จากหมู่บ้านเล็กๆ ต่อมาก็มีประชาชนอพยพมาอยู่เพิ่มขึ้นเรื่อย

จนกระทั่งเป็นหมู่บ้านใหญ่ ตำบลทุ่งโฮ้งได้พัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ค้าขาย และหัตถกรรม ยกฐานะเป็นเทศบาลตำบล เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2542

ผ้าหม้อห้อมเป็นเอกลักษณ์ของชาวทุ่งโฮ้งและของคนจังหวัดแพร่ การแต่งกายชุดพื้นเมืองด้วยผ้าหม้อห้อมถือเป็นการแต่งกายประจำถิ่นของชาวทุ่งโฮ้ง ผู้ชายจะใส่เสื้อคอกลม แขนสั้นผ่าอกตลอด ติดกระดุมหรือใช้สายมัด เรียกว่าเสื้อกุยเฮง และใส่กางเกงขาก๊วยที่เรียกว่าเตี่ยวกี มีผ้าขาวม้าคาดเอวแทนเข็มขัด

ส่วนผู้หญิง จะเป็นเสื้อคอวี และคอกลม แขนยาวทรงกระบอกผ่าอกตลอด ติดกระดุม และสวมถุงซึ่งเรียกว่า ซิ่นแหล้ มีลักษณะเป็นพื้นสีดำมีสีแดงคาดตรงเชิงผ้าสองแถบและขอบเอวสีแดง

ภูมิปัญญาทำผ้าหม้อห้อมของบ้านทุ่งโฮ้ง ที่สืบทอดกันมาและต้องการจะก้าวต่อไป ทำให้เกิดการรวมกลุ่ม ตั้งเป็นกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติ เมื่อ 6 สิงหาคม 2548 มีสมาชิกเริ่มแรก 7 คน ปัจจุบันมีสมาชิก 25 คน สมาชิกส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพทำผ้าหม้อห้อม ทุกคนนำเอาภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ ที่ถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่นมาทำผ้าหม้อห้อมย้อมสีธรรมชาติ และพัฒนาผ้าหม้อห้อมให้ไปสู่ตลาดสากล แต่ก็รักษาเอกลักษณ์ของผ้าหม้อห้อมไว้ด้วย

ป้าเหงี่ยม คุณประภาพรรณ ศรีตรัย หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติ ผู้ถ่ายทอดวิธีการย้อมผ้าหม้อห้อมให้เด็กๆ บอกว่าการย้อมห้อมต้องมีวิธีการละเอียดราวกับห้อมเป็นสิ่งมีชีวิต จากใบห้อมและใบครามสีเขียวๆ ต้องนำทั้งกิ่งและใบมามัดแช่น้ำเปล่าไว้สามวัน เมื่อแช่ครบแล้ว นำกากต้นห้อมออก นำน้ำปูนขาว น้ำมะขามเปียก น้ำซาวข้าวมาผสมรวมกัน ส่วนผสมเหล่านี้ให้ความเป็น กรดด่างต่างกันอย่างลงตัว เป็นอีกภูมิปัญญาที่น่าค้นหา

ก่อนจะนำห้อมเปียกไปใช้ต้องทำการผสมก่อน โดยกวนน้ำด่างเข้มข้นกับเนื้อห้อมหรือเนื้อครามเปียกให้เข้ากัน เติมน้ำซาวข้าว ปูนขาว และน้ำมะขามเปียกลงไป กวนส่วนผสมทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกัน ประมาณ 30-40 นาที หรือจนกระทั่งเกิดฟองสีน้ำเงินเข้ม ตั้งทิ้งไว้และล้างทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จนกระทั่งค่า pH ของน้ำย้อมลดลงเหลือ 10.0 – 10.5 โดยที่น้ำย้อมจะต้องมีสีน้ำเงินเข้มและมีตะกอนสีเหลืองขมิ้น แสดงว่าน้ำย้อมนั้นสามารถย้อมผ้าและฝ้ายได้

การย้อมผ้าหรือเส้นด้าย ให้เป็นสีหม้อห้อม จะต้องย้อมหลายๆ ครั้ง โดยผสมขมิ้น ฝักส้มป่อยเผา หรือน้ำมะขามเปียก และน้ำด่างที่ได้จากการเกรอะขี้เถ้าและเหล้าป่า หรือน้ำอ้อย

ผ้าหม้อห้อมเมื่อใช้งานไปนานๆ สีจะซีดลง และต้องนำกลับมาย้อมใหม่อยู่เสมอ ซึ่งต่างจากผ้าสีครามที่ได้จากการย้อมด้วยสีสังเคราะห์ทางเคมี ซึ่งสีจะไม่ซีด เมื่อผ่านการซักล้าง

วันที่เราไปเยี่ยมชม ป้าเหงี่ยมและสมาชิกจัดเตรียมผ้าฝ้าย ตัดเย็บเป็นผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กไว้ให้ได้ทดลองทำผ้าเช็ดหน้ามัดย้อมห้อม ที่สามารถรังสรรค์ลวดลายด้วยตัวเอง ผ้ามัดย้อมมัดแล้วมัดเล่า ผ้าสีขาวๆ ดูดซับสีเขียวจนทั่วผืนผ้า ยกขึ้นสัมผัสอากาศข้างนอกสักพัก ไม่ทันไรผืนผ้าก็กลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม อย่างน่าอัศจรรย์

