จุดหักเหชีวิต จากมนุษย์เงินเดือนมุ่งสู่บ้านเกิด ทำนาข้าวอินทรีย์

คุณองค์อร พิพัฒธาดา เล่าถึงอดีตให้ฟังว่า เธอเคยทำงานเป็นพนักงานหลายหน่วยงานอยู่ที่กรุงเทพฯ มาก็หลายปี สามี คุณไพวัลย์ พิพัฒธาดา เคยทำงานด้านครีเอทีฟ โฆษณา มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านงานโฆษณาและการตลาด เป็นคนแข็งแรงมาก ก็มาเป็นโรคไตวาย จนต้องปลูกถ่ายไตใหม่ เธอมีลูก 2 คน ลูกสาวคนโตศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง แต่เป็นโรคเลือดธาลัสซีเมีย ลูกชายคนเล็กเป็นดาวน์ซินโดรม เธอกับสามีได้เก็บหอมรอมริบได้เงินก้อนหนึ่งกลับบ้านเกิด ช่วงเวลาและจังหวะมีโอกาสที่ดีได้ซื้อที่นาที่พ่อแม่ของเธอเคยเช่าเขาทำนา ด้วยความที่ครอบครัวมีสุขภาพไม่ค่อยจะสมบูรณ์มากนัก จึงดูแลสุขภาพด้วยการกินอาหารที่ต้องถูกหลักอนามัยกับสภาพของร่างกายคนในครอบครัว อาทิ กินข้าวกล้อง ตนเองจึงต้องมาฟื้นฟู พัฒนาผืนนาเป็นนาข้าวอินทรีย์เพื่อตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพของคนในครอบครัว

คุณองค์อร บอกว่า บ้านเกิดของตนเองที่ อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ซึ่งมิใช่เป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญ จึงไม่ได้รับการส่งเสริมด้านการเกษตรเท่าที่ควร ไม่มีระบบชลประทาน ทำนาก็ได้เพียงช่วงฤดูฝนเท่านั้น จึงต้องพยายามช่วยตนเองและพึ่งพาตนเองเป็นหลัก กอปรกับสภาพพื้นที่ของอำเภอลองเป็นแอ่งกระทะ มีเทือกเขาใหญ่น้อยสลับซับซ้อน ถูกล้อมรอบด้วยภูเขา มีทุ่งราบเพียงเล็กน้อย และเป็นที่ราบแบบขั้นบันได หรือพื้นที่สูงสลับกับพื้นที่ต่ำในนาผืนเดียวกัน แต่ก็มีจุดแข็งที่มีสภาพอากาศที่เย็นสบายแทบจะไม่มีมลภาวะใดๆ จึงมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงน้อยมาก ข้าวที่ปลูกจึงเจริญงอกงามดี มีความนุ่มและหอมมากเป็นพิเศษ ทำให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อแล้วกลับมาซื้ออีก

คุณองค์อร บอกว่า ปีก่อนๆ ทำนาข้าวอินทรีย์ในเนื้อที่ 16 ไร่ ได้ผลผลิตแต่ละปี 9.00-9.20 ตัน ข้าวเปลือก ผลผลิตต่อไร่ 580 กิโลกรัม ซึ่งผลผลิตที่ได้ไม่มีความแตกต่างกับการทำนาโดยใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี แต่สามารถลดต้นทุน อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่า

“ปลูกข้าวอินทรีย์หลายสายพันธุ์ มีทั้ง ข้าวหอมมะลิ หอมมะลิแดง หอมนิล ไรซ์เบอร์รี่ ข้าวเหนียวก่ำ โดยเปลี่ยนสายพันธุ์ตามการคาดการณ์ตลาดแต่ละปี” เจ้าของบอก สำหรับปีการผลิต 2561 คุณองค์อร บอกว่า ปลูกข้าวอินทรีย์ ในเนื้อที่เท่าเดิม คือ 16 ไร่ ใช้สายพันธุ์ทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว ได้แก่ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 หอมมะลิแดง หอมนิล ไรซ์เบอร์รี่ ข้าวเหนียวก่ำ ข้าวธัญสิริน คาดว่าจะได้ผลผลิตเป็นข้าวเปลือก 9-10 ตัน

