ชมศิลปะสุดแนว “สตรีทอาร์ท” มีทั้งภาพน่ารักๆ และภาพที่สะท้อน

อัตลักษณ์ของชาวลพบุรี ต่อด้วยความอร่อยเด็ดที่ “ก๋วยเตี๋ยว เฉลิมไทย” ร้านนี้มีความพิเศษต่างจากที่อื่นอย่าง ‘เซียมซี ใต้ชาม’ ซึ่งก๋วยเตี๋ยวทุกชามจะมีหมายเลขอยู่ข้างใต้สามารถนำเลขนั้นไปลุ้นดวงแบบสนุกๆ ได้ จากนั้นไปร่วมสร้างความสุขที่ “บ้านดินมดแดง” ที่จะให้ทุกคนร่วมกันสร้างบ้านด้วยดินเหนียว รวมถึงได้เรียนรู้ประโยชน์ต่างๆ ของดิน จากนั้นไปคาเฟ่น่ารักน่านั่งอย่างร้าน “Nom Cup D” คาเฟ่ไซซ์มินิ ตั้งอยู่ตรงข้ามกับวังนารายณ์ เป็นอีกหนึ่งที่ๆ สายคาเฟ่ไม่ควรพลาด ปิดท้ายด้วยแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรกับ “บ้านสวนขวัญ” เขามีกิจกรรมมากกว่า 40 อย่าง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสนุกกับสิ่งดีๆ ที่อาจไม่เคยได้ลอง

เยือนแผ่นดินทองสมเด็ดพระนารายณ์ ไปกับ “แดเนียล เฟรเซอร์” ในรายการหลงรักยิ้ม วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม 2562 เวลา 14.00 น. ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ที่ Facebook พันธุ์ของวัวนมในโลกนี้ (เฉพาะที่ใช้ประโยชน์มากที่สุด) แบ่งได้เป็นสองพวกใหญ่ๆ ดังนี้

ก. วัวฝรั่ง บางทีก็เรียกว่า วัวยุโรป (Bos taurus) ข. วัวแขก บางทีก็เรียกว่า วัวซีบู (Bos indicus)

ซึ่งต่อไปจะได้กล่าวแต่ละพวกแยกกันไป พร้อมเอ่ยชื่อของพันธุ์วัวที่เด่นๆ ที่คนเราเอามาใช้รีดนมกัน พร้อมบอกลักษณะของมันไปด้วย ไม่มีหนอก (ตะโหนก) สันหลังตรง ตั้งแต่สันคอจนถึงโคนหาง บั้นท้ายไม่ลาดชัน

ผิวหนังตึง ไม่หลวมๆ เหมือนวัวแขก

หางและพู่หางสั้น กว่าวัวแขก

ใบหูค่อนข้างเล็ก และไม่กว้างใหญ่ เหนียง (ใต้ลำคอ) ไม่หย่อนยาน

หนังหุ้มลึงค์ ไม่หย่อนยาน มักอยู่ติดกับลำตัวใต้ท้อง ยึดติดกับลำตัว ในตำแหน่งที่พอเหมาะ

เต้านม ทั้งเต้า รูปทรง เป็นทรงกระทะ หัวนม ไม่อยู่ชิดกัน มักอยู่ในตำแหน่งตามจุด เป็นรูปสี่เหลี่ยม เต้านมทรงกระทะ แสดงถึงว่ามีความจุน้ำนมได้มากกว่า

โดยปกติหัวนมคู่หน้า มีความจุน้ำนม ข้างละ 20 เปอร์เซ็นต์ หัวนมคู่หลัง มีความจุน้ำนม ข้างละ 30 เปอร์เซ็นต์ ถ้ารีดนมด้วยเครื่อง น้ำนมคู่หน้าจะหมดก่อน คู่หลังอาจทำให้วัวรำคาญได้