แวะไปเยี่ยมชมหรืออุดหนุนผ้าหม้อห้อมของกลุ่มป้าเหงี่ยมได้ที่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติ 291 หมู่ 5 ตำบลทุ่งโฮ่ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ม 089-8513048

“ชมพู่” จัดเป็นไม้ผลเขตร้อนที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียตอนใต้ และได้มีการแพร่กระจายสายพันธุ์มาปลูกมากในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศที่มีชื่อเสียงในการปลูกชมพู่และมีชมพู่สายพันธุ์ดีๆ ก็คือประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย เป็นต้น ที่ผ่านมาชมพู่ที่มีชื่อเสียงในบ้านเรา อาทิ “พันธุ์ทับทิมจันท์” ได้มีการพิสูจน์และเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีการนำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย

หรือแม้แต่ “พันธุ์เพชรปฐม”ได้สายพันธุ์มาจากหมู่เกาะมลายู ประเทศมาเลเซีย ชมพู่ มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Water Apple” และยังมีชื่อเรียกตามท้องถิ่นอีกหลายชื่อ เช่น ที่อินโดนีเซียเรียกว่า jambu air, ที่มาเลเซียเรียก Rose apple,ที่ฟิลิปปินส์เรียก “wax apple” และที่ไต้หวันเรียกว่า “bell fruit” เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยพันธุ์ชมพู่ที่มีการปลูกในอดีตมาถึงปัจจุบันแทบจะไม่มีใครปลูกกันแล้วหรือรู้จักกันน้อยมาก เช่น “ชมพู่มะเหมี่ยว” เป็นชมพู่ที่มีขนาดลำต้นใหญ่ ใบกว้างหนาเป็นมันดอกออกบริเวณกิ่งและมีสีแดงสด เมื่อผลแก่จะมีสีแดงเข้มและมีกลิ่นหอมเหมือนดอกกุหลาบลักษณะของเนื้อนุ่มและฉ่ำน้ำ รสชาติหวานอมเปรี้ยวและมีเมล็ดใหญ่ เป็นที่สังเกตว่าในขณะนี้เริ่มมีเกษตรกรไทยหลายรายได้ให้ความสนใจที่จะขยายพื้นที่ปลูกชมพู่ม่าเหมี่ยวกันมากขึ้น ดูได้จากร้านจำหน่ายพันธุ์ไม้ได้มีการนำต้นชมพู่เพาะเมล็ดมาจำหน่ายในราคาต้นละ 40-50 บาท

ในหนังสือ คู่มือการทำสวนชมพู่อย่างมืออาชีพ เรียบเรียงโดย คุณสุพจน์ ตั้งจตุพร (สำนักพิมพ์นาคา) ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับชมพู่ม่ะเหมี่ยวไว้ว่าเป็นชมพู่ที่มีต้นสูงใหญ่ ความสูงประมาณ8-10 เมตร ปลูกด้วยเมล็ดจะใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี จะเริ่มออกดอกติดผลและมีการออกดอกติดผลตลอดทั้งปี ผลผลิตจะออกมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน

ในวงการนักขยายพันธุ์ชมพู่บอกว่าการเสียบยอดชมพู่พันธุ์ดีบนต้นตอชมพู่ม่ะเหมี่ยวจะได้ต้นชมพู่ที่แข็งแรงและมีอายุยืน “ชมพู่สาแหรก” จัดเป็นชมพู่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับชมพู่ม่ะเหมี่ยว ต่างกันตรงที่ผลของชมพู่สามีสีแดงอมชมพู และมีริ้วจากขั้วมาที่ก้นผล เนื้อมีสีขาวนุ่มรสชาติหอมหวาน ลำต้นและใบคล้ายกับชมพู่มะเหมี่ยว แต่กิ่งแขนงจะตั้งฉากกับลำต้น

และ “ชมพู่น้ำดอกไม้” จัดเป็นชมพู่สายพันธุ์โบราณของไทยหารับประทานได้ยากมาก ลักษณะของผลถ้าไม่บอกจะไม่รู้เลยว่าเป็นชมพู่ลักษณะของผลถ้าไม่บอกจะไม่รู้เลยว่าเป็นชมพู่เหมี่ยว ในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียลักษณะผลจะออกกลมมีสีขาวอมเหลืองอาจจะมีสีชมพูปนบ้าง จัดเป็นชมพู่ที่มีเนื้อบางกว่าชมพู่สายพันธุ์อื่นแต่มีรสชาติหวานกรอบ มีกลิ่นหอมคล้ายกับกลิ่นดอกกุหลาบและเมล็ดใหญ่ ื้อบางกว่าชมพู่สายพันธุ์อื่นแต่มีรสชาติ

ลักษณะต้นของชมพู่น้ำดอกไม้จัดเป็นไม้ที่มีทรงพุ่มขนาดกลาง ใบเล็กเรียวยาวมีสีเขียวเป็นมัน ดอกมีสีขาวอมเหลืองและมีกลิ่นหอม จัดเป็นชมพู่แปลกและหายากในปัจจุบัน

สายพันธุ์ชมพู่ที่ปลูกในเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย ในอดีตที่ผ่านมาชมพู่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศไทย คือ

“พันธุ์เพชรสายรุ้ง” ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีชื่อเสียงและมีการปลูกมากในเขต จ.เพชรบุรี ชมพู่พันธุ์นี้มีชื่อเสียงมายาวนานคาดว่ามีการนำพันธุ์มาปลูกที่ จ.เพชรบุรี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2375 ปัจจุบันยังมีปลูกอยู่บ้างแต่น้อยลงกว่าเดิม ลักษณะเด่นของชมพู่พันธุ์เพชรสายรุ้งคือ ขนาดของผลใหญ่ ทรงผลรูประฆังคว่ำ เมื่อผลแก่จะมีสีขาวอมชมพู่ รสชาติหวานกรอบและภายในผลจะมีเมล็ด 1-3 เมล็ด

