้าแห้ง จำนวน 1,222 ฟ่อน (24,435 กก.) หญ้าสด จำนวน 108,100 กก.

“ขณะนี้ทางกรมปศุสัตว์กำลังเร่งสำรวจ และให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรที่ประสบปัญหาน้ำท่วม โดยสั่งการให้อพยพสัตว์ไปยังพื้นที่สูง โดยประสานสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด ในพื้นที่ให้ ติดตาม ดูแล และให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ทางกรมปศุสัตว์ ยังได้ออกหน่วยเคลื่อนที่เพื่อให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรในการป้องกันและรักษาสัตว์เลี้ยงที่เจ็บป่วยในช่วงน้ำท่วมอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเป็นปกติ และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายจะมอบหมายให้แต่ละจังหวัดสำรวจความเสียหายในส่วนของสัตว์เลี้ยงเพื่อเร่งให้การช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อไป” นายสัตวแพทย์อภัย กล่าว เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2560 เพจเฟซบุ๊ก “สมาคมกวน TEEN” ได้เผยแพร่ภาพตัวเงินตัวทองขนาดใหญ่ กำลังตะกายฝาผนังบ้านหลังหนึ่ง พร้อมข้อความว่า

เจอแบบนี้ กูแกล้งตายดีกว่า หลังจากนั้นได้มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นและแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก ไม่เพียงเท่านั้น ยังพากันนำภาพตัวเงินตัวทองในอิริยาบถและสถานที่ต่างๆ มาเผยแพร่ในช่องแสดงความคิดเห็นอีกด้วย โดยส่วนใหญ่มองเป็นเรื่องตลกขบขัน ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจแต่อย่างใด

เมื่อวันที่ 3 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเกิดกระแสการแชร์ข้อความและรูปภาพจากเฟซบุ๊กของหญิงรายหนึ่งที่ระบุว่าตนอาศัยในประเทสหรัฐอเมริกา และได้รับของขวัญจากน้องสาวเป็นข้าวหอมมะลิถุงหนึ่ง จึงนำออกมาคั่ว ปรากฏว่าข้าวไหม้ติดกระทะ จึงเชื่อว่าอาจเป็นข้าวที่ทำปลอมขึ้นจากพลาสติก ข้อความมีดังนี้

ปกติเราไม่ค่อยใช้ยี่ห้อสามสาว เราได้ถุง 50 ปอนด์มา 2 ถุงเป็นของขวัญ (จากน้องสาว) เราเปิดหนึ่งถุงเพื่อดูว่าเป็นข้าวผสมกับพลาสติกหรือเปล่า แต่นี่คือสิ่งที่เราได้รับ 😡 นี่มันบ้าเกินไปแล้ว

ต่อมา เพจดัง “Drama-addict” ได้แชร์โพสต์ดังกล่าวโดยแสดงความเห็นว่า แค่เป็นการใช้ไฟแรงเกินไปเท่านั้น ข้อความส่วนหนึ่งมีดังนี้สาวอเมริกาคนนี้ พี่สาวซื้อข้าวจากไทยมาฝากเธอเลยเอาไปทำข้าวคั่ว หรือข้าวผัดซักอย่างนี่ล่ะ