จีนรุกตั้ง รง. ทุเรียน 6 จว.ชายแดนใต้ ตั้งเป้าแช่แข็งส่งออกปีนี้

720 ล้าน-จ่อซื้อผลผลิตเพิ่ม 2 หมื่นตันทุนจีนทุ่ม 300 ล้านบาท ตั้งโรงงานทุเรียนแช่แข็ง อ.เทพา จ.สงขลา ตั้งเป้าปี 2562 ยอดขายรวม 720 ล้านบาท รับซื้อทุเรียน 12,000 ตัน วางแผนปี 2563 จับมือเกษตรกร 6 จังหวัด พัทลุง-สตูล-สงขลา-ยะลา-ปัตตานี-นราธิวาส พัฒนาคุณภาพ เตรียมซื้อผลผลิตเพิ่มเป็น 20,000 ตัน ขยายตลาดส่งออก “ทุเรียนสด” พร้อมเร่งโรงคัดบรรจุในพื้นที่ทำ GMP

นายประเสริฐ คณานุรักษ์ ที่ปรึกษาชำนาญการ บริษัท ม่านกู่หวาง ฟู๊ด จำกัด โรงงานผู้ผลิตและจัดจำหน่ายทุเรียนแช่แข็งใน อ.เทพา จ.สงขลา กล่าวว่า ปี 2562 ตั้งเป้าการส่งออกทุเรียนไว้ที่ 12 ล้านกิโลกรัม หรือ 12,000 ตัน จะมียอดขายรวมประมาณ 720 ล้านบาท และปี 2563 คาดว่าจะสามารถรับซื้อทุเรียนเพื่อแปรรูปได้ 20,000 ตัน

โดยบริษัทรับซื้อผลผลิตทุเรียนจากเกษตรกรในกลุ่ม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส รวมถึงสงขลา พัทลุง และสตูลด้วย ทั้งนี้ เมื่อมีโรงงานมาตั้งในพื้นที่ก่อให้เกิดการจ้างงานแรงงาน ประมาณ 1,200 คน มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 10,000 คน/เดือน ทำให้มีเงินค่าแรงหมุนเวียนประมาณ 12 ล้านบาท ต่อเดือน

“ปัจจุบัน สวนทุเรียนในพื้นที่กลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนล่างมีสวนของเกษตรกรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) แล้วประมาณ 900 ราย จากทั้งหมด 1,000 กว่าราย ที่ผ่านมายอมรับยังมีเกษตรกรจำนวนไม่มากนักที่จะกระตือรือร้น ขอ GAP มีเพียงกลุ่มเกษตรกรที่รวมตัวกันเป็นวิสาหกิจที่มีความพร้อม ซึ่งทางบริษัทมีการพูดคุยกับเกษตรกรให้มีการขอ GAP เพื่อให้สามารถส่งออกได้ โดยสวนทุเรียนที่จะได้ GAP ต้องมีการจัดระบบให้ถูกต้องตามหลักการเกษตร ได้แก่ มีพื้นที่เก็บยา แบ่งสระน้ำ มีระบบการจัดการไม่ให้มีสารตกค้าง และเกิดผลกระทบต่อผู้บริโภค เป็นต้น ส่วนโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ในพื้นที่ดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการยื่นขอหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต (GMP) โดยทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) คอยให้การสนับสนุนการดำเนินการ” นายประเสริฐ กล่าว

