จีดีพีเกษตรไทย ยังไปต่อ Q3 โต 4.5% คาดทั้งปี ปรับเป้าขยายเพิ่ม

โตอยู่ในช่วง 3.0-4.0 สศก. เผย จีดีพีเกษตร ไตรมาส 3 ขยายตัวร้อยละ 4.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 59 แจง สาขาพืช ปศุสัตว์ บริการทางการเกษตร และป่าไม้ ขยายตัว ในขณะที่สาขาประมงหดตัวลง ด้านเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าปรับตัวดีขึ้น ดันส่งออกมีทิศทางเพิ่ม คาด ทั้งปีขยายตัว 3.0 – 4.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากที่คาดไว้ เนื่องจากช่วงครึ่งแรกของปี 60 ขยายตัวได้ในระดับสูงถึงร้อยละ 10.25

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 3 ปี 2560 (กรกฎาคม – กันยายน 2560) ขยายตัวร้อยละ 4.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 ซึ่งแม้ว่าในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม 2560 หลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับอิทธิพลจากพายุ “เซินกา” ทำให้มีฝนตกหนักต่อเนื่อง ก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมที่มีความรุนแรงค่อนข้างมาก ส่งผลให้ผลผลิตสินค้าเกษตรบางส่วนได้รับความเสียหาย อาทิ ข้าวนาปี และมันสำปะหลัง แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้ว ผลผลิตข้าวรวมทั้งประเทศยังคงเพิ่มขึ้น ขณะที่สินค้าพืชอื่น ๆ ที่มีความสำคัญในไตรมาส 3 เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และลำไย มีทิศทางเพิ่มขึ้นเช่นกัน

สำหรับการผลิตสินค้าปศุสัตว์เพิ่มขึ้น เนื่องจากการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาด ประกอบกับระบบการผลิตที่ได้มาตรฐาน ในส่วนของสาขาประมง ผลผลิตกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงและสัตว์น้ำขึ้นท่าเทียบเรือภาคใต้ลดลง ขณะที่การผลิตสัตว์น้ำจืดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ปรับตัวดีขึ้น ทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์มีทิศทางเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อหากพิจารณาเป็นรายสาขา พบว่า

สาขาพืช ขยายตัวร้อยละ 7.4 โดยผลผลิตพืชสำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลำไย มังคุด และเงาะ โดย ข้าวนาปี มีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากในช่วงฤดูเพาะปลูก มีฝนตกตามปกติ และปริมาณน้ำฝนสูงค่ากว่าเฉลี่ยในทั่วทุกภาคของประเทศ ทำให้เกษตรกรสามารถปลูกข้าวได้ตามฤดูกาลทั้งในพื้นที่นาลุ่มและนาดอน รวมถึงพื้นที่นาที่เคยปล่อยว่างในปีที่ผ่านมา ข้าวนาปรัง มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่มีมากกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเพียงพอต่อการเพาะปลูกและเจริญเติบโตของต้นข้าว ทำให้เกษตรกรขยายเนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโต และไม่กระทบแล้งในช่วงออกดอก มันสำปะหลัง มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย
ปริมาณน้ำเพียงพอ ประกอบกับเกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ส่งผลให้มันมีขนาดหัวใหญ่และมีน้ำหนักดี
ยางพารา มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากยางพาราที่ปลูกในปี 2554 ทดแทนพื้นที่พืชไร่ ไม้ผล นาข้าว และปลูกทดแทนใน
สวนยางพาราเก่า เริ่มให้ผลผลิต ปาล์มน้ำมัน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นปาล์มที่ปลูกใหม่ในปี 2557 เริ่มให้ผลผลิต ประกอบกับปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอ ทำให้ทะลายปาล์มมีน้ำหนักดี

