จากประกาศของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ตรา “ศรแดง” กล่าวว่า เรื่องการขาดแคลนน้ำ เนื่องจากอ่างเก็บน้ำโดยรวมทั้งประเทศ จำนวน 412 แห่ง มีจำนวน 89 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% ของความจุ และน้ำที่ไหลลงเขื่อนในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ในระดับต่ำมาก รวมทั้งเขื่อนขนาดกลางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 13 เขื่อน ที่ไม่มีน้ำเหลือแล้ว

สอดคล้องกับประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่คาดว่าจากปรากฏการณ์เอลนีโญ อุณหภูมิในปีนี้จะสูงกว่าปีที่ผ่านมา 1-2 องศาเซลเซียส ส่งผลให้สภาพอากาศร้อนแล้งยาวนานกว่าทุกปี สถานการณ์น้ำทั่วประเทศไทยยังน่าเป็นห่วง จะมีน้ำสำหรับทำการเกษตรน้อยลงมาก สิ่งที่ทางเกษตรกรจะทำได้คือ การปรับตัว หรือการเลือกพืชน้ำน้อยมาปลูก ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย ใช้น้ำน้อย เก็บเกี่ยวไว สร้างรายได้เร็ว พืชน้ำน้อยนี้จะใช้ปริมาณน้ำน้อยกว่าการทำนาถึง 2 เท่า แต่ให้รายได้มากกว่าการทำนาถึง 5 เท่า

อีสท์ เวสท์ ซีด เราเป็นบริษัทเมล็ดพันธุ์ที่เล็งเห็นถึงปัญหาใหญ่ของเกษตรกรนี้ จึงได้มีโครงการ “ศรแดงพืชน้ำน้อย ทางเลือกใหม่ช่วงภัยแล้ง” โครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่องจากปี พ.ศ. 2559 ที่เราเคยมีโครงการ “ศรแดงพืชน้ำน้อย” มาแล้ว ซึ่งโครงการนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากหน่วยงานราชการต่าง ๆ รวมทั้งเกษตรกรผู้ประสบปัญหาภัยแล้ง

“เราเห็นว่าพืชน้ำน้อยจะมีประโยชน์กับเกษตรกรอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำที่ใช้น้อยกว่าการทำนาถึง 2 เท่า เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไว ภายใน 2 เดือน ก็สามารถสร้างรายได้แล้ว เทียบกับการทำนาที่ต้องใช้ระยะเวลา 3-4 เดือน และเกษตรกรไม่ต้องเสี่ยงกับการทำนาที่เราก็รู้อยู่แล้วว่าสถานการณ์น้ำในปีนี้น้อยขนาดไหน” คุณวิชัย กล่าว

โดยพืชน้ำน้อยที่เราแนะนำทั้งหมด 7 ชนิด ด้วยกัน ได้แก่

ข้าวโพด เช่น ข้าวโพดหวานลูกผสม พันธุ์จัมโบ้สวีท ระยะเวลาเริ่มเก็บเกี่ยว 70 วัน สร้างรายได้ 16,000 บาท ต่อไร่
แฟง เช่น แฟงไส้ตันลูกผสม พันธุ์ปิ่นแก้ว ระยะเวลาเริ่มเก็บเกี่ยว 60-65 วัน สร้างรายได้ 40,000 บาทต่อไร่
แตงโม เช่น แตงโมลูกผสม พันธุ์จอมขวัญ ระยะเวลาเริ่มเก็บเกี่ยว 55-60 วัน สร้างรายได้ 35,000 บาท ต่อไร่
ฟักทอง เช่น ฟักทองลูกผสม พันธุ์ข้าวตอก 573 ระยะเวลาเริ่มเก็บเกี่ยว 75 วัน สร้างรายได้ 24,000 บาท ต่อไร่
แตงกวา แตงร้าน เช่น แตงกวาลูกผสม พันธุ์ธันเดอร์กรีน ระยะเวลาเริ่มเก็บเกี่ยว 30-32 วัน สร้างรายได้ 39,000 บาท ต่อไร่
ถั่วฝักยาว เช่น ถั่วฝักยาว พันธุ์ลำน้ำพอง ระยะเวลาเริ่มเก็บเกี่ยว 55-60 วัน สร้างรายได้ 60,000 ต่อไร่
กลุ่มผักใบ เช่น ผักบุ้ง พันธุ์ยอดไผ่ 9 ระยะเวลาเริ่มเก็บเกี่ยว 20-21 วัน สร้างรายได้ 43,200 บาท ต่อไร่

