จึงขยายพื้นที่ปลูกกระท่อมมาปลูกในบ่อปลานิลที่สูบน้ำออกหมด

แล้วมีผลดีคือสะดวกต่อการให้น้ำโดยการปล่อยน้ำเลี้ยงปลาจากบ่อที่อยู่ติดกันให้น้ำไหลมาท่วมในแปลงปลูกกระท่อมประมาณ 2-3 วัน หลังจากที่น้ำซึมลงดินหมดแล้วก็ปล่อยน้ำใหม่ วิธีการให้น้ำแบบนี้จะทำให้ต้นกระท่อมได้ธาตุอาหารจากน้ำเลี้ยงปลาไปด้วย ทำให้ช่วยลดต้นทุนค่าน้ำและค่าปุ๋ยอีกด้วย

ใช้การเกษตรปลอดภัยดูแลผลผลิต

เนื่องจากการบริโภคกระท่อมนั้นผู้บริโภคส่วนหนึ่งนิยมนำใบกระท่อมสดมาเคี้ยว ดังนั้น การดูแลไม่ให้ใบกระท่อมมีสารเคมีตกค้างจึงเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องนี้ ดร.ปรัชญา บอกว่า “กระท่อมเป็นพืชสมุนไพรที่ใช้ใบในการบริโภคใบสดหรือนำใบมาต้มเป็นน้ำกระท่อม การปลูกเลี้ยงต้นกระท่อมของเราจึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ กระท่อมที่เราขายออกไปต้องปลอดภัยจากสารเคมี ที่พีทีเอ็น ฟาร์ม เราใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี รวมทั้งใช้สารชีวภัณฑ์ในการควบคุมกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช เพราะต้นกระท่อมมีแมลงศัตรูพืชหลายชนิด เช่น แมลงนูน หนอน เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ และไรแดง เป็นต้น การป้องกันกำจัดโดยการพ่นสารสมุนไพรกำจัดแมลงเมื่อพบการเข้าทำลาย ส่วนโรคพืชพบโรคใบจุดแต่ไม่มากจึงไม่ได้มีการป้องกันกำจัด การให้ปุ๋ย (ต้นกระท่อมอายุ 1 ปี) ใช้วิธีการให้ปุ๋ยทางดินทุก 15 วัน โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ผสมกับปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 20-30 กรัมต่อต้น โรยรอบๆ โคนต้น แล้วรดน้ำให้ชุ่ม”

ขยายตลาดหวังกระจายผลผลิตทั่วภาคเหนือ

ในเรื่องการตลาด ดร.ปรัชญา บอกว่า ผลผลิตใบกระท่อมของพีทีเอ็น ฟาร์ม เราเริ่มจากการจำหน่ายใบสดหน้าร้าน จากนั้นเริ่มมีพ่อค้ามารับไปขายต่อ โดยเรามีการเก็บใบกระท่อม เพื่อจำหน่าย 2 แบบ

แบบที่ 1 ใบคัด (เรียงใบมัดเข้ากำ) ใบคัดมี 2 เกรด ใบเกรด A กิโลกรัมละ 300 บาท ใบเกรด B (ใบเล็ก ใบมีตำหนิ) กิโลกรัมละ 200 บาท

แบบที่ 2 ใบรวม (เก็บรวมแบบไม่มีการคัดเรียงใบ) กิโลกรัมละ 150 บาท

ปัจจุบันมีคนนิยมบริโภคใบกระท่อมสดและน้ำต้มใบกระท่อมเพิ่มขึ้นเนื่องจากเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณหลายอย่าง ก่อนหน้านี้ทางภาคเหนือยังมีการปลูกต้นกระท่อมค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่พ่อค้ารายย่อยมักจะรับใบกระท่อมมาจากทางภาคใต้แล้วนำมาแบ่งขายปลีก ผมจึงเข้าไปหาพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยเหล่านี้ทั่วเมืองเชียงรายแล้วแนะนำให้ลองผลผลิตของเรา รวมทั้งพาคนที่สนใจมาเยี่ยมชมแปลงปลูกกระท่อมของเรา ผลตอบรับที่ได้ดีมาก