“พันธุ์ทูลเกล้า” จัดเป็นพันธุ์การค้าที่ได้รับความนิยมและครองตลาดมายาวนานสายพันธุ์หนึ่ง ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าประวัติความเป็นมาของชมพู่สายพันธุ์นี้เป็นอย่างไรบ้างก็ว่าเป็นชมพู่ที่เกิดการกลายพันธุ์ที่ อ.สามพรานหรือมีคนนำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย ลักษณะเด่นของชมพู่พันธุ์ทูลเกล้าก็คือ ออกดอกและติดผลง่าย ออกทะวายตลอดทั้งปีและไม่เลือกพื้นที่ปลูก มีการขยายพื้นที่ปลูกกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา ลักษณะของผลจะเป็นทรงยาวเมื่อผลแก่จะมีสีเขียวอมเหลือง เป็นชมพู่ที่มีความหวานไม่มากนัก ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกน้อยลง

“พันธุ์ทับทิมจันท์” หลังจากที่ อ.ประเทือง อายุเจริญ นำพันธุ์ชมพู่พันธุ์ “ซิต้า” มาจากประเทศอินโดนีเซีย นำมาปลูกเป็นครั้งแรกที่ จ.จันทบุรี เมื่อต้นชมพู่พันธุ์ซิต้าที่นำมาปลูกเริ่มให้ผลผลิตพบว่า เป็นชมพู่ที่ผลสีแดงเข้มและมีผลขนาดใหญ่ เนื้อแน่นมีน้ำหนักผลเฉลี่ย 120-130 กรัม เนื้อแน่นและรสชาติหวานมากไม่มีเมล็ด มีคุณสมบัติที่ดีกว่าชมพู่พันธุ์การค้าอื่นๆหลายสายพันธุ์ อ.ประเทือง อายุเจริญ จึงได้ตั้งชื่อว่า “พันธุ์ทับทิมจันท์” เพื่อเป็นเกียรติแก่ จ.จันทบุรี และในปี พ.ศ. 2541 อ.ประเทืองได้เริ่มขยายพันธุ์กิ่งชมพู่ทับทิมจันท์ออกจำหน่ายได้รับความนิยม มีการนำไปปลูกกันทั่วประเทศ

ช่วงที่ผลผลิตชมพู่ทับทิมจันท์ออกสู่ตลาดใหม่ๆจะมีราคาแพงมากราคาถึงผู้บริโภคสูงกว่ากิโลกรัมละ100 บาท จากที่ได้กล่าวมาแล้วเมื่อมีการขยายพื้นที่ปลูกกันมากทำให้ราคาตกลง นอกจากสายพันธุ์ชมพู่ที่ได้กล่าวมาแล้วยังมีสายพันธุ์ชมพู่อีกหลายสายพันธุ์ที่เกษตรกรนำพันธุ์มาปลูก อาทิ พันธุ์เพชรสามพราน, พันธุ์เพชรน้ำผึ้ง, พันธุ์เพชรจินดา ฯลฯ แต่ไม่มีการขยายพื้นที่ปลูกกันมากนักและเป็นที่รู้จักน้อยกว่าพันธุ์ทูลเกล้าและพันธุ์ทับทิมจันท์

สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรที่คิดจะปลูกชมพู่ในเชิงพาณิชย์จะต้องเน้นในเรื่องของคุณภาพของผลผลิต การปลูกชมพู่ในพื้นที่มากๆ อาจดูแลไม่ทั่วถึง การให้ปุ๋ยและการจัดการสวนชมพู่เป็นเรื่องสำคัญมาก ฝนเป็นปัญหาหลักของเกษตรกรที่ปลูกชมพู่โดยเฉพาะในช่วงกำลังติดผล จะพบปัญหาผลแตก ชมพู่เป็นไม้ผลที่ต้องการแรงงานในการห่อผลเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเกษตรกรที่คิดจะปลูกชมพู่ควรจะยึดหลัก “ทำน้อย ได้มาก” คือปลูกและสามารถจัดการสวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาถึงปัจจุบันดูเหมือนว่าในวงการผู้ปลูกชมพู่จะเงียบเหงาลง จนกระทั่งได้เริ่มมีการนำเอาสายพันธุ์ชมพู่ยักษ์จากประเทศไต้หวันออกมาเผยแพร่และขายกิ่งพันธุ์ในราคาสูงมาก แต่ยังไม่เคยเห็นผลผลิตว่าปลูกในประเทศไทยแล้วให้ผลผลิตเป็นอย่างไร

ทำความรู้จักกับชมพู่ยักษ์ไต้หวันที่ให้ผลผลิตแล้ว

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการเกษตรที่ไต้หวัน ดูงานการเกษตรหลายอย่างที่โดดเด่นที่สุด ก็คือการปลูกกล้วยไม้ฟาแลนนอฟซีสที่ไต้หวันได้ชื่อว่าผลิตเพื่อการส่งออกมากที่สุดในโลก ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในการดูงานในครั้งนั้นผู้เขียนได้มีโอกาสไปเที่ยวชมตลาดขายพันธุ์ไม้ผลที่มีชื่อเสียงของไต้หวันซึ่งมีไม้ผลหลากหลายชนิด จะต้องยอมรับกันว่าสายพันธุ์มะม่วงไต้หวันที่มีการนำพันธุ์มาปลูกในประเทศไทยส่วนใหญ่จะมาหาซื้อพันธุ์จากที่นี่ อาทิ มะม่วงพันธุ์หยู่เหวิน เบอร์ 6, พันธุ์งาช้างแดง, พันธุ์หงจู ฯลฯ

