จึงต้องเลิกจากงานเป็นช่างทำเฟอร์นิเจอร์เดินทางกลับบ้านขุนศรี

อีกปลูกกระท่อมหลังเล็กอยู่ปลายสวน จากสวนผักเปลี่ยนมาเป็นสวนชมพู่ ชมพู่เพชรน้ำผึ้ง, เพชรสามพราน, เพชรบ้านแพ้ว, นัมเบอร์วัน, แดงอินโดและชมพู่ทับทิมจันท์และปลูกฝรั่งแป้นสีทองแซม ลุงเล็กคอยเอาใจใส่ดูแลชมพู่ทับทิมจันท์เป็นอย่างดีชมพู่ได้คุณภาพดีและรสชาติหอมหวาน ราคาขณะนั้นกิโลกรัมละ 100 บาท แต่พอขายให้พ่อค้าคนกลางเขากดราคาให้กิโลกรัมละ 18 บาท เพื่อนคนหนึ่งได้แนะนำว่า ทำไมไม่ลองเอาชมพู่ไปขายเองบ้าง โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ลุงเล็กเอาชมพู่ไปขายเองขายได้ถึงกิโลกรัมละ 80 บาท ขายได้วันละ 400 กิโลกรัม ต่อมาเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกชมพู่ทับทิมจันท์กันมาก เลยหันมาปลูกมะม่วงมหาชนกที่กำลังมาแรงในขณะนั้นปลูกไว้ 5 ไร่ แต่ ธกส.ยังคงทวงหนี้เช่นเดิม หลังจากปลูกมะม่วงได้ผลผลิตดีขายได้เงินมาก ทำให้สามารถชำระเงินคืนให้ ธกส.ได้บ้าง

วันหนึ่งได้ไปเที่ยวเดินดูที่ตลาดนัดจตุจักรนำผลชมพู่ทับทิมจันท์ไปด้วย ช่วงนั้นกระแสชมพู่ทับทิมจันท์ยังไม่ตกถือเป็นของใหม่แปลกตามีผลสีแดงเข้มต่างจากชมพู่ทั่วไป ผลชมพู่ทับทิมจันท์ไปต้องตาของแม่ค้าขายกิ่งพันธุ์ไม้ จึงบอกให้ลุงเล็กทำกิ่งตอนมาขาย ให้ทำกิ่งตอนขนาดใหญ่ ปรากฏว่ากิ่งขายดีมากเพราะคนตื่นตัวชมพู่สีแดงเข้ม จากนั้นได้ทำกิ่งมะม่วงน้ำดอกไม้มัน ส่งให้กับหน่วยงานราชการ เช่น อบต.,อำเภอ เพื่อเอาไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านตามโครงการต่างๆ ปีพ.ศ.2543 จึงหาหนทางที่เปิดร้านขายกิ่งพันธุ์เองบ้างที่จตุจักร โดยขอเช่าร้านที่โครงการ 11 เป็นร้านของเจ้านายของภรรยาตนเอง ขายอยู่ได้ 2 ปีก็ย้ายมาอยู่ที่โครงการ17ถึงปัจจุบัน ในปีพ.ศ.2550 เงินที่เก็บหอมรอมริบไว้มากพอจึงปลูกบ้านหลังใหม่

ปีพ.ศ.2553 เพื่อนชาวไต้หวันนำกิ่งพันธุ์มะม่วงไต้หวันมาให้หลายพันธุ์ ลุงเล็กได้อบในถุงพลาสติกมัดปากถุงพักฟื้นประมาณ 1 เดือนจึงคลี่ปากถุงออกให้กิ่งได้ปรับตัวสัก 1 สัปดาห์ก่อนเอาออกจากถุง ดูแลกิ่งพันธุ์จนแข็งแรงดีจึงเอาออกจำหน่ายในราคาต้นพันธุ์ค่อนข้างแพง มีเจ้าของสวนมะม่วง,เจ้าของร้านขายกิ่งพันธุ์หลายแห่งซื้อไปเพื่อขยายกิ่งพันธุ์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมามะม่วงไต้หวันพันธุ์แปลกๆผลสีแดงสดได้ปรากฏให้คนไทยรู้จัก โดยเฉพาะมะม่วงผลใหญ่สีแดง นอกเหนือไปจากมะม่วงยู่เหวินผลสีแดงที่ถูกนำเข้ามาเป็นพันธุ์แรก พันธุ์มะม่วงไต้หวันที่นำเข้ามาได้แก่

1.พันธุ์หงหลงหรือมังกรแดง เป็นพันธุ์แรกที่นำเข้ามา ผลค่อนข้างเล็กรูปไข่เรียวยาวน้ำหนักอยู่ระหว่าง 400-500 กรัม ผิวสีแดงส้มบ้างหรือสีชมพูแดงบ้าง แต่บางครั้งผิวสีก็ไม่แน่นอน เนื้อละเอียดมีเสี้ยนน้อย เมล็ดเล็กความหวานพอดี

2.หงเซียงหยาหรืองาช้างแดง มะม่วงที่กำลังได้รับความสนใจมากพันธุ์หนึ่ง ผิวและรูปทรงสวยงาม ผลยาวคล้ายมะม่วงหนังกลางวัน ส่วนปลายโค้งคล้ายงาช้างดูอ่อนช้อย ด้านที่ถูกแดดผิวเป็นสีชมพูเข้มออกแดง น้ำหนักระหว่าง 400-750 กรัมดูแลดีน้ำหนักสูงสุดได้ถึง2กิโลกรัม เนื้อละเอียดอ่อน มีเส้นใยน้อย ปัจจุบันกิ่งพันธุ์ราคาเริ่มถูก