สั่นผิวหนังเฉพาะที่ไม่ได้อย่างวัวแขก ที่สั่นไล่แมลงได้เมื่อโดน กัด ทิ่มแทง

ไม่ทนอากาศร้อน ถ้าอุณหภูมิระหว่าง 12-26 องศาเซลเซียส จะสบายๆ มาก ไม่ชอบอากาศที่ร้อนชื้น เช่น ในประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ในแถบนี้ ความชื้นที่ว่านี้ หมายถึง มีไอน้ำในอากาศมากกว่า 70-80 ขึ้นไป วัวพวกนี้ ถ้าอุณหภูมิสุดโต่ง เช่น ร้อนจัด เวลากลางวัน เช่นที่ 42 องศาเซลเซียส แต่ความชื้นต่ำมาก และตอนกลางคืน กลับเย็นจัด เช่น ในทะเลทราย วัวอยู่ได้สบายกว่าร้อนชื้น อย่างบ้านเราเสียอีก

ไม่มีความต้านทานต่อโรค ไข้เห็บ (ไพโรพลาสโมซีส) และอนาพลาสโมซีส

ไวต่อการเป็นโรคปากและเท้าเปื่อยมาก (Food and Mouth Disease, FMD)

ไวต่อการเป็นโรคแท้งติดต่อ (บรูเซลโลซีส)

ต้องการอาหารคุณภาพดีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นอาหารข้นหรืออาหารหยาบ มีลำไส้สั้นกว่าวัวแขก จึงใช้ประโยชน์จากอาหารสู้วัวแขกไม่ได้ ข้อดีมากๆ อย่างหนึ่งคือไม่ต้องใช้ลูกมากระตุ้นก่อนรีดนม

ความจริงแล้วพวกฝรั่งเขากินนม และเนย (ผลิตผลจากนม) เพื่อต่อสู้กับความหนาวให้ร่างกายอบอุ่น มาเป็นพันๆ ปี แล้ว เขาจึงเลี้ยงวัวนมไว้เป็นอาหารเพื่อรีดนมกิน จึงต้องปรับปรุงคัดเลือกวัวนมควบคู่กันไป ตลอดระยะเวลา ไม่ต่ำกว่า 4,000 ปี ที่ผ่านมา จนปัจจุบันความรู้เรื่องการคัดเลือกพันธุ์ได้พัฒนามาไกลมากแล้ว ยังคงพัฒนาต่อเนื่องเรื่อยไป

วัวนมฝรั่งในโลกนี้ ดูเหมือนจะมีแหล่งกำเนิดมาจากในทวีปยุโรปแห่งเดียว ในทวีปอเมริกาเหนือ (รวมแคนาดา) อเมริกาใต้และทวีปออสเตรเลีย (รวมนิวซีแลนด์) ไม่มีวัวตระกูลยุโรป หรือเราเรียกในที่นี้ว่าวัวฝรั่ง (Bos taurus) มาแต่ก่อนเลย ที่มีอยู่ก็เพราะพวกอพยพย้ายถิ่นฐานนำเอาเข้าไปเลี้ยงทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นวัวเนื้อหรือวัวนม เช่น ในอเมริกาเหนือ เขาว่าเขามีควายป่าอยู่พันธุ์หนึ่ง ชื่อ ไบชั่น (Bison) ความจริงแล้วไม่ใช่ควาย แต่มันเป็นวัวป่าตระกูลหนึ่ง เอามาผสมกับวัวธรรมดาได้ลูกออกมา เขาเรียกว่า “Cattalo” บางคนก็เรียกว่า “Beefalo”

วัวนมที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนามากที่สุดคือ ในประเทศสหรัฐอเมริกา งานของเขาปรับปรุงเฉพาะทางคือ วัวนมก็ผสมพันธุ์ คัดเลือกพันธุ์ให้มีน้ำนมมากไปทางเดียว จนถึงกับวางกฎเกณฑ์กันว่า รูปร่างลักษณะของวัวนมจะต้องมีหน้าตารูปร่างอย่างไร เช่น รูปทรงเป็นรูปสามเหลี่ยม ไม่เจ้าเนื้อมาก เป็นต้น ส่วนวัวเนื้อก็ผสมพันธุ์คัดเลือกให้มีรูปทรงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีนมมากพอเลี้ยงลูกได้สบายๆ มีเนื้อมากและเนื้อนุ่ม เป็นต้น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ก็ทำเช่นเดียวกับในอเมริกา

