จุดเริ่มต้นมาจากแรงบันดาลใจผลจากการเข้าอยู่ของคนรุ่นแรก

ป่าไม้หายวับไปกับตา สิ่งที่มาแทนคือพืชเชิงเดี่ยว พื้นที่บางแห่งถูกปล่อยรกร้าง ดินเป็นลูกรังแข็งกระด้าง คุณณรงค์เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รุ่น 49 เขาทำการค้าอยู่ตัว จึงอยากลงมือ ทำผลงานเพื่อฝากไว้ให้แผ่นดิน

เขาเก็บเงินจนเป็นเจ้าของที่ดินได้ เหตุผลที่คุณณรงค์เริ่มมาปลูกต้นไม้ใหญ่เพราะเขาและครอบครัวมองถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก อยากจะช่วยอนุรักษ์และสร้างป่าผืนเล็กๆ ขึ้นมาในพื้นที่ที่มีอยู่ และสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญของเขาก็คือหิ่งห้อย

โดยมีความฝังใจที่อยากจะอนุรักษ์หิ่งห้อยที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้เอาไว้ ซึ่งตอนนี้ก็ประสบความสำเร็จแล้วในระดับหนึ่ง คือหิ่งห้อยเริ่มเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่แห่งนี้จะพบหึ่งห้อยประมาณ 30 กว่าตัว ตอนนี้พบหิ่งห้อยมากกว่า 100 ตัวแล้ว โดยหิ่งห้อยที่อาศัยอยู่บริเวณนี้มีอยู่ 2 ชนิด คือ หิ่งห้อยน้ำจืด และหิ่งห้อยป่าไม้

ไม่ใช่แค่ประโยชน์แก่ตนเอง แต่เพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม “อยากจะให้ชาวบ้านเห็นว่าสิ่งที่เราทำนั้นมันเป็นประโยชน์ ไม่ใช่เฉพาะแค่กับครอบครัวเราเท่านั้น มันยังเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมด้วย” เขาได้กล่าวไว้

คุณณรงค์เริ่มปลูกป่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 บนเนื้อที่ทั้งหมด 25 ไร่ โดยน้อมนำทฤษฎีของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ คือทฤษฎี “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” เริ่มด้วยการปลูกป่าไม้ที่กินได้ ที่แห่งนี้จะมีไม้พื้นฐานที่สามารถนำมาเป็นอาหารได้ เช่น หน่อไม้ มะพร้าว ใบย่านาง โดยที่บางชนิดก็เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สมุนไพรก็มี ที่ขึ้นเยอะมากก็คือ เถาเอ็นอ่อน สรรพคุณคือสามารถทำน้ำมันนวดคลายกล้ามเนื้อ แก้ปวดเมื่อย

ต่อมาก็คือป่าไม้ที่อยู่อาศัย ที่นี่จะปลูกไม้ยืนต้นเสียเป็นส่วนใหญ่ มีไม้สัก มะฮอกกานี มะค่าโมง ยางนา เป็นต้น โดยไม้เหล่านี้สามารถนำไปสร้างที่อยู่อาศัยได้ และได้มีการนำไปสร้างบ้างแล้ว

ป่าไม้พลังงาน คือเศษไม้ทั้งหลายที่ตัดแต่งกิ่งจากต้นไม้หลักก็นำมาใช้เป็นพลังงาน คือนำมาเผาถ่าน โดยเฉพาะไม้ไผ่ที่เหลือจากการทำหลักวัวก็จะนำมาเผาถ่านจำหน่าย ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ตามมาหลังการเผาถ่านก็จะได้น้ำส้มควันไม้มาด้วย

ค่อยๆ ทำทีละนิด แต่ทำเรื่อยๆ

คุณณรงค์ ยังเล่าอีกว่า ครั้งแรกที่ปลูกนั้นอาจจะมีต้นไม้ที่ตายบ้างเพราะปลูกในพื้นที่ที่เป็นไร่ ซึ่งมันเป็นดินลูกรัง มีความแห้งแล้ง ดังนั้น เมื่อตัดสินใจซื้อที่ดินตรงนี้แล้วจึงขุดสระน้ำทันทีเพื่อเก็บเป็นแหล่งน้ำ โดยมีเนื้อที่เกือบ 2 ไร่

“ผมจะปลูกไม้ขี้เกียจเสียส่วนใหญ่ ไม้ขี้เกียจในนิยามของผมเป็นต้นไม้ที่ไม่ต้องใช้ปุ๋ยมาก ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ปลูกครั้งเดียวอยู่ได้ทั้งชาติ” คุณณรงค์ บอก ในที่แห่งนี้จะรวบรวมสมุนไพรที่กินใช้ในครัวเรือน เด่นๆ คือ สมุนไพรที่ใช้ในการถอนพิษ พิษแมลงสัตว์กัดต่อย โดนยาเบื่อ โดนของแสลง พระเอกก็คือ ตะขาบหิน แมงป่องเขียว รางจืด ซึ่งได้ถูกนำไปใช้และเห็นผลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ผมอยากจะก้าวสู่อย่างที่ 5 ใน ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คืออยากให้ที่ตรงนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วย คนที่เข้ามาตรงนี้ไม่ใช่แค่ได้มาเห็น มาดูว่ามันสวย แต่ผมอยากให้เขาได้ความรู้ ได้แรงบันดาลใจกลับไปด้วย” เขาตั้งเป้าหมายเอาไว้

คุณณรงค์ ยังเล่าอีกว่า ต่อไปจะมีต้นดาวกระจายให้ชมทั้งปี และจุดหนึ่งที่ครอบครัวกำลังจะสร้างขึ้นมาก็คือสวนปทุมากับทุ่งบัวดิน ที่ปลูกไว้ประมาณเกือบ 2 ไร่ คาดว่าจะได้ชมในช่วงฤดูฝนปีหน้า

หากจะมาเยี่ยมชมสามารถมาได้โดยถ้าเดินทางมาจากสระบุรี มุ่งหน้ามาทางสระบุรี เพชรบูรณ์ จากสระบุรี มาถึงตำบลดีลัง ระยะทาง 37 กิโลเมตร มาถึงสี่แยกพัฒนานิคมหรือสี่แยก ซอย 12 ให้เลี้ยวขวามา 1 กิโลเมตร จะเจอร้านไทยเจริญซับพลายอยู่ทางด้านซ้ายมือ เลี้ยวขวาตรงเข้ามาอีก 1.2 กิโลเมตร ไร่จะอยู่ทางด้านซ้ายมือ หรือถ้าเดินทางมาจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เดินทาง 14 กิโลเมตร ก่อนถึงสี่แยกพัฒนานิคม 1 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายแล้วขับตรงมายังไร่อีก 1.2 กิโลเมตรได้เลย

“วันๆ หมกมุ่นอยู่แต่ในบ้านไม่ได้นาน ใจมันอยู่ที่สวน ต้องใช้ชีวิตอยู่กับสวน มันเงียบดี อากาศก็บริสุทธิ์ สดชื่น เดินดูโน่น…นั่น…นี่ เห็นใบไม้สีเขียวเป็นมัน เห็นดอกไม้ผลสวยงาม มีกลิ่นหอม รอดูผล แม้ได้เวลาเก็บผลก็ยังเสียดาย อยากให้ติดผลอยู่บนต้นนานๆ มันเป็นชีวิตที่มีความสุข” คำปรารภของ ร.ต. ประเสริฐ ชอบธรรม อดีตทหารผ่านศึก ทำเกษตรไม้ผล ที่แพร่

ร.ต.ประเสริฐ ชอบธรรม ภรรยา คุณไฉน ชอบธรรม มีบุตร 2 คน คนหนึ่งทำงานประจำ อีกคนกำลังศึกษาระดับปริญญาโท ครอบครัวนี้อยู่บ้านเลขที่ 106/1 หมู่ที่ 9 ตำบลห้วยอ้อ อำเภอลอง จังหวัดแพร่ 54150 โทรศัพท์ 081-299-4674

ร.ต. ประเสริฐ เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวคือ พ่อ-แม่ ทำอาชีพเกษตรกรรมอยู่ก่อนแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2527 ตนเองต้องไปเข้ารับการคัดเลือกเป็นทหารเกณฑ์ สังกัด ม.พัน 12 ค่ายพระยาไชยบูรณ์ อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ได้ออกสนามรบที่อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ ปะทะกับผู้ก่อการร้ายทหารลาวได้รับบาดเจ็บ อวัยวะบางส่วนพิการ จึงเป็นอดีตทหารผ่านศึกได้รับพระราชทานยศ ร้อยตรี อยู่ในการดูแลขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ได้รับการช่วยเหลือเป็นเงินเลี้ยงชีพ เงินผดุงเกียรติ และสวัสดิการบางเรื่อง

เมื่อได้แต่งงานกับ คุณไฉน ช่วงนั้นชีวิตครอบครัวก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แค่พอมี พอใช้ จึงทำสวนเกษตร เพราะใจรักปลูกส้มเขียวหวาน แต่เนื่องจากขาดความรู้ ประสบการณ์ ปะทะกับโรคและแมลง ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ ราคาต่ำ ต้องขายทั้งๆ ที่รู้ว่าขาดทุน เป็นหนี้เป็นสินก็เลยเลิก นำเงินไปลงทุนซื้อวัว ควาย มาเลี้ยง แต่ก็มีปัญหาอุปสรรคในการหาอาหารให้เขา ปล่อยให้หากินเองก็ไม่ได้ เพราะพื้นที่ตรงนี้มันเป็นภูเขา อาหารมีจำกัด จึงขายไปทั้งหมด

ร.ต. ประเสริฐ กล่าวอีกว่า ก็เพราะใจรักการเกษตร ก็หันมาปลูกไม้ผลอีกครั้ง ครั้งนี้ลงทุนปลูก ส้มโอสายพันธุ์ขาวใหญ่ เริ่มจาก 50 ต้น ส้มโอเป็นไม้ผลที่ดูแลง่าย ไม่ยุ่งยากอะไร ขายก็ได้ราคาดี เพราะส้มโอมีรสชาติดี อร่อย ผลได้น้ำหนักที่ผู้ซื้อต้องการ จึงขยายกิ่งพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง นำมาปลูกเพิ่มในพื้นที่ ปัจจุบัน มีส้มโอ 200 ต้น

การดูแลส้มโอ…ให้ความสำคัญกับเรื่อง น้ำ เป็นหลัก ต้องรู้จังหวะที่จะให้ในช่วงระยะเวลาต่างๆ ทั้งช่วงเตรียมการออกดอก หลังการตัดแต่งกิ่ง การจัดการพื้นที่โดยรอบทรงพุ่มให้โล่ง ให้แสงแดดส่องถึงพื้นและโคนต้น ถึงเดือนธันวาคมก็จะเริ่มให้น้ำแบบวันเว้นวัน ดูความชุ่มชื้นของดินเป็นหลัก แต่ต้องให้น้ำอยู่ตลอดจนถึงฤดูฝน

ปุ๋ย ก็ให้ตลอด แต่ให้ครั้งละน้อยๆ เดือนละครั้ง โดยใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 สูตรใดสูตรหนึ่งผสมกับปุ๋ย สูตร 46-0- 0 อัตรา 1:1 เพื่อเป็นการส่งเสริมบำรุงต้น ใบ ดอก ผล

“ถ้าเราทำให้ต้นส้มโอ ใบ มีความสมบูรณ์แข็งแรงจะไม่มีโรค ไม่มีแมลงรบกวน เขาก็จะให้ผลผลิตที่คุ้มค่ากับการลงทุน” ร.ต.ประเสริฐ กล่าว

เรื่องสารเคมีนั้น ร.ต.ประเสริฐ บอกว่า ไม่ได้ใช้สารเคมีที่ต้องสัมผัสกับดิน หรือผลโดยตรง อย่างแมลงวันทองก็ใช้ยาเฉพาะ ทำเป็นกับดักแขวนไว้ตามกิ่งเฉพาะช่วงที่ระบาดเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้พบทุกปี
ผลผลิตส้มโอจะออกสู่ตลาดเป็นรุ่น หลักๆ มีอยู่ 3 รุ่น คือ เดือนสิงหาคม ธันวาคม และกุมภาพันธ์ จะมีแหล่งซื้อเข้ามาดู ประเมินจำนวนผลผลิต ตีราคาเหมาทั้งสวน นำคนงานมาตัดผลเอง ขนขึ้นรถบรรทุกเอง

“ปัจจุบัน มีแหล่งรับซื้อเพียงเจ้าเดียวเป็นเจ้าประจำ เขาดูผลผลิตบนต้นก็ประเมินได้ว่า จะมีผลผลิตเท่าไร จะเข้ามาตัดผลรุ่นต่อไปในเดือนอะไร เราก็คอยดูแลผลให้มีคุณภาพ ไม่ร่วงหล่น”

