จุดเริ่มต้นชีวิตการเป็นเกษตรกร ของเด็กจบนอก หนทางไม่ง่าย

ต้องเจ็บก่อนถึงจะพบความสำเร็จคุณจอย เล่าถึงจุดเริ่มต้นของชีวิตการเป็นเกษตรกรว่า หลังจากตนเรียนจบจากอังกฤษ มีโอกาสได้ทำงานตามสายที่เรียนมาเพียงระยะเวลาสั้นๆ เพราะรู้สึกเครียดกับงานที่ทำมากเกินไป จึงมีความคิดที่อยากออกจากงานประจำมาทำธุรกิจส่วนตัว ประกอบกับที่ช่วงนั้นคุณพ่อคุณแม่เริ่มมีอายุมากขึ้น ท่านอยากจะขยับขยายออกจากกรุงเทพฯ มาใช้ชีวิตบั้นปลายที่ต่างจังหวัด

พอดีกับที่บ้านมีที่ดินอยู่ที่จังหวัดนครนายก ตนและครอบครัวจึงถือโอกาสย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่นี่ บนพื้นที่ 5 ไร่ มีแหล่งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ จึงอยากจะทดลองทำการเกษตร แต่ด้วยความที่ตนไม่มีความรู้ในเรื่องของงานเกษตรเลย จึงเริ่มศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการปลูกผัก ซึ่งในตอนนั้นการปลูกผักมีหลายแขนงด้วยกัน ทั้งผักไฮโดรโปนิกส์ ผักอินทรีย์ รวมถึงเคมี

แต่ด้วยความที่ไม่มีความรู้ด้านใดมาก่อน ตนจึงทำตัวเหมือนน้ำไม่เต็มแก้ว ไม่ปิดกั้นเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ศึกษาไปเรื่อยๆ จนไปเจอกับหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อว่า “สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นที่ไร่” จึงได้เริ่มศึกษาการทำเกษตรจากหนังสือเล่มนี้ รวมถึงการเข้าไปศึกษาถึงที่สวน จนเกิดความประทับใจเหมือนได้เปิดโลก และได้ไอเดียกลับมาว่า ไม่ว่าจะทำเกษตรแบบไหน ก็ควรต้องมีการแปรรูปเกิดขึ้น จะขายผลสดอย่างเดียวไม่ได้ จึงเก็บไอเดียนี้ไว้ในใจแล้วกลับมาบอกที่บ้านว่า จะทำเกษตรอินทรีย์ ช่วยกันทำกับพี่สาว 2 คน

เริ่มต้นด้วยการลงไม้ผล มะพร้าว กล้วย มะนาว ซึ่งผลไม้เหล่านี้กว่าจะทำรายได้เวลาเป็นปี จึงอยากที่จะหารายได้ให้เร็วขึ้น จนได้ไอเดียการปลูกผักสลัดมา เพราะว่าในตอนนั้นเมื่อเกือบ 5 ปีที่แล้วในจังหวัดนครนายกยังไม่มีใครปลูกผักอินทรีย์กลางแจ้ง ตนและพี่สาวจึงตัดสินใจจะปลูกผักสลัดสร้างรายได้เสริม แต่เมื่อปลูกไประยะแรกก็ดี แต่ช่วงหลังเริ่มเกิดปัญหาและเจ๊งลงในที่สุด ซึ่งตอนที่ผักเริ่มมีปัญหาโชคดีกล้วยที่ปลูกไว้ตอนแรกเริ่มออกพอดี พอกล้วยเริ่มออกก็ต้องไปดูแลกล้วยมากขึ้น คิดต่อไปอีกว่าจะทำอย่างไรกับกล้วยที่ออกมากว่า 500 ต้น ผลผลิตออกมาไล่ๆ กัน

แรกๆ มีความคิดว่าจะขายผลสดไปพร้อมกับผัก แต่ผลผลิตออกมาเยอะมากขายไม่หมด หากนำไปขายส่งราคาก็ถูกมาก จึงกลับมาย้อนไปที่หนังสือบอกไว้ว่า ต้องแปรรูป จึงกลับมาคิดอีกว่าปกติกล้วยนำมาแปรรูปเป็นอะไรได้บ้าง จนได้ไอเดียที่เกิดจากที่บ้านชอบกินกล้วยอยู่แล้ว ก็เลยดูว่าที่บ้านกินกล้วยตาก กล้วยทอด กล้วยฉาบ หลายๆ อย่าง แต่ไปสะดุดกับกล้วยตากที่กินได้เพียง 1-2 ชิ้น จะรู้สึกอิ่ม กินไม่เพลิน ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับกล้วยเล็บมือนางจะกินได้เพลินกว่า จึงมองว่าจะทำอย่างไรให้กล้วยอบของเรากินได้เพลินเหมือนกล้วยเล็บมือนาง นี่คือโจทย์ข้อแรกของการเริ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกล้วย