ส่วนในยุโรปนั้น บางฟาร์ม บางประเทศเท่านั้นที่แยกวัวเนื้อและวัวนม แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่กึ่งกลางคือ ทวิประสงค์ (ผู้เขียนตั้งเอง) เรียกเป็นภาษาฝรั่ง Dual purposes คือวัวตัวหนึ่งเป็นวัวเนื้อก็ได้ เป็นวัวนมก็ได้

ฉะนั้น ถ้าใครคิดแบบอเมริกันในเมืองไทย เวลาจะใช้เชื้อพันธุ์เพื่อปรับปรุงพันธุ์ น่าจะเลือกใช้วัวที่มาจากแหล่งของอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ จะได้วัตถุประสงค์ตรงเป้าหน่อย ถ้าขืนไปใช้จากยุโรปแล้วจะได้ผลช้ามาก

ดังได้กล่าวแล้วว่า อเมริกาไม่มีวัวนม-เนื้อ ในพื้นบ้านของเขาเอง แต่ได้พัฒนาการคัดเลือกพันธุ์ การให้อาหารทั้งข้นและหยาบ ตลอดจนถึงการจัดการ เพื่อเป็นธุรกิจการทำฟาร์มวัวนม จนเกิดเป็นการชอบพอหรือถือหางพันธุ์วัวพันธุ์ใดพันธุ์หนึ่ง ขึ้นมาโดยเข้าร่วมตัวก่อตั้งเป็นสมาคม พันธุ์วัวนั้น วัวพันธุ์นี้ขึ้นมาปรับปรุง สนับสนุนกันทุกวิถีทาง พันธุ์ใคร พันธุ์มัน ซึ่งจะได้ขอเอ่ยนาม ชื่อของพันธุ์วัวนมบางพันธุ์ มาพอเข้าใจอย่างสั้นๆ ที่สุด รายละเอียดนั้นมีผู้เขียนไว้มากมาย หาอ่านเองได้ ผู้เขียนเองก็รู้จักไปหมดซะเมื่อไร (ไม่ใช่ Mr.Know it all) จะได้เรียงลำดับความนิยมการเลี้ยงมากน้อย ดังนี้

พันธุ์โฮลสไตน์ฟรีเซี่ยน (Holstein Friesian)

คนอเมริกันหลายๆ คนเรียกกันว่า โฮลสไตน์ฟรีเซี่ยน (Holstein Friesian) แต่คนส่วนใหญ่ (รวมทั้งคนไทย) นิยมเรียกว่า “ขาวดำ” ฝรั่งเรียกว่า Black and white (ดำ-ขาว) ง่ายดี เพราะว่ามันมีสีขาวกับสีดำ สลับอยู่ตามลำตัว

– กำเนิดในประเทศเนเธอร์แลนด์ แคว้นโฮลสไตน์กับฟรีเซี่ยน ตอนเหนือของประเทศเยอรมนี คือในทวีปยุโรปเป็นวัวที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่

– เมื่อเอามาเลี้ยงดูในสภาพที่เหมาะสมของมัน จัดว่าเป็นวัวนมที่ให้น้ำนมมากที่สุดของโลก มีไขมันอยู่ที่ประมาณ 3.0-3.5 เปอร์เซ็นต์

– เป็นวัวที่มีแหล่งพันธุกรรม (Gene pool) กว้างมาก ผู้คนจึงนิยมเลี้ยงวัวพันธุ์นี้กันมากที่สุด หาแหล่งพันธุกรรมมาปรับปรุงแต่งพันธุกรรมของตัวเองได้ง่ายที่สุดและโอกาสประสบผลสำเร็จมีเร็วขึ้น

