จุดเด่นของเขาก็อย่างที่แนะนำไปแล้วคือติดผลเร็ว

ขณะที่ปลูกกิ่งทาบลงดินราวปีเดียวหากต้นสมบูรณ์ก็ไว้ผลผลิตได้ เคยทดลองนำเมล็ดของปีเดียวทะวายไปเพาะ จากนั้นปลูกลงดินราว 2 ปี ก็มีผลผลิตแล้ว แต่ลักษณะเปลี่ยนไป ทางที่ดีทาบกิ่ง ติดตา และเสียบยอดดีที่สุด

ถึงแม้ปีเดียวทะวายให้ผลผลิตเร็ว แต่เจ้าของอย่าใจร้อน ขณะที่ต้นเล็กอยู่แล้วไว้ผลผลิตต้นอาจจะแกร็นหรือกิ่งที่ไว้ผลอาจจะแห้งตายได้ แต่หากรอไม่ได้ ควรไว้ผลแต่น้อย เมื่อเห็นผลดกๆ ควรซอยผลทิ้ง เรื่องนี้สำคัญมาก

ผู้ปลูกบางคนที่ดินต่ำเขาใช้รองส้วมต่อกัน 2 อัน จากนั้นนำวัสดุปลูกใส่เข้าไป ก็ประสบความสำเร็จในการปลูกขนุนปีเดียว ขนุนสายพันธุ์อื่นสามารถปลูกแบบขนุนปีเดียวทะวายได้ แต่หากเป็นไม้ผลสามัญประจำบ้านขนุนปีเดียวเหมาะสมที่สุดช่วงแล้งๆ เนื้อขนุนสีส้มสวย กลิ่นหอมไกลเมื่อสุก

เมื่อพบว่าขนุนมีกลิ่นขณะที่ผลยังแข็งอยู่เจ้าของปอกกินได้ โดยไม่ต้องให้ผลนิ่ม

ปอกขณะที่ผลแข็งแต่มีกลิ่นหอมจะได้เนื้อขนุนที่กรอบ มีรสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ สุภาพสตรีชอบ กาแฟไทยได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ พันธุ์กาแฟที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์โรบัสต้าร้อยละ 78 แหล่งปลูกที่สำคัญอยู่ในภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช พังงา ส่วนพันธุ์อะราบิก้ามีเพียงร้อยละ 22 แหล่งปลูกที่สำคัญจะอยู่ในภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง น่าน แพร่ และตาก จึงทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงานแปรรูปกาแฟที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีการนำเข้ากาแฟจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย

ถึงแม้ว่ากาแฟไทยจะได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพทั้งตลาดภายในและต่างประเทศก็ตาม แต่ต้นทุนการผลิตของไทยอยู่ในระดับสูง ทำให้แข่งขันกับประเทศคู่แข่งไม่ได้ในเรื่องของราคาเมล็ดกาแฟ

สาเหตุที่ต้นทุนการผลิตกาแฟของไทยสูง

1. เนื่องจากผลผลิตต่อไร่ต่ำ

2. ค่าแรงของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เวียดนาม เป็นต้น

3. การเก็บเกี่ยวประสบปัญหาค่าแรงงานสูงและขาดแคลนแรงงาน

จึงได้มีการนำเครื่องจักรเข้ามาประยุกต์ใช้ในขั้นตอนการผลิต ซึ่งเป็นทางหนึ่งที่สามารถลดต้นทุนได้ และเครื่องจักรกลสำหรับกระบวนการแปรรูปกาแฟผลสดบางส่วนต้องปรับปรุงพัฒนาให้มีประสิทธิภาพและให้ได้เมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพ

มีการนำเข้าเครื่องจักรกลสำหรับการแปรรูปกาแฟ

คุณจิรวัสส์ เจียตระกูล วิศวกรการเกษตรชำนาญการ กลุ่มวิจัยวิศวกรรมหลังการเก็บเกี่ยว สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร บอกว่า มีเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟขนาดเล็กจำนวนมากที่ทำการแปรรูปกาแฟสด นำเครื่องจักรดังกล่าวมาใช้ราคาสูงไม่คุ้มทุน และมีข้อจำกัดในเรื่องของแหล่งจ่ายไฟฟ้า ส่วนเครื่องจักรกลสำหรับแปรรูปผลสดกาแฟที่ผลิตในประเทศนั้นจะเป็นเครื่องขนาดเล็กและมีราคาถูกกว่า เหมาะกับกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่มีการใช้แหล่งจ่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก

คุณจิรวัสส์ บอกอีกด้วยว่า ที่นิยมใช้กันแพร่หลาย คือเครื่องลอกเปลือกสด สำหรับเครื่องขัดล้างเมือกกาแฟ มีการผลิตจำหน่ายแต่ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากทำให้เมล็ดกาแฟแตกเสียหายมาก นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือ เครื่องจักรที่มีการผลิตและใช้ในต่างประเทศที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต หรือช่วยเสริมกระบวนการแปรรูปกาแฟสดเพื่อผลิตเมล็ดกาแฟคุณภาพ แต่ยังไม่มีการนำเข้ามาใช้หรือศึกษา เช่น เครื่องมือเก็บเกี่ยวผลกาแฟ และเครื่องคัดกาแฟผลอ่อน ผลเขียว เป็นต้น

“ดังนั้น การพัฒนาเครื่องให้เหมาะสมที่มีประสิทธิภาพและราคาถูก เกษตรกรสามารถลงทุนได้ ก็จะมีส่วนช่วยส่งเสริมให้มีการแปรรูปผลิตเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพโดยรวมและเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรด้วย”