จากนั้นได้มีการทดลองทำมาเรื่อยๆ ประกอบกับผักที่ปลูกเริ่มจะไปไม่รอด จึงมีเวลาโฟกัสกับกล้วยเต็มที่ ตนกับพี่สาวลงมือทำกันเอง 2 คน ทุกขั้นตอน โดยที่ยังไม่มอบหมายงานให้กับคนงาน จนชำนาญรู้แล้วว่ากล้วยแบบไหนเหมาะกับการนำมาแปรรูปทำกล้วยอบแล้วจะอร่อย จนได้เป็นผลิตภัณฑ์กล้วยอบออกมาเป็นผลิตภัณฑ์แรก และต่อยอดเพิ่มมาเป็นผลิตภัณฑ์ “แป้งกล้วย” และยังมีการนำแป้งกล้วยมาทำเบเกอรี่สำหรับท่านที่เป็นเบาหวาน หรือท่านที่แพ้กลูเตนสามารถกินได้อีกด้วย

“แป้งกล้วย” ผลิตภัณฑ์เด่น ฝีมือเกษตรกรรุ่นใหม่
สร้างอนาคตอุตสาหกรรมการแปรรูปจากกล้วย
เจ้าของบอกว่า ผลิตภัณฑ์แป้งกล้วย เกิดขึ้นจากการต่อยอดมาจากกล้วยอบ เนื่องจากการทำกล้วยอบของธำรงฟาร์ม จะมีในส่วนของกล้วยที่ไม่สามารถนำมาอบได้ ซึ่งคือกล้วยที่มีขนาดผลเล็กหรือใหญ่ไป รวมถึงพันธุ์กล้วยบางชนิดที่ไม่เหมาะกับการนำมาทำกล้วยอบ ที่ฟาร์มก็จะนำกล้วยส่วนนี้ไปให้เป็ดกิน แต่เนื่องจากบางครั้งกล้วยมีปริมาณมากเกินไป เป็ดกินไม่หมดก็ต้องนำไปทิ้ง จึงเกิดความเสียดาย พยายามคิดหาวิธีการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่น

จนได้ไปเห็นข่าวสารที่ทางอุตสาหกรรมจังหวัดเปิดรับสมัครผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาแปรรูปสินค้าของตัวเอง ตนจึงเขียนบรรยายรายละเอียดของฟาร์มไป และได้รับคัดเลือก จากนั้นทางเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดจึงเข้ามาช่วยดูว่าที่ฟาร์มมีผลผลิตอะไรบ้าง จะสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นอะไรได้บ้าง เมื่อเขาเห็นว่าที่ฟาร์มมีกล้วยเยอะ เขาจึงแนะนำว่า จริงๆ แล้วกล้วยสามารถนำมาทำเป็นแป้งได้ ตนและพี่สาวมีความคิดเห็นตรงกันว่าแปรรูปออกมาเป็นแป้งกล้วย เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก จึงตอบตกลงไปว่าสนใจ อยากที่จะทำโปรเจ็กต์นี้ ทางเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมรวมถึงนักวิชาการจึงได้เข้ามาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์แป้งกล้วยจนสำเร็จขึ้นมาวางขายเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 62 มาถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา 1 ปี พอดี

สำหรับการเริ่มเปิดตลาดแป้งกล้วย ผลตอบรับดี แต่การตลาดถือว่ายังไม่หวือหวามากนัก ส่วนหนึ่งมาจากที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่รู้จักแป้งกล้วยในส่วนที่เป็นเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณแก้โรคกระเพาะมากกว่าผู้บริโภคที่รู้จักการนำมาประกอบอาหารหรือทำขนมยังน้อยมาก จึงมีการทำตลาดโดยการนำไปเปิดตัวที่งานออร์แกนิก เอ็กซ์โป กระแสตอบรับถือว่าดี ดำเนินมาเรื่อยจนกระทั่งเกิดโควิด-19 ก็ต้องหยุดออกงานอีเว้นท์ไป แต่ก็ยังมีลูกค้าประจำที่เคยซื้อไปใช้แล้วกลับมาซื้อซ้ำ