ในเขตหนาวและอบอุ่น เขาจะเลี้ยงวัวพันธุ์นี้เป็นพันธุ์แท้ในฟาร์มของตัวเอง

ข้อคิด เป็นที่น่าสังเกตว่า วัวพันธุ์นี้ทั้งในอเมริกาและแคนาดา จะมีขนาดใหญ่มาก เมื่อเทียบกับที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าพอสมควร ตัวใหญ่ในสภาพอเมริกาและแคนาดา ก็อาจเหมาะในสภาพแวดล้อมบ้านเขา ส่วนในออสเตรเลีย มีสภาพแวดล้อมแตกต่างออกไป โดยเฉพาะวัวต้องพึ่งทุ่งหญ้าเป็นหลัก อาหารผสมใช้เล็กน้อย วัวตัวเล็กอาจได้เปรียบกว่า สำหรับนิวซีแลนด์ วัวกินแต่หญ้าสดอย่างเดียว จากแปลงหญ้าซึ่งเขียวทั้งปี กับอาหารแร่ ไม่เคยได้ลิ้มรสชาติอาหารผสมเลย วัวตัวเล็กกว่าน่าจะเหมาะกับสภาพแวดล้อมอย่างนี้มากกว่า

อย่างที่เขาพูดกันว่า “The smaller, the more efficiency : ตัวเล็กมีประสิทธิภาพสูงกว่าตัวใหญ่” เขาเปรียบเทียบว่า ถ้าแพะตัวเท่าวัว จะมีนมมากเป็น 3 เท่าของวัวต่อวัน ที่เอ่ยมานี้เพียงให้พวกเราสะกิดใจดูสักนิด เวลาจะเลือกต้นตอพ่อพันธุ์ของวัวมาใช้ในฝูงของเรา คือหาจุดพอดี ที่ให้นมมากพอ คุ้มกับต้นทุน (Optimal production) เนื่องจากวัวขาวดำ มีแหล่งพันธุกรรมที่กว้างกว่า จึงน่าจะนำมาใช้ผลิตวัวนมลูกผสม ส่วนจากแหล่งใด ใช้วิจารณญาณเอาเอง บ้านเรากำลังทำฟรี-บราห์ ซึ่งจะกล่าวในโอกาสต่อไป

วัวพันธุ์เจอร์ซี่ย์ (Jersey)

– สี Fawn (น้ำตาลปนแดง)

– กำเนิดในประเทศอังกฤษ

– เป็นวัวนมที่มีขนาดเล็กมากที่สุด

– ได้ชื่อว่าเป็นวัวที่มีลักษณะเต้านมสมบูรณ์แบบ ตามลักษณะของวัวนมมากที่สุด ในกระบวนวัวนมทั้งหลายทั้งปวง

– ฐานเต้านมทรงกระทะสุดๆ ผิวเต้านมบางมากเมื่อเทียบกับวัวพันธุ์อื่นๆ ตำแหน่งของหัวนมก็อยู่ถูกที่สม่ำเสมอ (ตัวอย่างผิวเต้านมหนา เช่น ในวัวบราห์มัน เขาเรียกว่า เป็น beefy udder)

– มีนมไม่มากมายเหมือนวัวพันธุ์อื่นๆ ซึ่งก็พอสมน้ำสมเนื้อกับขนาดของมัน แต่ถ้าเทียบกับวัวนมบ้านเรา ก็ถือว่ายังสูงกว่ามาก

– มีไขมันสูง ตั้งแต่ 5.0-7.0 เปอร์เซ็นต์ เกษตรกรมักเลี้ยงวัวเจอร์ซี่ย์ ไว้ขายมันเนย (butter) แก่โรงงาน

– โดยเหตุที่มีรูปทรงเป็นทรงวัวนมจัด จึงมักจะค่อนข้างเปราะบาง

– ข้อสังเกตที่เห็นชัดคือ ตาโตเหมือนโปนออกมาหน้าผาก บุ๋มเป็นก้นจาน คางค่อนข้างสั้น หน้าตาดูตลกๆ ดี

– เคยทำลูกผสมเจอร์ซี่ย์กับพวกบังกาลา ให้นมดีพอสมควร ระหว่าง 10-14 กิโลกรัม/วัน (ลูก 50 เปอร์เซ็นต์)

ข้อคิด การใช้วัวเจอร์ซี่ย์ ทำเป็นลูกผสมกับวัวแขก น่าจะไปได้ดี

– วัวลูกผสมเจอร์ซี่ย์-วัวแขก ให้นมดีทุกตัว เชื่องเหมือนวัวนมทั่วไป ลูกผสมวัวแขกทุกพันธุ์สำคัญคือ เวลาเข้าออกรีดนมอย่าพรวดพราด มันตกใจมันอาจเตะเอาได้

