จากภาพที่เห็น คุณสมัยใช้เลื่อยยนต์ตัดที่โคนเหง้าจนติดพื้นดิน

ทั้ง 2 ด้าน ซ้ายขวา แล้วโยกรากไม่กี่ทีก็หักวิธีการใช้เลื่อยยนต์จะสะดวกและง่ายในการแทงใบเลื่อยตัดเหง้า ซึ่งเป็นเครื่องทุ่นแรงที่ดีที่สุด สิ่งสำคัญไม่ทำให้เหง้าไผ่ช้ำเป็นแผล ส่วนปลายลำไผ่ ตัดให้สูงพอประมาณ 80 เซนติเมตร หรือตามออเดอร์ของลูกค้า เพราะมีผลเรื่องน้ำหนักและการขนส่งให้กับลูกค้า

ข้อควรระวังขณะตัดแต่งเหง้าและรากฝอย อย่าให้ใบมีดไปโดนตาหน่อ ไม่เช่นนั้นไผ่จะไม่แตก จากนั้นก็นำเหง้ามาลงถุงชำ ที่มีแกลบดำล้วนๆ ไว้พร้อมสรรพ แล้วนำไปเก็บไว้ในโรงเพาะชำสถานที่แดดรำไร ผ่านไป 3-6 เดือน ให้สังเกตว่ารากเดินเต็มถุง ก็สามารถนำปลูกลงดินได้ทันที

คราวนี้ก็มาพูดถึงประโยชน์ของลำไผ่ที่ตัดออกจากกอ ส่วนเหง้าก็นำไปเพาะชำถุง ก็จะเหลือลำไผ่ที่โค่นลงมา ความยาวไม่น้อยกว่าสิบเมตร คุณสมัยก็บั่นเป็นท่อนๆ ขนาด 2 เมตร กองไว้เป็นภูเขา คราวละไม่น้อยกว่า 500 กิโลกรัม หากกลุ่มทำเครื่องจักสานสนใจหรือจะนำไปแปรรูปเป็นไม้เสียบลูกชิ้น ไม้เสียบหมู หรือตะเกียบ อะไรก็ว่าไป ก็มารับซื้อได้ถึงในสวน

เพราะทุกๆ ปี จะต้องตัดแต่งกอไผ่ ให้เหลือไว้ไม่ให้มากเกินกว่า 5 ลำ ในแต่ละกอ ส่วนคุณภาพความแข็งแรงความเหนียวและขนาดความใหญ่ของลำไผ่ ระดับน้องๆ ไผ่ตง เลยทีเดียว

ผู้อ่านท่านใดขึ้นไปเที่ยวเขาใหญ่ ก็อย่าลืมแวะไปหา ไปเยี่ยมชมไผ่ “สวนสมัย พลสันศรี” อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ประมาณ 120 กิโลเมตร ก่อนไปกริ๊งกร๊างสายตรงล่วงหน้า คุณสมัย พลสันศรี โทร. 061-427-9018 หรือตามที่อยู่ เลขที่ 5 บ้านท่ามะปราง หมู่ที่ 6 ตำบลนาหินลาด อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ก่อนถึงด่านเก็บเงินทางขึ้นเขาใหญ่ ให้วิ่งมาตรงเส้นทางถนนสุวรรณศร อีก 3 กิโลเมตร ก็จะถึง สวนไผ่ “พลสันศรี”

ผมมีความสนใจปลูกต้นไม้ไว้รอบบริเวณบ้าน และพืชผักอีกประเภทหนึ่งที่ผมสนใจ อยากปลูกไว้บริโภคภายในครอบครัว แต่ผมประสบปัญหาการเพาะเมล็ดพืชผักที่มีขนาดเล็กมาก มักไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นพริก มะเขือ และผักกาด อีกหลายชนิด คือเพาะแล้วไม่งอก หรืออาจงอกบ้างแต่น้อยมาก ทั้งนี้ ผมใช้ดินถุงซื้อจากตลาดต้นไม้เป็นวัสดุเพาะ ดังนั้น ผมขอเรียนถามว่า ผมควรจะปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้การเพาะเมล็ดพืชผักเหล่านั้นให้ได้ผลดี