นายเจ่า เห็ง เซียว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ม่านกู่หวาง ฟู๊ด จำกัด โรงงานผู้ผลิตและจัดจำหน่ายทุเรียนแช่แข็งใน อ.เทพา จ.สงขลา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยทำโรงงานที่จังหวัดระยองมา 5 ปี และอาศัยอยู่ในเมืองไทยมากว่า 25 ปี ได้เห็นศักยภาพผลผลิตทุเรียนในพื้นที่ภาคใต้มีคุณภาพเนื้อดี ทรงสวยกว่าภาคตะวันออก ซึ่งมีทรงใหญ่และเปลือกหนา ทั้งยังมีรสชาติหวานกว่า แต่ไม่มีคนกล้ามาลงทุน จึงตัดสินใจเริ่มทำโรงงานทุเรียนแช่แข็งที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ปีนี้เป็นปีแรก ลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท ส่งออกไปขายยังห้างสรรพสินค้าในต่างประเทศ เช่น จีน เมียนมา ฮ่องกง ไต้หวัน และญี่ปุ่น เป็นต้น โดยตั้งเป้า ปี 2562 จะรับซื้อทุเรียนจากเกษตรกรทั้งสิ้น 12,000 ตัน และในปี 2563 มีแผนจะส่งออกทุเรียนสดด้วย

“การทำทุเรียนแช่แข็ง มีข้อดีกว่าการส่งออกทุเรียนสดในแง่ความสะดวกในการขนส่ง และการแปรรูปจะทำให้เก็บได้นานเป็นปี ไม่ติดปัญหาเรื่องระยะเวลาในการขนส่ง ทั้งทางถนนและทางเรือส่วนใหญ่ส่งไปลงเรือที่ท่าเรือสงขลาและท่าเรือปีนัง รวมถึงลดปัญหาการติดด่านก่อนนำเข้าอีกด้วย สำหรับแผนการส่งออกทุเรียนสดในปีหน้าจะต้องค่อยๆ ร่วมมือกับเกษตรกรปรับปรุงคุณภาพผลผลิต เพื่อทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาการดูแลผลผลิตทุเรียนยังไม่ดีนัก ไม่ได้ฉีดยาทำให้มีหนอน ส่งผลให้การส่งออกมีปัญหา เพราะหากตรวจเจอหนอนจะไม่สามารถนำเข้าประเทศจีนได้”

การทำโรงงานแปรรูปทุเรียนในภาคใต้ เป็นการช่วยสร้างอาชีพให้เกษตรกร เนื่องจากที่ผ่านมาพื้นที่ใกล้กับบริเวณ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยังไม่มีโรงงานแปรรูปทุเรียนมาก่อน ทำให้เมื่อผลผลิตออกในปริมาณมากเกษตรกรจะไม่มีสถานที่ขาย แต่ถ้าหากมีโรงงานจะทำให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ โดยวิธีการรับซื้อจะมีเกษตรกรขนส่งทุเรียนมาให้ประเมินราคาหน้าโรงงาน แบ่งการรับซื้อเป็น 3 เกรด คือ เกรด A และ B ราคาเฉลี่ยประมาณ 75 บาท/กก. ซึ่งเป็นราคาที่สูงขึ้นจากปี 2561 ประมาณ 10% และรับซื้อทุเรียนตกไซซ์ราคา 55 บาท/กก. หรือเท่ากับรับซื้อทั้งหมดเพื่อนำมาแปรรูปเป็นทุเรียนแช่แข็ง ซึ่งการแปรรูปจะแบ่งเป็น 3 ขนาด ได้แก่ ขนาด 250 กรัม, ขนาด 2 กก. และขนาด 4 กก. ทั้งนี้ การส่งออกทุเรียนของบริษัทที่ผ่านมาเป็นการส่งออกโดยตรงด้วยตัวบริษัทเองไม่ผ่านนายหน้าหรือเอเย่นต์

นายเจ่า กล่าวต่อไปว่า สำหรับภาพรวมตลาดทุเรียนแปรรูปในประเทศไทยนั้น แบ่งเป็นทุเรียนแช่แข็งมีอัตราส่วนใหญ่ที่สุดถึง 50% และประเทศไทยมีการส่งออกทุเรียนแช่แข็งไปจีนมากถึง 20,000 ตัน/ปี รองลงมาเป็นทุเรียนฟรีซดราย (freeze dried) ส่วนทุเรียนทอดเป็นตลาดที่ไม่ใหญ่มาก ได้รับความนิยมเพียงในประเทศไทยเท่านั้น สำหรับบริษัท ม่านกู่หวาง ฟู๊ด จำกัด มีการส่งออกทุเรียนแช่แข็งไปยังประเทศจีนราว 5,000 ตัน/ปี หรือ 1 ใน 4 ของอัตราส่วนการส่งออกทุเรียนแช่แข็งทั้งหมดจากประเทศไทยไปยังประเทศจีน