– ลูกผสมระหว่างเจอร์ซี่ย์กับวัวแขก เช่น เรดซินดี้ กับซาฮิวาล ในหลุยส์เซียนา และประเทศจาเมกา เรียกว่า Jamaica Hope เคยเป็นวัวนมลูกผสมชั้นดีมาในอดีต ต่อมาก็จางหายไป คงเนื่องจากมีปัญหา การขาดแม่พันธุ์และการลงทุนมากกว่า

วัวบราห์มัน นิยมใช้เป็นแม่พันธุ์พื้นฐานในการผลิตโคเนื้อหรือโคนมคุณภาพดี เพราะวัวพันธุ์นี้ทนร้อน ทนชื้น (วัวไม่ชอบความชื้น โดยเฉพาะวัวฝรั่ง) ทนเห็บ ทนแมลง (กลิ่นตัวแรง สั่นผิวหนังเฉพาะที่ได้) คลอดลูกง่าย แม่เลี้ยงลูกเก่ง (บั้นท้ายค่อนข้างลาดและหวงลูก)

กลุ่มภัทลี เป็นการรวมกลุ่มของแม่บ้านและเยาวชนคนรุ่นใหม่ ทั้งไทยพุทธและมุสลิม ที่ใส่ใจกับการพัฒนาอาชีพในท้องถิ่นของตัวเอง ได้จับมือกันทำงานร่วมกัน ผลิตงานฝีมือทางศิลปะ อย่างกลมเกลียวมานานกว่า 10 ปี ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของพวกเขาพัฒนาไปมาตรฐานระดับพรีเมี่ยม จนได้ออเดอร์ส่งออกไปแล้วหลายประเทศ ทั้งมาเลเซียและอิตาลี

งานศิลปะประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ด้วยกาบกล้วยในรูปแบบต่างๆ คือสุดยอดผลงานของกลุ่มภัทลีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่มาของงานศิลปะประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ด้วยกาบกล้วยนี้เป็นความคิดและแนวคิดของ ดรุณี แวยามา ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่จะพยายามหางานเพื่อเลี้ยงดูตัวเอง ที่สามารถอยู่กับตัวเอง อยู่กับบ้านอยู่กับครอบครัวได้

เดิมดรุณี เข้ามาทำงานที่กรุงเทพมหานครเป็นเวลาหลายปี และวันหนึ่งเธอได้ตัดสินใจออกจากงาน กลับมาสู่บ้านเกิดที่จังหวัดปัตตานี และนำไปสู่การตั้งกลุ่ม “ภัทลี” และได้ใช้บ้านของเธอ ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 10/1 หมู่ที่ 8 บ้านบาราโหม ตำบลบาราโหม อำเภอเมืองปัตตานี

“ตอนนั้นคิดมาว่า หางานที่เหมาะสมกับตัวเอง แล้วอยู่กับบ้านไม่ต้องไปไหน ได้ดูแลทำงานบ้านไปด้วย ซึ่งในเวลานั้น ทางวิทยาลัยอาชีวะปัตตานี ได้เปิดอบรมหลักสูตรระยะสั้น คือการประดิษฐ์ของที่ระลึกจากกาบกล้วย ซึ่งเรามีความสนใจและได้เข้ารับการอบรม”

ในช่วงการอบรม ดรุณี เล็งเห็นว่า การประดิษฐ์ของที่ระลึกจากกาบกล้วยนี้ ยังไม่มีผู้ใดจำหน่ายในท้องตลาด จึงได้ขออนุญาตกับ อาจารย์วันเพ็ญ พุทธรัตน์ อาจารย์ผู้สอนและเป็นผู้คิดค้น เพื่อนำไปผลิตและจำหน่าย

ดรุณีได้ชักชวนเพื่อนๆ ที่เข้ารับการอบรมพร้อมกัน ให้รวมตัวกันและจัดตั้งเป็นกลุ่ม “ภัทลี” ขึ้นมา เพื่อผลิตผลงานประดิษฐ์จากกาบกล้วย และด้วยความเมตตาของอาจารย์วันเพ็ญ ได้มอบเงินให้กลุ่มเป็นทุนจำนวน 10,000 บาท