พื้นนาก่อนปลูกข้าวอินทรีย์ ปลูกพืชบนคันนา
คุณองค์อร เล่าว่า ทุกๆ ปี หลังการเก็บเกี่ยวข้าวในนาแล้ว จะไม่มีการเผาตอซัง ฟางข้าว ก็จะนำมาเกลี่ยไว้ในแปลงนา แล้วไถกลบตอซังและฟางข้าว ระหว่างที่พื้นนาว่างเปล่ารอฤดูกาลใหม่ก็จะปลูกพืชอย่าง ถั่วลิสง หรือพืชที่มีประโยชน์และขายได้ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ให้แก่พืชถือเป็นการปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินไปในตัว เมื่อเข้าสู่ฤดูทำนา ก็จะไถดะ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์อีกครั้ง จากนั้นทิ้งหรือตากพื้นนาไว้ 2-3 สัปดาห์ ช่วงนั้นจะมีวัชพืชพวกหญ้าขึ้นมา ก็จะไถแปร เพื่อให้หญ้าตายและกลายเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติ แล้วก็ไถคราดตีดินเป็นการปรับระดับของพื้นนาให้เรียบเสมอกัน รวมไถนา 3 ครั้ง คือ ไถดะ ไถแปร คราดดินและทำเทือก จนเมื่อดูสภาพดินมีความพร้อมแล้วก็จะลงมือปลูกข้าว

ระหว่างที่เตรียมดินก็จะเพาะกล้าข้าวในถาดเพาะกล้าที่เป็นหลุม ซึ่งจะใช้เวลาตั้งแต่ข้าวงอกจนถึงพร้อมปลูก 15 วัน ก็จะพอดีกับที่เตรียมพื้นนาเสร็จ คันนาข้าวของคุณองค์อร มีความกว้างมาก 1.5-2.0 เมตร คุณองค์อร บอกว่า มันมีประโยชน์ เพราะระหว่างคันนาจะปลูกพืชเป็นแนวกันชน เช่น หญ้าแฝก ตะไคร้หอม ดอกทานตะวัน เป็นต้น และปลูกพืชที่ขายได้ เช่น ตะไคร้ กล้วย มะละกอ มะเขือ พริก ถั่วฝักยาว ถั่วพู เป็นต้น

ทำนาโยนแบบประณีต เหมาะสมที่สุด

คุณองค์อร อธิบายถึงเหตุผลว่า ใช้วิธีการทำนาโยน เพราะพื้นนาข้าวจะมีความโปร่ง โล่งดี จะมีแมลงฝ่ายดีมาอาศัยเต็มผืนนาไว้คอยต่อสู้กับแมลงร้ายให้ต้นข้าว เป็นการงดการใช้สารเคมีไปในตัว เธอบอกถึงเคล็ดลับว่า ให้มีน้ำในแปลงนา ประมาณ 1 เซนติเมตร หรือปล่อยให้น้ำในแปลงนาน้อยที่สุดก่อนโยน จะทำให้ต้นกล้าไม่ลอย

คุณองค์กร อธิบายเพิ่มเติมว่า วิธีการทำนาข้าวอินทรีย์ของเธอเป็นการทำนาแบบประณีต ใช้วิธีการทำนาโยน ซึ่งวิธีการโยนกล้าข้าว จะโยนกล้าให้เป็นแถวคล้ายกับการปักดำ จึงเกิดเป็นนวัตกรรมการผลิตข้าว วิธีการใหม่ที่สามารถเข้าจัดการวัชพืชได้ง่ายกว่าวิธีการโยนกล้าข้าวทั่วๆ ไป แต่การโยนกล้าต้องใช้ความชำนาญในการโยนเป็นพิเศษในการกะระยะ มิฉะนั้นกล้าข้าวจะไม่เป็นแถวเป็นแนว ยากต่อการปฏิบัติงานในแปลงนา ระหว่างต้นข้าวเจริญเติบโต จะใส่ปุ๋ยอินทรีย์ประเภทปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด น้ำหมักชีวภาพ ส่วนการป้องกันโรคและแมลงศัตรูข้าว คุณองค์อรจะใช้น้ำสกัดสมุนไพรที่ใช้วัตถุดิบจากยาสูบ บอระเพ็ด ใบและเมล็ดสะเดา มะรุม ข่า ตะไคร้หอม ใบมะกรูด และใช้สารชีวภัณฑ์ ไตรโคเดอร์มา (Trichoderma) ที่ผลิตขึ้นเองโดยการขยายเชื้อ

พิถีพิถันดูแลข้าวในแปลงนา

เดินสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสังเกตโรคแมลงที่อาจจะเข้ามาในแปลง
กำจัดวัชพืชในแปลงอย่างสม่ำเสมอ ใช้แรงงานคนและประยุกต์ใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับพื้นที่
ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และให้น้ำตามระยะเวลาและความต้องการในแต่ละช่วงการเติบโตของต้น ใช้สารชีวภัณฑ์ วิธีกล และน้ำสกัดสมุนไพรที่ผลิตขึ้นเอง
ข้อดี ของการทำนาข้าวอินทรีย์แบบประณีต

– ลดต้นทุนการผลิตข้าว

– ง่ายต่อการจัดการดูแลป้องกันโรค แมลง และการจัดการวัชพืชในแปลง

– เป็นวิธีการผลิตที่รักษาระบบนิเวศทางด้านการเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