ส่วนความแตกต่างระหว่างทุเรียนไทยกับมูซันคิงของประเทศมาเลเซียนั้น มองว่าคนจีนชอบมูซันคิงแต่ราคาค่อนข้างแพง ได้ปริมาณน้อย ทำให้ตอนนี้ทุเรียนที่นำเข้าสู่ประเทศจีนเป็นทุเรียนจากประเทศไทยเป็นหลัก และมีปริมาณมากถึง 90% ส่วนพันธุ์มูซันคิงไม่ถึง 5% ของทุเรียนทั้งหมดในประเทศจีน

กรมส่งเสริมการเกษตร ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นอัตลักษณ์และเหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ของภาคใต้ พื้นที่ดำเนินการ 14 จังหวัด ผ่านผลไม้อัตลักษณ์ประจำถิ่น 8 ชนิด เน้นให้ความสำคัญกับเกษตรกรแปลงใหญ่ โดยมุ่งส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าไม้ผลอัตลักษณ์

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดทำโครงการพืชอัตลักษณ์ประจำถิ่น จำนวน 8 ชนิด ได้แก่ ส้มโอทับทิมสยาม ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง สะละ จำปาดะ และมะม่วงเบา ใน 14 จังหวัดภาคใต้ โดยให้บริหารจัดการผ่านกระบวนการเกษตรแปลงใหญ่อย่างครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิตสินค้าคุณภาพจากสวนที่ได้มาตรฐาน เตรียมพร้อมสู่มาตรฐานการส่งออก การยกระดับเกรดของสินค้าด้วยการจัดทำการรับรองคุณภาพ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย แต่สื่อสารเข้าใจง่ายสำหรับผู้บริโภคต่างถิ่น ตลอดจนให้มีการแปรรูปเพิ่มมูลค่า ภาคใต้ และการเชื่อมโยงตลาดกับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ โดยเน้นเกษตรกรเป้าหมาย 3,000 ราย ผ่านกระบวนการเกษตรแปลงใหญ่ มุ่งส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าไม้ผลอัตลักษณ์

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากภาคใต้นับเป็นภูมิภาคที่เป็นแหล่งผลิตไม้ผลที่สำคัญของประเทศไทยอย่างยิ่ง โดยมีการผลิตไม้ผลหลายชนิดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และเป็นสินค้าอัตลักษณ์สร้างชื่อประจำจังหวัด เช่น ส้มโอทับทิมสยาม ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง สะละ จำปาดะ และมะม่วงเบา เป็นต้น

จึงทำให้เหมาะที่จะส่งเสริมและพัฒนาในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสู่มาตรฐานการส่งออก ควบคู่ไปกับการพัฒนาการแปรรูป เพื่อทำให้การผลิตไม้ผลของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ในปี 2562 เกิดการเริ่มต้นและพัฒนาสินค้าไม้ผลได้อย่างครบวงจร นำไปสู่การใช้เทคโนโลยีการพัฒนาการผลิตไม้ผลสู่ 4.0

สำหรับ “ส้มโอทับทิมสยาม” มีแหล่งปลูกที่ได้คุณภาพมีเพียงพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเพียงแห่งเดียวเท่านั้น โดยผลผลิตส่งจำหน่ายใน 5 ประเทศ ประกอบด้วย จีน (5 มณฑล) เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง ในปัจจุบันมีเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังหันมาปลูกส้มโอทับทิมสยามเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ปีละหลายร้อยล้านบาท แต่ส้มโอทับทิมสยามยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ จึงนับเป็นโอกาสทองของเกษตรกรในลุ่มน้ำปากพนังที่จะหันมาปลูกส้มโอทับทิมสยามให้มากขึ้น