เริ่มศึกษาวิจัยพัฒนาเครื่องมือการแปรรูปกาแฟ

คุณจิรวัสส์จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือและเทคโนโลยีการแปรรูปกาแฟสดที่เหมาะสมให้ได้สารกาแฟที่มีคุณภาพดี เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้กับกลุ่มเกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้อง

เริ่มดำเนินการในช่วงปี พ.ศ. 2554-2557 วิศวกรการเกษตรของกลุ่มวิจัยวิศวกรรมหลังการเก็บเกี่ยว ได้วิจัยและพัฒนาต้นแบบเครื่องมืออุปกรณ์กระบวนการในการแปรรูปสดกาแฟ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องลอกเปลือกผลสดกาแฟ และเครื่องขัดล้างเมือก เครื่องอบแห้งกาแฟกะลาพร้อมเตาที่ใช้เชื้อเพลิงชีวมวลเป็นต้นกำเนิดลมร้อนที่นำไปอบแห้งที่เหมาะกับกลุ่มเกษตรกรขนาดใหญ่และกลุ่มเกษตรกรขนาดเล็ก ที่มีปริมาณผลผลิตมาก มีความพร้อมทั้งด้านเงินทุน บุคลากร สถานที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำและมีแหล่งจ่ายไฟฟ้าที่เพียงพอ

คุณจิรวัสส์ กล่าวว่า หลังจากได้ต้นแบบแล้ว เริ่มดำเนินการวิจัยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558-กันยายน 2561 ที่กลุ่มวิจัยเกษตรวิศวกรรมหลังการเก็บเกี่ยว อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ขุนวาง ศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรที่สูงเชียงราย และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย

อุปกรณ์ดำเนินการ ได้แก่ ต้นแบบเครื่องขัดล้างเมือกกาแฟเป็นแบบแกนขัดเมือกแนวตั้งหมุนอยู่ภายในเสื้อตะแกรง โดยมีการใช้น้ำช่วยในการขัดล้างเมือก ทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 2 แรงม้า

จากผลการทดสอบได้เลือกแบบแกนขัด P22T6 ซึ่งมีรายละเอียดของแกนขัดคือ ก้านกวนเป็นเหล็กกลมลบมุมเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 12 มิลลิเมตร ความยาวก้าน 22 มิลลิเมตร จำนวน 6 ก้านต่อแถว หมุนที่ความเร็วเชิงเส้น 4.99 เมตรต่อวินาที มีอัตราการทำงานในการขัดเมล็ดกะลาเมือกเฉลี่ย 701 กิโลกรัมต่อชั่วโมง คิดเป็นผลสดประมาณ 300 กิโลกรัมต่อชั่วโมง

คุณจิรวัสส์ บอกว่า เปอร์เซ็นต์แตกหลังจากขัดเมือกเฉลี่ย 1.9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน้อยกว่าแกนขัดแบบอื่นๆ ที่ใช้ในการทดสอบ ซึ่งทำงานได้ทัน สัมพันธ์กับการทำงานของเครื่องลอกเปลือก ซึ่งมีอัตราการทำงาน 500-700 กิโลกรัมผลสดต่อชั่วโมง และได้เมล็ดกาแฟกะลาที่สะอาด สามารถนำไปตากแดดได้ทันที ช่วยลดขั้นตอน ประหยัดแรงงานและเวลาในการกำจัดเมือก เมื่อเทียบกับวิธีหมักตามธรรมชาติในบ่อหมัก ซึ่งใช้เวลานาน

การแตกหักของเมล็ดกาแฟส่วนมากเกิดขึ้นในขั้นตอนของการลอกเปลือกด้วยเครื่องสีเปลือกสดมากกว่าขั้นตอนขัดล้างเมือกด้วยเครื่อง ซึ่งมีสาเหตุจากการปรับตั้งระยะของเครื่องลอกเมือกกาแฟไม่เหมาะสมกับขนาดของผลกาแฟ

ดังนั้น จึงควรมีการคัดขนาดของผลกาแฟก่อนการลอกเปลือก และทำการปรับตั้งระยะของเครื่องลอกเปลือกให้เหมาะสม รวมทั้งมีการจัดการคุณภาพของเมล็ดกาแฟที่ดี เช่น การเก็บเกี่ยวผลกาแฟที่สุกแก่สม่ำเสมอ การลอยน้ำผลกาแฟ เป็นต้น

คุณจิรวัสส์ กล่าวว่า จากการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ทางวิศวกรรม เพื่อหาจุดคุ้มทุนในการทำงาน พบว่าเครื่องต้นแบบ เครื่องขัดล้างเมือกกาแฟอะราบิก้า มีราคาเครื่องที่ 45,000 บาท มีต้นทุนค่าใช้จ่าย 0.23 บาทต่อกิโลกรัมกาแฟ ดังนั้น กลุ่มเกษตรกรแปรรูปกาแฟควรมีปริมาณการขัดล้างเมือกกาแฟด้วยเครื่องต้นแบบขัดล้างเมือกกาแฟไม่ต่ำกว่า 134,550 กิโลกรัมต่อปี หรือคิดเป็นการใช้งานเครื่องต้นแบบ เป็นเวลา 1.05 ปี จึงจะคุ้มทุนต่อ 1 ฤดูกาล การใช้งานเครื่องขัดล้างเมือกสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้โดยเพิ่มชั่วโมงการทำงาน ขณะที่วิธีหมักไม่สามารถทำได้ หากบ่อหมักมีจำนวนจำกัด

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและขอดูเครื่องต้นแบบได้ที่ กลุ่มวิจัยวิศวกรรมหลังการเก็บเกี่ยว สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร “เห็ด” แหล่งโปรตีนจากธรรมชาติที่ได้รับความนิยมบริโภคแต่ครั้งอดีตตราบถึงปัจจุบัน สามารถนำมาเป็นส่วนผสมในการประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ด้วยรสชาติเฉพาะตัวที่อร่อยถูกปาก อีกทั้งยังมีโปรตีนสูงจึงตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคทั่วไปและผู้ทานอาหารมังสวิรัติ หรือ อาหารเจ

อาชีพเกษตรกรนับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งนอกจากการทำงานประจำ ด้วยสามารถสร้างสุขให้แก่ทั้งตัวเกษตรกรเองและคนรอบข้าง อีกทั้งยังได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวในบ้านเกิดของตนเอง ชัญญาณ์ภัช ภักดี (คุณเก๋) เจ้าของ “สวนเห็ดบ้านภักดี” นับเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่มุ่งมั่นสร้างชีวิตบนบาทวิถีแห่งความสำเร็จผ่านการสานต่อธุรกิจฟาร์มเห็ดอินทรีย์ของครอบครัวที่ตำบล ท่ากว้าง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

คุณเก๋ เล่าว่า ตนเองจบการศึกษาจากคณะมนุษย์ศาสตร์ สาขาการท่องเที่ยวการโรงแรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วได้ประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัท แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ได้รับผลกระทบต่องานประจำ จึงตัดสินใจกลับมาประกอบธุรกิจส่วนตัวทำฟาร์มเห็ดที่บ้านเกิดในอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเดิมทีเป็นสวนลำไยอินทรีย์ โดยมีพ่อและแม่ดูแล ภายหลังจากหมดฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตลำไยก็มีเห็ดเป็นรายได้เสริม อย่างไรก็ตาม แม้จะมีพ่อค้า แม่ค้า รวมไปถึงผู้รับเหมาจัดทำอาหารในงานเลี้ยงพิธีต่างๆ มารับซื้อเห็ดถึงสวนแต่ก็ยังคงประสบปัญหาช่องทางการจัดจำหน่ายที่ยังคงจำกัดอยู่ จึงมีแนวคิดพัฒนาต่อยอดฟาร์มเห็ดของครอบครัวให้มีแหล่งกระจายสินค้าที่เพิ่มขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ภายใต้แบรนด์ “สวนเห็ดบ้านภักดี” ที่นอกจากจะจำหน่ายเห็ดสดคัดสรรคุณภาพจากฟาร์มแล้ว ยังมุ่งเน้นแปรรูปเห็ดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปในประเภทต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์อีกทั้งยังถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าได้บริโภคเห็ดในเมนูที่หลากหลายมากขึ้น

“ปัจจุบันภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อโควิด-19 ส่งผลให้เกิดกระแสความนิยมในการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ (อาหารคลีน) มากขึ้น เห็ดจึงถูกจัดให้เป็นโปรตีนทางเลือกในลำดับต้นๆ ของเมนูอาหารประเภทนี้ สวนทางกับแหล่งผลิตเห็ดที่ยังคงมีน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดโดยเฉพาะเห็ดนางรมดำ เห็ดโคนน้อย และเห็ดหอม เพราะฉะนั้นตนเองจึงเล็งเห็นว่าด้วยสภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีอากาศเย็นสบายตลอดปีจึงเหมาะแก่การทำฟาร์มเห็ด ผสานกับการควบคุมคุณภาพที่ไม่มีการนำสารเคมีเข้ามาฉีดพ่นแต่อย่างใด เห็ดของฟาร์มแห่งนี้จึงขึ้นชื่อด้านความสด กรอบ สะอาด และมีรสชาติดีเป็นที่ถูกปากผู้บริโภคจึงนับเป็นการสร้างความมั่นใจให้ว่าเราสามารถต่อยอดธุรกิจฟาร์มเห็ดของครอบครัวได้”

ฟาร์มเห็ดอินทรีย์ ทำยากหรือไม่
การเริ่มต้นทำธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่หากขาดความเชี่ยวชาญก็ไม่สามารถที่จะนำพาตนเองไปสู่หนทางแห่งความสำเร็จได้ ฟาร์มเห็ดอินทรีย์ก็เช่นเดียวกันเกษตรกรต้องเข้าใจในการจัดการโรงเพาะเห็ดรวมไปถึงสภาพอากาศที่มีความเหมาะสมต่อการการเจริญเติบโตของเห็ด

คุณเก๋ กล่าวว่า การทำฟาร์มเห็ดนั้นสามารถเริ่มต้นทำได้อย่างไม่ยากนัก เพียงแต่ต้องอาศัยความเข้าใจในสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ว่ามีความเหมาะสมต่อการเพาะเห็ดหรือไม่ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดให้เห็ดสามารถเจริญเติบโตได้ดีไม่มีปัญหาเชื้อราเข้ามารบกวน สำหรับเห็ดสายพันธุ์หลักๆ ที่สวนเห็ดบ้านภักดี ผลิตออกจำหน่ายมีทั้งเห็ดนางฟ้า (เห็ดนางรมดำ), เห็ดโคนน้อย, เห็ดหอม และเห็ดลม เรียกได้ว่ามีผลผลิตออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่รอให้เห็ดเจริญเติบโตออกมานั้นเกษตรกรจะต้องคำนึงถึงการรักษาความสะอาดภายในโรงเพาะเห็ด ซึ่งจะต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นอย่างมาก หากในโรงเพาะเห็ดมีความสกปรกจะทำให้เกิดเชื้อราขึ้นได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ที่เป็นพาหะของเชื้อโรค ทั้งหนู แมลงสาบ ไร เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบถึงเห็ดที่เพาะเลี้ยงเอาไว้แทบทั้งสิ้น