– เป็นการผลิตมุ่งสู่การพัฒนาทางด้านการเกษตรแบบยั่งยืน ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

– ขั้นตอนการผลิตข้าวมีความปลอดภัยต่อคุณองค์อรเอง ผลผลิตมีคุณภาพ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

คุณองค์อร กล่าวว่า การปลูกข้าว การดูแลข้าว การเก็บเกี่ยวข้าวของเธอ มีการรักษาข้าวด้วยกระบวนการเกษตรอินทรีย์ (Organic Farming) อย่างแท้จริง

ไม่ใช้สารเคมีในทุกกระบวนการ
ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ฮอร์โมนเร่งการเติบโต หรือเร่งผลผลิต
ไม่ใช้การรมควันในการเก็บรักษาข้าวและกำจัดมอด
ไม่เผาตอซังข้าวให้เกิดควัน แต่ใช้วิธีไถกลบให้เป็นปุ๋ยในดิน
ได้รับ GAP จาก กรมการข้าว

คุณองค์อร กล่าวว่า ข้าวอินทรีย์ของเธอได้รับใบรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) จากกรมการข้าว เมื่อปี พ.ศ. 2559 จากการปฏิบัติตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม ซึ่ง คุณองค์อร ได้ปฏิบัติดังนี้

แหล่งน้ำที่ใช้ในแปลง เป็นน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่ไหลมาตามลำธารรอบๆ แปลงนาของคุณองค์อร
แปลงนาที่เป็นพื้นที่ปลูกข้าวไม่มีสารตกค้าง รอบๆ แปลงนามีพรรณไม้หลากหลายชนิดปลูกเป็นแนวกันชน และไม่ใช้เครื่องจักรกล
ไม่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตรที่เป็นอันตราย
มีระบบการผลิตก่อนการเก็บเกี่ยว ตั้งแต่การคัดเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ ไม่มีข้าวพันธุ์อื่นปะปน มีการดูแลสำรวจแปลงสม่ำเสมอ และมีการป้องกันกำจัดศัตรูพืช จึงไม่มีโรคแมลง
มีการจัดการเก็บเกี่ยวข้าวและลดความชื้นของข้าวเปลือกอย่างถูกต้องเหมาะสม
มีการเก็บรักษาและรวบรวมข้าวเปลือกในสถานที่ที่ป้องกันการปนเปื้อน
มีการบันทึกและจัดการข้อมูลการปฏิบัติการและการจัดการในการผลิตทุกขั้นตอน และได้รับมาตรฐานการรับรอง มาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ จากกรมการข้าว เมื่อปี พ.ศ. 2561
แปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร ด้วยเครื่องสีข้าวของตนเอง

ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแปรรูปข้าวเปลือกและการควบคุมคุณภาพจากเครื่องสีข้าวเครื่องเดียวในปีแรกที่ผลิต มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเพิ่มเครื่องคัดแยกข้าวเปลือกกับข้าวกล้อง และเพิ่มเครื่องคัดเปอร์เซ็นต์เมล็ดข้าว เพื่อให้ได้คุณภาพข้าวที่เต็มเมล็ดและคงความสด สามารถป้องกันมอดได้เป็นอย่างดี และได้นำเครื่องแพ็กสุญญากาศและถุงแพ็กสุญญากาศมาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพของสินค้าข้าวขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

สำหรับผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวที่คุณองค์อรได้ผลิตอยู่ มีหลายรายการตามที่เธอกล่าวให้ฟัง ได้แก่ ก้าวต่อไปเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า

คุณองค์อร กล่าวว่า แม้ผลิตภัณฑ์จากข้าวอินทรีย์ที่แปรรูปออกมาจะมีหลากหลายประเภท แต่ในอนาคตตั้งใจจะเพิ่มมูลค่า ได้แก่

พัฒนาระบบการผลิตเพื่อให้ได้มาตรฐาน อย.
พัฒนาระบบการปลูก ผลิต และบรรจุ ให้ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับโลก
พัฒนาต่อยอดแปรรูปข้าวออร์แกนิกเป็นเครื่องสำอางออร์แกนิก
พัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้
“บ้านไร่ต้นฝัน ออร์แกนิกฟาร์ม”

ใช้การตลาดนำการผลิต

คุณองค์อร กล่าวว่า เธอและสามีได้คิดค้นสร้างแบรนด์ (brand) เป็นของตนเอง ชื่อ “ข้าวกล้องอินทรีย์ บ้านไร่ต้นฝัน” และเป็นแบรนด์ของคนอำเภอลอง ส่งไปขายให้กับคนรักสุขภาพที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และเมืองใหญ่หลายจังหวัด ด้วยสื่อทางการตลาดหลากหลายช่องทาง ได้แก่

– ตลาดออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ www.baanraitonfun.com

– ผ่านทาง facebook แฟนเพจ “บ้านไร่ต้นฝัน” url. คือ www.facebook.com/baanraitonfun

– ลงในเว็บไซต์ขายฟรี www.kaidee.com รวมถึง www.pantipmarket.com และ www.market.onlineoops.com

– ผ่าน application Line shopee, weloveshopping

– IG : baanraitonfun, twitter : baanraitonfun

นอกจากการขายผ่านสื่อออนไลน์แล้ว คุณองค์อร ยังได้คิดค้นพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดทั้งกลยุทธ์พื้นฐาน และกลยุทธ์ส่งเสริมการขายทางด้านกลยุทธ์พื้นฐาน คุณองค์อร บอกว่า ใช้กลยุทธ์ส่งตรงถึงบ้าน-ข้าวคุณภาพดีเยี่ยมราคาไม่แพง-แพ็กเกจ (package) ดี โดดเด่น มีมาตฐานสูง-เพิ่มช่องทางจำหน่ายในโลกออนไลน์ ส่วนกลยุทธ์ส่งเสริมการขายนั้น เธอกล่าวว่า มีโปรโมชั่น (promotion) ซื้อข้าว 5 กิโลกรัม แถม 1 กิโลกรัม-ซื้อข้าว 10 กิโลกรัม แถมทัพพีไม้-จัดทำชุดของขวัญ (Gift Set) สำหรับปีใหม่-ออกร้านจำหน่ายและประชาสัมพันธ์-ให้ลิ้มชิมรสของข้าว -จัดทำแผ่นพับประชาสัมพันธ์-เล่นเกมใน facebook ชิงรางวัล ทั้งนี้ คุณองค์อร กล่าวเสริมว่า โปรโมชั่นดังกล่าวจัดขึ้นให้เหมาะกับสถานการณ์แต่ละช่วงปี

บริหารเวลาช่วยเหลือเกษตรกร

สร้างเครือข่ายและชุมชน

คุณองค์อร นอกจากเป็นเกษตรกรต้นแบบนาข้าวอินทรีย์แล้ว ยังเป็นผู้นำในการรวบรวมเกษตรกรที่ปลูกข้าวอินทรีย์ ยื่นจดทะเบียน วิสาหกิจชุมชนข้าวกล้องอินทรีย์บ้านนาไผ่ โดยเธอรับตำแหน่งประธาน นอกจากนี้ คุณองค์อร ยังสร้างเครือข่ายขยายแนวร่วม สร้างอาชีพให้แก่คนในชุมชนต่างๆ เช่น เครือข่ายสานตะกร้าของขวัญ เครือข่ายผลิตข้าวกล้องงอก เครือข่ายปลูกข้าวอินทรีย์แบบประณีต เป็นต้น และยังสละเวลาออกช่วยงานพัฒนาชุมชนเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ เป็นผู้นำกลุ่ม Smart Farmer และเป็นผู้สร้างกลุ่ม Line เพื่อพัฒนา Smart Farmer ของอำเภอลองให้เข้มแข็ง

คุณองค์อร ได้รับรางวัลชนะเลิศเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำนา ระดับจังหวัดแพร่ และรองชนะเลิศระดับศูนย์ภาคเหนือ ในปี 2561

เธอกล่าวถึงแนวคิดในการประกอบอาชีพการเกษตรของเธอ “มุ่งมั่น ขยัน และอดทน มีใจรักในงานที่ทำ”

ท่านใดสนใจที่จะสอบถามหรือสั่งซื้อข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวอินทรีย์ ติดต่อได้ตามช่องทางที่แจ้งไว้ข้างต้น

ขอขอบคุณ ผู้ให้ข้อมูล คุณกัลยาณี ประเสริฐขรวงค์ สำนักงานเกษตรอำเภอลอง จังหวัดแพร่ พื้นที่ที่ถูกขุดปลูกเป็นไร่อ้อย กว่า 600 ไร่ ในเขตตำบลหนองจาน อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ในความดูแลของเกษตรกรวัยกลางคน คุณศรี ปานมา อายุ 66 ปี ชาวไร่อ้อย แต่กำเนิด

แม้อายุจะเลยวัยเกษียณมาแล้ว แต่คุณศรี ก็จัดว่าเป็นเกษตรกรตัวยงคนหนึ่ง ที่ตรากตรำ คร่ำเคร่งกับงานในอาชีพอย่างมั่นคง และมุ่งมั่นศึกษา พัฒนา เพื่อต่อยอด ให้การปลูกอ้อยที่ทำมาตลอดชีวิตมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

คุณศรี ไม่มีวุฒิการศึกษาใดมาประดับ อ่านและเขียนหนังสือได้ไม่มาก แต่ ณ วันนี้ รางวัลที่เป็นเครื่องการันตีว่าเกษตรกรผู้นี้มีคุณสมบัติน่ายกย่องให้เป็น “สมาร์ท ฟาร์มเมอร์” ตามหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวจริง

การปลูกอ้อยที่ดูเหมือนธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา ของคุณศรี มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่การไม่เผาใบอ้อยในไร่เฉกเช่นเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยทั่วไป เป็นสิ่งที่คุณศรีทำมาตั้งแต่จำความได้ว่า เริ่มลงมือปลูกอ้อยทุกขั้นตอนด้วยตนเอง เหตุผลถูกอธิบายเพียงสั้นๆ ว่า ดินที่เสื่อมสภาพจากการเพาะปลูกหลายครั้ง ส่วนใหญ่เสื่อมสภาพจากการขาดธาตุไนโตรเจน ใบอ้อยที่ถูกตัดทิ้งหลังเก็บเกี่ยว เป็นใบอ้อยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง หากไถกลบไปพร้อมกับการเตรียมดินก่อนการเพาะปลูกรอบต่อไป จะช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจนให้กับดิน เป็นการบำรุงดิน ไม่สูญเสียแร่ธาตุในดิน เหมือนการเผาใบอ้อย ซึ่งการเผาใบอ้อยภายในไร่นั้น นอกจากจะไม่เป็นการเพิ่มธาตุไนโตรเจนให้กับดินแล้ว ยังเป็นการทำลายหน้าดินและแร่ธาตุที่มีอยู่ในดินชนิดอื่นให้หมดไปด้วย

ข้อมูลที่คุณศรีนำมาอธิบาย เขายกตัวอย่างคร่าวๆ จากการวิจัยของนักวิชาการ กรมวิชาการเกษตร ซึ่งทำการวิจัยและเผยแพร่ข้อมูลมายังเกษตรกร แต่เกษตรกรชาวไร่อ้อยจำนวนมาก ก็ยังไม่ปรับวิธีกำจัดใบอ้อย ยังคงใช้การเผาเช่นเดิม

“ในอนาคต ใบอ้อยที่ถูกไถกลบไปพร้อมกับการเตรียมการปลูกครั้งต่อไป ผมตั้งใจเก็บไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อนำไปขายให้กับโรงไฟฟ้า ในราคากิโลกรัมละ 1 บาท เพราะใบอ้อยเป็นพลังงานอย่างดี สามารถนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับทำเชื้อเพลิงได้”

แนวคิดที่เป็นเกร็ดเล็กน้อยนี้ ส่งผลให้คุณศรี มีความแตกต่างทางด้านความคิด รู้ศึกษา เพื่อนำมาต่อยอดกับการเกษตรที่ดำเนินอยู่ แม้จะถูกมองว่าแตกต่างจากเพื่อนบ้านในระยะแรก แต่ผลที่ตอบสนองกลับมา ทำให้คุณศรีได้รับการยอมรับว่า เป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้าคนหนึ่ง ซึ่งเป็นการสอดคล้องกับหลักที่สำคัญของสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ตั้งแต่การมีความรู้ในอาชีพ การมีข้อมูลในการตัดสินใจ ที่สำคัญก็คือ การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นเครื่องมือทางการเกษตรที่คุณศรีเห็นว่ามีความจำเป็น เพราะปัจจุบัน แรงงานคนในภาคเกษตรลดน้อยถอยลงไปทุกขณะ ถึงกับมีข่าวแพร่กระจายว่าในหลายพื้นที่ วิกฤตแรงงานภาคเกษตรอย่างหนักถึงขั้นตกเขียวแรงงานก็มี

“แรงงานภาคเกษตรเริ่มหายากมาก ค่าแรงก็สูง บางรายเสียรู้วางเงินมัดจำไปก่อน เมื่อถึงวันเข้าพื้นที่การเกษตรจริง แรงงานกลับไม่มา ตามก็ไม่ได้”

คุณศรี เห็นความจำเป็นของเครื่องจักรกลการเกษตรมานานแล้ว ก่อนเกิดวิกฤตแรงงานภาคเกษตร โดยแรกเริ่มในอดีต รถไถเดินตาม เป็นเครื่องจักรกลการเกษตรชิ้นแรก ที่ช่วยผ่อนแรงในไร่อ้อย ต่อมาการใช้แรงงานคนในการใส่ปุ๋ยไม่ครบถ้วน ทำให้ผลผลิตไม่ได้ตามต้องการ จึงคิดหาวิธีสร้างเครื่องใส่ปุ๋ย เพื่อให้อ้อยในไร่ได้รับปุ๋ยที่เท่ากัน ในที่สุด คุณศรีก็สามารถสร้างอุปกรณ์ต่อพ่วงเข้ากับรถไถเดินตาม เป็นเครื่องใส่ปุ๋ยภายในไร่อ้อยได้สำเร็จ

ปุ๋ยที่ใช้สำหรับอ้อย คุณศรี เลือกที่จะใช้เพื่อการกำจัดศัตรูพืชไปพร้อมกัน ไม่ให้ปุ๋ยละลายไปกับวัชพืชที่ไม่ต้องการ “ผมใช้ปุ๋ยน้ำที่ทำจากกากผงชูรส ปริมาณ 200 ลิตร ผสมกับพาราควอด (ยาฆ่าหญ้า) 1 ลิตร จากนั้นนำไปพ่นในแปลงอ้อย วัชพืชที่ไม่ต้องการ เช่น หญ้า เมื่อถูกพาราควอดก็ตาย ส่วนอ้อย เมื่อได้ปุ๋ยน้ำ ก็เจริญงอกงามดี ต้นทุนการให้ปุ๋ยก็ถูกลง อยู่ที่ไร่ละ 200-300 บาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับปุ๋ยเคมีที่ต้องใช้ปริมาณ 1 กระสอบ ต่อไร่ ราคากระสอบละ 600 บาท แพงกว่าถึง 2 เท่า”

ปัญหาที่ตามมา คือ หากใช้ปุ๋ยน้ำผสมพาราควอดต่อเนื่องนาน จะทำให้ดินแข็ง เพราะไนโตรเจนในดินจะหมดไป ควรแก้ปัญหาด้วยการเว้นระยะการให้ปุ๋ยน้ำผสมพาราควอด 2-3 ปี ระหว่างนั้นใส่ปุ๋ยเคมีแทน แต่ควรให้ปุ๋ยที่มีค่าตัวท้าย หรือค่าโพแทสเซียม (K) สูง จะช่วยทดแทนกันได้

การเพิ่มผลผลิตในไร่อ้อยของคุณศรี ไม่ใช่เรื่องยาก การศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ทำให้คุณศรีได้เทคนิคการเพิ่มผลผลิตอ้อยจากต่างประเทศ มาทดลองใช้ และได้ผลดี โดยเดินทางไปศึกษาดูงานด้านการเกษตรที่ประเทศออสเตรเลีย พบว่า การให้ปุ๋ยผ่ากลางกออ้อย จะทำให้อ้อยได้รับปุ๋ยทั่วถึงมากขึ้น ผลผลิตก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

การให้ปุ๋ยผ่ากลางกอ เพิ่มผลผลิต ลดวัชพืช

ปกติใส่ปุ๋ยรอบกออ้อย ทำให้ปุ๋ยที่ให้แผ่กระจายออกด้านข้าง ไปยังส่วนที่เป็นดินหรือช่องว่างระหว่างกอ บริเวณดังกล่าวเมื่อมีปุ๋ย จะทำให้วัชพืชขึ้นง่าย

ให้ใช้เครื่องมือทางการเกษตรแหวกกลางกออ้อย จากนั้นจึงใส่ปุ๋ย ปุ๋ยจะแผ่กระจายออกด้านข้าง ทำให้กออ้อยทั้งสองด้านได้รับปุ๋ยเต็มที่ บริเวณพื้นที่ว่างระหว่างกอ ก็ไม่ได้รับปุ๋ย วัชพืชจึงไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม การให้ปุ๋ยผ่ากลางกอวิธีนี้ ต้องใช้ลิปเปอร์ระเบิดดินดาน (เครื่องจักรกลการเกษตร) แทงดินลงให้ลึก จากนั้นเมื่อดินแตก ก็ให้ปุ๋ยลงไป จะทำให้ปุ๋ยลงลึกไปใต้กออ้อย อีกทั้งมีพื้นที่กักเก็บน้ำใต้ดินสำหรับอ้อยด้วย

ปริมาณปุ๋ยจากเดิมที่ต้องให้อยู่ที่ 50-70 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อให้ด้วยวิธีผ่ากลางกอ จะลดปริมาณปุ๋ยลงเหลือเพียงไร่ละ 30 กิโลกรัม

ปัจจุบัน คุณศรี ใช้แรงงานคนในภาคเกษตรเพียง 10-15 คน เท่านั้น ส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนแรงงาน เพราะเชื่อมั่นในการทำงานที่ได้มาตรฐาน เช่น เครื่องระเบิดดินดาน เครื่องให้ปุ๋ย เครื่องตัดอ้อย เครื่องพ่นยา เครื่องปลูก เป็นต้น

คุณศรี แนะนำเกษตรกรรายย่อย ที่ไม่มีเครื่องจักรกลการเกษตรเป็นของตนเอง บางขั้นตอนของการทำการเกษตร ควรมีเครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาช่วย จะผ่อนแรงได้มาก และทำให้ผลผลิตได้ตามที่ตั้งเป้าไว้

“ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นรายใหญ่ ถ้าไม่มีเครื่องจักรกลการเกษตรเป็นของตนเอง ก็รวมกับเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน เมื่อมีปริมาณผลผลิตที่มาก ก็ขอให้โรงงานน้ำตาล ซึ่งมีเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดใหญ่ (รถตัดอ้อย) เข้ามาดำเนินการให้ได้เช่นกัน”

สำหรับคุณศรีแล้ว ไม่ใช่เพราะเขามีพื้นที่ปลูกอ้อยมาก แต่เพราะเขามีวิธีคิดที่แตกต่าง คุณศรี เห็นว่า ค่าจ้างตัดอ้อย ตันละ 555 บาท รวมเบ็ดเสร็จค่าตัดอ้อยทั้งหมด ประมาณ 1.5 ล้านบาท หากต้องจ่ายค่าตัดอ้อยทุกปี ปีละ 1.5 ล้านบาท แต่นำเงินส่วนนี้ไปผ่อนชำระค่างวดรถตัดอ้อย เพียง 5-6 ปี ก็มีรถตัดอ้อยเป็นของตนเองได้เช่นกัน

แม้ว่าปัจจุบัน คุณศรี จะมีอายุ 66 ปีแล้ว แต่คุณศรีก็ยังไม่เลิกศึกษาค้นคว้าการพัฒนางานด้านการเกษตร เพราะมีความภูมิใจในอาชีพ หลักข้อสำคัญอีกข้อของสมาร์ทฟาร์มเมอร์ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเกษตร เป็นการพัฒนาและต่อยอดได้อย่างดี

หอมแป้น เป็นผักชนิดหนึ่งที่คนทางภาคเหนือใช้เรียกผักที่คล้ายต้นหอม มีใบเรียวยาว แต่ใบแบน บาง เป็นการเรียกตามลักษณะของมันที่แบน บาง เช่น ไม้แป้น หมายถึง ไม้กระดานเป็นแผ่นบาง หอมแป้น จึงหมายถึง กุยช่าย ที่คนเมืองเหนือเคยชินกับการเรียก หอมแป้น มากกว่าเรียก กุยช่าย ถึงแม้จะไม่เป็นที่นิยมบริโภคกันมากนักก็ตาม ส่วน ขนมกุยช่าย จะไม่เรียกว่า ขนมหอมแป้น

กุยช่าย พืชผักที่มีกลิ่นฉุน มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายสูงด้วยสรรพคุณทางยาหลายด้าน กุยช่ายนำมาประกอบอาหารได้ไม่กี่อย่าง กุยช่ายเป็นที่ต้องการของตลาดมาตลอด แม้บางช่วงราคาจะไม่สูงเหมือนผักอื่นก็ตาม มักนำกุยช่ายผัดกับเต้าหู้ ใส่กับผัดไทย และขนมกุยช่าย การนำกุยช่ายมาประกอบอาหารอยู่ในวงจำกัด

การปลูกกุยช่ายมักปลูกร่วมกับผักชนิดอื่น แหล่งปลูกกุยช่ายอยู่ที่ราชบุรี นครปฐม ในบางพื้นที่ปลูกแต่กุยช่ายเพียงชนิดเดียวเป็นแปลงใหญ่ การปลูกกุยช่ายเป็นการลงทุนลงแรงเพียงครั้งแรกอยู่ได้นานหลายปี เป็นพืชผักอายุยืน ต่างจากผักชนิดอื่นอยู่ได้เพียงฤดูเดียว หลังจากปลูกกุยช่ายแล้วการดูแลรักษามีให้ทำน้อย ให้ผลผลิตได้เร็ว เก็บเกี่ยวได้ตลอดปี การเก็บเกี่ยวใช้เวลาน้อยไม่เปลืองแรงงาน โรคแมลงศัตรูมีน้อย สามารถทำงานอยู่กับกุยช่ายได้อย่างสบายๆ และเบาแรง จึงเป็นงานเบาที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ดังเช่นกับ โกแป๊ะ หรือ ลุงแป๊ะ ชื่อจริง คุณบุญผ่อง ฉิมพุก เกษตรกร วัย 65 ปี หันมาปลูกกุยช่ายเลี้ยงตัวมา 10 กว่าปี

คุณบุญผ่อง ทำแปลงกุยช่ายบนพื้นที่ 2 ไร่ อยู่ หมู่ที่ 6 บ้านห้วยยาง ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง คุณบุญผ่อง ไม่ใช่ชาวลำปางโดยกำเนิด มาอาศัยอยู่ลำปางได้ 40 ปี จนกลายเป็นชาวลำปาง บ้านเดิมอยู่ที่ตำบลบ่อพลับ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ชีวิตของเขาผ่านการสู้ชีวิตมาหลายอย่าง หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 (เมื่อครั้งยังเรียน ชั้น ป.7) ได้บวชเณรและบวชพระอยู่ที่วัดพะเนียงแตก ที่อำเภอบ้านเกิดจนสอบได้นักธรรมโท สึกออกมาแล้วได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2516 มาอยู่กับพี่สาว

ช่วยพี่สาวทำเต้าหู้ knifelesstechsystems.com และได้ใช้เวลาว่างสมัครเรียนที่โรงเรียนฝึกวิชาชีพ ช่างซ่อมเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น จนสำเร็จหลักสูตร สามารถออกมารับจ้างซ่อมเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และอุปกรณ์ไฟฟ้าได้ วันหนึ่งได้มาซ่อมเครื่องปรับอากาศให้กับคลินิกทำฟันแห่งหนึ่ง พบรักกับลูกจ้างสาวที่คลินิกแห่งนี้เป็นสาวชาวลำปาง ในปี พ.ศ. 2519 จึงได้ชักชวนกันมาสร้างครอบครัวที่บ้านเดิมของฝ่ายสาวคือบ้านห้วยยาง ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ซื้อที่ริมคลองชลประทาน ทำสวนผัก ตามที่ตนเองมีความถนัดมาแต่เดิมเมื่อครั้งอยู่ที่นครปฐม พ่อแม่มีอาชีพทำสวนผัก ได้ช่วยพ่อแม่ทำตั้งแต่เด็กจึงมีประสบการณ์ติดตัวมา ในปี พ.ศ. 2527 ไฟฟ้าเข้ามาในหมู่บ้าน จึงรับจ้างติดตั้งไฟฟ้าตามบ้าน ทั้งยังรับจ้างเจาะน้ำบาดาล

ปี พ.ศ. 2532 ได้ทำฟาร์มไก่กระทง ประมาณ 6,000-7,000 ตัว เลี้ยงเรื่อยมาจนถึง ปี พ.ศ. 2545 เข้ามาพักอยู่ในเมืองลำปางอาศัยกับคนรู้จัก ได้นำประสบการณ์จากการที่ได้อยู่กับพี่สาวทำเต้าหู้ส่งตลาดเทศบาล (หลักเมือง) และตลาดอัศวิน ด้วยเต้าหู้มักเป็นของคู่กับถั่วงอก กุยช่าย จึงคิดจะปลูกกุยช่ายเพื่อขายคู่กับเต้าหู้ ได้เดินทางกลับไปบ้านเกิดที่นครปฐมเพื่อนำเหง้ากุยช่ายกลับมาจำนวนหนึ่ง มาขยายกอกุยช่าย

เรื่องตลาดนั้น การจะแทรกตัวเข้าไปขายให้กับผู้รับซื้อกุยช่ายรายใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละรายมีเจ้าประจำส่งกุยช่ายให้อยู่แล้ว ดังนั้น จึงอาศัยคนรับเต้าหู้ให้ไปเจาะตลาด เมื่อผู้รับซื้อกุยช่ายรายใหญ่กุยช่ายขาดมือ คนรับเต้าหู้ได้แนะนำให้เอากุยช่ายของโกแป๊ะ หรือลุงแป๊ะมาแทน กุยช่ายของโกแป๊ะ หรือลุงแป๊ะ จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและค่อยๆ ขยายวงออกไป

กิจการการขายเต้าหู้กับกุยช่ายดำเนินไปด้วยดี ซึ่งช่วงนี้ต้องเดินทางไป-กลับ ระหว่างในตัวเมืองกับบ้านห้วยยางเพื่อดูแลทั้ง 3 กิจการ (ไก่ เต้าหู้ และกุยช่าย) เมื่อลูก 2 คน เรียนจบกันแล้ว จึงเลิกเลี้ยงไก่ ในปี พ.ศ. 2549 ได้ซื้อที่ดินใกล้กันเพิ่มอีก 2 ไร่ อยู่หน้าโรงเรียนบ้านห้วยยาง เพื่อปลูกกุยช่ายและไผ่เป๊าะ ไผ่กิมซุ่ง และไผ่ตง ไว้ด้านข้าง กว่า 30 กอ แต่การทำเต้าหู้ต้องมาสะดุดในปี พ.ศ. 2553 เมื่อทางเทศบาลต้องรื้อตลาดเก่าเพื่อสร้างตลาดใหม่ ทำให้บรรดาแม่ค้าพ่อค้าต้องย้ายไปขายหน้าศาลากลางหลังเก่าเป็นการชั่วคราว การส่งเต้าหู้ไม่สะดวกเหมือนก่อน จึงเลิกทำเต้าหู้ ขนเครื่องมืออุปกรณ์ทำเต้าหู้กลับบ้านห้วยยาง ปลูกแต่กุยช่ายอย่างเดียว