ผู้เขียนได้ซื้อชมพู่มาต้นหนึ่งราคาต้นละ 500 เหรียญไต้หวันซึ่งเมื่อคิดเป็นเงินไทยประมาณ 500 บาท (ราคาแลกเปลี่ยนเงินตราเงินไต้หวันกับเงินไทยใกล้เคียงกัน) รายละเอียดที่ติดมากับชมพู่ต้นนั้นเป็นภาษาจีนและเมื่อแปลเป็นภาษาไทยชื่อว่า “ชมพู่น้ำหอมที่ใหญ่เท่ากับฝ่ามือ”

ผู้เขียนได้นำกิ่งพันธุ์ชมพู่ไต้หวันมาเลี้ยงให้ต้นเจริญเติบโตและได้นำยอดมาเสียบบนต้นชมพู่พันธุ์ทับทิมจันท์ที่แผนกฟาร์ม ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จ.พิจิตร ได้ปลูกไว้เพื่อบริโภค 2 ต้น และมีอายุต้นประมาณ 5 ปี ได้เสียบยอดชมพู่ไต้หวันบนต้นชมพู่ทับทิมจันท์เพียงต้นเดียว เลี้ยงยอดชมพู่ไต้หวันที่แตกออกมาเป็นเวลาประมาณ 2 ปี และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้น มาทางผู้เขียนเห็นว่าต้นชมพู่ไต้หวันแตกทรงพุ่มใหญ่เห็นว่าควรใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อบังคับให้ต้นชมพู่ออกดอกติดผลนอกฤดู

ในการบังคับให้ต้นชมพู่ออกนอกฤดูนั้นผลปรากฏว่า ต้นชมพู่ได้ออกดอกมาเพียง 1-2 ช่อเท่านั้น ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้นมากได้พยายามบำรุงรักษาเป็นอย่างดีเพื่อดูว่าผลชมพู่จะมีขนาดผลใหญ่จริงหรือไม่ ในขณะที่ต้นชมพู่เลี้ยงผลอยู่เพียง 1-2 ช่อนั้น พอเข้าเดือนมีนาคม 2555 ผลปรากฏว่าต้นชมพู่ไต้หวันที่เสียบไว้ทยอยออกดอกทั้งต้น ถึงทุกวันนี้เดือนพฤษภาคม ก็ยังมีดอกออกมา อาจจะเป็นเพราะว่าในช่วงที่ผ่านมาได้มีการฉีดพ่นปุ๋ยและฮอร์โมนสะสมมาโดยตลอด

หลังจากที่ห่อผลชมพู่ไต้หวันไปได้ประมาณ 25-30 วัน (โดยเริ่มห่อในระยะที่ผลชมพู่ถอดหมวกหรือผลใหญ่ขนาดนิ้วโป้ง) พบว่า ผลชมพู่ไต้หวันที่เก็บเกี่ยวมานั้นมีขนาดของผลใหญ่กว่าชมพู่สายพันธุ์อื่นๆ ที่ผู้เขียนพบมาโดยมีคุณสมบัติของผลดังนี้

“ผลมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักผลประมาณ 200 กรัม หรือ 5 ผลต่อกิโลกรัม ผิวผลมีสีขาวอมชมพูหรือสีชมพูอมแดง ลักษณะของผลเป็นรูประฆังคว่ำใหญ่ มีความกว้างของผลเฉลี่ย 7 เซนติเมตรและความยาวของผลเฉลี่ย 9-10 เซนติเมตร เนื้อหนามากและเป็นชมพู่ไร้เมล็ด รสชาติหวานกรอบมีความหวานประมาณ 11-12 บริกซ์ ถ้าผลผลิตแก่และเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้งจะมีความหวานสูงกว่านี้ จัดเป็นชมพู่สายพันธุ์หนึ่งที่ออกดอกและติดผลดกมาก”

ทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จึงได้ตั้งชื่อชมพู่ไต้หวันสายพันธุ์นี้ว่า “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” ผู้เขียนมีความเชื่อที่ว่าชมพู่ยักษ์ไต้หวันนี้จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการปลูกชมพู่ในประเทศไทยเพราะมีความโดดเด่นในเรื่องขนาดผลและความอร่อยไม่แพ้ชมพู่พันธุ์การค้าสายพันธุ์อื่น

ในห้องมีตู้ปลาหลายใบ ผมเลือกนั่งลงหน้าตู้ปลาใบโปรด เป็นตู้ขนาด 48 นิ้ว ข้างในมีปลาหมอทะเลสาบมาลาวีกลุ่มเอ็มบูน่าสีสดๆ ว่ายไปมาหลายสิบตัว พื้นตู้นั้นปูด้วยทรายละเอียด มีหินก้อนน้อยใหญ่วางทับซ้อนกันเป็นกลุ่มเป็นกอง ปลาหลายตัวเข้าจับจองตามซอกโพลงหิน ปลาบางคู่บ้างก็ว่ายคลอเคล้าเกี้ยวพาราสี บ้างก็โรมรันต่อสู้กันเองเป็นที่ชุลมุน แต่โดยรวมตู้นี้สวย ดูสนุก สีสันที่หลากหลายของปลาหลากสายพันธุ์ เมื่อรวมเข้ากับสีสว่างๆ ของผืนทราย สีที่ทั้งเข้มทั้งอ่อนของโขดหิน แสงและเงาที่ทอดตกลงตามพื้น กลายเป็นความงามสุดพิเศษ เป็นเอกลักษณ์ เป็นความยุ่งเหยิงวุ่นวายอันแสนสงบ เป็นความสว่างท่ามกลางบรรยากาศขมุกขมัวของฤดูกาล เป็นความกระจัดกระจายขัดแย้งที่รวมเป็นหนึ่งเดียว