สินค้าที่ราคาเฉลี่ยในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง ยางแผ่นดิบ และทุเรียน โดยมันสำปะหลัง แม้มีราคาเพิ่มขึ้น แต่ถือว่ายังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เนื่องจากเปอร์เซ็นต์แป้งลดลง ด้านการส่งออก ในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2560 สินค้าพืชและผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณและมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวรวม มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ ยางพารา น้ำมันปาล์ม สับปะรดและผลิตภัณฑ์ ลำไยและผลิตภัณฑ์ ทุเรียนและผลิตภัณฑ์ มังคุด และเงาะและผลิตภัณฑ์ ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีปริมาณและมูลค่าส่งออกในช่วงดังกล่าวลดลง

สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 2.3 โดยสินค้าปศุสัตว์ทั้งไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ และน้ำนมดิบ มีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มปริมาณการผลิตในช่วงที่ผ่านมาเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับเกษตรกรมีการดูแลการเฝ้าระวังโรคระบาดได้ดี และสภาพอากาศที่เย็นขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปี 2559 ทำให้สัตว์เจริญเติบโตได้ดี ราคาในช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2560 ไก่เนื้อ และน้ำนมดิบ มีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่สุกร และไข่ไก่ มีราคาเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น

การส่งออก ในเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2560 ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยปริมาณและมูลค่าการส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ขยายตัวเพิ่มขึ้น ทั้งเนื้อไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและเนื้อไก่ปรุงแต่ง การส่งออกไปยังตลาดหลักทั้งญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และอาเซียน ขยายตัวได้ดี และการส่งออกไปยังเกาหลีใต้ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากภายหลังการอนุญาตให้นำเข้าเนื้อไก่จากไทยได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559

สาขาประมง หดตัวร้อยละ 3.2 เป็นผลมาจากกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงผลผลิตมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะในแหล่งผลิตสำคัญภาคใต้ เกษตรกรผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ชะลอการเลี้ยงในช่วงก่อนหน้าเนื่องจากสภาพอากาศที่มีฝนตกค่อนข้างมาก ราคา ช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2560 ราคากุ้งขาวแวนนาไม และราคาปลานิลที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยลดลง
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 ในขณะที่ราคาปลาดุกบิ๊กอุยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย การส่งออก ช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2560 ปลาและผลิตภัณฑ์ เป็นสินค้าประมงที่ทั้งปริมาณและมูลค่าส่งออกลดลง สำหรับกุ้งและผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าประมงที่ทั้งปริมาณและมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นตามความต้องการซื้อจากตลาดต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 5.0 จากสถานการณ์การผลิตทางการเกษตรเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ มีฝนตกตามฤดูกาลเพียงพอต่อการเพาะปลูก เกษตรกรจึงขยายเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปีและข้าวนาปรังเพิ่มขึ้น ทำให้มีการจ้างบริการเตรียมดิน ไถพรวนดิน และเกี่ยวนวดข้าว เพิ่มขึ้น อีกทั้งเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางจังหวัดต้องปลูกข้าวซ่อมในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย จึงทำให้มีการจ้างบริการเพาะปลูกข้าวเพิ่มขึ้น

สาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 2.2 เนื่องจากผลผลิตไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส และครั่ง ที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก สำหรับไม้ยางพาราเพิ่มขึ้นตามการตัดโค่นต้นยางพาราเก่าที่หมดอายุ ซึ่งส่วนใหญ่นำไปทำไม้แปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์ เพื่อใช้ภายในประเทศและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ขณะที่ไม้ยูคาลิปตัสเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ภายในประเทศ ส่วนครั่งมีการเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ได้ดี เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยมากขึ้น

ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2560 จะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 3.0 – 4.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้เดิม ณ เดือนมิถุนายน 2560 ว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.5 – 3.5 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ขยายตัวได้ในระดับสูงอยู่ที่ร้อยละ 10.3 โดยในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากช่วงครึ่งแรกของปี ทั้งนี้ คาดว่าทุกสาขาการผลิต ขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตรมากขึ้น ประกอบกับมีแรงขับเคลื่อนจากการดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกในปี 2560 ที่มีทิศทางดีขึ้น เป็นผลดีต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทย ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ช่วยสนับสนุนให้ภาคเกษตรในปีนี้เติบโตได้ดี

เกาะติดโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จ.อุตรดิตถ์ ปี60 เกษตรกรโดนใจ สร้างอาชีพเสริม เพิ่มรายได้

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 ติดตามโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ระบุ เกษตรกรพึงพอใจ เห็นว่าโครงการตรงกับความต้องการในระดับมากร้อยละ 81 ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากอาชีพเสริมในฤดูแล้ง บรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ มีพื้นที่การเกษตรเพิ่มขึ้น

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามประเมินผลตามแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และแผนติดตามตรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อม ปีงบประมาณ 2560 โครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก ในพื้นที่อำเภออำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) ได้เก็บข้อมูลจากเกษตรกรรวม 400 ครัวเรือน ที่ประกอบอาชีพด้านการเกษตรบริเวณเหนือเขื่อนทดน้ำผาจุกทั้งสองฝั่ง พบว่า

เกษตรกรมีรายได้เงินสดการเกษตร 191,870 บาท/ครัวเรือน รายจ่ายเงินสดการเกษตร 112,671 บาท/ครัวเรือน รายได้เงินสดสุทธิเกษตร 79,199 บาท/ครัวเรือน โดยมูลค่าผลผลิตเกษตรที่ใช้ในครัวเรือน และส่วนต่างมูลค่าผลผลิตเกษตรต้นปีและปลายปี 10,936 บาท/ครัวเรือน คิดเป็นรายได้สุทธิการเกษตร รวม 90,135 บาท/ครัวเรือน

ด้านทัศนคติและระดับความพึงพอใจของเกษตรกรที่มีต่อโครงการ พบว่า โครงการตรงกับความต้องการของเกษตรกรในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 81 ช่วยให้รายได้ทางการเกษตรเพิ่มขึ้นในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 69 และความเหมาะสมของเกษตรกรต่อโครงการ อยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 59 ทำให้สามารถปลูกพืชฤดูแล้งได้คิดเป็นร้อยละ 81 ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูฝน/ฝนทิ้งช่วงคิดเป็นร้อยละ 79 มีพื้นที่การเกษตรเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 66 และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมคิดเป็นร้อยละ 19

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในตัวเกษตรกรมากขึ้น สศก.เห็นว่าควรมีการให้ความรู้เพิ่มเติมในการวางระบบการผลิตที่เหมาะสมกับพื้นที่ในแต่ละราย เพื่อให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน แต่ละครัวเรือนน่าจะมีการปลูกฝังเตรียมพร้อมสำหรับผู้สืบสานความเป็นเกษตรกรที่มีคุณภาพ มีการส่งเสริมปลูกพืชทดแทนที่ใช้น้ำน้อยในฤดูแล้ง เพื่อลดอัตราความเสี่ยงในการผลิต และการพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสมต่อการประกอบอาชีพทางด้านการเกษตร ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดระบบการทำฟาร์มที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับพื้นที่เป็นต้น

สศก.ห่วงข้าวล้น 32 ล้านตัน เร่งหารือพาณิชย์ลงพื้นที่ หวั่นฉุดราคาสิ้นปี ขณะที่ 9 เดือนดัชนีรายได้เกษตรกรพุ่ง 8.88% เฉพาะจีดีพีไตรมาส 3 ขยายตัว 4.5% คาดต่อเนื่องไตรมาส 4