ผมขออนุญาตนำเมล็ดพริกมาเป็นตัวอย่าง หลายท่านบ่นว่า พริกที่เกิดขึ้นเอง โดยที่นกกินเมล็ดพริกเข้าไปแล้วขับถ่ายออกมา เมื่อได้รับความชื้นในดินจะเจริญงอกงามให้ผลดี ดีกว่าการเพาะเมล็ดด้วยตนเอง ซึ่งมักเกิดความล้มเหลว ผมเคยทดลองเพาะเมล็ดพริกขี้หนูโดยใช้ดินถุงเป็นวัสดุเพาะ ผลปรากฏว่าไม่ได้ผล

ต่อมาใช้ขุยมะพร้าวแช่น้ำบีบน้ำให้หมาด ปรากฏว่าระยะแรกเมล็ดงอกได้ดี แต่อีกชั่วระยะหนึ่งต้นอ่อนกลับเน่าตาย เมื่อให้คะแนนจะได้เพียง 50 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นการวิจัยต่อไป

ผมลงทุนซื้อวัสดุเพาะที่เรียกว่า พีทมอส บรรจุถุงจากร้านค้าวัสดุเกษตร ขนาดบรรจุ 5 ลิตร ราคาประมาณ 50-75 บาท ต่อถุง มาเพาะเมล็ดพริก และเมล็ดไม้ดอกไม้ประดับอื่นๆ วัสดุเพาะดังกล่าวมีลักษณะร่วนซุย และสะอาด ให้ฉีกถุงบรรจุ เทวัสดุลงในกะละมัง คลุกเคล้าและเกลี่ยให้เรียบ ปล่อยก๊าซบางชนิดที่หลงเหลืออยู่ในถุงระเหยออกไป แล้วใส่ในภาชนะที่มีรูระบายน้ำต่ำจากขอบเล็กน้อย รดน้ำพอชุ่ม วางเรียงเมล็ดพืชเป็นแถว ให้แต่ละเมล็ดห่างกันเล็กน้อยและกลบเมล็ดด้วยวัสดุเดียวกัน ใส่ในถุงพลาสติกทำเป็นตู้อบ ผูกปากถุงให้แน่น เก็บในที่ร่ม ภายใน 5-7 วัน เมล็ดจะงอกต้นอ่อนออกมาให้เห็น แล้วจึงเปิดปากถุงออก เลี้ยงต้นกล้าให้สมบูรณ์ ขั้นตอนต่อไป ทำได้สองวิธี

วิธีแรก เมื่อต้นอ่อนเติบโตมีใบจริงชุดที่สอง ให้ถ่ายลงถุงเพาะชำสีดำ ที่วัสดุเพาะมีส่วนผสมจากดินร่วน 3 ส่วน ดินก้ามปู 1 ส่วน และปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากัน เลี้ยงไว้ให้แข็งแรงสมบูรณ์ จึงนำลงปลูกในแปลง ทำให้โอกาสรอดตายสูง และอีกวิธีหนึ่ง บำรุงต้นกล้าให้แข็งแรง เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ จึงย้ายลงปลูกในแปลง

วิธีนี้ระยะแรกต้องพลางแสงให้ เพื่อลดความสูญเสียจากการเผาไหม้ของแสงอาทิตย์ จากนั้นให้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 โรยบางๆ เดือนละ 1 ครั้ง แล้วรดน้ำตาม หมั่นควบคุมแมลงศัตรูอย่างสม่ำเสมอ คุณจะได้ต้นพริก หรือพืชอื่นๆ ผลิดอกออกผลตามความต้องการ

คุณนิตย์ เครือน้อย อายุ 65 ปี บ้านเลขที่ 89 หมู่ที่ 7 ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา อดีตช่างเฟอร์นิเจอร์ ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรแบบผสมผสาน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยใช้พื้นที่ปลูกผักพื้นบ้าน เลี้ยงไก่ หมู และปลา สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างดี