สำหรับ โครงการ “ศรแดงพืชน้ำน้อย ทางเลือกใหม่ช่วงภัยแล้ง” ในปีนี้ทางศรแดงได้จัดเตรียมทีมงานถ่ายทอดความรู้ (Knowledge Transfer) ซึ่งเป็นทีมงานที่พร้อมจะมอบองค์ความรู้ด้านการปลูกพืชน้ำน้อย ตั้งแต่การหยอดเมล็ด การใส่ปุ๋ย การดูแลรักษา จนถึงการเก็บเกี่ยวที่ให้เกษตรกรสามารถไปปฏิบัติได้จริง และในปัจจุบัน ทางทีมถ่ายทอดความรู้ได้นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้การสื่อสาร และให้ความรู้กับกลุ่มเกษตรกรได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

หากสนใจโครงการ “ศรแดงพืชน้ำน้อย ทางเลือกใหม่ช่วงภัยแล้ง” ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ช่อง ราว 3-4 ปีก่อน ทุเรียนมูซังคิง หรือ เหมาซานหวัง ขึ้นชื่อลือชาอย่างที่สุด เพราะความนิยมบริโภคของชาวเอเชีย ส่งผลให้ราคาทุเรียนสายพันธุ์นี้พุ่งขึ้นสูงไปถึง กิโลกรัมละ 500-1,000 บาท

ด้วยตัวเลขราคาซื้อขายเช่นนี้ ทำให้ชาวไทยหลายคนที่มีพื้นที่ทำสวนและมีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงสามารถปลูกทุเรียนได้ โค่นพืชบางชนิดที่ไม่ทำกำไร หันมาปลูกทุเรียนมูซังคิง หรือเริ่มต้นลงแปลงปลูกใหม่ โดยไม่คิดหน้าคิดหลัง

ถึงวันนี้ ผลผลิตออกสู่ตลาดในจำนวนที่มากขึ้น แต่ไม่ถึงกับล้นตลาด และไม่ทำให้ราคาทุเรียนมูซังคิงตกลงถึงขั้นน่าเป็นห่วง

อำเภอเบตง จังหวัดยะลา สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขา สภาพอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิต่ำ มีความใกล้เคียงกับสภาพภูมิประเทศของมาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นต้นกำเนิดของทุเรียนราคาแพงอย่างมูซังคิง

คุณศักดิ์ศรี สง่าราศรี เกษตรกรรุ่นใหม่ในเบตง ปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการทำสวนยางพารามาปลูกไม้ผล เป็นทุเรียนหมอนทอง พวงมณี และก้านยาว มาตั้งแต่ 12 ปี ที่ผ่านมา และทำสวนส้มอีกจำนวนหนึ่ง แต่สวนส้มเกิดภาวะโรคระบาด ประกอบกับเพื่อนของคุณพ่อที่อยู่มาเลเซีย บอกว่า ทุเรียนพันธุ์มูซังคิง เป็นพันธุ์ที่มีราคาขายดีมากในมาเลเซีย ราคาสูงถึง 200 บาท ต่อกิโลกรัม จึงเป็นแรงจูงใจให้รื้อแปลงส้มทิ้งทั้งหมด แล้วเปลี่ยนเป็นทุเรียนมูงซังคิงแทน