แต่ในส่วนของการเปิดตลาดใหม่ยังทำได้ไม่มาก เพราะคนส่วนมากยังไม่รู้ว่าแป้งกล้วยทำอะไรได้บ้าง ทางฟาร์มจึงต่อยอดจากขายแป้งกล้วยอย่างเดียว ก็เพิ่มทำมาเป็นเบเกอรี่ที่ทำมาจากแป้งกล้วยไปให้ชิมด้วยว่าแป้งกล้วยสามารถนำมาทำขนมได้ รสชาติเป็นอย่างไร เนื้อสัมผัสเป็นอย่างไร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าผลิตภัณฑ์แป้งกล้วยของเราดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และสามารถนำไปประกอบอาหารได้จริง

แป้งกล้วย ทำอะไรได้บ้าง?
คุณจอย บอกว่า แป้งกล้วย สามารถนำมาทำขนมได้เหมือนกับแป้งทั่วไป ทำคุกกี้ บราวนี่ วาฟเฟิล แพนเค้ก เค้ก แต่อาจจะได้เนื้อสัมผัสที่ต่างจากแป้งสาลี แป้งกล้วยถือเป็นแป้งทางเลือกสำหรับคนที่แพ้กลูเตน หรือคนที่เป็นเบาหวานสามารถกินได้ เพราะตัวแป้งมีสรรพคุณที่ดี มีไฟเบอร์สูง น้ำตาลต่ำ ไม่มีกลูเตน เมื่อเปรียบเทียบกับแป้งสาลี คือเมื่อกินแป้งสาลีไป 100 เปอร์เซ็นต์ จะเปลี่ยนจากแป้งเป็นน้ำตาล แต่แป้งกล้วย 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นน้ำตาล อีก 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นไฟเบอร์ที่ช่วยปรับสมดุลในกระเพาะได้ ทำให้อยู่ท้อง

รสชาติ… เนื้อสัมผัสจะต่างจากแป้งสาลี อย่างเช่นนำมาทำคุกกี้ แป้งกล้วยจะไม่สามารถนำมาทำเป็นคุกกี้กรอบได้ และไม่นิ่มขนาดซอร์เบท์ จะเป็นกึ่งกลางระหว่างกัน แต่จะมีเอกลักษณ์พิเศษคือไม่มีกลูเตน หรือถ้าผู้บริโภคต้องการให้สัมผัสคล้ายการใช้แป้งสาลีก็จะแนะนำให้ใช้แป้งกล้วยในสัดส่วน 75 กรัม ต่อแป้งสาลี 25 กรัม

กลุ่มลูกค้า… ด้วยความที่แป้งกล้วยมีราคาค่อนข้างสูง ก็จะเป็นลูกค้าที่เป็นคุณแม่ที่มีลูกแพ้กลูเตน หรือเป็นคนที่รักสุขภาพ พยายามเลือกสรรวัตถุดิบที่ดีต่อร่างกาย ทดแทนแป้งสาลี

ขั้นตอนการทำแป้งกล้วย
นำกล้วยดิบมาปอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาด และที่สำคัญคือไม่ใช่ว่ากล้วยทุกลูกจะใช้ได้ เพราะถ้าสุกเกินไปก็ไม่ออกมาเป็นแป้ง เพราะฉะนั้นกล้วยต้องพอดี เริ่มเหลืองก็ไม่ได้ ผิวเริ่มนิ่มก็ไม่ได้ คือต้องประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น
นำมาหั่น แล้วนำไปใส่ตู้อบนาน 8 ชั่วโมง จนแห้ง
นำมาปั่น แล้วร่อนออกมาให้ได้ความละเอียดที่เพียงพอต่อการเป็นแป้งเบเกอรี่
สัดส่วนการแปรรูป… กล้วย 1 หวี ที่เห็นหนักๆ เมื่อนำมาทำแป้งแล้วเหลือแค่นิดเดียว ยกตัวอย่างเช่น แป้งกล้วยปริมาณ 700 กรัม ต้องใช้กล้วยประมาณ 10 หวี ถ้านับเป็นกิโลก็ใช้ประมาณเกือบ 10 กิโลกรัม ถึงจะได้แป้งออกมา 700 กรัม แป้งกล้วยจึงมีราคาค่อนข้างสูง เพราะต่อให้ต้นทุนค่ากล้วยหวีละ 10 บาท ต้นทุนก็เป็น 100 บาทแล้ว ยังไม่รวมต้นทุนในส่วนอื่นๆ ด้วย

ราคา… มี 2 ขนาด

ถุงเล็ก บรรจุ 300 กรัม ราคา 250 บาท
2. ถุงใหญ่ บรรจุ 700 กรัม ราคา 550 บาท
ปริมาณการผลิต… โดยเฉลี่ยต่อเดือนสามารถผลิตแป้งกล้วยได้ 40 กิโลกรัม ยังถือว่าผลิตได้น้อยมาก เพราะฉะนั้นการที่จะนำฝากขายที่อื่นยังทำไม่ได้ เพราะยังผลิตได้ไม่มากพอ จะเน้นขายเองเป็นหลัก และเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสินค้าเราจริงๆ