คุณนิตย์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ แต่มาสมัยนี้ผู้คนหันไปใช้เฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปจึงไม่มีงานทำ ตอนแรกๆ ได้หันมาปลูกผักบุ้ง แล้วให้น้องนำไปขายที่ตลาด จากนั้นเมื่อตลาดเริ่มโตขึ้น จึงทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชหมุนเวียน โดยจุดประกายความคิดจากแนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้พระราชทานไว้ ใช้พื้นที่นาของตัวเองจำนวน 5 ไร่ แบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน ที่อยู่อาศัย 1 ส่วน ที่ทำเกษตร 4 ส่วน ใช้พื้นที่ทั้งหมดให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการปลูกพืชแซม เพื่อให้พืชได้เอื้อประโยชน์ต่อกัน และที่สำคัญคือทำเกษตรแบบปลอดภัย ไม่ใช้สารเคมี ทำเกษตรแบบผสมผสาน คือ เลี้ยงหมู ไก่ และปลูกผักพื้นบ้านหลากหลายชนิด เช่น ผักบุ้งจีน พริก มะเขือ ผักชี สะระแหน่ ขึ้นฉ่าย จึงทำให้สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอด สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป

ผลผลิตที่ได้ ส่งให้แม่ค้าในหมู่บ้านนำไปจำหน่ายต่อ เฉลี่ยทำรายได้วันละ 500-1,000 บาท สามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวตนเองได้เป็นอย่างดี ส่วนการให้น้ำตนเองติดตั้งระบบการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์เพื่อเป็นการประหยัดเวลาและประหยัดน้ำด้วย ถึงแม้ช่วงนี้จะประสบกับปัญหาการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่กิจกรรมการปลูกพืชและจำหน่ายของตนเองไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะอย่างไรทุกคนต้องกินอาหารอยู่แล้ว สมกับคำกล่าวที่ว่า เงินทองของมายา ข้าวปลาอาหารคือของจริง ฉะนั้น ตนเองจึงอยากจะฝากถึงผู้ที่ตกงานหรือถูกเลิกจ้างว่าอาชีพการเกษตรเป็นอาชีพที่มีความมั่นคง สามารถทำรายได้ให้พออยู่พอกิน ไม่จำเป็นต้องมีทักษะอะไรมากมาย อาศัยเพียงความขยันก็สามารถที่ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างพอเพียง

ไผ่หวานช่อแฮ มีลักษณะหน่อใหญ่ ถ้าหากไผ่อายุได้ 5-6 ปี หน่อจะใหญ่ได้ประมาณ 1-2 กิโลกรัม ยิ่งหน่อใหญ่ก็จะยิ่งได้ราคา เพราะในภาคเหนือนิยมกินหน่อไม้ในฤดูแล้ง เพราะมีรสชาติหวานและหอมกว่าหน่อไม้ในฤดูฝน หรือแม้แต่ผักหวานป่าที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติบนป่าเขา หากในฤดูแล้งผักหวานจะมีกลิ่นหอมและหวานกว่าผักหวานในฤดูฝน ดังนั้น ชาวบ้านที่หาของป่าขาย จะมีรายได้ดีในการเข้าป่าไปเก็บผักหวานป่าที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เพราะฤดูแล้งจะมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 200-300 บาท เลยทีเดียว

คุณสมเกียรติ อุปนันชัย เกษตรกรดีเด่น แห่งตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ปลูกไผ่หวานช่อแฮ เพียง 3 ไร่ มีรายได้อย่างพอเพียง คือทำเกษตรแบบพ่อหลวงสอนไว้ ไม่ต้องทำมากมายเป็นร้อยไร่ ที่ดินทั้งหมด 5 ไร่ คุณสมเกียรติ มีรายได้ตลอดทั้งปี โดยแบ่งปลูกหน่อไม้ไผ่หวานช่อแฮ 1 แปลง 3 ไร่ ปลูกข้าวโพดหวาน ต้มเอง ขายเอง ประมาณ 1 ไร่ มีรายได้วันต่อวัน วันละ 400-500 บาท โดยไม่ต้องจ้างแรงงาน ใช้แรงงานในครอบครัว สามี ภรรยา ลูกชายช่วยในวันหยุด ไม่ต้องมีรายจ่ายเพิ่ม

ไม้ไผ่หวานช่อแฮ คุณสมเกียรติ ปลูกห่างกัน 3×3 เมตร 1 ไร่ ปลูกได้ 150 กอ 3 ไร่ ปลูกได้ทั้งหมด 400 กอ โดยใช้ที่นาเก่าซึ่งที่ดินอยู่ติดถนนลาดยางในหมู่บ้าน สมัยก่อนใช้ทำนา เนื่องจากข้าวราคาถูก ทำนาไปก็แค่นั้น เพราะต้นทุนในการทำนาสูง ต้องใส่ปุ๋ยเคมี ใช้ยาฆ่าหญ้า ใช้สารเคมีกำจัดแมลงสารพัดรูปแบบ แต่ขายข้าวได้ราคาเพียงกิโลกรัมละ 6-8 บาท เท่านั้น