สศก.เผยภาพรวมดัชนีรายได้เกษตรกร 3 ไตรมาส เพิ่มขึ้น 8.88% คาดทั้งปียังเพิ่มจากผลผลิตสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดมาก แม้ราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มลดลง ส่วนจีดีพีไตรมาส 3 ขยายตัว 4.5% หลังเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าปรับตัวดีขึ้น ส่งผลไตรมาส 4 ขยายตาม แต่ห่วงข้าวล้นแผน ยางราคาตก เร่งหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมสำรวจข้อมูลจริง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผย ว่า ภาพรวมรายได้เกษตรกร สะท้อนจากดัชนีรายได้เกษตรกร ในระยะ 3 ไตรมาส ปี 2560 (ม.ค.- ก.ย. 2560) อยู่ที่ระดับ 155.34 เพิ่มขึ้น 8.88% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.50% ในขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลง 1.47% และหากพิจารณาแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 2560 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2559 เป็นผลจากผลผลิตสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น เช่น ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรลดลงในปี 2560 เป็นผลมาจากการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทำให้ปริมาณผลผลิตเพิ่มมากขึ้น แต่เนื่องจากปัญหาคุณภาพสินค้าที่มีความชื้นข้างสูงจากฝนตกชุกและต่อเนื่อง จึงส่งผลกระทบต่อราคา
ด้านนางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร (จีดีพี) ไตรมาส 3 ปี 2560 (ก.ค.-ก.ย. 2560) ขยายตัว 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 โดยผลผลิตข้าวรวมทั้งประเทศยังคงเพิ่มขึ้น แม้จะเกิดปัญหาน้ำท่วมในบางพื้นที่ ขณะที่สินค้าพืชอื่น ๆ ที่มีความสำคัญในไตรมาส 3 เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และลำไย มีทิศทางเพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่วนสินค้าปศุสัตว์เพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาดและภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่สำคัญ คือ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปหรืออียู และญี่ปุ่น

หากพิจารณาเป็นรายสาขา พบว่าสาขาพืชขยายตัว 7.4% โดยผลผลิตพืชสำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลำไย มังคุด และเงาะ โดย ข้าวนาปี มีผลผลิตเพิ่มขึ้น สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 2.3% สาขาประมง หดตัว 3.2% เป็นผลมาจากกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงผลผลิตมีแนวโน้มลดลง สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัว 5.0% จากสถานการณ์การผลิตทางการเกษตรเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ มีฝนตกตามฤดูกาลเพียงพอต่อการเพาะปลูก สาขาป่าไม้ ขยายตัว 2.2%

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2560 จะขยายตัวอยู่ในช่วง 3.0 – 4.0% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้เดิม ณ เดือนมิ.ย. 2560 ว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 2.5 – 3.5% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ขยายตัวได้ในระดับสูงอยู่ที่ 10.3% โดยในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากช่วงครึ่งแรกของปี

ทั้งนี้ คาดว่าทุกสาขาการผลิตขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตรมากขึ้น ประกอบกับมีแรงขับเคลื่อนจากการดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกในปี 2560 ที่มีทิศทางดีขึ้น เป็นผลดีต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทย ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ช่วยสนับสนุนให้ภาคเกษตรในปีนี้เติบโตได้ดี

สำหรับแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 4 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องจากสินค้าที่สำคัญคือข้าวนาปีและยางพาราออกสู่ตลาดมาก แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงด้านราคาอาจจะตกต่ำได้เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก แต่จากเทศกาลในช่วงสิ้นปีที่จะมีการใช้สินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้นจะทำให้ความต้องการของตลาดมากขึ้นตาม

“ในส่วนของข้าวคาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดรวม 32 ล้านตันข้าวเปลือก somalicurrent.com ซึ่งเป็นข้าวนาปรังที่ออกสู่ตลาดไปแล้ว 7.2 ล้านตันข้าวเปลือกและข้าวนาปีที่กำลังจะออกสู่ตลาดในช่วงสิ้นปีนี้รวม ประมาณ 25 ล้านตัน ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในแผนข้าวครบวงจร 29 ล้านตัน ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯต้องประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อลงสำรวจพื้นที่เพื่อประเมินผล ในขณะที่การทำนาปรังที่จะเริ่มใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2560 – 31 เม.ย 2561 นั้นต้องเข้มงวดมากขึ้นทั้งพื้นที่ปลูกและผลผลิตต่อไร่ เพื่อไม่ให้ออกสู่ตลาดมากเกินไปและกระทบกับราคาที่ควรได้รับ แต่ในเบื้องต้นยังมีความกังวลกรณีเกษตรกรอาจไม่เห็นด้วย เนื่องจากปีนี้ปริมาณน้ำมีความเหมาะสม”

ส่วนยางพารา คาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดรวม 4.3 ล้านตัน และส่วนใหญ่จะออกสู่ตลาดมากในช่วงสิ้นปี อย่างไรตาม ขณะนี้ฝนได้เปลี่ยนทิศทางตกในภาคใต้มากขึ้นจะส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถออกไปกรีดยางได้ ปริมาณยางที่ออกสู่ตลาดจะน้อยลง ทำให้ราคาปรับเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตคือ 60 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันราคาลดลง เหลือ 45 บาทต่อกิโลกรัม

คําแถลงล่าสุดอันมาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ว่าจะโดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ไม่ว่าจะโดยนายสมเกียรติ ประจำวงษ์
สำคัญ
เพราะเป็นเรื่องของคณะทำงานวางแผนการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งใช้เวลาประชุมต่อเนื่องยาวนานกว่า 4 ชั่วโมง
เพราะเป็นเรื่องที่อาจต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท
เป็นเพียง “แผนงาน” อันนำเสนอจากกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำเป็นต้องนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)
ก่อนผ่านการอนุมัติเห็นชอบจาก“ครม.”
นี่คือโครงการระดับใหญ่ ระดับยักษ์ อย่างที่เรียกกันว่า MEGA PROJECT ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโครงการรถไฟความเร็วสูง
เป็นโครงการที่มาพร้อมกับ “อุทกภัย”
ถามว่าโครงการในระดับ มหึมา มหาศาล หรือ MEGA ระดับนี้เคยมีหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเกี่ยวกับน้ำ หรืออุทกภัย
ตอบได้ว่า มี
อย่างน้อยตอนที่มีการวางแผนและนำเสนอผ่าน “คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” (กยน.) ในรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ก็กำหนดไว้ 75,000 ล้านบาท
นั่นก็เกิดขึ้นภายหลังประสบสิ่งที่เรียกว่า “มหาอุทกภัย” ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2554 เป้าหมายก็เพื่อสร้างความมั่นใจต่อ “นักลงทุน”
ทั้ง “ในประเทศ” และ “ต่างประเทศ”
ส่งผลโดยฉับพลันทันใดทำให้ทุนต่างประเทศ ไม่ว่าญี่ปุ่น ไม่ว่าสหรัฐ ชะลอการย้ายเงินทุนหรือฐานการผลิตออกไป
แล้วครั้งใหม่นี้จะเป็นอย่างไร
การเสนอแผนและโครงการครั้งใหม่ผ่านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประสานเข้ากับสถานการณ์อันเกี่ยวกับน้ำ 2 สถานการณ์
1 สถานการณ์อุทกภัย น้ำไหลหลาก ในเดือนตุลาคม
1 สถานการณ์ที่มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ในเรื่อง การจัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติขึ้น
ถือได้ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความตื่นตัว
แต่ความตื่นตัวนี้จะอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือว่าจะต้องเป็นความรับผิดชอบของสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
นี่เป็นเรื่องของ“กนช.” และเป็นเรื่องของ “ครม.”
กนช. ก็คือ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ครม. ก็คือ คณะรัฐมนตรี
แม้ดูคล้ายกับจะเป็นเรื่อง “รีบด่วน” จำเป็นต้องตีเหล็กในตอนร้อน แต่ถึงอย่างไรก็ไม่น่าจะเกินเดือนพฤศจิกายนอย่างแน่นอน
พร้อมกับงบประมาณกว่า 100,000 ล้านบาท
มีความเป็นไปได้ว่าสัปดาห์ปลายเดือนตุลาคม จ่อกับต้นเดือนพฤศจิกายน คำตอบในเรื่องโครงการและงบประมาณกว่า 100,000 ล้านบาทจะแจ่มชัด
แจ่มชัดโดยมติ “กนช.”
แจ่มชัดโดยมติ “ครม.” ว่า ใครคือหน่วยงานที่จะต้องรับผิดชอบต่อโครงการระดับกว่า 100,000 ล้านบาทนี้
แสงแห่งสปอตไลต์จึงฉายจับ

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีลานนา อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เผยว่า ช่วงอากาศหนาว ยอดดอยและเทือกเขาอุณหภูมิเฉลี่ย 10-15 องศาเซลเซียส

มีนักท่องเที่ยวไปชมพระอาทิตย์ขึ้นและหมอกตอนเช้าที่ม่อนล้าน อ.พร้าว จึงเตรียมลานกางเต็นท์บริการ จำนวน 200 หลัง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ ห้องน้ำ ลานจอดรถ ไฟฟ้า ซึ่งเส้นทางสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

ส่วนเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อ.แม่แตง ที่อยู่ในเขตอุทยาน มีแพเอกชนบริการกว่า 10 ราย จำนวน 50 หลัง รวม 70-80 ห้องส่วนอุทยาน มีแพบริการ 3 หลัง กว่า 10 ห้อง ซึ่งบางส่วนจองล่วงหน้า ตั้งแต่พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ปีหน้ากว่า 50% แล้ว ปีนี้คาดว่ามีนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่กว่า 50,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 10 % “ปีนี้อากาศหนาวเร็วและหนาวจัด ซึ่งปริมาณน้ำเขื่อนแม่งัดเพิ่มเป็น 95% ของความจุ 265 ล้านลูกบาศก์เมตร มากสุดในรอบ 3 ปี ทำให้มีประชาชนและนักท่องเที่ยว ไปชมพร้อมถ่ายรูป บริเวณสันเขื่อนใกล้พลับพลาพิธี ซึ่งเป็นจุดที่ทางจังหวัดเชียงใหม่ ได้อัญเชิญพระโกศบรรจุเถ้าดอกไม้จันทน์ไปลอยบริเวณดังกล่าว เพื่อรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พร้อมชมทัศนียภาพที่สวยงามในเช้าช่วงและเย็น โดยเปิดให้เข้าชมบริเวณสันเขื่อน เวลา 06.00-18.00 น.” นายยศวัฒน์กล่าว

ด้านภาพรวมท่องเที่ยวอุทยานปีนี้คึกคักกว่าทุกปี ก่อนหน้านี้มีฝนตกเป็นระยะทำให้สภาพป่าเขียวขจี อุดมสมบูรณ์ ประกอบกับได้พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและปรับภูมิทัศน์ตามแหล่งท่องเที่ยว แต่เน้นท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวให้สมดุลย์กับสภาพแวดล้อม ไม่แออัดเกินไป พร้อมรณรงค์ให้นำขยะกลับบ้าน ไม่ทิ้งเรี่ยราด โดยเฉพาะดอยม่อนล้าน ที่ยังแก้ปัญหาไม่ได้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันรักษาธรรมชาติและสภาพแวดล้อมแบบยั่งยืน

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ที่บริเวณคลองส่งน้ำ 3L-RMC หลักกิโลเมตรที่ 10 บ้านคุยโพธิ์ ต.บึงเนียม อ.เมือง จ.ขอนแก่น นายภัทรพล ณ หนองคาย ผู้อำนวยการโครงการก่อสร้าง สำนักงานชลประทาน ที่ 6 เฝ้ากำกับการทำงานของเจ้าหน้าที่โครงการก่อสร้าง สำนักงานชลประทาน ที่ 6 ตลอดทั้งคืนที่ผ่านเพื่อให้การดำเนินงานปิดกั้นคลองชลประทานที่ถูกน้ำกัดเซาะจนขาด เป็นไปตามแผนที่วางไว้และถูกต้องแข็งแรงที่สุด โดยใช้เวลาทำงาน 3 วัน 2 คืน