3.หงไค่เท่อหรือเคียทท์แดง ผลใหญ่กลมรูปหัวใจสีแดงปลายผลมีจะงอยปากเล็กน้อย น้ำหนักได้ถึง1 กิโลกรัม 5.อ้ายเหวินหรือเออร์วิน ผลค่อนข้างเล็กสีแดงประสีเลือดเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมและปลูกกันมากในไต้หวัน 6.ซือมี่หรือฉือมี่ (มะม่วงน้ำผึ้งสีม่วง) ผลกลมรูปหัวใจใหญ่ มีน้ำหนักมากพันธุ์หนึ่ง น้ำหนัก1-1.5 กิโลกรัม ผิวสีแดงถึงม่วงเข้ม ความหวาน 16-17 องศาบริกซ์

7.หงมี่หวง ผลค่อนข้างเล็กรูปไข่ยาวสีผลไม่แน่นอนผลสีเหลืองส่วนหัวสีแดงบางทีผลเป็นสีเขียว

8.มีหวง พัฒนาสายพันธุ์มาจากอ้ายเหวิน ผลขนาดกลางผลยาวกว่าอ้ายเหวินเล็กน้อยผิวสีเหลืองส้ม ส่วนหัวเป็นสีส้มแดง

9.สุ่ยมี่เถาหรือมะม่วงกลิ่นลูกท้อ ผลค่อนข้างเล็กรูปไข่เรียวยาว สีผลไม่แน่นอนเช่นกัน

10.ผิงกัวเหวินหรือแอปเปิ้ลแดง ผลกลมรูปหัวใจผลใหญ่มากผลค่อนข้างกลม น้ำหนัก1-1.5 กิโลกรัม ผิวจะเปลี่ยนจากสีม่วงเข้มเป็นสีแดงเมื่อแก่ ความหวาน 18 องศาบริกซ์

11.ไคเท่อหรือ เคียทท์ ผลใหญ่สีเขียวแก่ช้ากว่าเพื่อน มีความหวานน้อยติดเปรี้ยวและกลิ่นแรง 12.มะพร้าวปากีสถาน เป็นชื่อมะม่วงไม่ใช่มะพร้าว ผิวเปลือกสีเขียว ผลใหญ่คล้ายมะพร้าวและเนื้อกรอบคล้ายเนื้อมะพร้าว ผลขนาดเท่ามะพร้าวน้ำหอม น้ำหนัก1กิโลกรัมขึ้นไป รับประทานได้ทั้งผลแก่และผลสุก ผลแก่มีเนื้อกรอบหวานมัน

13.จินมี่หรือน้ำผึ้งทอง ผลสุกสีเหลืองเข้มสวยสดสะดุดตา รสชาติหวานมากมีกลิ่นหอม 14.จินซิง ผลใหญ่คล้ายยู่เหวินผิวสีแดงสวยแต่ที่ปลายผลมีจะงอยปากเหมือนกับมะม่วงซานหลิน น้ำหนักผลได้ถึง 1 กิโลกรัม

15.ไทนง เบอร์1 ผลคล้ายอ้ายเหวินผลค่อนข้างเล็กน้ำหนักระหว่าง 250-300 กรัมผิวสีเหลืองส้มความหวานมาก16-21 องศาบริกซ์

16.เฮยเชียง ผลขนาดกลางน้ำหนักระหว่าง 450-460 กรัม ผลผิวเปลือกเขียวเข้มสุกแล้วผิวยังเป็นสีเขียวเนื้อมีกลิ่นหอมคล้ายลำไย ความหวาน 16 องศาบริกซ์ เนื้อสีเหลืองส้ม

17.เซียงเหวิน ผลขนาดกลางผิวเปลือกสีเขียวผลสุกสีเหลืองประสีเขียวมีเสี้ยนน้อย รสหวานหอมความหวานประมาณ 16 องศาบริกซ์ แก่ช้ากว่าอ้ายเหวิน

18.จีตั้นหรือหนงหมินตั๋ง(คนละชนิดกับหนงหมินตั๋งอี้ฮาวหรือหนงหมินตั๋งเบอร์1)บางครั้งเรียก มะม่วงจิ๋ว มะม่วงไข่ไก่มีขนาดเล็กเท่าไข่ไก่ ผิวเปลือกสีเหลืองส้มส่วนหัวมีสีแดง เมล็ดลีบบางไม่มีส่วนที่จะเจริญเป็นต้นอ่อนอยู่ภายใน เพาะไม่งอก ถึงลูกเล็กก็จริงแต่ปริมาณเนื้อมีมาก ขนาดของผลไม่แน่นอน ถ้าบำรุงรักษาดีควบคุมให้ติดผลน้อย ผลจะใหญ่ได้และมีเมล็ดใน

19.กุ้ยเฟย ผลค่อนข้างยาวผิวสีแดงสดใส น้ำหนักระหว่าง 1-1.2 กิโลกรัม ความหวานเกิน16 องศาบริกซ์ เมล็ดบางเนื้อหนา เก็บไว้ได้นาน

20.ซีซือหรือไซซี ผลค่อนข้างยาวผิวสีแดงสด น้ำหนักระหว่าง 1-1.2 กิโลกรัม เนื้อแน่ ปริมาณเนื้อมาก ความหวานประมาณ 16 องศาบริกซ์

21.หงจูหรือไข่มุกแดง ผลป้อมรูปหัวใจขนาดใหญ่น้ำหนัก 1กิโลกรัมขึ้นไป ผิวเปลือกสีแดง แต่เนื้อมีเสี้ยน ความหวานของเนื้อด้านที่อยู่ใกล้เมล็ดประมาณ 15-17 องศาบริกซ์ ส่วนเนื้อที่อยู่ใกล้เปลือกยังแข็งและเป็นแป้งความหวานประมาณ 11-13 องศาบริกซ์

22.หงจินกัง ผลใหญ่กลมรูปหัวใจน้ำหนักถึง 1กิโลกรัม ผิวสีแดงเข้มสวยงาม

23.ซื่อจี้มี่หรือสี่ฤดูไต้หวัน ผลยาวขนาดกลางประมาณ 4 ขีดคล้ายมะม่วงโชคอนันต์ผิวสีเขียวผลสุกสีเหลืองสด ความหวานถึง20 องศาบริกซ์ กลิ่นหอมคล้ายน้ำผึ้ง

24.ซานหลิน ผลป้อมค่อนข้างแบน ผลสีส้มแดง มีจะงอยปากที่ปลายผลเห็นเด่นชัด

25.ม่านเหวินหรือม่านอ้ายเหวินคล้ายอ้ายเหวินผิวสีแดง แก่ช้า

26.หงหลาน ผลคล้ายยู่เหวินผิวสีแดง รสหวาน เนื้อหนา เมล็ดบาง

27.จินอี้ มาใหม่ ผลขนาดกลาง ผลป้อมค่อนข้างยาวผิวสีแดงส้ม

28.จินเต๋อหลง มาใหม่ มะม่วงจากจีนแผ่นดินใหญ่ค่อนยาวผิวสีแดงส้ม

29.ชิวเซียง มาใหม่ผลหนักประมาณครึ่งกิโลกรัมผิวสีส้มส่วนหัวสีแดง

30.หวงจินซือจือหรือลูกพลับทอง มาใหม่ มะม่วงมีผลต่างจากมะม่วงอื่นที่มีผลแบนคล้ายลูกพลับ ผลสุกมีสีเหลืองเรื่อๆฉ่ำน้ำหวานกลิ่นน้ำผึ้ง

พันธุ์หงมี่,พันธุ์ต้าหยวนเป่า,พันธุ์หวงมี่เหวินกำลังติดต่อนำเข้ามา บางพันธุ์ได้ขยายออกสู่ตลาดบ้างแล้ว บางพันธุ์อยู่ในระหว่างการขยาย ลุงเล็กมีพื้นที่สวนมะม่วง 7 ไร่ ไม่พอต่อการขยายพันธุ์มะม่วงจึงซื้อเพิ่มอีก 5 ไร่ในบริเวณใกล้กัน

วิธีการทาบกิ่ง การเลือกกิ่งของต้นพันธุ์ดีที่ต้องการจะทาบนั้น มักแนะนำให้เลือกกิ่งที่มีขนาดไล่เลี่ยกับขนาดของต้นตอ หรือใหญ่กว่าสักเล็กน้อย แต่ไม่แนะนำให้เลือกกิ่งใหญ่กว่าต้นตอมาก ควรเป็นกิ่งพันธุ์ที่กำลังเจริญเติบโต ไม่แคระแกรน กิ่งมีลักษณะกลม ไม่เป็นเหลี่ยม กิ่งพันธุ์ต้องไม่แก่กว่าต้นตอมากนัก และไม่มีโรคแมลงรบกวน ถ้าได้กิ่งที่ตั้งตรงจะดีมาก เพราะสะดวกในการทำงาน แต่สำหรับลุงเล็กข้อควรปฏิบัติดังกล่าวในการทาบกิ่งมะม่วงที่แนะนำกันนั้นลุงเล็กไม่ได้ปฏิบัติตาม ต้นพันธุ์ขนาดใหญ่กว่าต้นตอเท่าไหร่ก็ได้ไม่เป็นอุปสรรค์หรือเป็นปัญหาในการทาบกิ่ง ลุงเล็กทาบติดหมด ลุงเล็กมีคนงานที่มีฝีมือดีในการทาบจึงเป็นเรื่องง่ายๆในการทาบกิ่ง

ต้นตอที่ใช้ทาบกิ่งไม่จำเป็นต้องเป็นมะม่วงตลับนาคหรือมะม่วงป่า ใช้ต้นตอมะม่วงอะไรก็ได้ ตอนนี้ได้ใช้เมล็ดมะม่วงแก้วเขมร,มะม่วงแก้วพม่าข้างในสีชมพู ,มะม่วงโชคอนันต์ ส่วนมะม่วงกะล่อนถึงจะได้รับความนิยมกันมาก แต่ก็มีข้อเสียที่เมล็ดแน่นเต็มเปลือก แกะออกยาก ปีนี้ได้เพาะเมล็ดมะม่วงไว้ประมาณ 60,000 เมล็ด เคยเพาะสูงสุดไว้ประมาณ 400,000 เมล็ด เพื่อจำหน่ายเป็นต้นตอให้กับลูกค้า เมล็ดมะม่วงได้มาจากโรงงานแปรรูปมะม่วง สำหรับต้นตอพันธุ์ที่แข็งแรง เจริญเติบโตได้รวดเร็ว ออกรากจำนวนมาก ลุงเล็กบอกว่า ต้องเป็นต้นตอมะม่วงเขียวใหญ่ แต่เมล็ดมะม่วงเขียวใหญ่และต้นตอมีน้อย ดังนั้นให้ใช้ต้นตอพันธุ์อะไรก็ได้ที่มีอายุประมาณ 1 ปี อย่างน้อยขนาดของต้นตอควรเท่ากับหลอดกาแฟ เป็นการทาบตอเปลือย ที่ไม่ได้ใส่ตอในถุงก่อน ทาบก่อนหุ้ม ขุยมะพร้าวที่หลัง ปาดเอาเปลือกให้ติดเนื้อออกมาด้วยเหมือนกับการทาบกิ่งทั่วไป