ดรุณี กล่าวว่า งานของกลุ่มเราเน้นที่คุณภาพมาก่อน โดยตั้งแต่เริ่มต้นได้มีการลองผิดลองถูกกันต่อเนื่อง เรียกว่า ผลิตงานเป็นร้อยเป็นพันชิ้น กว่าจะได้งานอย่างทุกวันนี้

“ร้องไห้กันมาหลายครั้งเลยค่ะ และต้องขอขอบคุณทางวิทยาลัยเทคนิคปัตตานีมากๆ ที่เข้ามาช่วยกลุ่มเราด้านเครื่องไม้เครื่องมือ และขอบคุณ อาจารย์วันเพ็ญ พุทธรัตน์ ผู้สอนเรามาและสนับสนุนตลอดมา งานของกลุ่มภัทลีนี้ เราทำทุกชิ้นด้วยความประณีต งานเราส่งออกไปนอกแล้ว ไม่กังวลเรื่องการตลาด เพราะเรามีตลาดที่แน่นอนแล้ว เพียงแต่ต้องผลิตให้ทันตามความต้องการของลูกค้าเท่านั้น ตอนนี้ งานเราทำส่งไปไกลถึงอิตาลี ในต่างประเทศชอบงานแฮนด์เมด งานที่ดูท้องถิ่น ดิบๆ แบบง่ายๆ สบายๆ แต่ดูดี สะอาดตา สวยงาม ทุกวันนี้ เราทำงานร่วมกับคนในหมู่บ้าน และพี่ๆ หมู่บ้านพุทธ ทำกันด้วยความสามัคคี และตั้งใจผลิตงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ”

ด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทอย่างเต็มที่ของกลุ่มภัทลี จึงได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากโครงการหมู่บ้านแม่ข่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) และได้รับการคัดสรรให้เป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 3 ดาว ของจังหวัดปัตตานีด้วย

ใช้กล้วยตานี เป็นวัตถุดิบ

สำหรับวัตถุดิบที่สำคัญในการนำมาซึ่งงานฝีมือขึ้นชื่อคือ ต้นกล้วยตานี

ดรุณี กล่าวว่า ต้นกล้วยตานีเป็นวัตถุดิบที่สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น ทั้งในตัวอำเภอเมืองปัตตานีและอำเภอใกล้เคียง จึงทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบอย่างแน่นอน

“เมื่อเกษตรกรที่มีกล้วยตานีปลูกอยู่ รู้ว่าทางกลุ่มเราต้องการนำมาใช้งาน จะติดต่อเข้ามา ชาวสวนจะเป็นคนตัดต้น ให้ทางกลุ่มเป็นฝ่ายจัดการขนส่ง ราคาที่ซื้อนั้นจะตามขนาดของต้น ต้นใหญ่ๆ มาตรฐาน ราคาอยู่ที่ 10-15 บาท ต่อต้น”

ส่วนกระบวนการการผลิตเป็นชิ้นงานศิลปะ ดรุณี กล่าวว่า เริ่มจากรับต้นกล้วยจากชาวสวนมาแล้ว จะนำส่งให้ฝ่ายผลิตวัตถุดิบ เพื่อนำมาสู่ขั้นตอนการทำกาบกล้วย โดยเริ่มจากตัดต้นกล้วยเป็นท่อน ท่อนละประมาณ 50-70 เซนติเมตร แล้วลอกกาบออกมาจากลำต้นเป็นชั้นๆ ทีละแผ่น จากนั้นจึงใช้มีดปลายแหลมปาดกาบกล้วย เอาส่วนที่แข็งออก เริ่มจากตรงกลางซ้ายขวาและเหลือขอบข้างไว้ประมาณข้างละ 1 เซนติเมตร จากนั้นนำกาบกล้วยที่ได้ นำไปตากแดดประมาณ 1-3 วัน ขึ้นอยู่กับความแรงของแสงแดด บางครั้งอาจจะแห้งภายในแดดเดียว ขั้นตอนนี้จะต้องใช้ความชำนาญอย่างมาก ถึงจะได้กาบกล้วยที่สวยและได้สัดส่วน