รายได้ต่อเดือน… ช่วงที่ยังไม่เกิดโควิด-19 มีรายได้ 70,000 บาทขึ้นไป และคิดว่าตนเองคิดไม่ผิดที่ตัดสินใจมาเป็นเกษตรกร เพราะถือว่าคุ้มค่ามากๆ และคิดว่ายังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ยังต่อยอดไปได้อีก อย่างเช่นตอนนี้ที่ฟาร์มยังใช้ประโยชน์จากกล้วยได้ไม่มากพอ ยังใช้ได้แค่ผล แต่ในอนาคตอยากต่อยอดสร้างมูลค่าจากหัวปลี หรือแม้กระทั่งกับต้นกล้วย ใบกล้วย ซึ่งมีการวางแผนที่จะทำภายใน 1-2 ปีนี้ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กล้วยแต่ละต้นมีมูลค่าที่สูงขึ้นจากเดิม

การหาตลาด… ต้องกำชับว่าก่อนที่จะทำผลิตภัณฑ์ขึ้นมาสักอย่าง ผู้ผลิตจะต้องสร้างกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนขึ้นมาก่อน คือต้องวางตลาดขึ้นมาก่อน แล้วค่อยๆ พัฒนา ทำผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าที่ตั้งไว้ ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ กล้วยอบ และแป้งกล้วย ของธำรงฟาร์ม ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ ราคา หรือสถานที่ออกงานอีเว้นท์ รวมถึงเรื่องราวต่างๆ ที่สื่อออกมาจะไปแมทช์กับกลุ่มลูกค้าทั้งหมด เพราะฉะนั้นกลุ่มลูกค้าของเราไม่ค่อยมีปัญหา ณ ปัจจุบัน อย่างกล้วยอบเราไม่มีสต๊อกเลย เรียกได้ว่าทำมาเท่าไรก็ยังไม่พอขาย

ฝากถึงเกษตรกร การจดบันทึก
บัญชีรายรับ-รายจ่าย สำคัญมาก
“สิ่งที่อยากฝากไว้คือ การทำบัญชีจดบันทึกรายรับ รายจ่าย รวมถึงข้อมูลสภาพดิน ฟ้า อากาศ หรือภัยธรรมชาติ ว่าในแต่ละปีเป็นแบบไหน เจอแบบไหนมาบ้าง ไปออกงานมาแต่ละที่เป็นอย่างไร คือต้องจดให้ละเอียด แต่สิ่งที่ต้องมีคือรายรับ รายจ่าย เพราะถ้าคุณไม่มีตรงนี้ คุณจะไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ทำอยู่มันมีกำไรหรือขาดทุน หรือถ้าขาดทุน ขาดทุนเพราะอะไร เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญที่สุดสำหรับการทำ ธำรงฟาร์ม การที่เราบอกว่าเราทำผักเจ๊งเพราะว่าเรามีรายรับ รายจ่าย แต่ถ้าไม่มีข้อมูล เราอาจจะหลอกตัวเองไปเรื่อย จนเป็นหนี้สินก็ได้” คุณจอย กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือหากท่านใดสนใจอยากแวะเข้ามาเยี่ยมชม ธำรงฟาร์ม คุณจอยเน้นย้ำมาว่า ต้องโทร.นัดแนะกันก่อนล่วงหน้า ที่เบอร์โทร. 089-979-9791 “อ้อยคั้นน้ำ” เป็นพืชที่กำลังได้รับความสนใจจากเกษตรกรเป็นอย่างมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำอ้อยพร้อมดื่มมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัจจุบันมีเกษตรกรหันมาปลูกอ้อยเพื่อคั้นน้ำพร้อมดื่มและน้ำอ้อยพาสเจอไรซ์เพื่อจําหน่ายไปทั่วทุกภาคของประเทศ

แต่ปัจจัยสำคัญของการปลูกอ้อยคั้นน้ำคือ ต้องมีการจัดการด้านพันธุ์ที่ดี มีการดูแลรักษาและการเก็บ ตลอดจนการขนส่งเพื่อให้ได้อ้อยคั้นน้ำที่มีคุณภาพ คุณนีมดา หรือ คุณเสาวรส สันประเสริฐ เป็นหนึ่งในเกษตรกรรุ่นใหม่ที่หันหลังให้กับแสงสีในเมืองหลวง เพื่อเดินหน้าสร้างแหล่งอาหารให้กับตัวเองและครอบครัวด้วยการปลูกอ้อยคั้นน้ำ และขายพันธุ์ โดยเริ่มต้นจากการทำสวนเกษตรพืชผสมผสานบนที่ดินของตัวเองในเขตหนองจอก ผืนนาผืนสุดท้ายของกรุงเทพมหานคร