รายได้จากการขายผลผลิตส้มโอ เฉพาะต้นที่ให้ผลผลิตแล้ว ประมาณ 50 ต้น แต่ละปีขายได้เงินไม่ต่ำกว่า 130,000 บาท ส่วนอีก 150 ต้น จะเริ่มให้ผลผลิตในปีนี้ เริ่มปลูกทุเรียนเมื่อปี พ.ศ. 2559 จำนวน 70 ต้น มีทั้งสายพันธุ์หมอนทอง และหลงลับแล ถ้านับอายุต้นก็ 3-4 ปี แต่ต้นที่เพิ่งลงปลูกได้ไม่ถึงปีก็มีหลายต้น

“ทุเรียน เป็นไม้ผลที่ไม่ธรรมดา ดูแลยาก แต่ผมมุ่งมั่นดูแลเอาใจใส่ที่ดีเพื่อให้มีผลผลิตแซงหน้าส้มโอ ซึ่งเป็นพระเอกของสวนนี้ให้ได้ ผมคิดว่า ผมทำได้ เชื่อมั่นว่า ทำได้ พร้อมที่จะดูแลเขา ผมไม่มีประสบการณ์กับเรื่องทุเรียนมาก่อน ผมศึกษาจากสื่อออนไลน์ แต่ก็ไม่ได้เชื่อตามนั้นทั้งหมด ต้องนำมาทดลองทำดูเพื่อให้ได้ข้อสรุปเป็นความรู้ของผมเอง ตอนนี้มันถูกบรรจุไว้ในสมองของผมแล้ว” ร.ต. ประเสริฐ กล่าวด้วยรอยยิ้ม อันแสดงถึงความมั่นอกมั่นใจ

ร.ต. ประเสริฐ บอกว่า ตนเองใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับสวน เว้นแต่วันไหนต้องไปทำธุระข้างนอก แต่ก็มีภารกิจข้างนอกน้อยมาก ดังนั้น ทุกวันตั้งแต่รุ่งเช้าจะต้องเดินดูสวน ดูทุเรียนทุกต้น ดูว่ายังมีสภาพเป็นปกติแล้วก็จะเปิดสปริงเกลอร์ให้น้ำ ครั้งละ 30 นาที ในฤดูร้อน และ 10 นาที ในฤดูหนาว ต้องติดตามทั้งการพยากรณ์อากาศว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ทั้ง ฝน หนาว ร้อน เพื่อจะได้เตรียมการได้ทัน เช่น การฉีดพ่นแคลเซียม-โบรอน หรือถ้าเกิดเชื้อราที่ต้นหรือมีแผลก็จะใช้ ไฮท็อป มาทาให้ ก็แก้ไขปัญหาไปได้

“แต่ปีนี้ผมใจไม่ดี เพราะทุเรียนน็อกอากาศหนาวช่วงเดือนมกราคม ซึ่งทำอะไรไม่ได้มากนักกับธรรมชาติ ใบแสดงอาการร่วงหล่น แต่ก็ฟื้นตัวมาได้ด้วยตัวของเขาเองและก็แตกกิ่งก้านออกมามาก ใบมีความสมบูรณ์จนเป็นปกติแล้ว”

ปุ๋ย… ร.ต. ประเสริฐ จะให้ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตและปรับสภาพดินด้วยกิจกรรมจากจุลินทรีย์ เพราะจุลินทรีย์มีประโยชน์ต่อดินและต้นทุเรียน ช่วยย่อยเศษซากพืชซากสัตว์จนกระทั่งแปรสภาพเป็นอินทรียวัตถุ ช่วยปรับสมดุลให้ดิน ทั้งนี้ ร.ต. ประเสริฐ บอกว่า ได้ผลิตน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้เองด้วย ทั้งฉีดพ่น ต้น ใบ รด-ราด ลงดิน

ร.ต. ประเสริฐ นำผู้เขียนเดินดูแปลงเกษตร เนื้อที่ทั้งหมด 17 ไร่ นอกจาก ส้มโอ ทุเรียนแล้ว ยังมีพืชพรรณอีกหลากหลายชนิด อาทิ กล้วยหอม กล้วยไข่ แก้วมังกร มะละกอ มะนาว ลองกอง น้อยหน่า