“เราได้กาบกล้วยที่ขาวมากๆ ใช้เวลาตากน้อย แดดแรงมากๆ ยิ่งดี ประหยัดเวลา วันเดียวแห้ง เมื่อกาบกล้วยแห้งดีแล้วจะมีสีขาวนวลธรรมชาติ ดูสวยงาม หากใช้เวลาในการตากแดดนานเพิ่มขึ้นความเข้มของสีกาบกล้วยจะเพิ่มเข้มมากขึ้น จะดูไม่สวยเท่าที่ควร เพราะฉะนั้น ความแห้งของกาบกล้วยต้องดูให้พอดี เมื่อแห้งสนิทแล้วจึงนำไปเก็บเพื่อเตรียมเป็นวัตถุดิบ ระวังขอบข้างของกาบกล้วย พับเก็บใส่ถุงให้เรียบร้อย จากนั้นนำไปเตรียมในการผลิตชิ้นงาน”

เมื่อได้กาบกล้วยตากแห้งที่เป็นวัตถุดิบสำคัญแล้ว จะนำไปผลิตเป็นชิ้นงานต่างๆ ที่มีอย่างหลากหลาย ไม่ว่า กล่องทิชชู สมุดโน้ต กล่องใส่เครื่องใช้อเนกประสงค์ กล่องเก็บของ ตลอดจนของชำร่วย และทำเป็นโคมไฟ เป็นต้น

ในการผลิตนั้นจะมีการเสริมลูกเล่นให้มีความสวยงามในลักษณะของศิลปะผสม โดยนำมาตกแต่งเพิ่มด้วยผ้าลูกไม้ ผ้าปาเต๊ะ หนังหรือกะลา เป็นต้น แล้วแต่ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งทำให้เกิดความสวยงามมากขึ้น

“ผลงานแต่ละชิ้นงานที่ผลิตออกไปนั้นเราพยายามทำให้มีความสวยงาม ประณีต เน้นคุณภาพ และได้มาตรฐานมากที่สุด จึงจะส่งงานให้กับลูกค้า” ดรุณี กล่าว“การเติบโตของกลุ่มนี้ แรกเริ่มนั้นทางกลุ่มเริ่มผลิตเป็นของชำร่วย เปิดตลาดขายในจังหวัดก่อน จากนั้นได้ออกงานตามงานสำคัญๆ ของจังหวัด ไปเจอนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียมาติดต่อ และส่งไปยังประเทศมาเลเซีย ทางเราก็จัดทำให้เป็นงานแบบง่ายๆ ประเภทของฝากราคาย่อมเยา ซึ่งการทำออเดอร์ส่งประเทศมาเลเซียนั้น เขาเน้นปริมาณ ไม่เน้นคุณภาพ เราก็ทำไปซักพัก พอนานๆ เข้า เขาก็สั่งน้อยลง เรื่อยๆ ปัญหาอีกเรื่องคือ เรายังไม่สามารถกำหนดราคาตามที่เราต้องการ ต่อมาเราได้เข้าไปอบรมงาน ดูงาน ปรับปรุงงาน และในปัจจุบันทางกลุ่มได้รับการดูแลจากศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ มหาวิทยาลัยทักษิณ จึงทำให้กลุ่มมีการปรับวิสัยทัศน์และมีการผลิตชิ้นงานเน้นคุณภาพดีขึ้น และเพิ่มความประณีตมากขึ้นด้วย เพื่อส่งจำหน่ายสู่ตลาดพรีเมี่ยม และได้รับการต้อนรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีมากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าต่างประเทศ”

ส่วนรายได้ของสมาชิกกลุ่มนี้ เนื่องจากได้มีการแบ่งหน้าที่ในการรับผิดชอบงานแตกต่างกันแต่ละชิ้นงานออกไปในแต่ละคน ซึ่งเป็นรายได้ของสมาชิกเฉลี่ยที่ประมาณ 3,000-9,000 บาท ต่อเดือน ต่อชิ้น ขึ้นอยู่กับจำนวนของที่รับไปทำ

โดยช่วงที่มีการสั่งซื้อเข้ามากที่สุด อยู่ประมาณเดือนกันยายน-เดือนกุมภาพันธ์

สำหรับเป้าหมายและอนาคต ดรุณี กล่าวว่า จะมีการพัฒนาคุณภาพของสินค้าและรูปแบบให้มีรูปแบบที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าให้มากขึ้น รวมถึงการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยในประเทศได้วางเป้าหมายที่ส่งไปวางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ

“แต่ที่สำคัญเราอยากสร้างให้กลุ่มของเราเป็นศูนย์การเรียนรู้ เพื่อบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจ ได้เข้ามาเรียนรู้และนำไปถ่ายทอด เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนอื่นต่อไป” ดรุณี กล่าวทิ้งท้าย

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ยางพารานับเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด (Top 4) ของจังหวัดชลบุรี โดยปัจจุบัน พบว่า เกษตรกรจังหวัดชลบุรี มีการปลูกยางพาราในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) จำนวน 205,774 ไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 1,475 บาท/ไร่ แต่การปลูกในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) ก็มีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน จำนวน 105,695 ไร่ โดยได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 165 บาท/ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของผลตอบแทนสุทธิในพื้นที่เหมาะสมเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม พบว่า หากเกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ (S3/N) ของยางพารา มาปลูกพืชอื่นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Top 4) ของจังหวัด คือ ปาล์มน้ำมัน จะได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 3,953 บาท/ไร่ มันสำปะหลังโรงงาน ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 214 บาท/ไร่ ส่วนสับปะรดโรงงาน ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 34,144 บาท/ไร่ ซึ่งแม้ว่าจะมีรายได้ที่ดีกว่าการปลูกยางพาราในพื้นที่ไม่เหมาะสม แต่ก็อาจเกิดปัญหาล้นตลาดได้ในอนาคต

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) ได้ทำการศึกษาแล้ว พบว่า เกษตรกรที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว สามารถปรับรูปแบบการผลิตเป็นเกษตรแบบผสมผสานในพื้นที่ว่าง เพื่อสร้างรายได้ อาทิ กล้วยน้ำว้า มีต้นทุนการผลิต 5,881 บาท/ไร่/ปี ให้ผลผลิตเมื่อมีอายุเฉลี่ยได้ 1 ปี ได้ผลตอบแทนสุทธิ 7,618 บาท/ไร่/ปี ส่วนใหญ่เกษตรกรจะขายเป็นกล้วยสด ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดภายในจังหวัดและตลาดนอกจังหวัดหรือตามแหล่งท่องเที่ยว โดยราคารับซื้อของจังหวัดอยู่ที่กิโลกรัมละ 15 บาท

พริกชี้ฟ้า มีต้นทุนการผลิต 11,834 บาท/ไร่/รุ่น สามารถเก็บผลผลิตออกจำหน่ายได้ เมื่อมีอายุเฉลี่ย 70-90 วัน ผลตอบแทนสุทธิ 19,415 บาท/ไร่/รุ่น ราคารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท ซึ่งนอกจากจะขายให้กับตลาดผู้บริโภคทั่วไปแล้ว ยังสามารถนำมาแปรรูปทำซอสพริกศรีราชา ซึ่งมีโรงงานผลิตตั้งอยู่ในพื้นที่ และ ข่าแดง ต้นทุนการผลิต 13,431 บาท/ไร่/รุ่น ข่าอ่อนสามารถขุดจำหน่ายได้เมื่อมีอายุ 6 เดือน และข่าแก่จะมีอายุ 8 เดือนขึ้นไป ซึ่งได้ผลตอบแทนสุทธิ 20,943 บาท/ไร่/รุ่น ราคาข่าแก่รับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 27.50 บาท สามารถขายได้แบบขายสด และหากเป็นข่าอ่อนจะได้ราคาที่ค่อนข้างแพงนำมาแปรรูปส่วนผสมของพริกแกงได้อีกด้วย ส่งขายได้ทั้งตลาดสดภายในจังหวัดและภายนอกจังหวัด เช่น ตลาดไท