นายวุฒิชัย ชิณวงศ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร ปฏิบัติหน้าที่ หัวหน้าศูนย์เฉพาะกิจติดตามสถานการแล้งฝนทิ้งช่วง ปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตร แจ้งเตือนเกษตรกรที่ทำนาเพาะปลูกข้าว โดยเฉพาะในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญของประเทศ โดยบางส่วนได้หันมาปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกข้าวจากวิธีการทำนาดำเป็นนาหว่านข้าวแห้งมากขึ้น เนื่องจากขาดแรงงานในการปักดำ อีกทั้งยังประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย

แต่จากสถานการณ์ที่มีปริมาณฝนตกน้อยหลายพื้นที่ในระยะนี้ ปัญหาที่จะตามมาจากวิธีการหว่านข้าวแห้ง คือจะทำให้การกระจายและความลึกของเมล็ดข้าวที่ถูกฝังกลบลงดินไม่สม่ำเสมอ ส่งผลต่อเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดข้าวและอาจมีวัชพืชขึ้นแซมในนาข้าวด้วย ทำให้ผลผลิตและคุณภาพข้าวต่ำ หรือหากฝนทิ้งช่วงนานเกินไปจะทำให้เมล็ดข้าวที่หว่านไม่งอกเลย ซึ่งการเกิดความเสียหายในกรณีนี้จะไม่ได้รับการช่วยเหลือภัยพิบัติด้านพืช ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562

สำหรับข้อแนะนำการปลูกข้าวในช่วงแล้งหรือฝนทิ้งช่วง เกษตรกรควรวางแผนช่วงเวลาการเพาะปลูกข้าวให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศในปัจจุบัน โดยติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศจากหน่วยงานราชการ กรมอุตุนิยมวิทยา หรือศูนย์เฉพาะกิจติดตามสถานการณ์แล้งฝนทิ้งช่วง ปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตร หรือปรับเปลี่ยนไปเพาะปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อเป็นการประหยัดน้ำ การปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย การทำไร่นาสวนผสม หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นต้น นอกจากนี้ ให้สำรวจแหล่งน้ำในพื้นที่ เพื่อประเมินน้ำที่จะใช้ในพื้นที่ไร่นาของตนเอง การเก็บกักน้ำไว้ในไร่นา และหาแหล่งน้ำสำรอง โดยประสานกับหน่วยงานด้านแหล่งน้ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

ส่วนการขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร เพื่อแจ้งข้อมูลการเพาะปลูกข้าวในแต่ละรอบการผลิตกับกรมส่งเสริมการเกษตร สามารถแจ้งข้อมูลได้ ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือปรับปรุงผ่าน Mobile Application Farmbook เพื่อให้ภาครัฐทราบข้อมูลสถานการณ์การผลิตและเกษตรกรจะไต้รับความช่วยเหลือเมื่อเกิดความเสียหาย หากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่

ไผ่ หรือ ไม้ไผ่ เชื่อเหลือเกินว่า ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี ตั้งแต่เมื่อก่อนเก่าเนานาน คนไทยนำมาใช้ประโยชน์กับชีวิตประจำวันกันอย่างแพร่หลาย ตราบจนทุกวันนี้ เป็นองค์ประกอบของปัจจัยสี่ที่คุ้มค่าที่สุด

เพราะในผืนถิ่นแดนไทยเรามีไผ่สารพัดที่อยู่ในป่า หรือเสาะหานำมาปลูกไว้ในที่ไร่ท้ายสวน รอบรั้วข้างบ้าน เอาหน่อไม้มาทำอาหาร ใบใช้ห่อขนม กระบอกไม้ไผ่ใช้เป็นอุปกรณ์ทำอาหาร บรรจุน้ำ ไม้ไผ่นำมาทำที่พักอยู่อาศัย กระท่อมน้อยคอยรัก สับฟากปูพื้น ทำแคร่ ทำก้านตับหญ้าคา ตับจาก ตับแฝกมุงหลังคา ทำรั้ว ทำตอกมัดของมัดรวงข้าว ใช้จักสานทำเครื่องมือเครื่องใช้ อาวุธ ด้ามดาบ ด้ามหอก ด้ามมีดพร้าขวาน จอบเสียม สานกระติบข้าว กระบุง ตะกร้า เข่ง กระด้ง ตะแกรง สุ่มไก่ ลอบ ไซ ข้องหาปลากบเขียด

จนถึงยุคปัจจุบันก็ยังนิยมนำหน่อไผ่ ที่เรียกหน่อไม้ มาทำอาหาร ต้มผัดแกงทอด หน่อไม้ดอง หน่อไม้ปี๊บ นำไม้ไผ่มาใช้ทำรั้ว ทำไม้สอย ทำโครงโรงเรือน นั่งร้าน ค้ำยันกิ่งต้นไม้ ทำโต๊ะเก้าอี้นั่งเล่น ทำกระท่อมนั่งเล่น ทำไม้จิ้มฟัน ไม้เสียบลูกชิ้น ไม้เสียบหมู-ปลา ตะเกียบ ไม้ก้านธูป เยื่อกระดาษ ใบรากทำปุ๋ย ทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ แม้แต่งานก่อสร้าง แผงพื้นเทปูนคอนกรีต ทำฝายแม้วชะลอการไหลของน้ำลำห้วย ลำธาร แม้กระทั่งเชื้อไฟ

ไผ่มีสารพัดชนิด จะไล่เรียงให้ดูตามขนาดต้นหน่อกอลำ และแหล่งที่มาไผ่ไร่…หรือ ไผ่ไห้ ไม้คาย ไม้ผาก ไม้ไล่ เป็นไผ่ดั้งเดิมพื้นเมืองของเรา มีขึ้นในป่าดงดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณหรือป่าโปร่ง เป็นไผ่ลำขนาดเล็ก ขึ้นเป็นกอแน่น ปล้องมีขนคายคันขึ้นทั่ว เนื้อไม้หนา ลำปล้องตัน มีรูกลางปล้องเล็กๆ หน่อนิยมนำมาทำอาหาร ต้มเปรอะ แกงหน่อไม้อร่อยมาก ไม้นำมาทำค้างถั่วฝักยาว บวบ ได้ดีและคงทนมากกว่า 2 ปี

ไผ่รวก…หรือ ไผ่ฮวก เป็นไผ่พื้นเมืองไทย ลำต้นตรงเปรา ยาว 7-15 เมตร มีจุดสังเกต คือจะมีกาบหุ้มลำอยู่นาน นิยมนำหน่อมาทำหน่อไม้อัดปี๊บ ต้นทำไม้ค้ำยัน ทำหลักเลี้ยงหอยแมลงภู่ แหล่งปลูกมากที่จังหวัดน่าน ส่งไปเมืองชายทะเลเลี้ยงหอยกันปีละหลายล้านลำมูลค่าหลายร้อยล้านบาท

ไผ่เฮียะ…เป็นไผ่พื้นเมืองของไทย พบในป่าดงดิบหรือป่าเบญจพรรณขึ้นผสมป่าไม้สัก ขึ้นริมร่องห้วย พบมากที่ป่าภาคเหนือ เป็นไม้ไผ่เปลือกบาง ผิวไผ่คมมาก ใบใหญ่ ไม้นำมาทำฝาบ้าน หน่อมีรสขื่นไม่นิยมกิน คมผิวไม้ไผ่เฮียะ สมัยก่อนใช้แทนใบมีดโกนตัดสายสะดือเด็ก

ไผ่ป่า…เป็นไผ่ธรรมชาติในป่าทั่วทุกภาคของไทย ถ้าขึ้นในที่ชุ่มชื้น ลำโตเป็นกอแน่น มีหนามเล็กงุ้มงอทุกข้อ นิยมใช้ทำนั่งร้านก่อสร้าง ทำเครื่องมือการเกษตร หน่อนำมาดอง ไม่นิยมกินสด ปล้องทำกระบอกข้าวหลาม เช่น ข้าวหลามหนองมน ชลบุรี นั่นใช่เลย

ไผ่ข้าวหลาม…เป็นไผ่ไทยอีกชนิดหนึ่งมีมากทางภาคเหนือและอีสาน เป็นไผ่ขนาดกลาง สูง 8-12 เมตร เป็นไผ่เนื้อบาง ปล้องยาว กาบหุ้มต้นร่วงง่าย ใช้ทำข้าวหลาม ปอกง่าย มีเยื่อบางๆ หลุดติดหุ้มข้าวเหนียว หน่อมีรสขม

ไผ่ซาง…หรือ ไผ่นวล ไผ่ตาดำ ไผ่แพด เป็นไผ่ท้องถิ่นไทยที่กำลังมาแรง นิยมปลูกกันมากคือ ไผ่ซางหม่น ไผ่ซางนวล เป็นไผ่ไม่ผลัดใบ สูง 6-18 เมตร ปล้องยาว 15-50 เซนติเมตร ใบและต้นอ่อนเป็นอาหารของช้าง ม้า วัว ควาย นิยมปลูกเป็นพื้นที่เชิงอนุรักษ์ เพิ่มแหล่งอาหารช้าง และขณะนี้นำมาแพร่ขยายเป็นไผ่เศรษฐกิจ ที่ทำรายได้อย่างมาก หน่อไผ่กินอร่อย ไม้เนื้อดี ใช้ประโยชน์ทางอุตสาหกรรมทำไม้จิ้มฟัน ไม้เสียบลูกชิ้น ไม้ก้านธูป ไม้ตะเกียบ แม้แต่เยื่อกระดาษ เนื้อไม้แน่น น้ำหนักไม้ดีมาก

ไผ่หก…หรือ ไผ่นวลใหญ่ ไม้หก ไม้โปเผียว เป็นไผ่พันธุ์พื้นเมืองไทยที่ใหญ่ที่สุด ชอบขึ้นบนพื้นที่สูงแต่ชื้น พบมากในป่าดงดิบภาคเหนือ เส้นผ่าศูนย์กลางปล้อง 10-20 เซนติเมตร หน่อใช้ทำอาหาร ลำใช้ทำเสา ทำเครื่องมือเครื่องจักสานต่างๆ

ไผ่ที่นำมาจากต่างประเทศเข้ามาปลูกในบ้านเรา ได้แก่

ไผ่เลี้ยง…หรือ ไผ่น้อย ไผ่สร้างไพร ไผ่เปร็ง ไผ่คันร่ม นำมาจากจีนและญี่ปุ่น นิยมปลูกเป็นแนวรั้วแนวเขตที่ดิน ปลูกตามหัวไร่ปลายนา เป็นไผ่ขนาดกลาง ลำเปลาสีเขียว มีข้อสีเขียวชัดเจน ไม่มีหนาม หน่ออ่อนมีเปลือกสีเหลือง หรือเขียวอมเหลือง ใช้ทำอาหารได้ ลำใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ ทำบันได บางแห่งเรียกไผ่บงหวาน ไผ่เลี้ยงตาโตก็เรียก

ไผ่ตง…นำมาจากจีน ปลูกครั้งแรกที่จังหวัดปราจีนบุรี นับร้อยกว่าปีแล้ว เป็นไผ่ขนาดใหญ่ ลำต้นมีขนสีน้ำตาลละเอียดคลุมโคนลำ รอบข้อมีรากฝอยขึ้นอยู่เห็นได้ชัด มี 5 ชนิด ได้แก่ ตงหม้อ หรือตงใหญ่ ตงเขียว ตงดำ ตงหนู และตงลาย เป็นไม้ไผ่เศรษฐกิจที่ทำรายได้มหาศาล เนื้อไม้เป็นวัสดุโรงงานกระดาษ ก่อสร้าง จักสาน มีไผ่ตงที่หน่อดก ลำเล็ก รสชาติอร่อยมากชื่อ “ไผ่ตงศรีปราจีน” นิยมปลูกกันแพร่หลายขณะนี้

ไผ่สีสุก…ใครๆ ก็คิดว่าเป็นไผ่พันธุ์ดั้งเดิมของไทย แต่เปล่าเป็นไผ่มาจากหมู่เกาะอินเดียตะวันออก และแปซิฟิกตอนใต้ แถวเกาะชวา สุมาตรา บอร์เนียว และโมลุกกะ นำเข้ามาปลูกในไทยนานแล้ว จุดเด่นคือ ขึ้นกอแน่นมาก บริเวณโคนจะแตกกิ่งตั้งฉากลำต้นจำนวนมาก ข้อมีหนามโค้งแตกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 อัน โคนปล้องหนามีรูเล็ก เป็นไผ่ขนาดกลางถึงใหญ่ ลำอ่อนสีเขียวเมื่อแก่จะสีเหลืองปนเขียว จึงเรียก “ไผ่สีสุก” หน่อใต้ดินมีรสชาติดี เมื่อโผล่ดินขึ้นมานิยมนำมาทำหน่อไม้ดอง อดีตนิยมปลูกรอบหมู่บ้านกันลมและรั้วกันขโมย

ยังมีไผ่อีกหลายชนิดที่ปลูกในไทย ทั้งไผ่ไทยไผ่จีน เช่น ไผ่ยักษ์ ไจแอนท์แบมบู ไผ่หม่าจู ไผ่ลี่จู ไผ่กิมซุ่ง ไผ่หวานจีน ไผ่เปาะเมืองน่านแพร่ ไผ่มันชลธารชลบุรี ไผ่หวานอ่างขาง (หม่าจู) ไผ่จืด หรือไผ่ร้อยกอ ไผ่ต้น มีแม้แต่ไผ่เหลืองหรือไผ่หลวง ไผ่สีทอง ไผ่ลาย ไผ่งาช้าง ไผ่บงดำ ไผ่จันดำ ที่ปลูกไว้สวยงามตามสวนสาธารณะ ใช้ลำทำเฟอร์นิเจอร์ ทำแจกัน ทำเครื่องประดับต่างๆ และไผ่ประดับสวยงาม ที่นิยมคือ ไผ่น้ำเต้า ซึ่งเอามาจากจีน ใช้จัดแต่งสวนหย่อม รูปร่างข้อปล้องสั้นป้อมอ้วนสวยงาม เหมือนไม้โบราณ ไผ่แต่ละชนิดที่กล่าวมา ซึ่งคงยังไม่หมดครบถ้วน แต่จะชี้ให้เห็นว่า ไผ่เป็นพืชที่มีอยู่คู่กับป่าเมืองไทย โดยเฉพาะป่าต้นน้ำได้อย่างแท้จริง ทำประโยชน์ต่อมนุษย์ สัตว์ ธรรมชาติมาอย่างช้านาน เป็นไม้เศรษฐกิจที่ปลูกง่าย โตเร็ว เห็นผลรวดเร็วทันใจผู้ปลูก วันนี้คุณที่มีพื้นที่บ้างสักเล็กน้อย ปลูกไผ่ไว้ใช้ประโยชน์บ้าง จะดีไม่น้อย

งาขี้ม้อน เป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูสำหรับคนทั่วไป แต่คนในภาคเหนือคุ้นเคยกับชื่อนี้ดี งาขี้ม้อนเป็นพืชพื้นเมืองของทางภาคเหนือ มีการเพาะปลูกกันมาช้านาน งาขี้ม้อนพบการแพร่กระจายตั้งแต่พื้นที่เขตภูเขาหิมาลัย พื้นที่ภูเขาในจีนถึงเอเชียตะวันออก เมื่อมีการอพยพย้ายถิ่นฐานของคนเอเชียเข้าไปตั้งรกรากในประเทศสหรัฐอเมริกาปลายปี พ.ศ. 2343 (ค.ศ. 1800) ผู้อพยพได้นำเมล็ดงาขี้ม้อนไปปลูกด้วย งาขี้ม้อนสามารถเจริญเติบโตปรับตัวได้ดีเข้ากับสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่นั่น ในประเทศไทยพบงาขี้ม้อนได้ทั่วไปในภาคเหนือ ตั้งแต่ระดับความสูง 300-1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล แหล่งปลูกอยู่ที่เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง เริ่มมีการปลูกกันบ้างที่สุโขทัย

งาขี้ม้อน เป็นพืชน้ำมันที่สำคัญชนิดหนึ่งที่เพิ่งมาเป็นที่รู้จักในหมู่คนรักสุขภาพเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากงาขี้ม้อนมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน งาขี้ม้อนได้กลายเป็นพืชอุตสาหกรรมน้ำมันพืชชนิดใหม่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก

งาขี้ม้อน มีชื่อเรียกตามแต่ละท้องถิ่นได้อีกหลายชื่อ เช่น งาปุก งานก (คนเมือง) งาม้อน งาหอม งามน (แม่ฮ่องสอน), งาขี้ม้อน แง (กาญจนบุรี), น่อง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), นอ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน, กะเหรี่ยงเชียงใหม่), ง้า (ลัวะ), งาเจียง (ลาว), จีนเรียกว่า ชิซู (Chi-ssu), ญี่ปุ่น เรียกว่า ชิโซะ (Shiso), เกาหลี เรียกว่า เคนนิป (Khaennip) อินเดีย เรียกว่า พันจีร่า (Bhanjira), เบงกอล เรียก Babtulsi เป็นต้น

งาขี้ม้อน มีชื่อสามัญว่า เพอริลล่า (Perilla) ชื่อวิทยาศาสตร์ Perilla frutescens (L.) Britton (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์Ocimum frutescens) เป็นพืชในวงศ์เดียวกับกะเพรา (Labiatae) ไม่ได้อยู่ในวงศ์เดียวกับงาทั่วไป (Pedaliaceae) งาขี้ม้อน มีชื่อเรียกอีกว่า ต้นกะเพราจีน (Chinese basil), ต้นสเต๊กเนื้อ หรือต้นบีฟสเต๊ก (beefsteak plant) ชื่อบีฟสเต๊กคาดว่าเริ่มใช้เรียกเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2523 กับอาหารยอดนิยมชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น ที่มีส่วนประกอบของใบงาขี้ม้อน

งาขี้ม้อน เป็นพืชล้มลุก พืชฤดูเดียวเหมือนกับกะเพรา โหระพา แมงลัก ยี่หร่า ในภาคเหนือมีการเพาะปลูกตามไหล่เขา เนินเขา และพื้นที่ราบ แม้กระทั่งพื้นที่ว่างตามหัวคันนา ปลูกไว้เพื่อจำหน่ายและปลูกเพื่อบริโภคเอง ปลูกเป็นพืชหลังนาและการปลูกในช่วงฤดูฝน เก็บเกี่ยวฤดูหนาว ปลูกโดยการหว่าน จะหว่านเมล็ดหลังจากไถพรวนแล้ว การปลูกยกแปลงจะต้องเพาะกล้าในแปลงเพาะก่อน พอต้นกล้าอายุประมาณ 1-2 เดือน จึงถอนต้นกล้าไปปลูกลงแปลง โดยเด็ดยอดทิ้งเพื่อให้แตกยอดใหม่หลายยอด การปลูกงาขี้ม้อนทั่วไปมักปลูกกันในพื้นที่ดอนตามเนินเขาอาศัยน้ำฝน เป็นพืชที่มีความทนทานสามารถเจริญเติบโตได้ดีกับดินแทบทุกสภาพ ส่วนใหญ่จึงปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติ การดูแลรักษามีน้อยมาก