ร.ต. ประเสริฐ บอกว่ากำลังโค่นต้นยางพาราเพื่อนำพื้นที่มาปลูกส้มโอและทุเรียน ซึ่งกำลังทำกิ่งตอนไว้เป็นจำนวนมาก ร.ต. ประเสริฐ ได้เล่าย้อนอดีตว่าเคยหลงผิด ปลูกพืชตามกระแส นั่นคือ ดาวอินคา ได้ผลผลิตดีมาก แต่ขายไม่ได้ราคาก็เลยตัดทิ้งทั้งหมด หันมาปลูกทุเรียนดูสภาพพื้นที่ ที่ ร.ต. ประเสริฐ ปลูกทุเรียนแล้วน่าจะมีปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้ทุเรียนเจริญเติบโตได้ดี

ร.ต. ประเสริฐ คาดหวังว่า อีก 1-2 ปี ทุเรียนก็จะเริ่มให้ผลผลิต พื้นที่ของแปลงปลูกเป็นเนินเขาเตี้ยๆ เป็นแอ่งที่ราบระหว่างภูเขาและเป็นร่องเขา มีห้วยแม่ปะ ซึ่งรองรับอินทรียวัตถุจากต้นน้ำทับถมไว้ในลำห้วย จึงมีความชื้นตลอดปี พื้นที่ก็ติดแม่น้ำยม ย่อมก่อให้เกิดความแตกต่างของลมฟ้าอากาศ สภาพดิน ชนิดของดินและลักษณะภูมิประเทศ ทำให้เกิดปัจจัยร่วมที่มีความหลากหลาย ทั้งอุณหภูมิ ความชื้นในอากาศจากปริมาณฝน ซึ่งในละแวกนั้น ร.ต. ประเสริฐ บอกว่ารู้กันดีว่าห้วยแม่ปะมีความชื้นสูงเป็นล่องฝนที่มีปริมาณฝนตกมาก

ร.ต. ประเสริฐ บอกว่า ที่ยังขาดการปฏิบัติก็คือ ยังไม่ได้นำดินไปตรวจวิเคราะห์เพื่อจะได้ข้อสรุป ว่าการที่ต้นทุเรียนมีการเติบโตเร็วนับแต่เริ่มปลูกเกิดจากปัจจัยของธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินตามที่ต้นทุเรียนต้องการแล้ว บวกกับปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเติบโตของต้นทุเรียน หรือจากการเติมปัจจัยทางการเกษตรเพิ่มเติมลงไปในดินที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการของทุเรียน

ส่วนผลผลิตอื่นๆ นั้น ร.ต. ประเสริฐ กล่าวว่า ก็ช่วยให้มีรายได้พอสมควร ทั้งกล้วยหอม-กล้วยไข่ ปีหนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท เผือกหอม 30,000 บาท หรือมะนาว ก็ปีละ 4,000-5,000 บาท รายได้จากการขายผลผลิตปีหนึ่งๆ ประมาณ 200,000 บาท ได้สร้างเงินให้แก่ครอบครัว ทั้งเพิ่มทรัพย์สิน บ้าน รถยนต์ และส่งลูกเรียนหนังสือได้ถึงระดับปริญญาโท ก็จากรายได้ที่สวนนี่แหละ ส่วนค่าใช้จ่ายนั้น ร.ต. ประเสริฐ กล่าวว่ามีไม่มากนัก เป็นค่าไฟฟ้า น้ำมันรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ เพราะตนเองขาไม่ดีต้องใช้รถเป็นพาหนะเข้าไปดูแลภายในสวน นอกนั้นเป็นค่าปุ๋ย หัวเชื้อทำน้ำหมักชีวภาพ ส่วนค่าจ้างแรงงานจากคนนอกไม่มี แค่สองสามี-ภรรยา ก็พอที่จะดูแลสวนได้