ผมมองภาพปลาในตู้ใบนี้แล้วนึกถึงภาพเขียนยุคอิมเพรสชันนิสม์ ที่ศิลปินใช้วิธีการแต้มสีหรือป้ายด้วยแปรงหยาบๆ ด้วยสีสดแบบไม่ต้องผสม ปล่อยให้ภาพนั้นกลมกลืนกันไปเองด้วยการมองแบบองค์รวม

ตู้ปลาของผมสุกสว่าง ฝูงปลาหมอสีกลุ่มเอ็มบูน่าที่สดฉูดฉาดหลากสีว่ายพล่านสลับกันไปมา ทรายละเอียดที่ปูพื้นดูเนียนนวลตัดกับสีของปลาได้อย่างมีเสน่ห์ลงตัว ผมนั่งดูปลาเพลิดเพลิน กระทั่งฝนซาจนหยุดยังไม่รู้ตัว

ปลาหมอสีทะเลสาบมาลาวีขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องความสดสวยของสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาหมอกลุ่มเอ็มบูน่า (Mbuna) คำว่า mbuna นี้เป็นภาษาท้องถิ่นของชาวพื้นเมืองรอบทะเลสาบ ใช้เรียกหมู่ปลาที่อาศัยตามกลุ่มกองหินริมฝั่งน้ำ ออกเสียงจริง ๆ ว่า “อึมบูน่า” โดยคำว่า “อึม” นั้นสั้นและเบามากจนหากฟังผิวเผินเหมือนจะได้ยินเพียง “บูน่า” เท่านั้น

เอ็มบูน่าเป็นปลาหมอสี (cichlid) ขนาดเล็ก มีขนาดราว ๆ 10-12 ซ.ม. โดยเฉลี่ย รูปร่างค่อนข้างกลมป้อม ลำตัวยาว ส่วนหัวสั้น จะงอยปากสั้น ครีบสั้นไม่ยาวสลวยอย่างปลาหมอสีทะเลสาบมาลาวีกลุ่มอื่นที่นิยมเลี้ยงกัน พวกมันมีมากมายหลายร้อยสายพันธุ์ เป็นประชากรหลักของปลาในทะเลสาบ ด้วยรูปร่างเล็กจึงเหมาะกับการหากินบริเวณกลุ่มกองหินที่มีซอกโพลงร่องหลืบ เอ็มบูน่าส่วนใหญ่เป็นปลากินพืช อาหารของพวกมันคือตะไคร่น้ำที่เกาะสะสมตัวตามผิวของแผ่นหิน แต่ก็มีไม่น้อยที่กินสัตว์ขนาดเล็ก เช่น พวกตัวอ่อนแมลงน้ำ ตัวอ่อนของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่พึ่งพาแหล่งตะไคร่นั้นเป็นอาหารและบ้านกำบังภัย

เอ็มบูน่ามีริมฝีปากหนาเพื่อใช้ลดแรงกระแทกขณะจิกกินอาหาร ฟันของมันมีเอกลักษณ์ คือแทนที่จะมีรูปปลายแหลมอย่างปลาชนิดอื่นส่วนใหญ่ กลับเป็นฟันรูปกรวย ส่วนปลายแยกเป็นสองหรือสามแฉก แนวของฟันเรียงเป็นหลาย ๆ แถว เห็นแล้วนึกถึงกระดาษทรายผิวหยาบคมใช้ขัดไม้ เอ็มบูน่าใช้ประโยชน์จากรูปแบบของฟันแสนวิเศษนี้ขูดตะไคร่ที่เกาะฝังแน่นออกมากินอย่างง่ายดาย ส่วนเอ็มบูน่าที่กินสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหารจะมีรูปฟันคล้ายเขี้ยว คือเป็นรูปกรวยปลายแหลมโค้ง ใช้สำหรับจับเหยื่อไม่ให้ดิ้นหลุด ทั้งสองกลุ่มหากินร่วมกัน หากมองผิวเผินพวกมันดูแทบไม่ต่างกันเลยทั้งขนาด รูปร่างและความสดสวยงามของสีสัน

ตามปรกติปลาหมอสีทั่วไปจะมีสีสวยเฉพาะตัวผู้ แต่เอ็มบูน่ากลับมีความงามของสองเพศไม่แตกต่างกัน ซ้ำจะยิ่งแปลกเด่นไปกว่าปลาหมอสีแหล่งน้ำอื่น ๆ ตรงที่บางพันธุ์ปลาเพศผู้มีสีหนึ่งแต่เพศเมียกลับมีอีกสีหนึ่ง เช่นปลาหมอลิลลี่ (Pseudotropheus lombardoi) ตัวผู้สีเหลืองลำตัวลายสีน้ำตาลเป็นบั้งจาง ๆ ส่วนตัวเมียมีสีฟ้ามีลายเข้มตามลำตัว ปลาหมออีสเทิร์นบลู (Melanochromis johannii) ตัวผู้สีฟ้ามีลายน้ำเงินเข้มพาดเป็นเส้นหนา ๆ ตามแนวยาว ตัวเมียมีสีเหลืองสด อาจมีลายจางๆ ปลาหมอโซลอสอาย (Pseudotropheus saulosi) ตัวผู้สีน้ำเงินเข้ม มีลายดำตัดเป็นบั้งตามลำตัวส่วนตัวเมียมีสีเหลืองสดทั้งตัวและครีบทุกครีบ

ความโดดเด่นที่แทบจะไม่มีปลาน้ำจืดใดมาทาบเทียบกับปลาหมอสีกลุ่มเอ็มบูน่าก็คือความสวยสดของสีสันที่ดูคล้ายปลาทะเล ปลาหมอกล้วยหอม (Labidochromis caeruleus) มีสีเหลืองสดตลอดตัวตัดด้วยแถบสีดำสนิทตามแนวครีบหลังขลิบด้วยสีขาวสะอาดตาอีกชั้นหนึ่ง ปลาหมอเดมาสันอาย (Pseudotropheus demasoni) มีสีฟ้าสว่างตาตัดฉับสลับขวางด้วยสีน้ำเงินเข้มข้นเกือบดำดูสวยจัด ปลาหมอซีบร้าบลู (Pseudotropheus callainos) มีสีฟ้าอมน้ำเงินเย็นตา ปลาหมอซีบร้าเรด (Ps. Estherae) มีสีส้มสดในตัวเมียและสีส้มเหลือบขาวในตัวผู้ ปลาหมอเอ็มบูน่าบางพันธุ์ผ่าเหล่าเป็นปลาเผือกที่ขาวบริสุทธิ์ได้อย่างน่าทึ่ง เช่นปลาหมอโซโคลอฟอาย (Ps. Socolofi) หรือที่บ้านเราเรียกว่า “ปลาหมอกล้วยเผือก” จนได้รับความนิยมมากกว่าสีสันแบบในธรรมชาติคือสีฟ้าและมีขลิบดำที่ครีบหลัง

รูปร่างของเอ็มบูน่าดูผิวเผินคล้ายกัน แต่เมื่อศึกษาลงไปให้ชัดจะพบว่าพวกมันมีความแตกต่างกันทางสรีระตามแต่รูปแบบของการดำรงชีวิต เช่นปลาหมอปากโลมา (Labeotropheus spp.) จะมีลำตัวยาว มีเนื้อตำแหน่งเหนือริมฝีปากบนยาวยื่นออกมาชัดเจน ปลาหมอโทรฟีออพ (Pseudotropheus tropheops) มีลำตัวสั้นป้อมหน้าหักสั้น ปลาหมอลาโบรซัส (Melanochromis labrosus) มีริมฝีปากทั้งบนล่างหนาเตอะไว้ป้องกันการกระแทกเวลาไล่จับเหยื่อตามซอกโพลงหิน

ในวงการปลาสวยงาม ปลาหมอสีกลุ่มเอ็มบูน่าได้รับความนิยมมานานหลายสิบปีแล้ว แทบทุกร้านขายปลาหากมีปลาหมอสีจำหน่าย มักต้องมีเอ็มบูน่าร่วมอยู่ในจำนวนนั้นด้วยเสมอ เนื่องจากมันเป็นปลาที่สวยงามมาก ๆ แต่ราคาค่อนข้างถูก อาจเป็นเพราะพวกมันเพาะพันธุ์ไม่ยากนัก

ทว่าการเลี้ยงเอ็มบูน่ากลับไม่ง่ายเลย นักเลี้ยงปลามือใหม่มักเจอปัญหาปลาไล่กัดกันเองจนตายเป็นประจำ สาเหตุก็มาจากขนาดของตู้เลี้ยงและปริมาณกับชนิดของปลาไม่เหมาะสม ถึงเอ็มบูน่าจะเป็นกลุ่มปลาหมอสีขนาดเล็ก แต่เอาเข้าจริงพวกมันกลับต้องการพื้นที่มาก เนื่องมาจากความก้าวร้าวดุร้ายหวงถิ่น ตู้ที่เหมาะสมควรมีขนาด 120 ซ.ม. เป็นอย่างน้อย หรือจะให้ดีควรเป็น 150 ซ.ม. ไปเลยยิ่งดี แล้วเลี้ยงเอ็มบูน่าให้ได้อย่างน้อย 15 – 20 ตัว การเลี้ยงก็จะง่ายขึ้น ความก้าวร้าวลดน้อยลงจนถึงในระดับควบคุมได้

การจัดตู้ไม่มีความซับซ้อน แนวคิดหลักคือเลียนแบบธรรมชาติของมัน ใต้ทะเลสาบมาลาวีบริเวณน้ำตื้นที่พวกเอ็มบูน่าชอบอยู่อาศัยจะประกอบไปด้วยกองหินเรียงซ้อนสลับมีทั้งก้อนเล็ก ๆ ไปจนก้อนใหญ่มหึมา ในตู้เลี้ยงอาจเลียนแบบโดยใช้ทรายทะเลมาปูรองพื้น แล้วจัดวางหินคละแบบคละขนาดตามแนวกลางไปจนถึงด้านหลัง เมื่อหินซ้อนทับกันจะเกิดเป็นซอกหลืบให้ปลาเข้าไปซุกอาศัย ควรเว้นจังหวะกลุ่มกองหินอย่าให้ยาวติดพรืดไปหมดเพราะจะดูทึบอึดอัด และควรเว้นพื้นที่ด้านหน้าให้โล่งเพื่อปลาจะได้ออกมาว่าย กระจกด้านหลังตู้ควรเป็นสีทึบเพื่อให้สีของปลาในตู้โดดเด่น อาจใช้สติกเกอร์ดำ หรือฉากที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ เป็นรูปทรงและความหนาคล้ายหินที่ซ้อนต่อกัน เมื่อมองจากหน้าตู้ก็จะได้เห็นความเป็นธรรมชาติของปลาได้มากยิ่งขึ้น

เอ็มบูน่าชอบคุ้ยทราย การวางหินขนาดใหญ่ต้องมีความระมัดระวัง เพราะเมื่อทรายถูกขุดอาจทำให้ฐานของหินที่วางจัดประดับเกิดเสียสมดุล เอียงตัวหรือล้มกระแทกลงมาทำให้กระจกตู้ร้าวแตก นักเลี้ยงบางคนใช้แผ่นกรองใต้กรวดที่ทำจากพลาสติกมาวางรองก่อนจะปูทรายและจัดวางหินประดับอีกที ก็นับเป็นความรอบคอบที่น่าชื่นชม

“ขมิ้นชัน” เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยกันดีในทุกภาค มีการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยนิยมนำมาปรุงช่วยเพิ่มสีสันแต่งกลิ่นและรสชาติของอาหาร มีตำรับอาหารและตำรับยามากมายเป็นทั้งยาภายนอกและยาภายใน สำหรับยาภายในใช้เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น ส่วนยาภายนอก เชื่อว่าขมิ้นชันช่วยรักษาและสมานแผล ทำให้แผลไม่เป็นหนอง

และขมิ้นชันยังเป็นสมุนไพรเครื่องสำอางได้ดีอีกด้วย “ขมิ้นชัน” เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ใช้กันมายาวนานของคนไทย กล่าวได้ว่าคนในตระกูลไตที่กระจายกันอยู่แถบเอเซีย ทั้งในรัฐอัสสัม พม่า ไทย จีน ลาว ต่างรู้จักในชื่อเดียวกันทั้งสิ้น

“ขมิ้นชัน” ไม่ใช่ยารักษาโรคแต่ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรเครื่องเทศ ที่ใส่ในอาหารในชีวิตประจำวัน โดยนำมาปรุงแต่งและใช้ประกอบอาหารซึ่งพบมากทางภาคใต้ จะเห็นได้ว่าอาหารปักษ์ใต้มักมีสีออกเหลืองแทบทุกอย่าง สำหรับคนใต้ขมิ้นชันเป็นเครื่องเทศที่แทบจะขาดไม่ได้เลย เพราะนอกจากช่วยในการดับกลิ่นคาวได้ดีแล้ว ยังเป็นสมุนไพรปรุงรส และช่วยสมานแผลได้อีกด้วย

คนใต้ส่วนใหญ่จะใช้เหง้าใต้ดินของขมิ้น (หัวขมิ้น) มาผสมในเครื่องแกงต่างๆ รวมทั้งใช้ปรุงอาหารใต้เกือบทุกเมนู ส่วนใบของขมิ้นจะนำมาเป็นผักเหนาะและส่วนผสมของข้าวยำปักษ์ใต้ที่ขึ้นชื่ออีกด้วย นับว่าเป็นความชาญฉลาดของคนใต้ที่คิดหาวิธีกินขมิ้นโดยประยุกต์เข้ากับอาหารได้เป็นอย่างดีซึ่งนับว่าเป็นภูมิปัญญาทางด้านโภชนาการ และเวชการของคนใต้ที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

ขมิ้น มีด้วยกัน 7 สายพันธุ์ แต่เมืองไทยพบ 4 สายพันธุ์ คือ 1.ขมิ้นอ้อย คนโบราณใช้ช่วยขับลม แก้ท้องร่วง มีสารรสฝาดทำให้แผลหายเร็ว แก้ฟกบวม เป็นสายพันธุ์เดียวที่พบในญี่ปุ่น ซึ่งคนญี่ปุ่นนิยมใช้บำรุงตับ

2.ขมิ้นขาว (หัวม่วง = คนใต้) นิยมกินกับน้ำพริd

3.ขมิ้นดำ คนโบราณนิยมนำมาทำน้ำมันหอมระเหย 4.ขมิ้นชัน มีสรรพคุณโดดเด่น ได้รับความสนใจจากวงการแพทย์ มีหลายหน่วยงานศึกษา “ขมิ้นชัน” ในเชิงการแพทย์ จนขมิ้นชันได้รับการขึ้นบัญชียาหลักแห่งชาติของไทย

“ขมิ้นชัน” มีชื่อเรียกแตกต่างออกไปตามท้องถิ่น เช่น ขมิ้น (ทั่วไป) ขมิ้นป่า ขมิ้นทอง ขมิ้นดี ขมิ้นแกง ขมิ้นหัว (เชียงใหม่) ขี้หมิ้น หมิ้น (ใต้) ตายอ (กะเหรียง- กำแพงเพชร) สะยอ (กะเหรี่ยง- แม่ฮ่องสอน) ชื่อสามัญ : Turmeric, Curcuma ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma Longa L.