แต่ก่อนที่คุณนีมดาจะมาเป็นเกษตรกรอย่างที่เห็น เธอเคยทำงานเป็นพร็อพมาสเตอร์ งานกองถ่าย และเป็นนักเขียนคอลัมน์ ตามที่ศึกษาเล่าเรียนมา เธอใช้ชีวิตเหมือนคนทำงานปกติทั่วไป คือมีความสนุกกับงาน แต่วันหนึ่งเธอเริ่มรู้สึกว่าชีวิตมันวนอยู่ในลูปเดิม จึงใช้จิตถามตัวเองว่า สิ่งที่ชีวิตเธอต้องการ คืออะไร

“เราใช้เวลาอยู่ 3 วัน ในวันที่เราคิด นอนมองเพดานบ้านก็คิดว่า อะไรมันคือชีวิตของเรา เราใช้จิตที่นิ่ง คิดสิ่งต่างๆ มากมาย สะระตะออกมาว่า ชีวิตที่มันเป็นแบบนี้ มันไร้สาระมาก จนตามันเลือบไปเห็นรูปในหลวง ก็คิดว่าเราอยากทำอะไรที่มันมีคุณค่าและเป็นประโยชน์กับคนอื่น ผลปรากฏมันตอบมาในเรื่องของความยั่งยืน หรือว่าเรื่องของการเกษตร”

เรียนรู้หลักการทำเกษตร บนพื้นที่ 1 ไร่
ตามเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์

คุณนีมดา เริ่มศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับการเกษตร โดยการนำตัวเองเข้าไปอบรมหลักสูตรชาวนาอัจฉริยะ เป็นคอร์สการเรียน 5 เดือน ซึ่งเป็นการเรียน 5 เดือน ที่ต้องเอาตัวเองไปใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ 1 ไร่ ที่เป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์ “เขาให้เราใช้ชีวิตเรียนรู้ด้วยตัวเองกับคนอื่นๆ โดย 4 เรื่อง ที่เราจะได้ทำคือ การฝึก ฝึกคือ การทำให้เป็น ฝนคือการทำให้แหลมให้คม อบคือ การทำให้แกร่ง และรม คือ การทำให้สวยให้หอม ซึ่งเป็นการฝึกคนหนึ่งคนในการทำงานเกษตรแบบประณีต ทำน้อยให้ได้มาก ทำอย่างไร มันก็คือ กุศโลบายบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใน 1 ไร่ 1 แสน”

หลังจากที่คุณนีมดาอดทนศึกษาและเรียนรู้การทำเกษตรแบบประณีตจนจบหลักสูตร เธอกลับมาบ้านพร้อมกับองค์ความรู้ที่พร้อมลงมือปฏิบัติ โดยเริ่มลงมือปรับพื้นที่ 2 ไร่ ที่อยู่ท้ายบ้านของตัวเอง เป็นสวนเกษตรผสมผสาน ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ตามความฝันที่ตั้งใจไว้

“ตอนนั้นกลับมาบ้านก็ขุดแปลงเลย ทำเกษตร ทำตามแบบที่อาจารย์บอกเลย มีปลูกข้าว มีเลี้ยงปลาแบบนี้ ข้างในตรงนั้นเป็นข้าวหมดเลย คือตอนนั้นยังโลกสวยอยู่มาก คือจะปลูกที่กิน กินที่ปลูก ไม่สนใจอะไร อยากทำแบบนั้น แต่พอฝนตกน้ำมันท่วม ต้นไม้ที่ลง กล้วย มะรุม ต้นไม้ต่างๆ ตายหมดเลย เพราะเราไม่ศึกษาพื้นที่ก่อน มาปุ๊บเราลงมือ เราไม่ดูทิศทางลม ไม่ดูน้ำเข้ามาเดือนไหน อะไรยังไง ก็เลยไม่ประสบความสำเร็จในครั้งแรก

ตอนนั้นร้องไห้เลย เหมือนคนที่มีความหวัง ทำเพื่อที่อยากจะเห็นต้นไม้โต พอครั้งแรกมันไม่ประสบความสำเร็จ ทางพ่อก็เลยเข้ามาช่วยขุดแปลงใหม่ให้มันสูงขึ้น และมาดูบริบทของพื้นที่ จากการทำเกษตรผสมผสาน ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก อย่างที่เราหวังไว้ครั้งแรก เราก็เปลี่ยนเป็นอ้อย” จากเกษตรผสมผสาน
สู่อ้อยคั้นน้ำอินทรีย์