ปาดจนรอบต้นจากนั้นนำต้นตอตัดรากมาทาบ ความยาวของต้นตอจากระดับคอดินลงไปประมาณ 5-7 เซนติเมตรจากคอดินขึ้นไปส่วนบน 5-7 เซนติเมตรหรือยาวกว่านี้ขึ้นอยู่กับขนาดของกิ่งพันธุ์ที่จะทาบ จะใช้ต้นตอกี่ต้นก็ได้ทาบจนรอบต้นพันธุ์ จำนวนต้นตอที่จะทาบขึ้นอยู่กับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของต้นพันธุ์ กิ่งเล็กขนาดทั่วๆไปใช้ 2 ตอ กิ่งขนาดเท่าแขนใช้ 8 ตอ 2ชั้น เคยใช้ต้นตอมากที่สุด 40 ตอทาบกิ่งเป็นมะม่วงจินหวงขนาดเท่าต้นมะพร้าว สูงประมาณ 6 เมตร ขายได้หมื่นกว่าบาท เมื่อได้รอบแล้วพันพลาสติกให้แน่น แล้วให้ทาบลงมาอีกชั้นทาบจนรอบอีกเช่นกัน นำแผ่นพลาสติกพันรอบโค่นที่ทาบไว้ชั้นล่าง มัดให้แน่ แผ่นพลาสติกทำเป็นตุ้มใส่ขุยมะพร้าว ตุ้มจะเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับขนาดของต้นพันธุ์เช่นกัน ต่อจากนั้นใส่ขุยมะพร้าวชุ่มน้ำหมาดๆไม่จำเป็นต้องผสมสารเร่งราก ลงไปจนเต็มแล้วอัดให้แน่นแล้วมัดที่เปราะบนก็จะเป็นตุ้ม ควั่นเอาเปลือกออกรอบต้นพันธุ์ใต้ตุ้มเพื่อเป็นการเตือน ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 2 เดือนไม่ต้องรดน้ำนอกจากน้ำภายในแห้งจึงใช้อัดเข้าไป รากจะงอกเต็มตุ้ม จึงเลื่อยกิ่งออกชำในเข่งใหญ่ รอลูกค้าที่สั่งไว้มารับ

ลูกค้ามีทั้งภายในและต่างประเทศลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย เช่นมาเลเซีย, บรูไน, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, บังคลาเทศ,อินเดีย,สิงคโปร์ซื้อไปปลูกที่เชียงใหม่เพื่อส่งผลผลิตกลับประเทศ,เช่นเดียวกับเกาหลีซื้อเป็นจำนวนมากไปปลูกที่เกาะกงของกัมพูชาแล้วส่งผลผลิตกลับประเทศ,ส่วนยุโรปมีสเปน,แอฟริกามีอียิปต์ ทั้งสเปนและอียิปต์นอกจากซื้อกิ่งพันธุ์ไปแล้วยังนำยอดมะม่วงมาแลกเปลี่ยนกัน

การดูแลรักษา การปลูกมะม่วงที่สวนปลูกในระยะชิด เพื่อต้องการให้ได้ต้นจำนวนมากในการผลิตกิ่งพันธุ์มากกว่าต้องเอาผลผลิต โดยปลูกแบบสลับฟันปลาระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 4 เมตร ใน1ร่องปลูกได้ 3 แถว การใส่ปุ๋ยแบ่งการใส่ออกได้เป็น 3 ระยะ คือระยะแรกเป็นการเร่งต้นหลังจากเก็บเกี่ยวผลหมดแล้ว ใช้ปุ๋ยสูตร 25-7-7 ในอัตราส่วนที่ลุงเล็กไม่ได้เป็นสัดส่วนตายตัวขึ้นอยู่กับขนาดของต้น ต้นหนึ่งใส่ 4 – 5 กำมือ ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ใส่ก่อนมีดอก ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ใส่ตอนผลแก่เพื่อเร่งความหวาน การปลูกในร่องสวนจึงไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำ คลองพระพิมลมีน้ำอยู่ตลอดปี แมลงศัตรูมะม่วงมีหลายชนิดแต่ชนิดที่ทำความเสียหายมากที่สุด คือ ด้วงงวงกรีดใบมะม่วง จึงต้องฉีดพ่นสารเคมีช่วงมะม่วงแตกใบอ่อน มีคนงาน 4 คนทำงานประจำอยู่ที่สวน ให้ทำงานตามหน้างานในแต่ละวัน เช่น ทาบกิ่ง ตัดกิ่งลงกระถาง ตัดแต่งกิ่งมะม่วง เพาะเมล็ดต้นตอ ดายหญ้า พ่นสารเคมี ใส่ปุ๋ย ขนลำเลียงกิ่งไปส่งลูกค้า

การห่อผล การห่อผลมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการส่งผลมะม่วงไปต่างประเทศ ที่ต้องปลอดจากสารเคมีตกค้าง,ปลอดจากโรคแมลงและให้มีผิวเปลือกที่สวย การห่อผลก็เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายจากโรคและแมลงศัตรูพืช และเป็นการเพิ่มความสวยงามของผิวผล การห่อผลจะส่งผลต่อการพัฒนาสีของผิวเปลือก มะม่วงจะเปลี่ยนสีผิวเมื่อผลเข้าสู่ระยะแก่ สารสีที่พบในมะม่วงผิวสีแดงมีอยู่ 3ชนิดคือ คลอโรฟิลล์, แคโรทีนอยด์และแอนโทไซยานิน นอกจากการห่อที่จะช่วยให้สีผิวเปลือกสวยแล้ว แสงยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสีผิวเปลือก แสงมีผลต่อการพัฒนาสีของผิวเปลือก การเปลี่ยนแปลงของสีผิวเปลือกมีความแตกต่างกันไปตามลักษณะประจำพันธุ์

ช่วงเวลาที่เหมาะกับการห่อผลย่อมแตกต่างกันตามแต่ละพันธุ์และสภาพแวดล้อม ในแต่ท้องถิ่นมีการปฏิบัติการห่อที่แตกต่างกัน บางพื้นที่ห่อผลเมื่อมีขนาด 5 เซนติเมตรหรือประมาณ 30 วันหลังจากติดผล พื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงควรห่อเมื่อผลมีขนาด 8- 12 เซนติเมตรหรือประมาณ 40 วันหลังจากติดผล สำหรับลุงเล็กจะเริ่มห่อเมื่อมะม่วงมีผลใหญ่ขนาด 8 เซนติเมตรขึ้นไปหรือประมาณ 1 เดือนครึ่ง โดยปลิดผลที่ไม่สมบูรณ์ออกเลือกห่อเฉพาะผลที่สมบูรณ์ ถุงที่ใช้ห่อมี 2ชนิดคือถุงขาวขุ่นกันน้ำได้ ถุงจะบางและเบาค่อนข้างโปร่งแสง กับถุงคาร์บอน 2 ชั้นหรือถุงดำ ด้านนอกเป็นกระดาษมันสีน้ำตาลอ่อนกันน้ำไม่ให้ซึมเข้าและด้านในเป็นกระดาษคาร์บอนสีดำบุไว้เพื่อกันแสง ลุงเล็กมีความคิดเห็นว่า การห่อห่อเร็วเท่าไรก็จะได้ผิวสีสวยสดมากขึ้น แต่โอกาสเสี่ยงกับการร่วงของผลก็มีมากเช่นกัน ตัดสินใจเอาเองว่า ต้องการปริมาณผลมากหรือต้องผลมีคุณภาพสีผิวเปลือกสวยแต่มีจำนวนน้อย

มะม่วงพันธุ์มีสีผิวเปลือกแดงถ้าไม่ใช้ถุงห่อปล่อยให้ได้รับแสงตามธรรมชาติ ผิวจะเป็นสีแดงเข้มจัดหรือมีสีม่วงเข้ม จะมีความเข้มและอ่อนของสีที่เกิดขึ้นในแต่ละส่วนไม่เท่ากัน ผลมักมีนวลขาวปกคลุมมาก มะม่วงที่ได้รับแสงแดดผิวจะแดงเข้มสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง แต่ต้องพ่นสารเคมีทุก7หรือ10 วันเพื่อป้องกันแมลงวันทองเจาะวางไข่ ส่วนผลที่ไม่ถูกแสงหรืออยู่ใต้ร่มทรงพุ่มใบผลมักมีผิวสีเขียวมีสีแดงเรื่อๆที่ส่วนหัว หากใช้ถุงขาวห่อมะม่วงพันธุ์มีสีผิวเปลือกแดง จะทำให้ผลมีสีผิวเปลือกเขียวเข้มไม่สวย แต่สำหรับในประเทศที่มีอากาศหนาวบางพื้นที่การใช้ถุงขาวห่อผลจะช่วยให้ผลมีสีผิวเปลือกแดงได้ เช่น มะม่วงพันธุ์อ้ายเหวินในไต้หวัน เกษตรกรใช้ถุงสีขาวห่อมะม่วงอ้ายเหวินเป็นส่วนใหญ่และได้ผลที่มีสีผิวเปลือกแดง การใช้ถุงดำหรือถุงคาร์บอน 2 ชั้นหรือถุงดำห่อกับมะม่วงสีผิวเปลือกแดง จะทำให้ได้สีผิวเปลือกสีแดงสวยเสมอกันทั่วทั้งผลและถ้าใช้ถุงดำห่อมะม่วงสีผิวเปลือกสีเขียวจะทำให้มะม่วงมีสีผิวเปลือกเป็นสีเหลืองอร่ามงามตา ดังนั้นถุงดำหรือถุงคาร์บอน 2 ชั้นจึงใช้ห่อได้ทั้งมะม่วงสีผิวเปลือกแดงและมะม่วงสีผิวเปลือกเขียว

ลุงเล็กและทีมงานได้เปิดอบรมการทาบกิ่งและการดูแลรักษามะม่วงให้กับประชาชนทั่วไป ตั้งแต่ปี 2557 อบรมไปแล้วได้ 8 รุ่นๆละ40-50 คนมาจากทั่วประเทศเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้วิชา ลุงเล็กได้เปิดเผยเทคนิคการทาบกิ่งมะม่วงขนาดใหญ่ทุกขั้นตอน มีสถานีโทรทัศน์หลายช่องมาถ่ายทำวิดีทัศน์ เพื่อนำไปเผยแผ่ออกอากาศรายการโทรทัศน์ เช่น รายการรอยยิ้มของแผ่นดิน,รายการมอร์นิ่งไลฟ์ นิตยสารเกษตรที่มาสัมภาษณ์ เช่น เกษตรโฟกัส ,เคหการเกษตร หากมีนิตยสารรายใดให้เสียค่าใช้จ่ายเพื่อลงในนิตยสารลุงเล็กจะปฏิเสธทุกครั้งไป ชาวต่างชาติที่เข้ามาถ่ายทำรายการโทรทัศน์มีมาจาก อินโดนีเซีย,เมียนมาร์ ชาวต่างชาติได้เข้ามาดูงานที่สวนได้แก่ สเปน, อียิปต์

สวนมะม่วงของลุงเล็กค่อนข้างจะไปยากสำหรับผู้ไม่คุ้นเคยเส้นทาง เส้นทางที่ง่ายให้ไปยังตลาดน้ำไทรน้อย จากนั้นข้ามสะพานไปประมาณ 1 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายออกถนนไปบางเลนอีก 1 กิโลเมตรมีศาลาริมทางให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนคลองชลประทานขับเรื่อยไปจนถึงประตูน้ำเลี้ยวขวาข้ามสะพาน ให้นับไปจนถึงเสาไฟฟ้าเลขที่ 111 เพราะบริเวณนั้นไปมีอะไรเป็นที่สังเกต แล้วเลี้ยวลงสวน หรือโทรถามเส้นทางกับลุงเล็กจะสะดวกขึ้น ถ้ามาจากบางเลน-ปทุมธานี พอข้ามสะพานคลองพระพิมลทางเข้าสวนอยู่ทางขวามือให้เลี้ยวซ้ายกลับรถลอดใต้สะพานเข้าถนนแยกขวามือไปอีกประมาณ2กิโลเมตรกว่า จนถึงเสาไฟฟ้าเลขที่ 111 เส้นทางนี้สะดวกง่ายดี
มะม่วงไต้หวันที่มีอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการสั่งนำเข้ามาโดยลุงเล็ก ลุงเล็กจึงเป็นผู้สร้างตำนานมะม่วงไต้หวัน เมื่อได้มาแล้วไม่มีการตั้งชื่อใหม่ คงใช้ชื่อเดิมของเขาเพื่อเป็นการเคารพและให้เกียรติเจ้าของเดิม อีกทั้งเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับประชาชนในอนาคต และไม่เคยประกาศตนเองว่า เป็นผู้ผสมพันธุ์มะม่วงใหม่ขึ้นมาเอง เพื่อความสะดวกในการมาพบลุงเล็กควรมาที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ หรือโทรศัพท์ 081-445-8792 และ 099-0508009