“ขมิ้นชัน” เป็นไม้ล้มลุกหลายปี มีเหง้าใต้ดิน เนื้อในเหง้าสีเหลืองส้ม มีกลิ่นเฉพาะตัว ในขมิ้นชันมีสารสำคัญ 2 ชนิด คือ กลุ่มที่เป็นสารให้สี คือ เคอร์คูมินอยด์ (curcuminoid) พบประมาณร้อยละ 5 ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งร้อยละ 50-60 ของเคอร์คูมินอยด์ที่พบ เป็นเคอร์คิวมิน (curcumin)โมโนเดสเมท็อกซีเคอร์คูมิน (monodes methoxy curcumin) และบิสเดลเมท็อกซเคอร์คูมิน (bis- desmethoxy curcumin) ส่วนสารสำคัญอีกกลุ่ม คือ น้ำมันหอมระเหย ที่ประกอบด้วย โมโนเทอร์พีนอยด์ (monoterpenoin) และเซสควิเทอร์พีนอยด์ (sesquiterpenoids)

“ขมิ้นชัน” มีชื่อเสียงทางสรรพคุณยามากขึ้นเรื่อยๆ โดยสารสีเหลืองส้มในขมิ้นนั้น พบว่ามีคุณค่าต่อสุขภาพมนุษย์ สำหรับขมิ้นชันที่ปลูกในภาคใต้ถือว่าดีที่สุดในโลก เพราะมีสารเคอร์คิวมินและน้ำมันขมิ้นสูงกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีการปลูกขมิ้นทั้งหมด สารเคอร์คิวมินที่พบในขมิ้นชันนั้นเชื่อว่ามีฤทธิ์แอนติออกซิเดชั่นอย่างแรง และสามารถจับอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกายซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงของเซลล์ต่างๆ ได้

การกินขมิ้นชัน ควรเลือกที่ได้คุณภาพ คือ ต้องมีอายุอย่างน้อย 9-12 เดือน จึงสามารถขุดเหง้ามาทำยาได้และ ต้องไม่เก็บไว้นานเกินไปจนน้ำมันหอมระเหยหายหมด และต้องเก็บให้พ้นแสง เพราะแสงจะมีปฏิกิริยากับสารสำคัญอย่างเคอร์คิวมิน หากจะกินขมิ้นเป็นประจำก็ควรปลูกและดูแลเองโดยนำแง่งขมิ้นชันมาปลูกรดน้ำพอชุ่ม วันละ 1-2 ครั้ง ก็สามารถปลูกขมิ้นไว้กินได้แล้ว และยังสามารถควบคุมคุณภาพได้ แถมประหยัดเงินในกระเป๋าอีกด้วย แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ควรเลือกแหล่งซื้อที่ไว้ใจได้

ปัจจุบันขมิ้นชันแคปซูล เป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติและเป็นยาในงานสาธารณสุขมูลฐาน สามารถที่จะเบิกค่ายาจากระบบสุขภาพต่างๆ ได้ อีกทั้งปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาอนุญาตให้ขมิ้นชันสามารถขึ้นทะเบียนเป็นยาสามัญประจำบ้านได้แล้ว ดังนั้นจึงสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป

ประโยชน์และสรรพคุณขมิ้นชัน

“ขมิ้นชัน” มีวิตามิน เอ, ซี, อี ที่เข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 ตัว และยังเชื่อว่าน้ำมันหอมระเหยในขมิ้นมีสรรพคุณต้านโรคร้ายที่เกิดจากอนุมูลอิสระอย่างมะเร็งได้ และการรับประทานขมิ้นพร้อมกับอาหารจะช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้ ช่วยกำจัดเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไปและสะสมในร่างกายเตรียมก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็งได้ “ขมิ้นชัน” ไม่มีพิษเฉียบพลันจึงมีความปลอดภัยสูง การกินอาหารที่ใส่ขมิ้นจึงเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายมนุษย์

“ขมิ้นชัน” เป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด รักษาโรคทางเดินหายใจ บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ แก้อาการปวดตามข้อ- เข่า และยังมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อรา แต่ ก็มีข้อระวังเช่นกัน คือ ไม่ควรรับประทานมากหรือติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการกระวนกระวาย อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด สตรีมีครรภ์อ่อนๆไม่ควรกินขมิ้นชันในปริมาณมาก อาจจะทำให้แท้งได้ หากกินขมิ้นชันแล้วเกิดอาการแพ้ เช่น ท้องเสีย คลื่นไส้ ปวดหัว ควรหยุดรับประทานทันที

ปัจจุบัน มีการศึกษาเพื่อพิสูจน์สรรพคุณของขมิ้นตามการใช้แบบโบราณ ก็พบว่ามีสรรพคุณมากมายตามที่เคยใช้กันมา เช่น ขมิ้นชันมีสรรพคุณทำให้แผลหายเร็วขึ้น มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ลดปฏิกิริยาภูมิแพ้ เพิ่มภูมิคุ้นกันให้แก่ร่างกาย มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง มีฤทธิ์ขับน้ำดี ช่วยในการย่อยและป้องกันไม่ให้เป็นนิ่วในถุงน้ำดี มีฤทธิ์ขับลม รวมทั้งมีการศึกษาการใช้ขมิ้นชันรักษาโรคกระเพาะ ข้อจำกัดของการกินขมิ้นชัน ผลงานวิจัยพบว่า การกินขมิ้นชัน ช่วยลดการจุกเสียดและปวดชะงักมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ยาลดกรดอะลั่มมิลด์ พบว่าขมิ้นชันมีอัตราการแก้ปวดท้องได้ดีกว่า