คุณสมเกียรติ จึงได้วางแผนปลูกไผ่หวานช่อแฮ เพราะไปเก็บตัวอย่างจากญาติแถวตำบลช่อแฮ ปลูกไผ่หวานช่อแฮ ทั้งหมด 3 ไร่ เนื่องจากต้องการหน่อไม้ขายในฤดูแล้ง จึงต้องมีแหล่งน้ำ คุณสมเกียรติใช้วิธีเจาะบาดาล ความลึกเพียง 7 เมตร เท่านั้น สูบน้ำมาพักในบ่อปูนซีเมนต์ หรือบ่อรอง ราคาไม่แพง บ่อรองขนาด 2 เมตร ราคาใบละ 200 บาท ใช้ 4 บ่อ ก็เพียง 800 บาท รวมทั้งค่าปูนซีเมนต์ หิน ทราย ก่อฐานอีกประมาณ 800 บาท รวมทั้งสิ้นเพียง 2,000 กว่าบาท ก็ได้ถังเก็บน้ำไว้ประมาณ 3 จุด หลังจากปลูกไผ่หวานได้ประมาณ 9-12 เดือน ก็เริ่มเก็บหน่อไม้ไผ่หวานช่อแฮขายได้

ตอนเริ่มปลูกครั้งแรก ขุดหลุมกว้าง 50×50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมัก แกลบ ขี้วัวแห้ง ตอนปลูกครั้งแรก ต้นหน่อไม้กำลังเริ่มแตกราก เพื่อให้เกิดความชื้นในหลุม ถ้ารดน้ำ เจอแดดแรง ในหลุมจะแห้งเร็ว ทำให้ต้องรดน้ำบ่อย

วิธีทำให้ต้นหน่อไม้ปลูกใหม่มีความชุ่มชื้น ไม่ต้องรดน้ำบ่อย คือหาต้นกล้วยที่ตัดกล้วยออกขายแล้วมาตัดเป็นท่อนๆ ขนาด 100 เซนติเมตร หรือ 70 เซนติเมตร ตัดเป็นท่อนแล้วผ่าครึ่ง แล้วเอาต้นกล้วยที่ตัดแล้ววางทับไว้บนปากหลุมต้นหน่อไม้ให้แน่น เพียงแค่นี้ก็สามารถเก็บความชื้นไว้ให้ต้นหน่อไม้ได้เป็นอย่างดี เพราะแดดในฤดูแล้งจัดมาก ทำให้วิธีนี้จะช่วยประหยัดแรงในการรดน้ำได้เยอะทีเดียว

หรือเกษตรกรบางรายก็จะใช้โพลิเมอร์ (สารอุ้มน้ำ) รองก้นหลุมโพลิเมอร์ คือสารอุ้มน้ำ มีตามร้านขายของเกษตรทั่วไป ลักษณะคล้ายข้าวสาร เมื่อถูกน้ำจะพองตัว แต่สารตัวนี้จะใช้ในกลุ่มเกษตรแห้งแล้ง ไม่มีแหล่งน้ำ เช่น ชาวไร่มันสำปะหลัง ซึ่งมันเยอะเป็น 20-30 ไร่ หาแหล่งน้ำไม่มี จะใช้สารโพลิเมอร์เป็นตัวช่วย เมื่อต้นหน่อไม้อายุได้ประมาณ 12 เดือนขึ้นไป เริ่มออกหน่อให้ตัดขายได้

วิธีทำให้ออกหน่อ มีดังนี้

กอไผ่ อายุได้ 1-2 ปี จะแตกหน่อเป็นลำและเป็นกอ มีประมาณ 20 ลำ เขาจะตัดลำแก่ออกทั้งหมด ลำแก่ คือ ลำที่มีอายุได้ 1 ปีขึ้นไป จะเหลือลำที่ออกใหม่ อายุได้ประมาณ 4-5 เดือน ลำที่อายุได้ประมาณ 4-5 เดือนนี่แหละ จะใช้เป็นลำแม่เพื่อทำให้ออกหน่อเก็บหน่อขาย