คุณนีมดา เริ่มต้นอาชีพเกษตรกรรมอีกครั้งจากกออ้อยที่ปลูกไว้ครั้งแรกในสวนเกษตรผสมผสาน ประมาณ 6-7 กอ ซึ่งขณะนั้นถูกน้ำท่วมขังทำให้ต้นอ้อยล้ม และด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เล่นโซเชียล เธอจึงถ่ายภาพสวนที่น้ำท่วมโพสต์ลงเฟซบุ๊ก ซึ่งมีกออ้อยตั้งอยู่ท่ามกลางน้ำที่ขัง

“ตอนที่เราทำสวนเกษตรผสมผสานเราปลูกอ้อยไว้ เราก็โพสต์ลงเฟซบุ๊กเล่าว่า ฉันปลูกโน้นนี่ทำอะไรบ้าง และวันที่น้ำท่วม อ้อยมันล้มก็โพสต์ลงเฟซบุ๊กเหมือนเดิม ก็มีคนเข้ามาถามว่า ขายพันธุ์อ้อยไหม จะขอซื้อพันธุ์อ้อยสักประมาณ 20 ตา เราก็เฮ้ย! มันขายได้ด้วยเหรอ แต่มันได้ตังค์ก็ขาย ขายหมด 6 กอนี้ มันได้กลับมาประมาณ 30,000 บาท แค่ขายตาอ้อยตาละ 10 บาท มันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นและเอาจริงเอาจังขึ้นมา”

เมื่อคุณนีมดารู้ว่าอ้อยที่ปลูกไว้สร้างรายได้ เธอจึงปรับพื้นที่บางส่วนมาเริ่มปลูกอ้อยเพื่อคั้นน้ำและจำหน่ายตา โดยเรียนรู้วิธีการปลูกอ้อยแบบอินทรีย์ ทดลองปลูก และศึกษาธาตุอาหารในดินที่เหมาะสมกับการปลูกอ้อยเพื่อคั้นน้ำจำหน่ายอย่างจริงจัง จนได้วิธีการปลูกที่ลงตัว

“นีมดา เริ่มรู้แล้วว่า อ้อย มันสร้างรายได้ ดังนั้น จะให้ความสำคัญกับต้นน้ำมากที่สุด นั่นคือ วิธีการปลูกอ้อย เราจะใช้ตัวจุลินทรีย์ สมุนไพร น้ำหมักปลา และน้ำหมักผลไม้ สิ่งนี้เราเรียกว่า อวตาร เราตั้งซื่อใหม่ว่า น้ำเทพ คือตัวจุลินทรีย์ สายพันธุ์พิเศษ เป็นตัวจุลินทรีย์ชั้นนางพญาที่เราพัฒนาสายพันธุ์มาจากประเทศญี่ปุ่น เป็นเหมือน อีเอ็ม (EM) ที่เรานำมาใช้ในการบำรุงดูแลเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับต้นอ้อยและน้ำอ้อย

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของการปลูกอ้อยคั้นน้ำ คือ ดิน และปุ๋ย เราจะนำสมุนไพร เช่น มะรุม ข่า ตะไคร้ หนานเฉาเหว่ย สะเดา ขี้เหล็ก บอระเพ็ด ผักตบ ผักบุ้ง หญ้า มาหมักผสมทำเป็นปุ๋ยและวัสดุปลูก เราเรียกว่าดินเทพ ที่จะช่วยฟื้นคืนชีพดิน ทำให้ดินเกิดสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ขึ้น ซึ่งเป็นวิธีคืนความสมดุลโดยที่ไม่ต้องใส่ปุ๋ยในจำนวนมากอีกต่อไป

และอย่างสุดท้ายคือ ก้อน 3 เซียนเทพ เมื่อฝังลงไปในดินจะทำให้ต้นไม้มีรากมาจ่อที่ก้อน ก้อนนี้ ต้นพืชจะได้กินอาหารในก้อน ซึ่งส่วนผสมในก้อน 3 เซียน จะประกอบด้วยน้ำหมักปลา มีน้ำหมักผลไม้ มีรำ และมูลสัตว์ เช่น มีขี้ค้างคาว ขี้วัว ขี้ไก่หรือขี้แพะ”