ฉะนั้นภายหลังจากการเก็บเห็ดทุกครั้งต้องทำความสะอาดหน้าก้อนเชื้อเห็ดด้วยการเขี่ยเศษที่เหลือออกให้หมด ไม่ให้มีการตกค้างเพื่อป้องกันการหมักหมม หรือเน่าเสีย จนก่อให้เกิดการวางไข่ของแมลงต่างๆ พร้อมทั้งทำความสะอาดโรงเพาะเห็ดในช่วงที่ก้อนเห็ดหมดรอบจะถูกนำออกไปทั้งหมดเพื่อล้างทำความสะอาดและฉีดพ่นฆ่าเชื้อด้วยน้ำส้มควันไม้ ก่อนพักโรงเพาะเห็ดเอาไว้ประมาณ 1 เดือน จึงสามารถนำก้อนเห็ดเข้าสู่โรงเพาะได้อีกครั้ง ทั้งนี้ หากเกษตรกรไม่สามารถควบคุมการถ่ายเทอากาศภายในโรงเพาะเห็ด ความชื้นและความสะอาดได้ย่อมส่งผลให้เกิดเชื้อราและทำให้เห็ดหยุดการเจริญเติบโตไปนั่นเอง

โรงเพาะเห็ดในสวนลำไย
สวนเห็ดบ้านภักดี ตั้งอยู่ภายในสวนลำไย บรรยากาศร่มรื่นแล้วก่อสร้างโรงเรือนสำหรับเพาะเลี้ยงเห็ดเอาไว้ระหว่างแถวของต้นลำไย ภายใต้หลักการใช้สอยพื้นที่ว่างรอบบ้านให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

คุณเก๋ กล่าวว่า โรงเพาะเห็ดมีการปลูกสร้างในลักษณะโรงเรือนหลังคากอไก่ คล้ายคลึงกับโรงเรือนปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ปิดคลุมด้วยพลาสติกกันรังสียูวี และคลุมทับอีกหนึ่งชั้นด้วยซาแรนเพื่อป้องกันละอองฝน ถือเป็นการปรับอุณหภูมิภายในโรงเพาะเห็ดไปในตัว โดยมีขนาดความกว้าง 2.3 เมตร ยาว 4.5 เมตร เน้นก่อสร้างในขนาดไม่ใหญ่มากนักเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ ภายใน 1 โรงเรือน สามารถบรรจุก้อนเห็ดได้ประมาณ 1,000 ก้อน หรือแล้วแต่ความเหมาะสม สำหรับการก่อสร้างโรงเพาะเห็ดในลักษณะนี้ก็เพื่อให้สามารถถ่ายเทอากาศได้อย่างสะดวก เหมาะต่อการเจริญเติบโตของเห็ดในแต่ละสายพันธุ์ ซึ่งมีความต้องการอุณหภูมิที่แตกต่างกัน อาทิ เห็ดหอม เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศหนาวเย็น, เห็ดนางฟ้า ชอบบรรยากาศอบอุ่นไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป จึงต้องอาศัยร่มเงาจากต้นลำไยมาเป็นตัวช่วยในการกำบังแสงอีกต่อหนึ่งเพื่อไม่ให้ตัวโรงเพาะเห็ดร้อนจนเกินไป

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตัวโรงเพาะเห็ดจะอยู่ภายในสวนลำไยแต่ก็ไม่ได้มีการใช้สารเคมีแต่อย่างใด เนื่องจากทำสวนลำไยอินทรีย์ เพราะฉะนั้นจึงเป็นหลักประกันได้ว่าเห็ดจากสวนแห่งนี้มีความสด สะอาด และปลอดภัยอย่างแน่นอน

ทำก้อนเห็ดจากขี้เลื่อยไม้ยางพารา
สวนเห็ดบ้านภักดี ไม่ได้มีการทำเชื้อเห็ดเพื่อใช้แต่อย่างใด แต่จะอาศัยการสั่งซื้อเชื้อเห็ดจากแหล่งจำหน่ายประจำ เนื่องจากการทำเชื้อเห็ดมีวิธีการและขั้นตอนที่ปลีกย่อยออกไปจึงต้องประหยัดเวลาด้วยการซื้อเชื้อเห็ดเพื่อมาทำก้อนเห็ดที่บ้าน โดยใช้วิธีเพาะเชื้อเห็ดในขวดแก้วซึ่งมีลักษณะคล้ายเมล็ดข้าวฟ่างบรรจุอยู่ภายใน รอให้เชื้อเดินเต็มขวดจากนั้นจึงนำเชื้อเห็ดมาหยอดภายในก้อนเห็ดที่เตรียมเอาไว้

คุณเก๋ กล่าวว่า การทำก้อนเห็ดมีความแตกต่างไปตามชนิดของเห็ดโดยเฉพาะเห็ดนางรมดำ, เห็ดหอม, เห็ดกระด้าง (เห็ดลม) จะเน้นใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเป็นหลัก โดยสั่งซื้อมาจากภาคใต้ในคราวละ 1 คันรถ 10 ล้อ ส่วนสาเหตุที่เลือกใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพื่อทำก้อนเห็ดนั้น ก็เพราะสามารถควบคุมปริมาณความชื้นได้ดี ง่ายต่อการจัดการ อีกทั้งต้นยางพาราเป็นไม้เนื้ออ่อน มีสารอาหารที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเห็ด คือ คาร์บอน, เซลลูโลส, ไนโตรเจน สารอาหารเหล่านี้เมื่อหยอดเชื้อเห็ดลงไปแล้วเห็ดก็สามารถที่จะดูดซับธาตุอาหารได้ทันที นอกจากนี้แล้วยังมีส่วนผสมอื่นอีก เช่น รำละเอียด, ดีเกลือ, น้ำตาลทราย, ปูนขาว เสริมเข้าไป แต่โดยทั่วไปแล้วการเพาะเห็ดนางรมดำจะไม่นิยมใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพารา แต่จะเลือกใช้ขี้เลื่อยไม้ฉำฉาแทน เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่า

ส่วนขั้นตอนการผสมนั้นจะต้องนำขี้เลื่อยไม้ยางพารามาผึ่งตากแดดเอาไว้ประมาณ 7 วัน เพื่อไล่ความชื้น เมื่อครบกำหนดจึงนำขี้เลื่อยไม้ยางพารามาคลุกเคล้ากับส่วนผสมอื่นๆ ให้เข้ากันในสัดส่วนที่พอเหมาะ จากนั้นให้นำเข้าเครื่องผสมเชื้อเห็ด ส่วนสาเหตุที่ไม่ใช้มือในขั้นตอนนี้เพราะไม่สามารถคลุกเคล้าเชื้อเห็ดได้อย่างทั่วถึง ภายหลังจากผสมเชื้อเห็ดเสร็จแล้วจะต้องนำมาบรรจุลงในถุงสำหรับทำก้อนเห็ดให้ได้น้ำหนัก ประมาณ 800-900 กรัม/1 ก้อน แล้วนำเข้าเครื่องอัดก้อน เมื่อได้ก้อนเห็ดออกมาแล้วจะต้องนำมาใส่คอขวดอุดด้วยก้อนสำลีและปิดฝาขวดเอาไว้เพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการนึ่งฆ่าเชื้อต่อไป

โดยฟาร์มเห็ดแห่งนี้จะใช้วิธีการนึ่งฆ่าเชื้อด้วยเตานึ่งลูกทุ่ง ที่มีลักษณะเป็นถังขนาด 200 ลิตร นำก้อนเห็ดมาวางเรียงซ้อนกันภายในถัง จากนั้นจึงทำการนึ่งด้วยไอความร้อนโดยใช้อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ในระยะเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง เมื่อนึ่งฆ่าเชื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้วต้องนำก้อนเห็ดมาพักให้เย็นตัวลง ประมาณ 1 วัน หากหยอดเชื้อลงไปภายในทันทีความร้อนจากภายในก้อนเห็ดอาจทำให้เชื้อเห็ดตายได้

ภายหลังจากก้อนเห็ดเย็นตัวดีแล้วจึงทำการหยอดเชื้อเห็ดลงไป ซึ่งกระบวนการนี้จะทำในสถานที่ปลอดเชื้อ เน้นไม่ให้มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปผสมอยู่ภายในก้อนเห็ดเพราะเสี่ยงต่อการเป็นเชื้อรา ก่อนหยอดเชื้อเห็ดจะต้องใช้สเปรย์แอลกอฮอล์พ่นบริเวณปากถุงก้อนเห็ดเพื่อฆ่าเชื้อ จากนั้นจึงหยอดเชื้อเห็ดลงไปเขย่าเล็กน้อยเพื่อให้เชื้อเห็ดกระจาย แล้วนำกระดาษหนังสือพิมพ์มาปิดปากถุงก้อนเชื้อเห็ดรัดยางเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วจะต้องตั้งพักเอาไว้อีกประมาณ 45 วัน เพื่อให้เชื้อเห็ดเดินเต็มก้อน เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการนี้แล้วจึงนำก้อนเชื้อเห็ดเข้าไปไว้ในโรงเพาะเห็ดต่อไป

แนะนำวิธีเพาะเห็ดโคนน้อย “แบบกองฟาง”
นอกจากการเพาะเชื้อเห็ดจากขี้เลื่อยไม้ยางพาราแล้วนั้น ยังมีการเพาะเชื้อเห็ดด้วยฟางข้าวที่หาได้จากภายในท้องถิ่นอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมักใช้กับการเพาะเห็ดโคนน้อยด้วยกรรมวิธีที่เรียกว่า “กองฟาง”

คุณเก๋ กล่าวว่า การเพาะเห็ดโคนน้อยโดยใช้กรรมวิธีแบบกองฟาง จะเน้นใช้ฟางข้าวเป็นส่วนประกอบหลัก มีขั้นตอนการทำไม่ซับซ้อนนัก เริ่มต้นด้วยการต้มน้ำเดือดภายในถัง 200 ลิตร จากนั้นจึงนำฟางข้าวมาจุ่มลงไปใช้ระยะเวลาประมาณ 5-10 นาที แล้วยกขึ้นมาพักทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน เพื่อรอทำก้อนเห็ด ส่วนการเตรียมเชื้อเห็ดโคนน้อยจะต้องใช้วิธีการขยี้เชื้อเห็ดให้กระจายออกจากกันแล้วคลุกเคล้ากับรำข้าวให้เข้ากัน เมื่อได้เชื้อเห็ดที่ผสมเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงนำมาเข้าสู่ขั้นตอนทำก้อนเห็ดโดยใช้วิธีการนำฟางที่ผ่านการหมักบ่มครบ 1 คืน แล้วมาใส่ลงในแม่พิมพ์แล้วโรยเชื้อเห็ดสลับกับอัดฟางและมัดฟางให้เป็นก้อน เมื่อได้ก้อนฟางที่มีเชื้อเห็ดโคนน้อยอยู่ภายในออกมาแล้ว ก็ให้นำไปวางเรียงกันเป็นแถวทิ้งระยะเวลาเอาไว้ประมาณ 7 วัน เห็ดจะค่อยๆ งอกออกมาให้เห็น

เคล็ดลับ ดูแลเห็ด
สภาพอากาศที่มีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเห็ดในแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน จึงต้องนำข้อจำกัดเหล่านี้มาเป็นตัวกำหนดรูปแบบของการจัดการสภาพแวดล้อมภายในโรงเรือน

คุณเก๋ กล่าวว่า เห็ดนางรมดำและเห็ดลม จะใช้วิธีการจัดวางก้อนเห็ดในลักษณะวางเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ บนพื้นดินแล้วเว้นระยะห่างระหว่างแถว โดยเห็ดนางรมดำ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศเย็นแต่ไม่มาก เพราะฉะนั้นจึงสามารถตั้งเรียงบนพื้นดินภายในโรงเรือนได้โดยตรงแล้วคลุมปิดด้านบนด้วยผ้ายาง ส่วนเห็ดลม จะชอบอากาศร้อนแต่ด้วยสภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่มีความหนาวเย็นจึงต้องรักษาอุณหภูมิให้ร้อนจากเดิมที่จะคลุมผ้ายางแค่เฉพาะด้านบนก็จะเปลี่ยนมาคลุมปิดด้วยผ้ายางทั้งหมด

นอกจากนี้แล้วยังมีเห็ดหอมที่ต้องการสภาพอากาศเย็นกว่าเห็ดชนิดอื่น เพราะฉะนั้นในโรงเพาะเห็ดหอมบริเวณพื้นดินด้านล่างที่ใช้สำหรับจัดวางก้อนเห็ดต้องมีการโรยทรายเอาไว้เพื่อช่วยรักษาความชื้นและกักเก็บความเย็นได้ดี จากนั้นจึงปิดคลุมด้านบนด้วยผ้ายาง ภายหลังจากนำก้อนเห็ดมาเข้าโรงเพาะเห็ดแล้วจะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ จะเริ่มมีดอกเห็ดออกมาให้เห็นก็สามารถที่จะทำการเก็บเพื่อจำหน่ายได้

ไม้เคาะหน้าเห็ด กระตุ้นสปอร์
คุณเก๋ กล่าวว่า สวนเห็ดบ้านภักดีจะเก็บเห็ดเพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าในทุกๆ วัน ผ่านวิธีการสังเกตดอกเห็ดที่พร้อมสำหรับจำหน่ายจะต้องมีลักษณะดอกไม่อ่อน หรือแก่จนเกินไป อาจใช้วิธีตรวจสอบที่ขอบดอก หากยังงุ้มอยู่แสดงว่าเหมาะแก่การเก็บ แต่ในกรณีที่ขอบดอกยกขึ้นแสดงว่าแก่จัด เห็ดทุกชนิดจะเก็บในช่วงบ่ายซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนรับซื้อจะเข้ามา ยกเว้นเห็ดหอมที่จะเก็บ 2 ช่วง คือ เช้า-บ่าย เนื่องจากเห็ดหอมจะบานไม่พร้อมกัน หากมีขนาดดอกเล็กอยู่ก็เก็บไม่ได้ หรือบานมากเกินไปก็จะไม่สวย ให้สังเกตบริเวณช่องใต้ดอกจะต้องเต็มจึงจัดว่ามีขนาดที่เหมาะแก่การเก็บจำหน่าย โดยการเก็บในแต่ละครั้งจะเว้นส่วนรากของเห็ดหอมเอาไว้เพื่อนำไปใช้แปรรูปทำข้าวเกรียบเห็ดต่อไป เมื่อเก็บเห็ดแล้วเสร็จจึงทำการรดน้ำเพื่อรักษาความชื้นให้กับเห็ดวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเย็นของทุกวัน

อย่างไรก็ตาม เห็ดชนิดต่างๆ เหล่านี้จะงอกออกมาให้เก็บในปริมาณที่มากอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งภายหลังก็จะหยุดไป เพราะฉะนั้นจึงต้องทำการกระตุ้นเพื่อให้เห็ดงอกออกมาใหม่โดยใช้ไม้เคาะไปที่หน้าเห็ดเบาๆ ในเฉพาะบางถุงเท่านั้น เพื่อกระตุ้นให้เห็ดสร้างสปอร์

ช่องทางการจัดจำหน่าย
สำหรับช่องทางการจัดจำหน่ายจะอาศัยการบอกกันแบบปากต่อปาก โดยมีแม่ค้ามารับซื้อเห็ดถึงสวนก่อนนำไปจำหน่ายต่ออีกทีหนึ่ง รวมถึงลูกค้าภายในชุมชนที่รู้จักกันก็จะมาซื้อไปบริโภค และยังมีลูกค้าจากช่องทางออนไลน์โดยเฉพาะเฟซบุ๊กที่มีการสั่งซื้อเข้ามา เพราะเมื่อนำเห็ดจากฟาร์มแห่งนี้ไปประกอบอาหารจะมีความหวาน กรอบ อร่อย โดยเฉพาะเมนูอาหารพื้นบ้านทางภาคเหนือที่นิยมนำเห็ดนางรมดำไปนึ่งรับประทานคู่กับน้ำพริกข่า แล้วยังรวมถึงเมนูอาหารอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งแกงส้มเห็ด, ต้มยำกุ้ง, แกงเลียงเห็ด, เห็ดผัดน้ำมันหอย ก็ล้วนแล้วแต่ต้องใช้เห็ดเข้าไปเป็นส่วนประกอบหลักแทบทั้งสิ้น ส่งผลให้ตลาดเห็ดยังคงขับเคลื่อนและสร้างรายได้หมุนเวียนให้อยู่โดยตลอด

ปัจจุบัน สวนเห็ดบ้านภักดียังได้มีการยื่นขอมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ (GAP) จากกรมวิชาการเกษตร เพื่อเป็นเครื่องการันตีว่าเห็ดจากฟาร์มแห่งนี้สด สะอาด และยังปลอดจากสารเคมี พร้อมขยายตลาดไปสู่กลุ่มผู้บริโภควัยทำงานที่ต้องการความสะดวกในการรับประทานอาหาร จึงเพิ่มทางเลือกด้วยเมนูแหนมเห็ดที่ผลิตขึ้นมาจากเห็ดนางรมดำออกวางจำหน่าย พร้อมทั้งเมนูข้าวเกรียบเห็ดที่เลือกใช้เฉพาะส่วนรากของเห็ดหอมที่ต้องตัดออกในขณะเก็บก็นำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า นอกจากนี้แล้วสวนเห็ดบ้านภักดียังมีสินค้าเกษตรทั้งผักอินทรีย์, ผักสลัด, บ๊วยสด และลำไยอินทรีย์ ให้ผู้สนใจได้เลือกซื้อ

คุณเก๋ กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้ผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ หรืออาหาร คลีน ได้ลิ้มลองเห็ดอินทรีย์จากสวนเห็ดบ้านภักดี เพราะผ่านการดูแลอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน พร้อมส่งต่อความสุขไปสู่ผู้บริโภค ติดต่อเกษตรกร คุณชัญญาณ์ภัช ภักดี (คุณเก๋) บ้านเลขที่ 65/1 หมู่ที่ 3 ตำบลท่ากว้าง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ โทร. 090-325-6453, เฟซบุ๊ก Baan Pakdee

การใส่ปุ๋ยลงไปในดิน เพื่อให้พืชสามารถดึงดูดไปใช้ได้มากที่สุดและสูญเสียน้อยที่สุด มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยวิธีให้ปุ๋ยเคมีกับพืช จะใช้วิธีละลายน้ำรด หรือใช้วิธีหว่านแล้วรดน้ำตาม วิธีไหนจะดีกว่ากันและสูญเสียน้อยกว่ากัน?

ปุ๋ยเคมีที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไป มีอยู่ 2 ชนิดคือ ชนิดใส่ลงดิน ซึ่งมีเทคนิคการผลิตเฉพาะ โดยต้องเติมสารบางชนิด เช่น ดินเหนียว หรือทราย ที่เรียกว่าสารตัวเติม เมื่อนำไปละลายน้ำปุ๋ยบางส่วนจะถูกดูดยึดไว้โดยสารตัวเติม เนื้อปุ๋ยอาจจะละลายออกมาไม่หมด สารตัวเติมก็จะตกตะกอน หากนำไปใช้ฉีดพ่นทำให้เครื่องอุดตัน การนำมาละลายน้ำก่อนใช้รดต้นไม้จึงได้ผลน้อย ปุ๋ยอีกชนิดหนึ่งคือ ปุ๋ยละลายน้ำ มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ง่ายและไม่มีสารตัวเติม หากมีก็มีเพียงปริมาณน้อยมาก ตัวอย่างเช่น ปุ๋ยสำหรับรดต้นกล้วยไม้ ข้อดีคือทำให้วัสดุเพาะที่สัมผัสกับรากกล้วยไม้ได้ดูดซับปุ๋ยเก็บไว้ให้ต้นกล้วยไม้นำไปใช้ได้ง่ายขึ้น

ดังนั้น ปุ๋ยทั้งสองชนิดจึงมีวัตถุประสงค์ต่างกัน ผักแพว เป็นผักที่ผู้บริโภคนิยมนำใบอ่อนหรือยอดอ่อนที่มีกลิ่นหอม มีรสเผ็ดร้อนมากินกับซุบหน่อไม้ น้ำตกหรือลาบ หรือนำไปเป็นส่วนผสมการทำข้าวยำ หรือใส่ในแกงปลาก็ทำให้ได้อาหารรสแซ่บอร่อยเช่นกัน ผักแพวเป็นพืชผักพื้นบ้านที่ปลูกง่าย ให้ผลผลิตไว ซึ่งหลังจากปลูก 30 วัน จะมียอดงามๆ ให้ตัดเก็บไปกินหรือแบ่งปัน ผักแพวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีเกษตรกรปลูกขายทำให้มีรายได้มีความมั่นคง วันนี้จึงนำเรื่องราวความสำเร็จของ ลุงโชติ สายด้วง ปลูกผักแพวงานเดียว ตัดเก็บขาย รายได้กว่าหมื่นบาท มาบอกเล่าสู่กันครับ

ลุงโชติ สายด้วง ประธานกลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ ตำบลสิงหนาท เล่าให้ฟังว่า ผักแพว หรือผักไผ่ เป็นพืชผักพื้นบ้านชนิดหนึ่ง เจริญเติบโตได้ดีในสภาพพื้นที่ชื้นแฉะ ลักษณะต้นมีความสูงหรือยาวเลื้อย 30-35 เซนติเมตร ลำต้นแบ่งเป็นข้อๆ และทุกข้อจะมีรากงอกออกมา ใบ เป็นใบเดี่ยวออกสลับกัน ใบเป็นรูปหอกหรือรูปหอกแกมรูปไข่ ขอบใบเรียว ปลายใบแหลม ฐานใบเป็นรูปลิ่ม ใบมีความกว้างและยาวด้านละ 2.5-3×5.5-8 เซนติเมตร ก้านใบสั้น มีหูใบเป็นปลอกหุ้มรอบลำต้นที่บริเวณเหนือข้อ ดอก ออกเป็นช่อ หนึ่งช่อดอกจะมีดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวนวลหรือสีชมพูม่วง และผลของผักแพวจะมีขนาดเล็กมาก

ผักแพวจัดเป็นพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านที่มีรสเผ็ดร้อนคล้ายข่า ยอดอ่อนหรือใบอ่อนมักนิยมนำประกอบการทำอาหารได้หลายรายการ จัดเป็นผักสดกินกับส้มตำ ลาบ น้ำตก หรือซุบหน่อไม้ จะเติมแต่งทำให้ได้รสแซ่บอร่อย

สรรพคุณ ผักแพวมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ผู้บริโภคในหลายด้าน เช่น ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยป้องกันและต่อต้านมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจ ขับเหงื่อ บำรุงประสาท รักษาปอด แก้หอบหืด แก้ไอ รักษาโรคกระเพาะ ช่วยในระบบขับถ่าย แก้ท้องเสีย รักษาริดสีดวงทวาร หรือช่วยขับปัสสาวะ

การปลูก ผักแพวมีทั้งการปลูกเป็นพืชผักสวนครัวเพื่อเก็บผลผลิตมากินในครัวเรือนหรือแบ่งปัน และปลูกเป็นแปลงหรือเป็นสวนผักขนาดใหญ่เพื่อเก็บผลผลิตส่งขายที่ก่อให้เกิดรายได้นำมาสู่การพัฒนาการยังชีพที่มั่นคง

การปลูกอยู่ได้ 2 วิธี คือ ปลูกลงในภาชนะชนิดต่างๆ เช่น กะละมังเก่า ยางรถยนต์เก่า หรือกระถาง และอีกหนึ่งวิธีคือ การปลูกผักแพวลงดินเป็นแบบแปลงใหญ่หรือเป็นสวนผักขนาดใหญ่ แต่ไม่ว่าจะปลูกด้วยวิธีใดก็ตามหลังการปลูกต้องมีการปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาทั้งการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ หรือควบคุมป้องกันและกำจัดศัตรูพืชเพื่อให้ต้นผักแพวเจริญเติบโตสมบูรณ์ได้ผักปลอดภัยให้ตัดเก็บไปขาย กิน หรือแบ่งปันเป็นการลดรายจ่ายครัวเรือน

การเตรียมดินปลูก ลุงโชติ เล่าให้ฟังอีกว่า funlok.com การปลูกผักแพวบนแปลงปลูก ที่นี่ได้จัดการแบ่งพื้นที่ทำนาส่วนหนึ่งประมาณ 1 งาน จากนั้นได้เตรียมดินปลูกด้วยการไถดะ ไถแปร และไถพรวน ให้ดินร่วนซุย ตากแดด 7-10 วัน เป็นการกำจัดศัตรูพืชหรือฆ่าเชื้อโรคที่ฝังตัวอยู่ในดิน ขุดดินเพื่อยกให้เป็นแปลงปลูกสูงกว่าพื้นผิวดิน 20-30 เซนติเมตร เตรียมดินให้ร่วนซุยเพื่อช่วยให้รากต้นพืชชอนไชหาอาหารง่ายและเจริญเติบโตได้ดี

การเตรียมต้นกล้า ได้จัดแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งทำเป็นแปลงเพาะพันธุ์ต้นกล้า ด้วยการเลือกนำต้นกล้าที่สมบูรณ์มาปักชำหรือปลูก เมื่อเพาะเลี้ยง 30 วัน จะได้ต้นกล้าที่เจริญเติบโตสมบูรณ์ จากนั้นตัดเก็บต้นกล้าจากแปลงเพาะ โดยตัดต้นกล้าให้ได้ความยาว 3-5 ข้อ นำไปปักชำหรือปลูกลงบนแปลงปลูก โดยเว้นให้มีระยะห่างกันแต่พอเหมาะ หรือเว้นให้ห่างกันราว 1 คืบ ไม่ชิดแน่นกันเกินไป ต้นกล้าพันธุ์ผักแพวเจริญเติบโตสมบูรณ์เต็มพื้นที่แปลงปลูก

การดูแลบำรุงรักษา

การใส่ปุ๋ย เมื่อปลูกไป 7-10 วัน ได้หว่านปุ๋ยสูตร 18-18-18 อัตราละ 2 กิโลกรัม ให้กระจายทั่วแปลงปลูก และครั้งที่ 2 เมื่อต้นผักแพวเริ่มแตกยอดได้หว่านปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 2 กิโลกรัม ให้กระจายทั่วแปลง

การให้น้ำ ผักแพวเป็นพืชที่ชอบน้ำและเจริญเติบโตได้เมื่อมีน้ำหล่อเลี้ยง หลังจากปลูกเสร็จแล้วจึงได้จัดการปล่อยน้ำเข้าไปให้ท่วมแปลงปลูก เมื่อผ่านไป 3-4 วัน น้ำในแปลงปลูกเริ่มแห้งก็ได้ปล่อยน้ำเข้าไปให้ท่วมแปลงอีกครั้งเป็นการรักษาระดับน้ำไว้ให้ต้นผักแพวได้ใช้อย่างพอเพียงต่อการเจริญเติบโตไวและแข็งแรงสมบูรณ์

หลังการปลูก ได้ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาเหมาะสม ภายใน 30 วัน ต้นผักแพวจะเจริญเติบโตแข็งแรง ได้ตัดเก็บยอดอ่อนที่สมบูรณ์ ความยาว 1 คืบกว่าออกไป ส่วนต้นตอของต้นผักแพวที่เหลืออยู่ในแปลงจะมีการเจริญเติบโตสมบูรณ์ขึ้นมาใหม่ พร้อมกับมียอดอ่อนให้ตัดเก็บได้อีกในครั้งต่อไป ต้นผักแพวที่เจริญเติบโตสมบูรณ์จะออกดอกเป็นช่อ ในช่อดอกจะมีดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวนวลหรือสีชมพูม่วง

ลุงโชติ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า เมื่อต้นผักแพวเจริญเติบโตสมบูรณ์ ได้เริ่มตัดเก็บผักแพวเพื่อเตรียมไว้ให้กับพ่อค้าที่เข้ามารับซื้อตามที่นัดหมายกันไว้