ผู้เขียนมีคำถามถึงอดีตทหารผ่านศึก ร.ต. ประเสริฐ ว่าการดูแลไม้ผลหลายๆ ชนิดในแปลงเดียวกัน มันยากไหม? ร.ต. ประเสริฐ กล่าวว่า ก็ยากอยู่…แต่ต้องให้ความสำคัญกับไม้ผลทุกชนิดที่เราลงมือปลูก จะทอดทิ้งเขาไม่ได้ เช้าๆ ก็ดูแลต้นทุเรียน ให้น้ำ ถึงช่วงเวลาให้ปุ๋ยก็ต้องให้ จากนั้นก็ดูแลต้นส้มโอ ดูหนอน ดูพัฒนาการของการเติบโต บ่ายๆ ดูความชุ่มชื้นในดินหลังเปิดน้ำตอนเช้าแล้วว่ายังมีความชื้นอยู่หรือแห้งแล้ว เพื่อปรับเวลาการให้น้ำตามฤดูกาลและกล่าวอีกว่า วันๆ หมกมุ่นอยู่แต่ในบ้านไม่ได้นาน ใจมันอยู่ที่สวน ต้องใช้ชีวิตอยู่กับสวน มันเงียบดี อากาศก็บริสุทธิ์สดชื่น เดินดูโน่น…นั่น…นี่ เห็นใบไม้สีเขียวเป็นมัน เห็นดอกไม้ผลสวยงาม มีกลิ่นหอม รอดูผล แม้ได้เวลาเก็บผลก็ยังเสียดาย อยากให้ติดผลอยู่บนต้นนานๆ มันเป็นชีวิตที่มีความสุข

ชีวิตในอดีตเคยผ่านการเป็นคนขี้เหล้ามาก่อน แต่ปัจจุบันเลิกหมด ให้เวลาของชีวิตกับการเกษตร สร้างงาน สร้างเงิน ครอบครัวมีสุข เป็นสิ่งที่ครอบครัวเราปรารถนา “การทำงานในสวนนี่แหละดี ไม่ได้เป็นลูกน้องใคร ไม่มีเจ้านาย ทำเองด้วยใจรัก ต้องดูแลทุ่มเทให้เขา เพราะเราสร้างเขามา ถ้าเกิดมารวย ก็ไม่ต้องทำเองก็ได้”

คุณไฉน บอกว่า เธอเป็นผู้จัดการสวน และเป็นผู้ช่วยดูแลกิจการต่างๆ ภายในสวน ทั้งคอยให้กำลังใจ ทั้งลูกๆ ก็เป็นกำลังใจให้ ทำให้การทำงานในสวนไม่ค่อยมีอุปสรรค ทุกอย่าง ทุกปัจจัยเกื้อหนุนกันอย่างลงตัว

“การเป็นเกษตรกรของครอบครัวของน้อง ได้มีการพัฒนาความรู้หาประสบการณ์ในกิจกรรมด้านการเกษตรทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การใช้งานที่ดิน การวางระบบน้ำ การดูแลและการเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อให้ครอบครัวมีกิจกรรมร่วมกัน แค่นี้ก็มีสุข”

ก้าวเข้าสู่ฤดูร้อน บางพื้นที่อาจเจอภาวะอากาศร้อนและฝนตก ซึ่งเสี่ยงทำให้เกิดโรคเน่าในแปลงปลูกชาโยเต้ (มะระหวาน หรือ ฟักแม้ว) มักพบได้ในแปลงปลูกหัวพันธุ์และต้นกล้า หากพบในระยะเพาะต้นกล้า จะสังเกตเห็นเส้นใยของเชื้อราลักษณะหยาบ มีสีขาวบนหัวพันธุ์หรือบริเวณโคนต้นกล้า ต่อมาเชื้อราจะสร้างเม็ดสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำคล้ายเมล็ดผักกาดปนอยู่กับเส้นใย จึงมักเรียกว่า ราเม็ดผักกาด ทำให้หัวพันธุ์เน่า ต้นกล้าที่งอกจะเหี่ยวและตายในที่สุด

ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกชาโยเต้อย่างสม่ำเสมอ หากพบหัวพันธุ์หรือต้นกล้าเริ่มแสดงอาการของโรค ให้ถอนและขุดดินบริเวณที่พบเป็นโรค นำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก ด้านการป้องกันกำจัดโรคเน่า กรมวิชาการเกษตร ให้คำแนะนำว่า ควรใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราคาร์บอกซิน 75% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโทลโคลฟอส-เมทิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีไตรไดอะโซล 24% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีไตรไดอะโซล + ควินโตซีน 6% + 24% อีซี อัตรา 30-40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร รดดินในหลุมและบริเวณใกล้เคียง ทุกๆ 5 วัน อย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อป้องกันเชื้อราแพร่ไปยังต้นข้างเคียง

หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต เกษตรกรควรเก็บซากพืชที่เป็นโรคทั้งหมดนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อสาเหตุโรค และก่อนการปลูกชาโยเต้ เกษตรกรควรไถพรวนพลิกดินขึ้นมาตากแดด 2-3 แดด โดยไถให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป และตากดินไว้ให้นานกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจตกค้างในดิน และช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก จากนั้น ให้ใส่ปูนขาวหรือโดโลไมท์เพื่อปรับสภาพดิน และเลือกใช้หัวพันธุ์หรือกิ่งพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค ส่วนการใช้วัสดุคลุมดินในระยะเพาะกล้าไม่ควรคลุมจนหนาเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความชื้นสูงและเหมาะกับการระบาดของโรคได้

ในช่วงหลังฤดูทำนาปี สมัครเว็บจีคลับ เกษตรกรบางส่วนปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำมาก แต่สถานการณ์น้ำในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา มักประสบปัญหาความแห้งแล้ง ผลผลิตไม่ได้ตามต้องการ เนื่องจากในช่วงข้าวตั้งท้องหรือช่วงสะสมแป้งน้ำจะแห้ง แต่ที่ตำบลสบบง อำเภอภูซาง มีกลุ่มเกษตรกรได้หันมาปลูกพริก ซึ่งเป็นพืชใช้น้ำน้อย และให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการปลูกข้าวนาปรัง

คุณประสิทธิ์ นันตะบุญ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 บ้านปง ตำบลสบบง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา ในฐานะประธานกลุ่มผู้ปลูกพริก ได้เล่าให้ฟังว่า เดิมเกษตรกรในพื้นที่นี้จะทำนาปลูกข้าวนาปรัง หลังจากทำนาปีเสร็จหลายปีที่ผ่านมา ก็พออยู่ได้เนื่องจากน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ แต่มา 2-3 ปี ให้หลัง ต้องประสบกับการขาดทุน เนื่องจากเมื่อถึงระยะข้าวตั้งท้องหรือระยะเมล็ดข้าวสร้างแป้ง น้ำที่ใช้หล่อเลี้ยงต้นข้าวได้แห้งลง ทำให้ต้นข้าวแห้งตาย ไม่สามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ หรือถ้าเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตก็ไม่ดี ตนเองกับสมาชิกกลุ่มจึงพูดคุยกันว่า คงต้องปรับเปลี่ยนการทำนาปลูกข้าวนาปรังเป็นพืชอื่นที่ใช้น้ำน้อย และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

ก่อนหน้านั้นตนเองเป็นคนขับรถบรรทุก จะไปรับสินค้าการเกษตรให้กับนายจ้าง คือ พริก โดยจะหมุนเวียนไปตามที่ต่างๆ เริ่มจากจังหวัดแพร่ จากนั้นจะไปที่เชียงของ เชียงราย ถัดไปคือ น่าน และจบฤดูกาลที่เชียงใหม่ เมื่อตนเองเห็นการปลูกพริกในพื้นที่ต่างๆแล้ว จึงคิดว่าน่าจะสามารถนำมาปลูกได้ จึงศึกษาและทดลองปลูกพร้อมกับติดต่อบริษัทผู้ผลิตเมล็ดจำหน่าย ซึ่งจะมีนักวิชาการเกษตรมาให้ความรู้แก่เกษตรกรด้วย เมื่อปลูกไปก็มีปัญหาเข้ามา ทั้งเรื่องโรค แมลง เรื่องลมพายุที่พัดเข้ามาทำให้ต้นพริกล้ม

คุณประสิทธิ์ เล่าต่อไปว่า การปลูกพริกของบ้านปง ตำบลสบบง เริ่มหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวนาปีเสร็จแล้ว ประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม โดยเกษตรกรจะตัดตอซังทิ้งไว้ประมาณ 20 วัน ไม่เกิน 25 วัน พร้อมๆ กับการเพาะกล้า โดยการเพาะกล้านั้นจะต้องแช่น้ำอุ่น คือถ้าที่บ้านมีเครื่องทำน้ำอุ่นสำหรับอาบอันนั้นใช้ได้เลย แต่ถ้าไม่มีให้ใช้น้ำร้อน 1 ส่วน ผสมน้ำเย็น 1 ส่วน ก็จะได้น้ำอุ่นพอดีที่ใช้แช่เมล็ดพันธุ์ 1 คืน แล้วนำไปหุ้มด้วยผ้าชุบน้ำอีก 1-2 วัน จึงนำไปเพาะ จะทำให้เมล็ดงอกเกิน 80 เปอร์เซ็นต์ แต่หากไม่มีการแช่น้ำอุ่นแล้วหุ้มผ้าจะงอกประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น