พ่อค้าแม่ค้าพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าใบกระท่อมของเรามีความสดและคุณภาพดีไม่แตกต่างจากใบกระท่อมทางภาคใต้ ทำให้เราสามารถขยายตลาดออกไปได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวางขึ้น ทั้งนี้ อีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะที่พีทีเอ็น ฟาร์ม เราเก็บใบสดๆ ส่งให้ลูกค้า มีการดูแลแปลงปลูกกระท่อมเป็นอย่างดี ทำให้ต้นกระท่อมของเรามีต้นสูงใหญ่ ให้ผลผลิตใบเยอะ คนที่เข้ามาเยี่ยมชมฟาร์มต่างชื่นชอบ จึงเป็นอีกเหตุผลที่เราสามารถขยายตลาดออกไปได้เร็วขึ้น รวมทั้งการที่เรามีต้นกระท่อมกว่า 1,500 ต้น ที่สามารถเก็บใบกระท่อมสดขายได้ตลอดทั้งปีก็เป็นจุดแข็งที่ทำให้เราสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้นเรื่อยๆ

มองอนาคตพืชกระท่อมไว้อย่างไร

ดร.ปรัชญา ให้มุมมองอนาคตของพืชกระท่อมว่า ตลาดใบกระท่อมปัจจุบันการแข่งขันยังไม่สูงเพราะส่วนใหญ่เพิ่งเริ่มปลูกต้นยังไม่แก่พอที่จะเก็บใบขายได้ แม้ว่าในอนาคตจะมีผู้ปลูกเลี้ยงกระท่อมจำนวนมากและมีผลผลิตใบกระท่อมจำนวนมากออกสู่ตลาด แต่ความต้องการใบกระท่อมทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศยังมีสูงมาก การศึกษาวิจัยแบบครบวงจรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จะเป็นประโยชน์อย่างมากกับเกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงกระท่อม

ในส่วนของการแปรรูปพืชกระท่อม ดร.ปรัชญา มองว่า พีทีเอ็น ฟาร์ม ของเราตอนนี้ยังไม่มีการแปรรูปใบกระท่อมเพื่อจำหน่าย เนื่องจากการแปรรูปกระท่อมเพื่อจำหน่ายต้องขออนุญาตกับทาง อย. ให้ถูกต้องก่อน แต่อนาคตพีทีเอ็น ฟาร์ม มีแนวคิดที่จะทำการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ

คงจะเห็นได้ว่าพืชกระท่อมตอนนี้เป็นพืชทำเงินสำหรับคนที่พร้อมคนที่เริ่มมาก่อนอย่างแท้จริง ใครสนใจอยากพูดคุยเรื่องกระท่อม หรืออยากซื้อผลผลิตจากพีทีเอ็น ฟาร์ม ติดต่อไปได้ที่ ดร.ปรัชญา เตวิยะ โทร. 081-399-1811 กระท่อมจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่หรือไม่ก็ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณากันเอง แต่อย่าลืมหาข้อมูลหลายๆ ด้าน หลายแหล่งมาประกอบกันเพื่อไม่ให้กระแสพาเราไปสุสานเหมือนพืชหลายชนิดที่ผ่านมา สำหรับฉบับนี้หมดพื้นที่ของคอลัมน์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย The challenge of small scale farmers” กับผมธนากร เที่ยงน้อย แล้ว เอาไว้พบกันใหม่ในฉบับต่อไป ลากันไปก่อนสวัสดีครับ

“ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม” ต้นกำเนิดสายพันธุ์จากภาคใต้ เปลือกบาง มีเนื้อสีแดงเข้มเหมือนสีทับทิม รสชาติหอมหวาน เนื้อนุ่มน่ารับประทาน ซึ่งส้มโอพันธุ์นี้แตกต่างจากส้มโอพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน มีลักษณะประจำพันธุ์ที่โดดเด่น คือ เนื้อผลมีสีชมพูเข้มจนถึงแดงเหมือนสีทับทิม ผิวผลส้มโอและหลังใบมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมคล้ายกำมะหยี่ มีความเฉพาะเจาะจงกับสภาพพื้นที่ จึงปลูกกันไม่แพร่หลาย

ปัจจุบันพบว่าส้มโอพันธุ์นี้เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง และจำหน่ายได้ในราคาสูง และเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ จนไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

คุณสุธาทิพธ์ อิ่มสำราญ อายุ 48 ปี และ คุณประดิษฐ อิ่มสำราญ อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/2 หมู่ ที่ 9 ตำบลพักทัน อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เจ้าของสวนชื่อ “ส้มโอทับทิมสยาม ตามรอยพ่อ” ซึ่งปลูกต้นส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม จำนวน 16 ไร่ คุณสุธาทิพย์ ได้เล่าว่า เดิมตนทำงานอยู่ธนาคาร เพิ่งลาออกมาได้ประมาณ 8 เดือน เป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วน คุณประดิษฐ ทำงานอยู่ที่การไฟฟ้านครหลวง และเป็นคนจังหวัดสิงห์บุรี และยังคงทำงานอยู่ ตนมีคุณพ่อเป็นเจ้าของสวนส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ซึ่งปลูกอยู่ 60 ไร่ แต่ผลผลิตไม่เคยพอขาย

พ่อเคยให้ตนลองนำกิ่งตอนมาทดลองปลูกที่พื้นที่จังหวัดสิงห์บุรีเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว ปรากฏว่าให้ผลผลิตที่มีรสชาติไม่แตกต่างจากสวนของพ่อเลย จึงเริ่มปลูกอย่างจริงจังในเนื้อที่ 16 ไร่นี้ มา 3 ปีแล้ว เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 ส้มโอเริ่มติดผล พ่อก็ให้ตนลาออกจากงานประจำเพื่อมาดูแลสวนได้อย่างเต็มที่

สำหรับตนคิดว่าตนไม่เคยเห็นส้มโอล้นตลาด ไม่เคยเห็นส้มโอราคาตก แต่เห็นว่าราคาสูงขึ้นมาเรื่อยๆ และผลผลิตไม่เคยพอต่อความต้องการของตลาด อีกทั้งเป็นที่นิยมทั้งในและต่างประเทศ เรียกได้ว่าตนทำงานรายได้รวมกันเป็นเวลา 1 ปี ยังไม่เท่ากับรายได้ที่พ่อขายส้มโอเพียงเดือนเดียวเลย ตนจึงลาออกจากงานประจำมาดูแลอย่างจริงจัง และแนะนำให้ญาติๆ ซึ่งมีที่ดินอยู่ในละแวกนี้ปลูกส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามกัน จนรวมพื้นที่ที่ปลูกกันทั้งหมดประมาณ 80 ไร่ เพื่อที่เมื่อผลผลิตออกมาแล้วในแต่ละครั้งจะสามารถขนส่งได้เป็นจำนวนมาก และที่สำคัญเราอยากให้คนทั่วไปได้รู้สึกว่า ถ้านึกถึงส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามให้นึกถึงที่ตำบลพักทัน อำเภอบางระจัน แห่งนี้ แล้วคุณจะได้กินส้มโอที่หวานอร่อยที่สุด

สำหรับความหมายของชื่อสวนคือ “ส้มโอทับทิมสยาม ตามรอยพ่อ” นั้นคือ 1.ตามรอยพ่อหลวง (ในหลวง ร.9) ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง คือทำให้พอเพียง พออยู่ และพอกิน 2.ตามรอยพ่อของตนที่ปลูกส้มโอขายที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จนจุดประกายให้ลูกมาปลูกส้มโอตามในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี

นอกจากส้มโอแล้วในพื้นที่ของเรายังปลูกต้นมะพร้าวน้ำหอมอยู่ประมาณร้อยต้น เรามีบ่อซึ่งขุดขนานแบ่งเป็นช่องเพื่อเอาไว้รดน้ำต้นไม้ และในบ่อยังเลี้ยงปลาไว้กินอีกด้วย นอกจากนี้ยังปลูกต้นฝรั่ง ซึ่งมี 2 สายพันธุ์ คือฝรั่งไต้หวันพันธุ์แตงโมและฝรั่งกิมจู ซึ่งฝรั่งพันธุ์แตงโมนี้จะมีเนื้อในสีชมพู หวานกรอบ อร่อย ในส่วนของฝรั่งนี่เราปลูกไม่เยอะ ปลูกไว้ขายเอง เน้นคุณภาพและก็ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ใช้แต่ปุ๋ยอินทรีย์ นอกจากนี้ยังปลูกพืชผักสวนครัวเอาไว้ทำกินเองในบ้านด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจในผลผลิตคือ ส้มโอทับทิมสยาม ตอนนี้ยังไม่มีขายซึ่งผลผลิตจะสามารถออกจำหน่ายได้ในช่วงปลายปีนี้ แต่ที่สวนจะขายกิ่งตอน และกิ่งชำซึ่งเป็นพันธุ์ทับทิมสยามของแท้จากสวน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถมาเยี่ยมชมสวนและมาศึกษาเรียนรู้ได้ที่ “ส้มโอทับทิมสยาม ตามรอยพ่อ” ตั้งอยู่ที่เลขที่ 12/2 หมู่ที่ 9 ตำบลพักทัน อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ติดตามได้ที่เพจ “ส้มโอทับทิมสยาม ตามรอยพ่อ”

ระยะเวลาปีเศษที่ผ่านมา สินค้าเกษตรหลายชนิดที่เคยเป็นสินค้าดาวรุ่ง ขายดี ทำกำไรสูง เช่น มะม่วง มะนาว มะพร้าวน้ำหอม กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า ฯลฯ กลับตกอยู่ในทิศทางตลาดขาลง ทำให้หลายคนรู้สึกกังวลและงวยงงกับสถานการณ์ราคาตลาดว่า จะปลูกต่อดีหรือถอยไปปลูกพืชชนิดอื่นดี

แม้หลายคนจะมองว่า ตลาดกล้วยน้ำว้า อยู่ในทิศทางขาลง แต่ อาจารย์พัชนี ตุษยะเดช เจ้าของไร่พัชชา กลับยืนยันว่า ตลาดกล้วยน้ำว้ายักษ์ยังเติบโตต่อเนื่อง ขายดิบขายดี จนผลิตหน่อพันธุ์ไม่ทันกับความต้องการของตลาด ดังนั้น ในฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปค้นหาเสน่ห์ของ กล้วยน้ำว้ายักษ์ ที่ทำให้ขายดี ติดลมบนตลอดทั้งปีกันสักหน่อย

กล้วยน้ำว้ายักษ์ มาจากไหน
อาจารย์พัชนี ตุษยะเดช ปัจจุบัน ได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 10 โหรหญิงดังยอดนิยม ผู้เชี่ยวชาญด้านลายมือ ที่แบ่งเวลามาทำสวนเกษตร ชื่อว่า ไร่พัชชา ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลหนองปรือ อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เบอร์โทร. 084-548-9000 และ 086-128-8000

อาจารย์พัชนี เล่าว่า การทำอาชีพเกษตรกรรมในวันนี้ มีจุดเริ่มต้นจากความชอบสะสมที่ดิน ที่ดินแปลงหนึ่งในจังหวัดราชบุรีที่ซื้อไว้ มีดินดี น้ำสมบูรณ์ จึงสนใจปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่อง โดยหาซื้อหน่อพันธุ์กล้วยที่เกิดจากการเพาะเนื้อเยื่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในราคาต้นละ 40 บาท มาปลูก จำนวนพันกว่าต้น

ต่อมา ครูลออ ดอกเรียง ข้าราชการ ซี 8 ที่ปลูกกล้วยอยู่แถวจังหวัดกาญจนบุรี ได้ติดต่อขอซื้อหน่อมะลิอ่อง แต่อาจารย์พัชนีไม่มีให้ จึงไปหาซื้อกล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่องในจังหวัดนนทบุรีมาให้ครูลออ หลังจากปลูกไปแล้ว 8 เดือน ก็กลับไปเยี่ยมครูลออ พบว่า กล้วยน้ำว้ามะลิอ่องที่ปลูกคราวนั้น มีต้นหนึ่งที่มีลักษณะใหญ่ยักษ์ ลำต้นสูงประมาณ 5 เมตร วัดรอบโคนประมาณ 1.3-1.5 เมตร ลักษณะพันธุ์คล้ายคลึงกับกล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่อง

แตกต่างในเรื่องขนาดลำต้น ขนาดเครือ ขนาดผล อาจารย์พัชนีจึงนำหน่อพันธุ์กล้วยน้ำว้ายักษ์ดังกล่าวมาปลูกขยายพันธุ์จนมั่นใจว่า ไม่เกิดการกลายพันธุ์ จึงจำหน่ายพันธุ์กล้วยน้ำว้ายักษ์ดังกล่าวให้กับผู้สนใจทั่วไป

จุดเด่นของ กล้วยน้ำว้ายักษ์
หากปลูก กล้วยน้ำว้ายักษ์พันธุ์นี้ ในแหล่งดินดี จะมีน้ำหนักเครือละประมาณ 65 กิโลกรัม หรือตกหวีละประมาณ 5-6 กิโลกรัม กล้วย 1 ผล มีความยาว 6 นิ้ว มีขนาดเส้นรอบวงกว้าง 8 นิ้ว กล้วยน้ำว้ายักษ์ เป็นพันธุ์กล้วยไส้ขาว เปลือกบาง ผลสวย คุณสมบัติด้านรสชาติและเนื้อของกล้วยจะหวาน เนื้อแน่น เนื้อเหนียว เหมาะสำหรับการแปรรูปในเมนูอาหารหวาน เช่น กล้วยเชื่อม กล้วยตาก กล้วยทับ กล้วยแขก กล้วยบวชชี ฯลฯ นอกจากนี้ หากนำผลกล้วยไปอบในตู้ไมโครเวฟสัก 10 นาที จะยิ่งเพิ่มรสชาติหวานอร่อย นุ่มลิ้นยิ่งขึ้น

ใบตองของต้นกล้วยน้ำว้ายักษ์ มีขนาดใหญ่และใบหนา เหมือนใบตองกล้วยตานี แต่ใบตองกล้วยน้ำว้ายักษ์มีสีเขียวอ่อนกว่าเล็กน้อย อาจารย์พัชนี บอกว่า ใบตองกล้วยน้ำว้ายักษ์สามารถตัดออกขาย เพื่อใช้ประดับตกแต่งจานอาหารคาวหวาน ใช้ห่อขนม หรือใช้ในงานประดิษฐ์ต่างๆ ได้อย่างสบาย เช่น งานบายศรี ใช้ทำกระทง ฯลฯ ได้เช่นเดียวกับใบตองกล้วยตานีทั่วไป

ระหว่างเดินชมสวน สังเกตเห็นต้นกล้วยน้ำว้ายักษ์ อายุ 8 เดือน หลายต้น ที่มีสภาพสมบูรณ์ กำลังเตรียมแทงเครือเพื่อให้ผลผลิตแล้ว สังเกตได้จาก “ใบธง” ซึ่งเป็นใบยอดสุดท้าย ซึ่งมีขนาดสั้นและเล็กมาก ชูก้านใบขึ้นชี้ท้องฟ้า อีกไม่นานเกินรอ ต้นกล้วยจะแทงปลีกล้วยสีแดงออกมาให้เห็นชัด ปลีกล้วยหลังออกสุดเครือแล้ว มีขนาดยักษ์ใหญ่ น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 3-5 กิโลกรัม ต่อหัว มีขนาดยักษ์กว่าขวดน้ำอัดลม 1.5 ลิตร

โดยทั่วไป เกษตรกรสามารถขายหัวปลีหน้าสวน ในราคาหัวละ 5 บาท แต่หัวปลีกล้วยน้ำว้ายักษ์ขายส่งได้ราคาสูง หัวละ 10-15 บาท เป็นที่นิยมของลูกค้า นิยมนำไปทำเมนูต้มยำทำแกงต่างๆ เพราะได้เนื้อหัวปลีในปริมาณมาก และมีรสชาติอร่อยอีกต่างหาก

การปลูกและดูแล
ต้นกล้วยน้ำว้ายักษ์ สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ แม้แต่ในพื้นที่ท้องนาก็ปลูกกล้วยได้ แต่ต้องลงทุนยกร่องสักหน่อย เพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังตลอด อาจารย์พัชนี กล่าวแนะนำว่า ควรปลูกกล้วยน้ำว้ายักษ์ในระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 6×6 เมตร เนื่องจากกล้วยน้ำว้ายักษ์มีขนาดลำต้นสูง จึงควรขุดหลุมปลูกให้ลึกสักหน่อย ที่ไร่พัชชา ใช้รถแบ๊กโฮขุดหลุมปลูกให้มีขนาดความลึก 1 เมตร กว้าง 1 เมตรกว่า หากไม่ขุดหลุมปลูกให้ลึกแค่ปลูกปีแรก รากต้นกล้วยจะเริ่มลอย เมื่อต้นกล้วยตกเครือ ก็มีโอกาสล้มได้ง่าย หากปลูกกล้วยน้ำว้ายักษ์ในระดับความลึกที่เหมาะสม กล้วย รุ่นที่ 2-3 ก็จะไม่ประสบปัญหาเหง้าลอย

หลังปลูกควรใส่ยาหนอนกอ ใส่ปุ๋ย สูตรเสมอ 15-15-15 ไปตลอดเดือนละครั้ง พอในช่วง 11 เดือน กล้วยจะแทงปลีออกมา หลังจากตัดปลีแล้วทิ้งไว้ 2 เดือน ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเลย แต่ควรใส่ปุ๋ยคอกแทน จากนั้นอีกประมาณ 4 เดือนจึงเก็บได้ เพราะอายุเก็บเกี่ยวกล้วยพันธุ์นี้ใช้เวลานานถึง 16 เดือน

การตัดแต่งหน่อ
หลังจากปลูกประมาณ 3-4 เดือน จะมีหน่อขึ้นมารอบๆ โคนให้ตัด ไปเรื่อยจนกว่าจะเริ่มออกปลี หลังปลูกแล้วประมาณ 7-8 เดือน ควรมีการไว้หน่อทดแทน 1-2 หน่อ โดย หน่อที่ 1 และหน่อที่ 2 ควรมีอายุห่างกันประมาณ 4 เดือน เพื่อให้ผลกล้วยมีความอุดมสมบูรณ์ โดยเลือกหน่อที่อยู่ในทิศทางที่ตรงกันข้าม

การตัดแต่งใบกล้วย
ควรตัดแต่งใบกล้วย เมื่อต้นกล้วยเริ่มโตจนถึงเก็บเกี่ยว โดยเลือกใบแก่และใบที่เป็นโรคออก ตัดให้เหลือประมาณ 7-12 ใบ เพื่อป้องกันต้นกล้วยโค่นช่วงออกปลี เพื่อใช้ใบปรุงอาหาร และเพิ่มความเจริญเติบของผลกล้วย

การค้ำต้นกล้วย
ต้นกล้วยหลังจากตกเครือแล้ว เสี่ยงกับการหักกลางต้นได้ง่าย เนื่องจากเครือกล้วยน้ำว้ายักษ์มีน้ำหนักมาก เพื่อป้องกันการเสียหายจากการหักล้ม ต้องใช้ไม้ค้ำกล้วยหลังตกเครือแล้ว ด้วยไม้รวก เสี้ยมปลายด้านที่จะใช้ปักลงดินทั้ง 2 อัน แล้วผูกเชือกปลายไม้ทั้งสองอันนี้ โดยให้เหลือส่วนปลายไม้ด้านบน อันละ 30 เซนติเมตร เพื่อทำหน้าที่รับน้ำหนักต้นกล้วยน้ำว้ายักษ์ จากนั้นให้ถ่างไม้ทั้งสองไขว้กันเป็นลักษณะคีม แล้วนำไปค้ำต้นกล้วยบริเวณที่ต่ำลงมาจากตำแหน่งเครือกล้วย ประมาณ 30-50 เซนติเมตร

ด้านตลาด
กล้วยน้ำว้ายักษ์ เป็นสายพันธุ์พิเศษที่มีขนาดใหญ่ กลายพันธุ์มาเป็นกล้วยน้ำว้ายักษ์ หากปลูกในดินที่ไม่ค่อยสมบูรณ์นัก จะได้กล้วยน้ำหนัก 4 กิโลกรัม ต่อหวี เนื่องจากกล้วยมีขนาดผลใหญ่ ขายปลีกได้ราคาหวีละ 50-60 บาท โดยลูกค้านิยมนำไปใช้ไหว้พระ บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากนำไปปลูกในดินที่สมบูรณ์แถบนครปฐมหรือสุพรรณบุรี อาจได้น้ำหนักถึง 5 กิโลกรัม ต่อหวี สามารถขายปลีกได้หวีละ 70-80 บาท ทีเดียว

อาจารย์พัชนี กล่าวว่า ทุกวันนี้ ตลาดมีความต้องการผลกล้วยน้ำว้ายักษ์และหน่อพันธุ์จำนวนมาก ขายดีมากจนผลิตไม่พอขาย ต้องสั่งจองกันล่วงหน้าเป็นเดือน เพราะกล้วยน้ำว้ายักษ์เป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม เป็นที่ต้องการของลูกค้าจำนวนมาก ที่ต้องการใช้ กล้วยน้ำว้าหวีใหญ่ ลูกสวยอวบอ้วน สำหรับใช้เป็นเครื่องไหว้บูชาในช่วงวันพระ เทศกาลสำคัญและงานพิธีต่างๆ เช่น พิธีบวชนาค พิธีบวงสรวง งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ ทำให้กล้วยน้ำว้ายักษ์ขายดี มีราคาขายส่ง ไม่ต่ำกว่าหวีละ 30-35 บาท และราคาขายปลีก ไม่ต่ำกว่าหวีละ 50-80 บาท ตามขนาดความใหญ่และความสวยของหวีกล้วย

ปลูก “กล้วยน้ำว้ายักษ์” เพื่อการค้า โอกาสทำกำไรสูง
อาจารย์พัชนี กล่าวอีกว่า กล้วยน้ำว้ายักษ์เหมาะสำหรับปลูกเชิงการค้า เพราะทนแล้ง ทนน้ำท่วมได้ดี ทำกำไรได้สูง ทั้งการปลูกเพื่อขายผลสดหรือขายหน่อพันธุ์ เนื่องจากกล้วยน้ำว้ายักษ์ให้ปริมาณเนื้อเยอะ เหมาะสำหรับใช้แปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้วยแขก กล้วยตาก หรือกล้วยแปรรูปประเภทต่างๆ

อาจารย์พัชนี แนะนำว่า การปลูกกล้วยน้ำว้ายักษ์เชิงการค้า ควรเลี้ยงหน่อไม่เกิน 2 ต้น ต่อหลุม เพื่อให้ต้นกล้วยเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ ควรปลูกและเก็บเกี่ยวรุ่นละไม่เกิน 3 ปี จึงค่อยรื้อแปลงและปลูกใหม่ เพื่อให้ได้กล้วยน้ำว้ายักษ์ที่มีขนาดใหญ่สมบูรณ์ตามที่ตลาดต้องการ หากยังฝืนปลูกต่อ แม้ต้นกล้วยจะให้ผลผลิตตามปกติ แต่ขนาดเครือและจำนวนหวีกล้วยจะมีขนาดเล็กลง ขายไม่ได้ราคาตามที่ต้องการ และเสี่ยงเจอปัญหารากเหง้าลอย ทำให้ต้นกล้วยหักล้มได้ง่าย

หากใครสนใจอยากเยี่ยมชมสวนกล้วยน้ำว้ายักษ์แห่งนี้ หรือสนใจอยากได้กล้วยน้ำว้ายักษ์ไปใช้บริโภคหรือใช้ในงานพิธีกรรมต่างๆ อยากได้หน่อพันธุ์ไปปลูก สามารถติดต่อกับ อาจารย์พัชนี ตุษยะเดช ได้ตามที่อยู่ และเบอร์โทร. 084-548-9000 และ 086-128-8000 ได้ทุกวัน รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

อําเภอสูงเนิน เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นดินแดนเก่าแก่ เป็นเมืองเก่าที่สร้างขึ้นในสมัยขอมเข้ามาเป็นใหญ่ในแผ่นดินที่ราบสูงแห่งนี้ โดยมีเมืองเก่าสองเมือง คือเมืองเสมา และเมืองโคราฆะปุระ ที่มาของคําว่า “สูงเนิน” เป็นชื่อเรียกตามลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งเป็นที่ราบสูงสลับกับที่เนิน เดิมเรียกชื่อว่า “บ้านสองเนิน” เพราะมีเนินดินอยู่สองฟากฝั่งของบึงแห้ว (เป็นบึงใหญ่ที่มีน้ำตลอดปี) ต่อมาในภายหลังได้เรียกชื่อเพี้ยนมาเป็น “สูงเนิน” นับเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์มากมาย ดังคำขวัญที่ว่า “ถิ่นเดิมโคราช พระพุทธไสยาศน์ศิลา ธรรมจักรล้ำค่า ปราสาทหินโบราณ ส้มโอหวานรสดี ประเพณีกินเข่าค่ำ แดนธรรมวะภูแก้ว”

ซึ่งพออ่านคำขวัญประจำอำเภอจนจบประโยคแล้ว หลายคนคงมีความสงสัยไม่น้อยว่า “ส้มโอหวานรสดี” มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับอำเภอสูงเนิน ฉบับนี้มีคำตอบ

คุณวิหาร นอกตาจั่น หรือ พี่หาร icid2018.org เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอ อยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ที่ 7 บ้านหนองเอื้อง ตำบลบุ่งขี้เหล็ก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา จากอดีตเคยทำนา ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำเกษตรผสมผสาน พร้อมกับการปลูกส้มโอขาวน้ำผึ้งสร้างรายได้บนพื้นที่ 5 ไร่ ด้วยปัจจัยทั้งด้านสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม ทั้งดินและน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยแร่ธาตุ ทำให้ส้มโอขาวน้ำผึ้งของที่สวนและส้มโอที่ปลูกในพื้นที่เขตอำเภอสูงเนินมีรสชาติหวานฉ่ำ เนื้อกุ้งใหญ่ ไม่แพ้แหล่งผลิตส้มโอจากอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม และด้วยเหตุนี้การปลูกส้มโอจึงได้กลายเป็นอาชีพหลักสร้างเงิน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวอำเภอสูงเนินได้หลักหลายแสนบาทต่อปี

พี่หาร เล่าถึงจุดเริ่มต้นการปลูกส้มโอให้ฟังว่า เดิมทีชาวบ้านในเขตพื้นที่อำเภอสูงเนิน ประกอบอาชีพทำนาปลูกข้าวกันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนการปลูกส้มโอก็ถือว่ามีปลูกกันมายาวนานแล้วตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ แต่ยังไม่นิยมปลูกเชิงการค้ากันมากนัก โดยเริ่มต้นจากการปลูกส้มโอสายพันธุ์ขาวใหญ่และขาวแตงกวา จนกระทั่งเริ่มมีการนำกิ่งพันธุ์ขาวน้ำผึ้งเข้ามาปลูก เป็นกิ่งพันธุ์ที่ได้มาจากพิจิตร ปลูกกันมาจนเริ่มมีผลผลิตออกมาให้ชิม ซึ่งพอทุกคนได้ชิมก็ให้ความเห็นตรงกันว่า ขาวน้ำผึ้งให้รสชาติที่อร่อยกว่าส้มโอทั้ง 2 สายพันธุ์ที่เคยปลูกมา และตั้งแต่นั้นมาส้มโอขาวน้ำผึ้งจึงได้กลายเป็นส้มโอสายพันธุ์หลักสร้างรายได้ของอำเภอสูงเนินนับเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี

โดยจุดเด่นส้มโอขาวน้ำผึ้งที่ปลูกในพื้นที่อำเภอสูงเนิน ลูกใหญ่ รสชาติหวานฉ่ำ เนื้อกุ้งใหญ่ มีปัจจัยหลักๆ มาจากดินและน้ำที่ใช้รดส้มโอ เป็นน้ำจากใต้เขื่อนลำตะคองที่มีการไหลเวียนตลอดเวลา มีแร่ธาตุที่สมบูรณ์ ส่งผลให้มีรสชาติออกมาดี เป็นที่ถูกอกถูกใจของแม่ค้าและนักท่องเที่ยว โดยที่ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเยอะ เลือกใส่เพียงเฉพาะที่พืชต้องการ ถือเป็นการลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้เป็นอย่างดี

เทคนิคการปลูกส้มโอให้หวานฉ่ำ ยึดหลักง่ายๆ “น้ำอย่าให้ขาด”

เจ้าของเปิดเผยเทคนิคการปลูกส้มโอให้ฟังว่า ส้มโอเป็นผลไม้ที่ชอบชื้นแต่ไม่ชอบแฉะ โดยพื้นที่ปลูกของสวนจะอยู่ติดกับคลองใหญ่แม่น้ำจากลำตะคองไหลผ่าน ส่งผลทำให้ดินและน้ำมีความอุดมสมบูรณ์ เพราะน้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญในการปลูกส้มโอ เปรียบเสมือนตัวชี้วัดความหวานว่า “ส้มโอจะหวานหรือไม่หวานก็ดูจากการให้น้ำ” หากมีการให้น้ำเพียงพอและสม่ำเสมอก็จะได้ส้มโอรสชาติหวานเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ จะมีปัจจัยการดูแลและปุ๋ยเข้ามาเกี่ยวข้องบ้างเล็กน้อย

การเตรียมดิน ปลูกแบบยกร่อง กว้างประมาณ 2 เมตร ตากดินทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วใช้ปูนขาวโรยเพื่อปรับสภาพดินก่อนขุดหลุมปลูก