คงไม่ต้องอ้างอิงเอาหลักฐานเค้าความมาบอกกล่าวกันอีก เรื่องมะขามที่มีมาเป็นตำนานพืชผล ที่เป็นทั้งพืชสมุนไพร เป็นทั้งไม้ผลพืชสวน เป็นพืชผักประจำครัวและมื้ออาหาร เป็นแม้แต่ลูกอม ขนมหวานของขบเคี้ยวและเครื่องดื่ม อีกสารพัดที่ผู้คนทั่วไปได้รู้จัก แม้แต่ได้เคยชิม ซื้อ พบเห็น หรือเคยปลูกกันมาแล้ว ถึงต้องบอกว่า คงไม่ต้องหาหลักฐานอ้างอิงมาบอกกล่าวเล่าความกันอีก เชื่อเหลือเกินว่า แค่กล่าวถึง “มะขาม” ทุกคนรู้กันแล้ว และเวลานี้คงนึกเปรี้ยวปาก อยากออกไปซื้อหา หรือว่าออกไปเด็ดสอยมะขามอ่อนจากต้นข้างรั้วมาจิ้มกะปิ น้ำปู พริกเกลือ เอามะขามสดมาตำน้ำพริก มะขามดองแช่อิ่มมาแกล้มเหล้า หรือหามะขามเปียกมาใส่ปรุงแกงส้ม แม้แต่ลูกอมมะขาม แก้ง่วงเวลาขับรถ

มะขามที่เรารู้จักกันมีอยู่ 2 อย่าง คือ มะขามเปรี้ยว กับมะขามหวาน เรื่องมะขามหวานที่ระยะหลังๆ ไม่หวาน เพราะราคาผลผลิตไม่ได้ใจเลย จากกิโลละเป็นร้อยสองร้อย เหลือไม่ถึง 50 บาท ชาวสวนมะขามหวานที่สู้ทนเห่อปลูกตามความนิยมเมื่อห้าปีสิบปีก่อน มาตอนนี้ชักยิ้มไม่หวานแล้ว ด้วยเหตุผลหลายอย่างที่ต้องทำใจให้ได้ โดยเฉพาะมะขามอินทรีย์ ที่ไม่มีใครกล้าการันตีในความปลอดภัยได้มาตรฐานอินทรีย์ ตามที่ผู้บริโภคต้องการ

มะขามเปรี้ยว ที่ย้อนรอยเมื่อห้าปีสิบปีก่อน ที่มะขามหวานฮ็อตฮิต ชาวบ้านพากันตัดโค่นแปรเปลี่ยนเป็นมะขามหวาน หรือต้นไม้อื่นกัน ที่เหลือติดพื้นที่อยู่ก็ไม่ได้เหลียวแล น่าเสียดายที่การปรับเปลี่ยนตอนนั้น ทำให้เกิดผลในวันนี้ มะขามเปรี้ยวขาดตลาด ราคามะขามสด มะขามเปียก แพงมากๆ หายากด้วย เวลานี้มีหลายพื้นที่พยายามฟื้นสวนมะขามเปรี้ยวขึ้นมาใหม่ คงต้องใช้เวลาอีกนานพอดู ที่จะให้มีมะขามเปรี้ยวไว้ให้กินให้ใช้สมบูรณ์เหมือนเมื่อก่อนโน้น

มะขามเปรี้ยว หรือ ทามมาริน (TAMARIND) เป็นพืชในวงศ์ เลกกุมมิโนซาอี (LEGUMMIINOSAE) ชื่อวิทยาศาสตร์ Tamarindus indica Linn. เป็นพืชพื้นเมืองของทวีปแอฟริกา ปัจจุบันพบปลูกในประเทศเขตร้อนทั่วไป เป็นพืชที่คนไทยคุ้นเคยมาก รู้จักกันมานานมาก เป็นไม้ที่ให้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง และที่สำคัญ คนไทยมีความเชื่อศรัทธาเป็นไม้มงคล ปลูกเบื้องทิศตะวันตก ทำให้เป็นที่เกรงขามของผู้อื่น เรียกว่าสร้างบารมีให้กับบ้านและคน หรือใช้เป็นองค์ประกอบในการสะเดาะเคราะห์ ร่วมกับใบส้มป่อย เพื่อเป็นการปลดปล่อยและให้เกิดความเกรงขาม ปัดทุกข์ปัดเป่าความเจ็บป่วย เป็นไม้ที่ให้ทั้งอาหาร เป็นยา เป็นวัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้ไม้สอย เป็นเศษวัสดุเกษตรที่มีคุณค่า ใบแห้งเป็นอินทรียวัตถุปรับปรุงดิน ผสมดินปลูกพืช เช่น ไม้กระถาง ทำปุ๋ยหมัก กิ่งมะขามทำด้ามง่ามหนังสติ๊ก เผาถ่าน ทำเชื้อเพลิงหุงต้มอาหารความร้อนสูง ต้นใช้ทำเขียงคุณภาพดีเยี่ยม ทำเครื่องเรือน สร้างบ้าน ฯลฯ

ความเชื่อแต่โบราณว่า มะขามเป็นไม้พยากรณ์ทำนายสภาพดินฟ้าอากาศ ปีไหนมะขามฝักว้อง หรือโค้งงอมากจนเป็นวงติดกัน ทำนายว่าในปีนั้นจะมีความหนาวจัด ปีนี้ไปดูฝักมะขามเปรี้ยวที่ต้นกันหรือยัง มะขามเปรี้ยวเป็นไม้ที่แตกกิ่งก้านสาขามาก ให้ร่มเงาได้ดี มีปลูกมากทั้งในเมืองและชนบท กรุงเทพฯ ก็ต้องคิดถึงสนามหลวง ออกมาต่างจังหวัดจะพบเป็นไม้ริมทางหลวงตลอดเกือบทุกสายทุกภูมิภาค แถบชุมชนหมู่บ้านต่างๆ มักปลูกกันตามหัวไร่ปลายนาและริมรั้ว รั้วบ้านที่ขุดร่อง โรยเมล็ดมะขามไว้ สักแค่ปีเดียวได้รั้วที่มีชีวิต ให้ทั้งความสวยงาม แข็งแรง และมีประโยชน์มากมาย

มะขามเปรี้ยวที่ปลูกกันอยู่ แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามลักษณะฝัก คือมะขามรุ่นเก่า ที่มีฝักดกแต่เป็นฝักเล็กๆ กลม ยาวเรียวเหมือนนิ้วมือเรา เรียก “มะขามขี้แมว” ไม่ค่อยได้ซื้อขายเป็นเงินเป็นทองกันนัก จะได้ประโยชน์จากเมล็ด ยอดอ่อน ฝักอ่อน กิ่ง ลำต้น ส่วนมะขามเปรี้ยวที่เป็นที่นิยมกัน คือมะขามฝักใหญ่ บางพันธุ์ก็ให้ทั้งใหญ่ ยาว บางพันธุ์ก็แบนใหญ่ยาว เรียกว่า “มะขามกระดาน” มะขามเปรี้ยวกระดานนี้เป็นที่นิยมปลูกกันเป็นพืชการค้า เพราะให้ผลผลิตที่มาก อัตราการให้เนื้อมะขามถึงร้อยละ 41 ต่างจากมะขามขี้แมวที่ให้เนื้อเพียงร้อยละ 27

มะขามเปรี้ยวที่มีลักษณะดี คือฝักโต ฝักตรง เนื้อมาก เป็นที่ต้องการของตลาดมาก โดยเฉพาะตลาดมะขามเปรี้ยวดิบ เพื่อแปรรูปเป็นมะขามดองและแช่อิ่ม มะขามดิบที่แก่แต่ยังไม่แก่จัดถึงเมล็ดเปลี่ยนสี ตลาดต้องการมาก ปีนี้มะขามเปรี้ยวมีน้อย ราคาอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าแพง ขาดตลาดด้วย แต่ก็ยังพอมีถ้าเสาะหากันจริงๆ จากตลาดมะขามสดหรือมะขามดิบที่ราคาแพงล่อใจให้ชาวบ้านตัดมะขามดิบขาย เกิดผลทำให้ปัญหาขาดแคลนมะขามเปียกขึ้นตามมา มะขามเปียกคือมะขามแก่จัด ที่เปลือกกรอบ แกะง่าย เมล็ดดำหรือน้ำตาลเข้มแล้ว ชาวบ้านนำมะขามแก่มาแกะเปลือก แกะเอาเมล็ดในออก ปั้นเป็นก้อน ขายกันกิโลละเป็นร้อย และหายากด้วย

การปลูกมะขาม ขึ้นได้กับดินทุกชนิด สภาพดินเลว มะขามจะเป็นพืชช่วยปรับปรุงดิน เพราะมะขามเป็นพืชตระกูลถั่ว ใบ เปลือก กิ่งเล็กเมื่อย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย เจริญเติบโตดีในสภาพดินเหนียว ทนแล้ง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด กิ่งทาบ ติดตา ต่อกิ่ง เสียบกิ่ง แต่นิยมกิ่งทาบและกิ่งติดตา ต่อกิ่งมากเพราะโตเร็วให้ผลเร็ว หรือที่มีต้นเดิมมะขามเปรี้ยว มะขามหวาน แนะนำให้ใช้วิธีเปลี่ยนยอด เอาพันธุ์ดีที่ต้องการมาเปลี่ยนยอดต้นเดิมได้ผลเร็วมากกว่า

พันธุ์มะขามเปรี้ยวที่นิยมปลูกกัน มี 2 สายพันธุ์ คือสายพันธุ์ศรีสะเกษ 019 และพันธุ์ศรีสะเกษ 014 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ประมาณ 9.13 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี ซึ่งเป็นผลผลิตที่สูงกว่ามะขามเปรี้ยวทั่วไปถึง 41% ฝักใหญ่ประมาณ 65 ฝัก ต่อ 1 กิโลกรัม มีค่าความเป็นกรดทาร์ทาริก สูง 14-19% ระยะปลูกที่แนะนำ 8×8 เมตร จะได้ 25 ต้น ต่อไร่ หลุมปลูก 60x60x60 เซนติเมตร สลับดินชั้นบนลงล่างก้นหลุมผสมปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก ดินชั้นล่างกลบบนหลุมปลูก

มะขามเปรี้ยวมีประโยชน์มากมาย ประโยชน์ทางยา มีสรรพคุณขับเสมหะและโลหิต ใบต้มกับหอมแดงโกรกหัวเด็กเมื่อเป็นไข้หวัด คัดจมูก เนื้อมะขามแก้ท้องผูก แก้ไอ ลดอาการร้อนใน เนื้อมะขามรวมกับเกลือและข่าเป็นยาขับเลือดขับลม เนื้อผสมปูนแดงทาแก้ฝี น้ำมะขามเปียกผสมเกลือให้หญิงหลังคลอดดื่มล้างเลือดตกค้างภายใน เมล็ดเป็นยาขับพยาธิไส้เดือน เปลือกต้นฝาดสมานแผล ฯลฯ ฝักมะขามเปรี้ยวมีสารแคลเซียม และวิตามินซีสูงมาก รวมทั้งยอดมะขามอ่อน ให้ทั้งเส้นใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี ไนอะซิน สูงมากเช่นกัน

แรกทีเดียวตั้งใจจะเขียนเฉพาะเจาะจงถึง “สวนคีรีบัญชร” ที่อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด ของ คุณมานพ ทองศรีสมบูรณ์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาเกาะช้าง ซึ่งเป็นสวนเกษตรอินทรีย์ต้นแบบของการนำหลักธรรมชาติ “การห่มดิน” มาดูแลสวนทุเรียนให้ผลผลิตปลอดสารเคมี 100% แต่เมื่อได้พูดคุยถึงแนวความคิดไอเดียสร้างสรรค์ เป้าหมายของการทำงานในสถานะของ ผู้จัดการ ธนาคาร ธ.ก.ส. สาขาเกาะช้างแล้ว มีเรื่องราวดีๆ ที่ ผู้จัดการคนนี้ทำอยู่และมุ่งมั่นที่จะทำ เพื่อสร้างคุณค่าให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นแบบอย่างที่ดีมีประโยชน์ต่อเกษตรกรและสังคม จึงเปลี่ยนใจยกเรื่องราวที่น่าสนใจหลายๆ เรื่องของคุณมานพมาแชร์ความคิดออกไปให้กว้างขวางน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

สวนคีรีบัญชร เกษตรอินทรีย์ ปลูกทุเรียน “ห่มดิน”

คุณมานพ เล่าว่าซื้อสวนทุเรียนที่เกาะช้างมาตอนนั้น 8-9 ปีมาแล้ว สภาพเดิมๆ เสื่อมโทรมมาก เป็นทุเรียนอายุ 50 ปี มีจำนวน 50 ต้น มีหนอนเจาะลำต้น ดูแล้วจะไม่รอด จึงเริ่มเรียนรู้ฟื้นฟูสภาพดิน ต้นทุเรียนเพื่อที่จะรักษาต้นทุเรียนเก่าไว้ให้ได้มาโดยตลอด เมื่อปี 2559 นี้เอง ได้ทดลองนำ “วิธีห่มดิน” เป็นวิธีธรรมชาติมาฟื้นฟู ตามคำแนะนำจาก คุณเดชากิตต์ พูลเกษม และไปดูงานที่จังหวัดชุมพร เห็นว่าใช้ได้ผลดีจึงนำมาทดลองใช้กับสวนทุเรียนเมื่อกลางปีที่แล้ว

การห่มดิน คือ ทำให้จุลินทรีย์เติบโตเป็นปุ๋ยธรรมชาติง่ายๆ เริ่มจาก การนำขี้ช้างมาหมักทำปุ๋ยจุลินทรีย์ นำมาใส่เป็นปุ๋ยโคนต้นแล้วใช้ฟาง เปลือกมะพร้าว มาปิดคลุมดินไว้ เมื่อให้น้ำตามปกติหรือมีฝนตก ดินจะชุ่มชื้น มีไส้เดือน กิ้งกือ ช่วยทำให้ดินเป็นปุ๋ย รากงอกเจริญเติบโตได้ดี
ส่วนต้นทุเรียนจะปล่อยให้ตะไคร่น้ำเกาะเต็มต้นตามธรรมชาติเพราะฝนตก ด้วยอากาศชุ่มชื้น จึงคิดนำต้นพริกไทยมาเกาะบนต้นทุเรียน ตามที่ไปดูงานที่ชุมพรมา ปรากฏว่าผ่านมา 8-9 เดือน เติบโตดีมาก ให้เมล็ดดก สามารถเก็บไปตากแห้งจำหน่ายเป็นรายได้เสริมให้กับสวนทุเรียนได้

คุณมานพ เล่าต่อว่า สมัครเว็บบาคาร่า การห่มดินยังอยู่ในช่วงที่ทดลองทำ จะช่วยลดต้นทุนและช่วยเหลือชาวบ้านในท้องถิ่น เพราะใช้ปุ๋ยขี้ช้างจากปางช้างบนเกาะ มีถึง 7 แห่ง ใช้มาทำปุ๋ยหมักราดจุลินทรีย์ทิ้งไว้ 15 วัน ทำไว้ 50 ตัน ไว้ใช้ใส่โคนทุเรียนรอบๆ ต้น ต้นละ 3-4 กิโลกรัม ปิดด้วยเปลือกหรือกาบมะพร้าว หาได้ง่ายบนเกาะช้าง เดิมเจ้าของเผาหรือทิ้งทำลาย รับซื้อมาทำปุ๋ยและใช้ห่มดินช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้

หากเกษตรกรชาวสวนบนเกาะช้างมีเองนำไปใช้ในสวนได้ไม่ต้องสิ้นเปลือง ปล่อยให้ทุเรียนเติบโตในสภาพป่าด้วยวิธีธรรมชาติป่า เพราะจริงๆ ทุเรียนคือไม้ป่า ส่วนการนำพริกไทยมาเกาะต้นทุเรียนมั่นใจว่าต้องเติบโตดี เพราะเดิมมีสปอร์ของกล้วยไม้พื้นเมือง “แส้พระอินทร์” มาเกาะเจริญเติบโตตามธรรมชาติแล้ว นำไปแยกกอขยายพันธุ์เพาะเลี้ยงไว้ได้จำนวนมาก 300-400 กอ สำหรับพื้นที่ว่างๆ ในสวนสามารถปลูกกล้วย บลูเบอร์รี่ ปะปนอยู่กับสวนทุเรียนสร้างรายได้ได้เช่นกัน

“หากการทดลองห่มดินประสบความสำเร็จ ยินดีจะเป็นต้นแบบเป็นศูนย์เรียนรู้แห่งหนึ่งของเกาะช้าง ณ ปัจจุบัน ชาวสวนทุเรียนบนเกาะช้างยังไม่ยอมรับวิธีการห่มดิน กลัวโรครากเน่า โคนเน่า จะทำโคนต้นทุเรียนโล่งเตียน ไม่มีใครกล้าห่มดิน แต่สวนคีรีบัญชรทำ เพราะต้องการทดลองเพื่อให้เป็นสวนอินทรีย์100% ถ้าทำได้เกษตรกรชาวสวนและผู้บริโภคจะปลอดภัยจากสารพิษ เดือนเมษายนทุเรียนมีผลเก็บเกี่ยวได้จะเป็นทุเรียนอินทรีย์อย่างแท้จริง เตรียมจำหน่ายเป็นผลพร้อมบริโภคและแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นทุเรียนกวน ไอศกรีมทุเรียน” คุณมานพ กล่าว