กอหนึ่งมี 20 ลำ ตัดลำแก่ได้ประมาณ 6-10 ลำ ตัดออกแล้วกองไว้ สามารถนำไปขายให้โรงงานเผาถ่านไม้ไผ่ เขาจะรับซื้อลำไผ่แก่อย่างต่อเนื่อง หลังตัดลำแก่ออกแล้ว ต่อไปก็จะพรวนดินรอบๆ กอ ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ เช่น มูลวัว มูลหมู หรือมูลไก่ ใส่กอละประมาณ 10 กิโลกรัม การคลุมกอนั้น จะใช้วัสดุอะไรก็ได้ เช่น ใบไม้ ใบไผ่ ต้นกล้วย และอื่นๆ เกษตรกรจะเริ่มตัดลำแก่ออกประมาณเดือนธันวาคม แล้วจัดการแต่งกอด้วยการใส่ปุ๋ยรอบๆ ถมด้วยวัสดุต่างๆ เพื่อให้เกิดความชื้นรอบๆ กอ ต่อจากนั้นก็เอาน้ำรดให้ชุ่ม เมื่อรดน้ำชุ่มแล้วใช้เวลาอีกประมาณเดือนเศษ เกษตรกรก็จะได้หน่อไม้นอกฤดูออกขายได้เงิน

ใครทำให้ออกหน่อได้ในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ หน่อไผ่หวานช่อแฮนี้จะมีราคาสูง กิโลกรัมละ 50-60 บาท (ในสวน) สวนของคุณสมเกียรติสามารถตัดหน่อไม้ได้กอละ 2-3 หน่อ เรียกว่า ได้กอละ 1 กิโลกรัม จะได้ครั้งละ 400 กิโลกรัม ในสวนเขาซื้อขายกัน กิโลกรัมละ 50 บาท เรียกว่าตัดหน่อไม้ จำนวน 3 ไร่ 400 กอ เห็นเงินครั้งละ 20,000 บาท

เนื่องจากว่าในเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม ถ้าหากสวนหน่อไม้อยู่ห่างจากแหล่งน้ำ เรียกว่ามีน้ำน้อยก็จะได้หน่อน้อยกว่าคนที่มีสวนอยู่ใกล้แหล่งน้ำ แหล่งน้ำคือ อ่างเก็บน้ำ น้ำห้วย น้ำตก ซึ่งคนที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำเหล่านี้จะหายาก จึงทำให้หน่อไม้หวานช่อแฮจะเป็นของหายากในฤดูแล้ง ราคาหน่อจึงพุ่งสูงขึ้น

ในละแวกตำบลสวนเขื่อน อำเภอช่อแฮ จะมีลำห้วยหลายสาย ใครมีที่ดินอยู่ใกล้ลำห้วยจะได้เปรียบ ในละแวกตำบลช่อแฮจะมีกลุ่มเกษตรกรรวมกลุ่มกันปลูก ครอบครัวละ 1-3 ไร่ ปลูกริมลำห้วยเพื่อทำให้ออกหน่อในฤดูแล้ง ในระยะเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม จะมีการรับซื้อหน่อไม้ไผ่หวานจากเกษตรกร

เกษตรกรจะตัดกันแต่เช้ามืด แล้วล้างน้ำให้สะอาด บรรจุใส่ถุงมาส่งแม่ค้ารับซื้อก่อนเที่ยงวันของทุกวัน สมมติว่าเจ้านี้ปลูก 2 ไร่ ตัดหน่อได้ 60 กิโลกรัม ก็เอาหน่อมาส่งให้คนรับซื้อที่จุดรับซื้อ คนรับซื้อจะจัดล้างให้สะอาด บรรจุใส่ถุงพลาสติกใส บรรจุถุงละ 10 กิโลกรัม แล้วบรรจุใส่รถบรรทุกไปส่งยังจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก บางรายก็ส่งถึงตลาดไท รถบรรทุกปิกอัพดัดแปลงช่วงล่างเสริมแหนบจะบรรทุกได้ คันละ 3,000-4,000 กิโลกรัม คนรับซื้อได้กำไร กิโลกรัมละ 7 บาท รถคันหนึ่งเห็นกำไรอยู่แล้ว 20,000 บาท ขึ้นไป