สำหรับวิธีการปลูกอ้อย คุณนีมดา บอกว่า เริ่มจากใช้พืชสดสับรองก้นหลุม ขนาด 50×50 เช่น ผักบุ้ง ผักตบ หญ้าเนเปียร์ ต้นกล้วย ซึ่งเป็นพืชอวบน้ำจะช่วยให้จุลินทรีย์เข้าไปอาศัยและสามารถปรับความสมดุลและน้ำให้เป็นกลางได้ เมื่อรองก้นหลุมเสร็จแล้วจะนำดินเทพโรยให้ทั่วหลุม จากนั้นนำก้อน 3 เซียน ฝังลงไปกลางหลุม 1 ก้อน กลบดินและเยียบให้ดินยุบลงไปก่อนนำน้ำเทพผสมกับน้ำเปล่ารดให้ชุ่มอีกครั้ง

“หลุมปลูกพร้อม จะนำต้นอ้อยที่เพาะไว้ประมาณ 2 อาทิตย์ ลงหลุม โดยหันหน้าใบให้รับแสง ซึ่งจะช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตได้ดีขึ้น จากนั้นนำดินมากลบให้เสมอกับพื้นดิน และนำก้อน 3 เซียน ลงฝังลักษณะสามเส้า โดยให้ส่วนของก้อนโผล่ขึ้นมาเหนือดินเล็กน้อยเพื่อรับแสงแดด เนื่องจากก้อน 3 เซียนนั้น มีตัวจุลินทรีย์สายพันธุ์ที่ต้องการสังเคราะห์แสง จากนั้นเราก็จะใช้กากอ้อยที่เราหีบน้ำกลับมาคืนสู่เขาอีกทีหนึ่ง ด้วยการที่คลุมความชื้น ก่อนใช้น้ำเทพที่ผสมน้ำเปล่าแล้วมารดอีกรอบหนึ่ง”

ปัจจุบัน คุณนีมดา ปลูกอ้อยจำหน่ายพันธุ์และคั้นน้ำ โดยอ้อย 1 ลำ ที่หนัก 4 กิโลกรัม สามารถสร้างมูลค่าให้ได้ 336 บาท เนื่องจากอ้อย 1 ลำ สามารถนำมาหีบเป็นน้ำได้ 2.4 ลิตร บรรจุขวดได้ 9.6 ขวด จำหน่ายในราคา 35 บาท โดยอ้อยที่คุณนีมดาปลูก 1 กอ จะมีอ้อยประมาณ 20 ลำ ซึ่งเมื่อนำมาหีบน้ำจำหน่าย จะสร้างรายได้ประมาณ 6,720 บาท/กอ

นอกจากนี้ คุณนีมดา ยังจำหน่ายพันธุ์อ้อยให้กับเกษตรกรและผู้ที่สนใจ พร้อมกับเปิดเป็นศูนย์ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการปลูกอ้อยให้ได้คุณภาพ โดยการลงส่งเสริมให้กับคนในชุมชนและผู้ที่สนใจ สร้างเครือข่าย
เชื่อมโยงองค์ความรู้

หลังจากที่คุณนีมดาเรียนรู้การสร้างอาชีพและการอยู่รอด เธอจึงมีแนวคิดที่จะส่งต่อวิธีการและแนวคิดที่ได้ศึกษามาไปยังชุมชน แต่ด้วยเด็กที่ไม่มีใครรู้จัก จะเดินไปบอกให้ชาวบ้านที่ทำเกษตรที่เต็มไปด้วยเคมี ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและรูปแบบการผลิตใหม่นั้น จึงไม่มีความน่าเชื่อถือ

จากเด็กที่โดนโห่ไล่ ขี้อาย ไม่พูด ไม่สบตาใคร ไม่มีตัวตน เป็นเด็กที่ไม่อยู่ในสายตาเลย เธอจึงตัดสินใจไปเรียนคอร์สที่ชื่อว่า Personal Trainer ที่สอนเรื่องเกี่ยวกับการพูด การสื่อสาร ว่าพูดอย่างไรให้มีพลัง พูดอย่างไรให้คนฟังแล้วจับใจเขาได้ เพื่อที่จะกลับมาสะกดคนในชุมชนให้ฟังความคิดเห็นและคำพูดของตัวเอง

“ในแต่ละที่ที่เขามีประชาคมข้าว เราจะบอกกับตัวเองเสมอว่า จะต้องได้จับไมค์ ต้องได้พูด ได้มา 2 คน 1 คน ไม่เป็นไรพูดไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเราจะสร้างเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้คนมาเรียนที่บ้านโดยไม่ได้เก็บค่าเรียน ไม่ได้เก็บค่าอะไร เพื่อที่เราจะต้องการใช้การแบ่งปันของเราก่อน จนระยะหนึ่งคนก็เอาอ้อยไปปลูก จาก “นีมดาแลนด์” ขยายสู่ GOD FARMER ธุรกิจเพื่อชุมชนในทุกวันนี้