เมื่อรื้อแปลงส้มออกทั้งหมด 8 ไร่ จึงปลูกทุเรียนพื้นบ้านไว้เป็นต้นตอ เมื่ออายุได้ 1 ปี จึงนำยอดทุเรียนมูซังคิงมาเสียบ ระยะปลูก 8×9 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 25 ต้น

ผลผลิตจากทุเรียนก้านยาว หมอนทอง และพวงมณี ที่มีอยู่ก่อนหน้า เกินกว่าครึ่งถูกส่งไปขายในมาเลเซีย ซึ่งการจัดการภายในสวน คุณศักดิ์ศรี บอกว่า อำเภอเบตง มีสภาพภูมิอากาศดี มีฝนตกต่อเนื่องตลอดทั้งปี จึงไม่ต้องลงทุนเรื่องระบบน้ำ แต่หลังจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงจึงหันมาดูแลรดน้ำบ้าง

ต้นทุนที่เห็นในการทำสวนทุเรียนคือ การให้ปุ๋ย การราดสาร การทำน้ำหมักจากผลผลิตที่เหลือใช้ภายในสวน มีน้ำที่ใช้รดในช่วงที่สภาพอากาศแล้งนานเท่านั้น สวนของคุณศักดิ์ศรี เป็นสวนแรกๆ ที่นำทุเรียนพันธุ์มูซังคิงเข้ามาปลูกในพื้นที่อำเภอเบตง แต่เพราะไม่ได้ใส่ใจในการบริหารจัดการภายในสวน ปล่อยให้เจริญเติบโตจากธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตก็เจริญเติบโตตามธรรมชาติไปด้วยเช่นกัน

กระทั่ง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ราคาทุเรียนมูซังคิงสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 500 บาท ทำให้คุณศักดิ์ศรีเริ่มหันกลับมาดูแลสวนทุเรียนมูซังคิงจริงจัง คุณศักดิ์ศรี บอกว่า ทุกๆ 2 เดือน ต้องใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ หมั่นระวังโรคและแมลงด้วยการฉีดยาป้องกัน เมื่อถึงช่วงที่ทุเรียนให้ดอก จะเริ่มให้อาหารเสริมในกลุ่มธาตุอาหารที่จำเป็นกับทุเรียน เช่น แมกนีเซียม โบรอน เมื่อดอกเริ่มบาน ต้องให้ปุ๋ย สูตร 8-24-24

การให้น้ำ ก็จัดการระบบน้ำด้วยสปริงเกลอร์ ช่วงที่ทุเรียนยังไม่ให้ดอก รดน้ำ 40 นาที ต่อต้น วันเว้นวัน แต่ถ้าอยู่ในช่วงติดดอกให้ลดปริมาณน้ำลงมาครึ่งหนึ่ง เพราะการจำกัดปริมาณน้ำจะช่วยให้ขั้วทุเรียนมีความเหนียวมากขึ้น

หากสามารถบริหารจัดการทำให้ดอกทุเรียนติดอยู่ได้นานจนได้ผลผลิต ก็จะได้ผลผลิตที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพ

หลังดอกบาน 100-110 วัน ผลผลิตจะเก็บเกี่ยวไปจำหน่ายได้ ส่วนใหญ่ผลผลิตทุเรียนมูซังคิงที่ได้ จะมีน้ำหนัก 1.5-2.2 กิโลกรัม ต่อลูก มีบ้างที่เป็นผลใหญ่ น้ำหนัก 3-4 กิโลกรัม ต่อลูก ซึ่งลูกค้าไม่ได้กำหนดเจาะจงเรื่องของขนาดผลทุเรียน ไม่ว่าจะได้ขนาดไหนมา ก็ขายออกสู่ตลาดได้ราคาดีเหมือนกัน

ทุเรียนมูซังคิง เป็นทุเรียนที่ปลูกในพื้นที่อำเภอเบตง สภาพอากาศทำให้ทุเรียนให้ผลผลิตราวเดือนสิงหาคมของทุกปี

“ปีที่แล้วทุเรียนมูซังคิงที่ได้ส่งไปขายที่มาเลเซีย ราคากิโลกรัมละ 350 บาท ถ้าผลผลิตที่ไทยออกมากในช่วงที่มาเลเซียยังมีน้อย ราคาจะสูง แต่ถ้าตรงกับช่วงที่ผลผลิตทางมาเลเซียมีมาก ราคาจะถูกลง แต่ไม่ถูกมาก อย่างน้อยก็ได้กิโลกรัมละ 200 บาท”

ในช่วงที่ทุเรียนมูซังคิง ได้รับความนิยมแพร่หลาย เป็นผลให้คนจำนวนหนึ่งต้องการปลูกทุเรียนมูซังคิง คุณศักดิ์ศรีจึงทำกิ่งพันธุ์ทุเรียนมูซังคิงขาย และเริ่มขายทางออนไลน์ได้ผลดีตั้งแต่นั้นมา ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีผู้สนใจซื้อกิ่งพันธุ์ทุเรียนมูซังคิงไปปลูกเรื่อยๆ

คุณศักดิ์ศรี ขายในราคา 150 บาท ต่อกิ่ง ไม่รวมค่าขนส่ง

เมื่อถามถึงจำนวนผลผลิตที่ได้ ทุกๆ ปี ต้นทุเรียนเจริญเติบโตขึ้น แต่อย่างที่คุณศักดิ์ศรีบอกว่า ไม่ได้ดูแลจริงจังมาตั้งแต่แรกเริ่ม เพิ่งมาบริหารจัดการภายในสวนเมื่อ 3-4 ปี ที่ผ่านมา แต่ถึงอย่างนั้น จำนวนทุเรียนมูซังคิงในสวนทุเรียนแห่งนี้ก็ถือเป็นแปลงทุเรียนมูซังคิงที่ใหญ่ที่สุดที่ให้ผลผลิตแล้วในอำเภอเบตง

“ตอนนี้ ทุเรียนมูซังคิงในสวนผม ให้ผลผลิตแล้ว 75 ต้น ถือว่าน้อย เพราะที่ผ่านมาผมไม่ได้ดูแลจริงจัง แต่คาดว่าปีนี้น่าจะได้ไม่น้อยกว่า 7 ตัน”

กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่อำเภอเบตงที่เป็นคนรุ่นใหม่ เริ่มมีจำนวนมากขึ้น และแนวคิดการทำเกษตรอินทรีย์ก็ถูกนำกลับมาใช้อีก คุณศักดิ์ศรี ก็เป็นอีกคนที่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงการทำการเกษตร ต้องการนำอินทรีย์เข้ามาแทนที่สารเคมี เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค แต่เพราะรอบข้างยังทำการเกษตรแบบใช้สารเคมีอยู่ ทำให้การปรับเปลี่ยนทำได้ยาก แต่อย่างน้อยการปลูกทุเรียนมูซังคิงตอนนี้ ก็ค่อยๆ ลดการใช้สารเคมีลงไปได้มากแล้ว

ทุกฤดูกาลของทุเรียนมูซังคิง คุณศักดิ์ศรี ลงขายผ่านออนไลน์ มีคนจองและสั่งตลอดฤดูกาล แต่เกือบทั้งหมดส่งขายไปยังมาเลเซีย มีจำนวนน้อยที่ขายในพื้นที่เบตงบ้าง เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมทราบว่า ข้าวพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ เป็นผลงานของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวที่ได้รับความนิยมบริโภคเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ ยังมีข้าวพันธุ์อื่นๆ อีกหรือไม่ครับ ถ้าหากมีผมขอรบกวนคุณหมอเกษตรได้กรุณาแนะนำด้วย และพันธุ์ข้าวเหล่านั้นผมจะติดต่อซื้อเมล็ดพันธุ์ได้ที่ไหนครับ ผมถือโอกาสขอบคุณมาในโอกาสนี้ แล้วผมจะติดตามอ่านในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านครับ

ปรัชญาการปรับปรุงพันธุ์ข้าว ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ว่าด้วยข้าวพันธุ์พิเศษในที่นี้หมายความว่า พันธุ์ข้าวที่มีการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการนำไปใช้ประโยชน์เฉพาะทาง หรือในเขตเพาะปลูกที่มีปัญหาเฉพาะถิ่น โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกันปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวออกมาสู่เกษตรกรอีกหลายพันธุ์ ตามปรัชญาที่ตั้งไว้มีดังนี้

ข้าวพันธุ์หอมชลสิทธิ์ เป็นข้าวลูกผสมระหว่างข้าวพันธุ์ข้าวดอกมะลิ 105 กับพันธุ์ข้าวทนน้ำลึก (ไม่ระบุชื่อพันธุ์) เป็นพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพหุงต้มใกล้เคียงกับข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ไม่ตอบสนองต่อช่วงแสง มีความสามารถทนน้ำท่วมได้เป็นเวลา 2 สัปดาห์ อีกทั้งมีความต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ดี และให้ผลผลิตเฉลี่ย 900 กิโลกรัม ต่อไร่ มีอายุเก็บเกี่ยว 120 วัน

ข้าวพันธุ์สินเหล็ก เป็นข้าวลูกผสมระหว่างข้าวพันธุ์หอมนิล กับข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ลักษณะเด่นอยู่ที่มีธาตุเหล็กสูง มีดัชนีน้ำตาลต่ำถึงปานกลาง จึงเหมาะสำหรับผู้เป็นโรคเบาหวานใช้บริโภค มีเมล็ดข้าวสารสีขาว เป็นพันธุ์ที่ไม่ตอบสนองต่อช่วงแสง ให้ผลผลิตเฉลี่ย 600 กิโลกรัม ต่อไร่

ข้าวพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ ได้จากข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 กับข้าวพันธุ์หอมนิล มีเมล็ดข้าวกล้องสีม่วง รูปร่างเรียวยาว หุงต้มแล้วหอมและนุ่ม เป็นข้าวพันธุ์ที่ไม่ตอบสนองต่อช่วงแสง ทนต่อโรคไหม้ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ได้แก่ เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ และสังกะสี มีอายุเก็บเกี่ยว 130 วัน และให้ผลผลิตเฉลี่ย 750 กิโลกรัม ต่อไร่

ต้องการข้อมูลและเมล็ดพันธุ์ ติดต่อสอบถามที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ อาคารดีเอ็นเอ และจีโนม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม “ชมพู่เพชรสายรุ้ง” ผลไม้เด่น ของดีเมืองเพชรบุรี ปลูกและเติบโตได้ดีบริเวณแม่น้ำเพชรบุรี ผลชมพู่มีสีสวย รสชาติอร่อย หวานจัดจ้าน ถูกอกถูกใจของคนชอบกินผลไม้ยิ่งนัก ปัจจุบัน กล่าวได้ว่า “เพชรสายรุ้ง” เป็นชมพู่ที่มีราคาแพงที่สุดในโลก เพราะมีราคาขายหน้าสวนสูงถึง ก.ก. ละ 300 บาท กว่าจะไปถึงมือผู้บริโภค ราคาก็ขยับสูง 400-500 บาท กันทีเดียว แม้จะมีราคาแพงสักหน่อย แต่ผู้บริโภคจำนวนมากก็นิยมซื้อชมพู่เพชรสายรุ้ง เพื่อเป็นของขวัญของฝากผู้ใหญ่ที่นับถือ และเป็นสินค้าส่งออกที่มีลู่ทางเติบโตสดใส

เรื่องราวที่เล่าขานเกี่ยวกับความเป็นมาของชมพู่เพชรสายรุ้งโดยทั่วไป มี 2 ตำนานแรก เรื่องแรก เล่ากันว่า พระครูญาณวิมล (หลวงพ่อพ่วง) เจ้าอาวาส องค์ที่ 2 ของวัดศาลาเขื่อนเป็นคนแรกที่นำชมพู่เพชรสายรุ้ง มาปลูกหน้าวัดศาลาเขื่อน ต.ตำหรุ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ในปี 2378 โดยได้รับพระราชทานต้นชมพู่ จำนวน 1 ต้น จากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชมพู่ที่ปลูกให้ผลผลิตที่มีรสชาติหวาน กรอบ อร่อย ทำให้ผู้คนที่ได้ชิมรู้สึกติดใจ และมาขอตอนกิ่งต้นชมพู่เป็นจำนวนมาก ต่อมาชมพู่ต้นนี้ได้ตายลง เมื่อปี 2530 รวมอายุได้ 152 ปี

เรื่องที่สอง เล่าว่า นายหรั่ง แซ่โค้ว เป็นคนแรกที่นำกิ่งตอนต้นชมพู่เพชรสายรุ้ง จำนวน 3 กิ่ง มาปลูกในพื้นที่ตำบลหนองโสน เมื่อปี 2438 ต้นชมพู่ปลูกในบริเวณแม่น้ำเพชรบุรี ทำให้ต้นชมพู่ได้รับดินดีน้ำดี มีอินทรียวัตถุอุดมสมบูรณ์ จึงเติบโตให้ผลผลิตที่ดี สีสวย และมีรสชาติอร่อย หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการตอนกิ่งชมพู่เพชรออกจำหน่ายในราคาสูง 200-250 บาท ก็มีผู้สนใจหาซื้อกิ่งพันธุ์ไปปลูกเป็นจำนวนมาก จนปลูกอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีจนถึงทุกวันนี้

คุณยุทธนา เมืองเล็ก ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรสวนชมพู่เพชรสายรุ้งตำบลหนองโสน และสภาเกษตรกรจังหวัดเพชรบุรี (โทร. 085-191-5588) อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 162 หมู่ที่ 1 ถนนเพชรบุรี-บ้านแหลม ตำบลหนองโสน อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ปัจจุบัน คุณยุทธนาได้รับการยกย่องให้เป็นสัมมนาชีพต้นแบบการปลูก “ชมพู่เพชรสายรุ้ง” ของจังหวัดเพชรบุรี

คุณยุทธนาเชื่อว่า ต้นพันธุ์ดั้งเดิมมาจากแม่กลอง เพราะในสมัยก่อนมีการล่องเรือค้าขายจากลำน้ำเพชรบุรีกับแม่น้ำแม่กลอง ชาวบ้านในสมัยนั้นก็นำกิ่งชมพู่แม่กลองมาปลูกที่เพชรบุรี สภาพดินแม่กลองส่วนใหญ่เป็นดินเหนียว เมื่อนำมาปลูกที่เพชรบุรี ที่มีสภาพดิน ฟ้าอากาศแตกต่างกัน ประกอบกับเพชรบุรีมีสภาพดินร่วนปนทราย ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ เป็น “ชมพู่เพชรสายรุ้ง” มาจนถึงทุกวันนี้

คุณยุทธนา เล่าว่า พื้นที่ตำบลหนองโสน ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งต้นกำเนิดของต้นชมพู่เพชรสายรุ้ง ปัจจุบัน แหล่งปลูกชมพู่เพชรสายรุ้งที่ให้ผลผลิตคุณภาพดีที่สุดคือ ตำบลหนองโสน ตำบลบ้านกุ่ม ทุกวันนี้ ชมพู่เพชรสายรุ้งปลูกกระจายทั่วจังหวัดเพชรบุรี เช่น อำเภอท่ายาง อำเภอบ้านลาด อำเภอเมือง และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง ชมพู่เพชรสายรุ้ง ถือเป็นสุดยอดผลไม้อร่อยแล้ว ยังได้รับการจดสิทธิบัตรขึ้นทะเบียนเป็นผลไม้ที่ถือกำเนิดจากจังหวัดเพชรบุรี สร้างความภาคภูมิใจแก่ชาวเมืองเพชร และเกษตรกรที่ทำสวนชมพู่เพชรสายรุ้งเป็นอย่างยิ่ง

คุณยุทธนากับอาชีพชาวสวน

คุณยุทธนา เกิดในครอบครัวที่ทำสวนชมพู่มาตั้งแต่ดั้งเดิม วัยเด็กจึงเรียนรู้ประสบการณ์ที่ต้องช่วยครอบครัวทำการเกษตรร่วมกับพี่น้อง ตามวิธีการที่ได้รับถ่ายทอดและมีการพัฒนากันมาตั้งแต่ครั้งในอดีตซึ่งบางส่วนได้ตกทอดเป็นองค์ความรู้ถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจนถึงปัจจุบัน แต่ในช่วงหลังมีการชมพู่สายพันธุ์อื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกับชมพู่เพชรสายรุ้งมาปลูกในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และสวมชื่อเป็นชมพู่เพชรสายรุ้ง และขายในราคาเดียวกัน แต่คุณลักษณะที่ต่ำกว่าทั้งรูปลักษณ์ รสชาติ และองค์ประกอบอื่นๆ ที่ต่างกัน ทำให้เกษตรกรที่ปลูกชมพู่เพชรสายรุ้งประสบปัญหาขาดทุน ในช่วงปี 2549-2550 ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกชมพู่เพชรสายรุ้งจำนวนมากตัดสินใจโค่นต้นชมพู่ทิ้ง เพราะขายผลผลิตไม่ได้ราคา

คุณยุทธนา จึงเริ่มต้นทำวิจัย ในหัวข้อ “การทดลองสร้างยุทธศาสตร์การพัฒนากระบวนการผลิตชมพู่เพชร โดยใช้เทคโนโลยีเกษตรธรรมชาติคิวเซ ร่วมกับกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ (อีเอ็ม)” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขายุทธศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จนได้ผลวิจัยที่น่าพอใจ และสามารถนำมาใช้ได้จริงในสวนของเกษตรกร นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชุมชน และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการยุทธศาสตร์จังหวัด 3 ปี ติดต่อกันจนได้รับเกียรติจากสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 เชิญไปออกรายการถึง 2 ครั้ง

จากผลงานวิจัยดังกล่าว สมัครแทงบอลออนไลน์ ได้นำเทคนิคเกษตรธรรมชาติคิวเซมาปรับใช้ในสวนชมพู่และนำเทคนิคสกัดพืชหมัก ฮอร์โมนผลไม้และสารขับไล่แมลงประยุกต์ใช้ในชุมชน จึงนำไปสู่การทำเกษตรปลอดสาร เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต ทำให้ชมพู่เพชรสายรุ้งถูกผลักดันจนได้รับ ใบรับรองแหล่งผลิตพืช (จีเอพี) สัญลักษณ์การรับรองสินค้าเกษตรและอาหาร จากกรมวิชาการเกษตร และได้รับความเชื่อมั่นจากเกษตรกรนำไปสู่การจัดตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยของชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี (อบจ. เพชรบุรี)

ชมพู่เพชรสายรุ้ง ของวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรสวนชมพู่เพชรสายรุ้งตำบลหนองโสน ได้รับใบรับรองคุณภาพแหล่งผลิตพืช (จีเอพี) ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผลไม้รับรองผู้นำอาเซียน ในการจัดประชุมอาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 9 ซึ่งจัดประชุมที่อำเภอชะอำ และได้ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับกลุ่มผู้ค้า 3 รายได้แก่ 1. บริษัทเซนิท ฟรุ๊ต (ประเทศไทย) จำกัด 2. บริษัทเดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด และ 3. บริษัทเซ็นทรัลฟู๊ดซ์เทล จำกัด จำหน่ายในประเทศและส่งออก เช่น ห้างแฟร์ไฟร์ ประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น

ต้นชมพู่เพชรสายรุ้ง ปลูกดูแลง่าย เริ่มจากเตรียมหลุมขนาด 50 ลูกบาศ์กเซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอก ใบไม้แห้งรองก้นหลุม ปลูกในลักษณะตะแคง 45 องศา เพื่อให้ได้ทรงพุ่มที่สวยงาม ระยะห่างไม่น้อยกว่า 10 เมตร พรางแสงให้เหมาะสม ให้น้ำวันเว้นวัน หรือทุกวันในสภาพพื้นที่โล่งแจ้ง ต้นชมพู่เพชรสายรุ้งจะให้ผลผลิตเฉลี่ยปีละ 3 รุ่น โดยเริ่มออกดอกประมาณเดือนพฤศจิกายน เมื่อออกดอกได้ประมาณ 60-70 วัน ดอกจะบานและทิ้งเกสร ทรงจะคล้ายจานและเริ่มหุ้มเป็นผล ต้องรีบห่อผลในช่วงนั้น โดยใช้ถุงสีน้ำตาล (ถุงปูน) ขนาด 8X12 นิ้ว ห่อถุงละ 2-4 ผล โดยใช้ตอกบิดพันให้แน่น ควรทิ้งช่วงห่างประมาณ 1 ฟุต เมื่อห่อเสร็จใช้ปุ๋ยสูตร 9-25-24 ใส่ต้นละประมาณ 2 ก.ก. หลังจากห่อผล 25-30 วัน ชมพู่จะเริ่มแก่และเก็บผลผลิตออกขายได้

โดยทั่วไป ต้นชมพู่เพชรชมพู่จะเริ่มให้ผลผลิตครั้งแรกเมื่ออายุได้ 2 ปี เกษตรกรนิยมทำร้านเล็กๆ เพื่อพยุงต้นไม่ให้ล้มเมื่อลมพัดแรง อายุ 3-5 ปี จึงทำนั่งร้านมาตรฐาน จนเต็มทรงพุ่ม เพื่อช่วยให้ห่อผลและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างสะดวก

ต้นทุนและผลตอบแทน

ทุกวันนี้ ต้นทุนการผลิตชมพู่เพชรสายรุ้ง ส่วนใหญ่เป็นค่าทำนั่งร้าน ปัจจุบันใช้ไม้ไผ่นวลยาว 8 เมตร ในการทำนั่งร้าน 1 ต้น ใช้ไม้ไผ่ประมาณ 100 ลำ (ต้นขนาดใหญ่) ค่าไม้ไผ่ ลำละ 35 บาท ค่าแรงตัดไม้เหมาลำละ 15 บาท รวมเป็นเงิน ลำละ 50 บาท เฉพาะค่าทำนั่งร้านต่อ 1 ต้น ตกประมาณ 5,000 บาท มีอายุการใช้งานประมาณ 3 ปี

ต้นทุนค่าห่อ การเก็บผลผลิตชมพู่ต่อ 1 ต้น จะห่อได้ประมาณ 3 รุ่น รวมค่าห่อทั้ง 3 รุ่น ประมาณ 1,000 ถุง ค่าถุงปูนสำหรับห่อ ร้อยละ 60 บาท ตอกสำหรับมัดถุงชมพู่ ก.ก.ละ 70 บาท ค่าแรงห่อ 2 วัน ค่าแรงเก็บ 1 วัน รวม 3 วัน เป็นเงิน 350 บาท ต่อคน ค่าปุ๋ย ค่ายา อีกประมาณ 500 บาท คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ย 1 ต้น ต่อปี ประมาณ 3,750 บาท