สวนของคุณสมเกียรติก็เช่นเดียวกับเกษตรกรรายอื่นๆ จะมีแม่ค้ามารับซื้อถึงหน้าสวน เรียกว่าตัดขายแทบไม่ทัน คนทางเหนือ อีสาน เขานิยมกินแกงหน่อไม้ใส่ใบย่านางในฤดูแล้ง เพราะรสชาติหวาน หอม แม้ราคาจะสูงกว่าในฤดูฝน แต่ผู้คนก็นิยมกิน

คุณสมเกียรติ อุปนันชัย บอกผู้เขียนว่า ได้น้ำดีๆ คือ มีน้ำพอเพียง จะตัดหน่อไม้ได้ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ยิ่งให้น้ำ หน่อยิ่งดกมาก กอละ 2-3 หน่อ หน่อไผ่หวานช่อแฮ มี 2 พันธุ์ คือ พันธุ์สีขาว และสีเขียว แต่รสชาติจะเหมือนกัน คือความหวาน หอม สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 064-429-8814 และ 065-842-6450

ข้อมูลการปลูกไผ่หวานช่อแฮ

1. ไผ่หวาน ปลูกได้ไร่ละ 200 กอ ห่างกัน 2×3 เมตร

2. การปลูก ขุดหลุมลึก 50×50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ตามด้วยปูนขาว เพราะรากของหน่อไม้ยังอ่อนอยู่ มีปลวก แมลงมากัดได้

3. ปลูกครั้งแรกภายใน 7 วัน รดน้ำวันละ 1 ครั้ง หลังจาก 1 เดือนผ่านไป 2 วัน รด 1 ครั้ง

4. หลังนำต้นพันธุ์ไผ่หวานลงปลูกในหลุม ให้พูนดินปลูกให้สูงจากพื้น 30 เซนติเมตร แล้วใช้ต้นกล้วยสดตัดเป็นท่อนๆ ปิดปากหลุม เพื่อให้ความชุ่มชื้น เพราะต้นกล้วยจะเย็น ให้ความชุ่มชื้น

5. ถ้าหากพื้นที่เป็นที่แห้งแล้ง ไม่มีพืชอย่างอื่นเป็นพี่เลี้ยง ควรใส่สารอุ้มน้ำ (โพลิเมอร์) ใส่ในหลุมเพื่ออุ้มน้ำไว้ ไม่ต้องรดน้ำบ่อย

6. ถ้าปลูก 1-2 ไร่ จะต่อท่อยาง (PE) สีดำ ทำเป็นระบบน้ำหยดก็ได้

7. หลังปลูกได้ 3-4 เดือน ต้นไผ่จะเริ่มแตกลำขึ้นมา กอละ 3-4 ลำ ต้องบำรุงด้วยปุ๋ยคอก (อินทรีย์) ต่อจากนั้นอีก 8 เดือน กอจะเริ่มแตกใหม่ได้ 8-10 ลำ ก็เริ่มตัดหน่อได้ 8 เดือนแรกตัดได้ กอละ 1 หน่อ เท่านั้น

8. ปีที่ 2 กอไผ่จะแตกลำมากขึ้น 1 กอ จะได้กว่า 20 ลำ ต้องตัดลำแก่ออกให้หมด ให้เหลือไว้เพียง กอละ 4-5 ลำ เท่านั้น เพื่อให้ออกหน่อ ตอนออกหน่อต้องบำรุงกอด้วยปุ๋ยอินทรีย์ กอละ 5 กิโลกรัม ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 กอละ 1 กิโลกรัม

9. การให้ออกหน่อบำรุงด้วยปุ๋ย ให้น้ำอย่างเพียงพอ จะตัดหน่อสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

10. โดยทั่วไปพื้นที่ 1 ไร่ จะตัดหน่อไม้ได้ประมาณ 70 กิโลกรัม ต่อปี การทำเกษตรปัจจุบันไม่ได้เน้นเพื่อผลิตสร้างอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการนำองค์ประกอบหลากหลายอย่างมาผสมผสานเข้าด้วยกัน ทำให้สวนหรือพื้นที่ทำเกษตรนั้นๆ น่าสนใจมากยิ่งขึ้น สวนดูมีมิติมุมมองเพลิดเพลินสบายใจ ในยามที่ได้อยู่ท่ามกลางในสิ่งที่ทำ จึงเกิดเป็นการสร้างผลผลิตและความสุขไปพร้อมๆ กัน

คุณพิทักษ์ สุภนันทการ เจ้าของสวนฟิวชั่นฟาร์ม เว็บแทงบอล ตั้งอยู่ที่ตำบลตาเบา อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่มีแนวความคิดที่อยากจะสร้างสวนเป็นเชิงไร่นาสวนผสม โดยให้ทุกอย่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เช่น ในยามที่ผลผลิตอีกชนิดราคาตกต่ำก็ยังมีอีกหลายๆ ชนิดจำหน่ายได้ราคา ซึ่งพืชที่ปลูกเพื่อสร้างรายได้ระยะยาวเขาเลือกปลูกอินทผลัม

ต่อยอดธุรกิจได้ทุกด้าน

คุณพิทักษ์ เล่าให้ฟังว่า ได้เลือกมาทำงานทางด้านการเกษตรเพื่อเป็นอาชีพเสริม เพราะในช่วงนี้เขายังมีงานประจำอยู่ การทำอาชีพเสริมในครั้งนี้ได้มองและเตรียมการไปภายหน้าแล้วว่า เมื่อเกษียณจากงานจะลงมาทำงานทางด้านนี้โดยตรง เพราะถ้าไม่ทำตั้งแต่ตอนนี้ ออกมาทำในช่วงหลังเกษียณเลย พละกำลังและระยะเวลาอาจจะไม่ทัน จึงจำเป็นต้องเริ่มทำในช่วงนี้ควบคู่กับงานประจำ

“สมัยก่อนที่ดินนี้เป็นที่นารกร้าง ช่วงนั้นผมก็ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ พอมีโอกาสมาที่นี่ ก็เลยคิดว่า เราต้องกลับมาพัฒนาและสร้างให้ที่นี่เป็นเหมือนต้นแบบ การทำเกษตรที่สามารถต่อยอดทำได้ทุกเรื่อง พร้อมทั้งมีการสร้างสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้การทำสวนของผมตอบโจทย์ในทุกๆ เรื่อง ที่ผสมผสานให้ทุกอย่างมีอยู่ภายในสวน พอผมคิดได้แบบนี้แล้วก็ได้เริ่มวางแผนและลงมือทำอย่างจริงจังในช่วงปี 2554 เป็นต้นมา” คุณพิทักษ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของสวนฟิวชั่นฟาร์ม

เหตุที่ตั้งชื่อสวนว่าสวนฟิวชั่นฟาร์ม คุณพิทักษ์ บอกว่า เกิดจากการรวมสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันเกิดเป็นโมเดลใหม่ เพื่อให้การทำเกษตรมีมิติและมุมมองที่ออกไปในทางสวยงาม โดยสร้างให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นว่าการทำเกษตรสามารถปรับให้เข้ากับยุคที่ทันสมัยได้ เป็นเรื่องที่ไม่ได้น่าเบื่อเหมือนอย่างเช่นเคยที่ผ่านๆ มา จึงทำให้คนรุ่นหลังได้กลับมาสู่บ้านเพื่อสืบทอดการทำเกษตรในรูปแบบที่ทันสมัย จึงทำให้เขาทำสวนแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาและนำไปปรับใช้ได้กับที่ดินของตนเอง

ในช่วงแรกก่อนที่จะเริ่มทำสวนผสมผสานรังสรรค์ให้สวยเหมือนเช่นวันนี้ คุณพิทักษ์ บอกว่า จากพื้นที่ที่ไม่มีบ่อน้ำก็สร้างให้มีสำหรับเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง จากนั้นนำพันธุ์ไม้ต่างๆ มาลงปลูกภายในสวน โดยแบ่งพื้นที่ปลูกอินทผลัมอยู่ประมาณ 200 ต้น ช่วงแรกเน้นปลูกอินทผลัมที่ได้เป็นต้นใหญ่ให้ผลผลิตแล้วจากการเพาะเมล็ดประมาณ 50 ต้น ต่อมาเมื่ออินทผลัมมีแบบเนื้อเยื่อจึงนำมาปลูกเพิ่มอีก 150 ต้น ทั้งหมดปลูกให้ห่างอยู่ในระยะ 7 เมตร ต่อแถว