เราเชื่อว่าการที่ใครจะไปกับเราด้วย walkoffbalk.com หรือว่ามาอยู่ในกลุ่มของเรา เราไม่ได้เห็นในเรื่องของเราจะต้องได้รับรายได้อย่างเดียว แต่เราต้องการให้เขาโตไปกับเรา นอกจากนี้ เรายังต้องการเผยแพร่ไม่ใช่แค่เรื่องของการซื้อขายอ้อย แต่มันคือวิชาของแผ่นดินวิชาหนึ่งที่เราอยากจะบอกต่อไปว่า การฟื้นคืนชีพดินและน้ำที่มันแย่กับสารเคมีทำอย่างไร และถ้าองค์ความรู้นี้มันเผยแพร่ให้กับคนในประเทศได้แล้ว มันมีต่างชาติที่อยากมาเรียนกับเราด้วย เราก็ยินดีที่จะเผยแพร่ออกไปให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก” แต่ถึงแม้วันนี้ความตั้งใจของคุณนีมดาจะยังไม่ไปถึงฝัน แต่การลุกขึ้นมาพัฒนาถิ่นฐานบ้านเกิดของตัวเองตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น สามารถยกระดับและสร้างเศรษฐกิจภายในชุมชนให้เข้มแข็งและยั่งยืนอย่างแท้จริง

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม การปลูกกล้วยให้ได้ผลผลิตดี เป็นที่ต้องการของตลาด การปลูกและการดูแลรักษา เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ต้องยอมรับว่า สายพันธุ์กล้วย เป็นประการหลักที่หากผู้ปลูกต้องการให้ได้ผลผลิตได้ราคา ตรงกับความต้องการของตลาด จำเป็นต้องเลือกสายพันธุ์ที่ได้คุณภาพ และมาตรฐานของสายพันธุ์ มิฉะนั้นแล้ว ผลผลิตที่ได้อาจไม่ตรงตามเป้าที่ตั้งไว้

ในปี 2552 นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เคยนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการค้นพบกล้วยชนิดใหม่ ที่ให้ผลผลิตต่อเครือมาก ผลสวย ตรงกับความต้องการของตลาด ทำให้ขายได้ราคา เรียกกันว่า “กล้วยน้ำว้าโชควิเชียร” ชื่อเรียกนี้ คุณวิเชียร เนียมจ้อย เจ้าของหน่อพันธุ์กล้วยน้ำว้าโชควิเชียร บอกว่า ผู้เขียนเนื้อหาเผยแพร่ในครั้งนั้น เป็นผู้ตั้งชื่อให้

แรกเริ่มเดิมที กล้วยน้ำว้าโชควิเชียร ปลูกและเป็นที่รู้จักเริ่มจากพื้นที่จังหวัดนนทบุรี และแพร่กระจายบริเวณปลูกออกไปยังจังหวัดต่างๆ ทั้งภาคเหนือ ใต้ และอีสาน อาจมีภาคตะวันออกด้วยหรือไม่นั้น คุณวิเชียร ไม่ทราบได้ เพราะถึงปัจจุบันปี 2563 ระยะเวลาผ่านไป 11 ปี อาจทำให้หน่อพันธุ์กล้วยน้ำว้าโชควิเชียรแพร่หลายออกไปได้อีก

ปี 2554 ที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ สวนและบ้านของคุณวิเชียรได้รับผลกระทบอย่างหนัก สวนกล้วยไม้ ซึ่งเป็นพืชหลักที่คุณวิเชียรปลูกจำหน่ายได้รับความเสียหาย รวมทั้งต้นกล้วย หน่อกล้วย ก็ได้รับความเสียหายไปหมดเช่นกัน แต่วิธีหนึ่งที่ช่วยให้กล้วยน้ำว้าโชควิเชียร ยังคงมีหน่อจากต้นพันธุ์ที่แท้จริง คือ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งปัจจุบันคุณวิเชียร เลือกวิธีการขยายพันธุ์กล้วยน้ำว่าโชควิเชียร ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อก่อนอุทกภัยปี 2554 จะจมทุกอย่างลงน้ำไปหมด คุณวิเชียร ปั่นตากล้วยน้ำว้าโชควิเชียรไว้ส่วนหนึ่ง บางส่วนจมไปกับน้ำ ส่วนที่เหลือคุณวิเชียรขายให้กับ คุณสมบูรณ์ จีนจร ซึ่งทำสวนมะม่วงอยู่ที่ตำบลดอนใหม่ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี