ชันโรงตัวผู้ มีหน้าที่ผสมพันธุ์กับชันโรงนางพญาอย่างเดียว

เหมือนกับผึ้งตัวผู้ การสร้างชันโรงเพศผู้ของรัง จะสร้างเฉพาะฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น เมื่อชันโรงตัวผู้บินออกจากรังไปแล้ว จะไม่กลับเข้ารังอีก เนื่องจากชันโรงงานที่ทำหน้าที่รักษารัง ไม่ยอมให้ชันโรงตัวผู้กลับเข้ารัง

ชันโรงงาน เป็นวรรณะที่มีมากที่สุดภายในรัง ทำหน้าที่ซ่อมแซมรัง คอยทำความสะอาดรังและเป็นพี่เลี้ยงช่วงนางพญาวางไข่ ตลอดจนหาอาหารนำมาเลี้ยงสมาชิกในรัง โดยเก็บเกสรและน้ำหวาน

การแยกขยายชันโรง จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้ในการขยายรังชันโรง ได้แก่ รังที่จะแยกขยาย เหล็กงัดรังชนิดเดียวกับที่ใช้ในการเลี้ยงผึ้ง หมวกตาข่าย เครื่องพ่นควัน กระบอกพ่นน้ำชนิดพ่นฝอย คัดเลือกรังชันโรงที่สมบูรณ์แข็งแรง มีประชากรชันโรงหนาแน่น มีการสะสมอาหารและน้ำหวานไว้ภายในรังจำนวนมาก มีการสร้างเซลล์นางพญาและเซลล์ตัวอ่อน แบ่งกระเปาะเกสร กระเปาะน้ำหวาน กระเปาะตัวอ่อน ประมาณ 1 ใน 3 ของรังเดิม

ถ้าพบเซลล์นางพญาให้ตัดมาด้วย และให้มีตัวเต็มวัยของชันโรงติดมาด้วย เพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ในรังที่แยกใหม่ ควรตรวจเช็กส่วนที่แยกใส่รังใหม่ให้แน่ใจว่า ไม่มีนางพญาชันโรงตัวเดิมติดมาด้วย หลังจากนั้นจะเกิดกระบวนการสร้างนางพญาชันโรงตัวใหม่ขึ้นตามธรรมชาติ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการแยกขยายรังชันโรง ช่วงเวลาที่แยกขยายรังชันโรง คือช่วงฤดูดอกไม้บาน มีการสะสมอาหารไว้ภายในรังเป็นจำนวนมาก และภายในรังได้มีการสร้างชันโรงตัวผู้จำนวนมาก สำหรับการผสมพันธุ์กับนางพญาชันโรงตัวใหม่

ชันโรง หรือ ผึ้งจิ๋ว (Stingless bee) เป็นแมลงที่อยู่รวมกันเป็นสังคม มีการสร้างรวงรัง โดยแบ่งเป็นสัดส่วน เป็นเซลล์หรือกระเปาะ ได้แก่ กระเปาะเก็บเกสร กระเปาะเก็บน้ำหวาน และกระเปาะสำหรับวางไข่ และเลี้ยงดูตัวอ่อน

ชันโรงเป็นแมลงที่ช่วยผสมเกสรพืชทุกชนิด ทั้งพืชป่า พืชพื้นบ้าน และพืชสมุนไพร จึงทำให้น้ำผึ้งชันโรงเป็นน้ำผึ้งที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารและยา มากกว่าน้ำหวานจากผึ้งทั่วไป รวมทั้งเข้มข้นกว่า แต่น้ำผึ้งชันโรงจะมีปริมาณจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับน้ำผึ้งจากผึ้งทั่วไป ทำให้มีราคาแพงกว่า (ประมาณ ขวดละ 1,000-1,500 บาท)

เนื่องจากชันโรงจะมีนิสัยเก็บเกสร 80% เก็บน้ำหวาน 20% รวมทั้งเก็บยางไม้หรือชันผึ้ง (propolis) ที่มากกว่าผึ้งทั่วไป เพราะจะใช้สร้างรัง อุดรอยรั่ว ทำทางเข้าออกรังและใช้ป้องกันศัตรูบุกรุก

ชันโรง เป็นแมลงเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ปัจจุบันสามารถเลี้ยงเชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรมได้ เพราะผลิตภัณฑ์จากชันโรงทั้งน้ำหวานและชันผึ้ง ตลาดมีความต้องการสูง เพื่อใช้ในทางการแพทย์ การผลิตอาหารสุขภาพและเครื่องสำอาง อีกทั้งชาวสวนได้มีการเช่าชันโรง เพื่อวางในสวนผลไม้ เพื่อช่วยผสมเกสรเพิ่มผลผลิต คิดราคา 30-50 บาท/วัน/รัง ในพื้นที่สวนลำไย 5 ไร่ ได้ทดลองวางชันโรง 2 รัง ในช่วงออกดอก สามารถช่วยผสมเกสรทำให้ผลผลิตดีมีคุณภาพ ดังนั้น ชันโรง เป็นสุดยอดแมลงช่วยผสมเกสรเพื่อเพิ่มผลผลิตและเป็นแมลงเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ ผู้ที่สนใจเลี้ยงชันโรงติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือศึกษาเรียนรู้

คุณสิริโชค อารีย์ เกษตรกรผู้เลี้ยงชันโรง กล่าวว่า พื้นที่ตำบลเทพเสด็จเป็นพื้นที่ป่า บนดอยสูง มีอากาศบริสุทธิ์ คนอาศัยอยู่ร่วมกับป่า จึงมีการเรียนรู้จากธรรมชาติหลายๆ อย่าง เช่น การเลี้ยงผึ้งโพรง (ผึ้งโก๋น) ซึ่งเป็นน้ำผึ้งที่มีเอกลักษณ์ คือ น้ำผึ้งโพรงดอกกาแฟ น้ำผึ้งที่ได้จะมีรสชาติหวานอมขม สีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม ผึ้งเป็นผึ้งที่มีตามธรรมชาติ มีลักษณะตัวเล็กกว่าผึ้งธรรมดาหรือผึ้งพันธุ์ แต่จะหากินในป่า และจะอาศัยโพรงต้นไม้ผุ เกษตรกรจึงดัดแปลงทำรังไม้และล่อให้ผึ้งเข้ามาอยู่ด้วยการล่อด้วยไขผึ้งของรังเก่า

ส่วนชันโรงก็เช่นกัน เป็นชันโรงที่เรียกว่า “ชันโรงปากแตรจิ๋ว” ซึ่งมีในธรรมชาติของตำบลเทพเสด็จ มักจะเห็นผสมเกสรดอกไม้ป่าทั่วไปที่มีในป่า มักจะเห็นอาศัยอยู่ในต้นไม้ผุหรือโพรงไม้ผุ เกษตรกรจึงนำมาเลี้ยงในกล่อง คลุมด้วยพลาสติกใส เพื่อสะดวกในการดูดเอาน้ำหวานที่อยู่ในกระเปาะ เพื่อเก็บผลผลิต รวบรวมและจำหน่าย

ปัจจุบัน เกษตรกรสามารถเลี้ยงได้เองโดยการนำไขชันโรงไปใส่ในรังใหม่ เพิ่มจำนวนและขยายพันธุ์เพิ่มรังไปเรื่อยๆ หลังจากย้ายรัง 3 เดือน สามารถเริ่มให้ผลผลิตนาน 3-5 เดือน จึงแยกรังเพิ่ม และเริ่มเลี้ยงต่อไป และเก็บผลผลิตหลังเลี้ยงในรังใหม่ 3 เดือน เป็นวัฏจักรต่อไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ การเลี้ยงยังสามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดปี การเก็บ 5 รัง จะได้ผลผลิต 1 ขวด (725 มิลลิลิตร) ในรอบ 3-5 เดือน จำหน่ายขวดละ 1,000 บาท

ตอนนี้เกษตรกรสามารถดัดแปลงต้นไผ่ยักษ์ เป็นรังของชันโรง ด้วยการทำบานพับ ให้ง่ายและสะดวกในการดูดน้ำหวาน น้ำหวานเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้ที่นิยมรับประทานน้ำหวานชันโรงและการแปรรูป เช่น สบู่ สเปรย์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ เนื่องจากมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ได้ และมีฤทธิ์เป็นกรด

“มะขามป้อม” เป็นพืชสมุนไพรประจำบ้าน ที่มีสรรพคุณทางยาสูง ในตำราแพทย์แผนไทยใช้มะขามป้อม เป็นส่วนผสมสำคัญในตำรับยามากกว่า 100 ตำรับ เช่น ตำรับยา“สมุนไพรตรีผลา” ซึ่งเป็น กลุ่มยาอายุวัฒนะ ผลงานวิจัยทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปยืนยันตรงกันว่า มะขามป้อมจัดเป็นผลไม้ที่มีปริมาณของสารแทนนินสูงเป็นชนิดที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระต้านสารก่อมะเร็ง เพิ่มภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง กำจัดสารพิษจากโลหะหนักออกจากร่างกายและในผลของมะขามป้อมมีปริมาณวิตามินซีสูงมากกว่าส้มถึง 20 เท่า

“ไร่ครูลออ” อ.ไทรโยค.. แหล่งรวมมะขามป้อมพันธุ์ดี
หากขับรถออกจากตัวเมืองกาญจน์ โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 323 (ถนนสายกาญจนบุรี-ไทรโยค-ทองผาภูมิ) ช่วงกิโลเมตรที่ 46 จะเจอน้ำตกไทรโยคน้อย (น้ำตกเขาพัง) อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติไทรโยค นับเป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี บริเวณน้ำตกมีสภาพธรรมชาติที่สวยงามร่มรื่น โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนประมาณเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมจะมีน้ำมาก

จากน้ำตกไทยโยคน้อย ขับรถเลยออกไปเพียงสิบกว่ากิโลเมตร สังเกตด้านขวามือ จะเจอ “ไร่ครูลออ” แหล่งรวบรวมมะขามป้อมพันธุ์ดีที่หลายคนรู้จัก ครูลออ ดอกเรียง รับราชการครูในโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี และอาศัยเวลาว่างหลังเลิกงาน มาทำไร่เป็นอาชีพเสริมโดยปลูกมะขามป้อมเป็นพืชหลัก เพื่อขายผลสดออกขายและจำหน่ายกิ่งพันธุ์มะขามป้อมแก่ผู้สนใจ

สาเหตุที่ครูลออตัดสินใจปลูกมะขามป้อมเป็นพืชหลัก เนื่องจากประทับใจในคุณประโยชน์ของมะขามป้อมยักษ์ที่มีวิตามินซีสูง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และใช้บำรุงผิวพรรณ กำลังเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอาง ก่อนหน้านี้ครูลออมีโอกาสไปเยี่ยมชมแหล่งปลูกมะขามป้อมยักษ์เนื้อที่ 20 ไร่ ของเกษตรกรรายหนึ่ง แค่เก็บผลออกขายอย่างเดียวสร้างรายได้สูงถึง 4 ล้านบาท ยังไม่นับรวมการขายกิ่งพันธุ์แก่ผู้สนใจ ทำให้ครูลออเล็งเห็นศักยภาพทางการตลาดของมะขามป้อม ว่า เป็นพืชสมุนไพรที่มีโอกาสเติบโตสดใสในระยะยาว

ครูลออ ได้รวบรวมกิ่งพันธุ์มะขามป้อมยักษ์หลากหลายสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น และตอบโจทย์ตลาด ในเรื่อง ลูกดก ต้นเตี้ย ทนแล้ง ออกลูกทั้งปี มาปลูกบนเนื้อที่ 4 ไร่ ได้แก่ 1. พันธุ์ท้อพวงองุ่น (พันธุ์ท้อยักษ์จัมโบ้, ท้อมหากาฬ) ลำต้นสูงปานกลาง ลักษณะผลเหมือนลูกท้อ ผิวสวยใส ลูกมีขนาดใหญ่ เนื้อฉ่ำ ให้ผลดกคล้ายพวงองุ่น 2. พันธุ์แม่ลูกดก เป็นไม้กึ่งเตี้ยกึ่งสูง ที่ให้ผลดกมาก ขนาดผลใหญ่ประมาณเหรียญ 10 บาท

พันธุ์แป้นพัชชา (พันธุ์แป้นเตี้ย) เป็นมะขามป้อมสายพันธุ์ไทย กิ่งใหญ่แข็งแรง ต้นเตี้ย ลำต้นสูงไม่เกิน 1.5-2 เมตร แผ่ขยายไปในแนวกว้าง หากปลูกในระยะห่าง 5×5 เมตร พื้นที่1 ไร่จะปลูกได้ 64 ต้น พันธุ์แป้นพัชชา จะเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 2-3 โดยปีที่ 3 จะให้ผลผลิต ประมาณ 50-100 กิโลกรัม หากดูแลจัดการแปลงที่ดีจะได้ผลใหญ่ขนาดเท่าฝาแบรนด์เลยทีเดียว

พันธุ์ท้อยักษ์ไทรโยค ลักษณะผลก้นมีจะงอย คล้ายผลลูกท้อผิวสวยใส ลำต้นสูง 2-3 เมตร ขนาดผลใหญ่เท่ากับมะขามป้อมสายพันธุ์อินเดีย เฉลี่ยประมาณ 25-30 ผล ต่อกิโลกรัม ออกลูกดกทั้งปี ปลูกดูแลง่าย ทนอากาศแล้งได้ดี ใช้เวลาปลูก 2-3 ปี เก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว มะขามป้อมสามารถปลูกได้ทุกสภาพดินทั่วประเทศ แต่ดินที่ให้ผลผลิตได้ดีคือดินร่วนปนทราย ดินลูกรัง
มะขามป้อมยักษ์ ปลูกดูแลง่าย

มะขามป้อม เป็นไม้ผลที่ปลูกดูแลง่าย ทนแล้งได้ดี ควรปลูกในดินที่มีส่วนผสมของขี้ไก่ แกลบดิน แกลบดำ และดินในอัตราส่วน 1:1:1:2 ปลูกโดยขุดหลุมลึกประมาณ 50×50 เซนติเมตร เทปุ๋ยขี้ไก่หรือขี้วัวรองก้นหลุมประมาณ 1 กิโลกรัม เติมน้ำลงให้ท่วมหมักไว้ประมาณ 10 วัน เพื่อให้เกิดการย่อยสลาย คลายความร้อน เติมหน้าดินลงไปเล็กน้อย จึงค่อยนำต้นพันธุ์ที่เตรียมไว้ลงปลูก ปักไม้พยุงต้น เมื่อต้นมะขามป้อมที่ปลูกมีความสูงระดับหัวเข่า ให้ตัดยอดทันทีเพื่อให้แตกกิ่งออกด้านข้างเป็นทรงพุ่ม วิธีนี้จะช่วยบังคับให้ต้นเตี้ย ง่ายต่อการดูแลรักษาและเก็บผลผลิต

การปลูกในปีแรก ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ทุกๆ 2-3 วัน/ครั้ง เมื่อย่างเข้าปีที่ 2 หลังหมดฤดูฝน ควรงดให้น้ำเพื่อกระตุ้นให้ต้นมะขามป้อมยักษ์เกิดการสะสมอาหารที่กิ่ง ตาดอก และปล่อยให้ต้นสลัดใบทิ้ง เพื่อจำศีลในช่วงฤดูแล้ง เมื่อฝนตกจะกระตุ้นให้ต้นแตกใบ ออกดอก และติดลูกดี

หลังปลูก ควรให้ปุ๋ยเคมีสูตร 25-7-7 จำนวน 1ช้อนชา โรยรอบทรงพุ่ม ทุกๆ 7 วัน/ครั้ง พร้อมใส่ปุ๋ยสูตรเสมอและขี้ไก่ทุก 14 วัน/ครั้ง และโรยปุ๋ยขี้ไก่พร้อมแกลบรอบทรงพุ่มประมาณ 1 กระสอบ และฉีดพ่นปุ๋ยน้ำทางใบ เพื่อเร่งต้นโต ผลโต สะสมตาดอกอีกทางหนึ่ง

ที่ผ่านมา ครูลออผลิตกิ่งพันธุ์เสริมรากออกจำหน่ายแก่ผู้สนใจ ก็ได้รับความสนใจจากเกษตรกรทั่วไปอย่างกว้างขวาง เนื่องจากกิ่งพันธุ์เทคนิคเสริมราก เมื่อนำไปปลูกในปีแรก ต้นมะขามป้อมยักษ์จะมีขนาดใหญ่กว่าปกติหลายเท่า ยิ่งปลูกแบบเสริม 10 ราก แค่ปลูกในระยะเวลาเพียง 2 ปี ลำต้นมะขามป้อมยักษ์จะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-4 เมตรกันเลยทีเดียว

ในระยะแรก ครูลอออาศัยเรียนรู้เทคนิคการเสริมราก จากตำราวารสารการเกษตร และนำมาทดลองเสริมรากกับต้นมะขามหวานจำนวน 10 ต้น ปรากฏว่าติดรากอยู่เพียงต้นเดียว จึงนำข้อผิดพลาดดังกล่าวมาปรับปรุง และฝึกฝนฝีมือกับไม้ผลอื่นๆ เช่น ต้นมะม่วง ต้นกระท้อน มะปราง มะยงชิด จนประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา

หากใครสนใจเทคนิคเสริมรากต้นมะขามป้อมยักษ์ สูตรครูลออ ก็ทำตามได้ไม่ยาก เริ่มจากเตรียมต้นพันธุ์มะขามป้อมป่า ตามจำนวนที่ต้องการเสริมราก หลังจากนั้นให้นำต้นพันธุ์ปลูกลงดินพร้อมกับต้นพันธุ์ดีที่ต้องการปลูก 1 ต้น หลังปลูก 1 เดือน ให้นำพันธุ์ต้นป่าที่สมบูรณ์ 1 ต้น มาเสริมรากให้ต้นพันธุ์ดี ทั้งนี้เกษตรกรสามารถเพิ่มจำนวนรากได้ตามที่ต้องการ แต่ควรเว้นระยะห่างในการเสริมรากแต่ละครั้งประมาณ 1 เดือน

ครูลออ แนะนำเทคนิคการเสริมราก 2 แนวทาง คือ เทคนิคแรก ใช้วิธีการเสียบยอด โดยเลือกต้นพันธุ์ดี มีตุ่มตากำลังแตก มาลิดใบทิ้งเพื่อลดการคายน้ำ จากนั้นตัดกิ่งพันธุ์ให้เหลือความยาวประมาณ 3-4 นิ้ว ทาปูนแดงที่ปลายกิ่งด้านหนึ่งเพื่อป้องกันเชื้อรา ส่วนอีกด้านเหลาให้เป็นลิ่ม ระหว่างนี้ห้ามให้นิ้วมือสัมผัสกับรอยแผล

จากนั้นนำต้นพันธุ์ป่ามาตัดยอดและผ่าลำต้น นำลิ่มกิ่งพันธุ์ดีเสียบเป็นยอด สวมกันให้พอดี แล้วใช้ผ้าเทปพันปิดแผลไว้ไม่ให้น้ำเข้า ก่อนนำถุงพลาสติกมาครอบและมัดปากถุงไว้ ประมาณ 2 สัปดาห์ ต้นพันธุ์จะเริ่มแตกยอดอ่อน รอจนกว่าต้นจะแตกใบจริงแล้วจึงค่อยถอดถุงพลาสติกออก โดยข้อควรระวังคือระหว่างกางถุงพลาสติกห้ามใช้มือเข้าไปคลีถุงด้านใน แต่ควรใช้วิธีสะบัดเพื่อป้องกันไม่ให้กิ่งพันธุ์ติดเชื้อ

เทคนิคที่ 2 ใช้วิธีการทาบกิ่งหรือแนบกิ่ง นำต้นเพาะเมล็ดมะขามป้อมพันธุ์ป่า ลงปลูกเคียงกับต้นพันธุ์ดี กะระยะให้ต้นพันธุ์ป่าสามารถโน้มหาต้นพันธุ์ดีได้พอเหมาะ จึงใช้มีดปาดสร้างแผลต้นพันธุ์ป่าและต้นพันธุ์ดี โดยแผลของต้นพันธุ์ดีควรมีความลึกแค่ถึงเนื้อไม้ ความยาวประมาณ 2-3 นิ้ว เพื่อให้แผลมีพื้นที่ในสัมผัสกันได้มากขึ้น หลังจากนั้นใช้ผ้าเทปพันปิดแผลไว้ ประมาณ 45-60 วัน เมื่อแผลติดกันแล้ว จึงค่อยแกะผ้าเทปออก ช่วงแรกที่เปิดแผล ควรใช้เชือกหรือผ้าเทปคล้องทั้ง 2 ต้น ไว้ด้วยกันก่อนเพื่อกันแผลฉีกขาดหรือต้นดีดออกจากกันเพราะแรงลม รอจนครบ 60 วัน เมื่อแผลสมานกันเป็นเนื้อเดียวแล้ว จึงค่อยแกะเชือกออกจากกัน

“เทคนิคการปลูกแบบเสริมราก มีคุณประโยชน์หลายด้าน ได้แก่ 1 .ช่วยค้ำยันลำต้นไม่ให้ล้มง่าย 2. มีรากเยอะ ช่วยหาอาหารได้มากขึ้น ทำให้ต้นเจริญเติบโตเร็ว 3. ลำต้นใหญ่ สามารถเลี้ยงลูกได้ดีไม่มีปัญหาเรื่องผลร่วง 4 . ผลมะขามป้อมมีขนาดใหญ่กว่าปกติ” ครูลออ กล่าวในที่สุด

สวัสดีครับ สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน พบกันเป็นประจำในคอลัมน์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย The challenge of smallscale farmers” กับผม ธนากร เที่ยงน้อย

โดยปกติของชีวิตนักเขียนกว่า 20 ปีของผม ผมจะไม่เขียนเรื่องที่กำลังโด่งดังหรือเรื่องที่กำลังเป็นกระแสในสังคมและเลือกที่จะเขียนเรื่องนอกกระแสเพื่อสร้างเรื่องนั้นให้เป็นกระแส (อย่าเพิ่งงงนะ 555) แต่ผมเขียนเรื่องไม้ด่างติดต่อกันเป็นเรื่องที่ 2 นั่นก็เพราะมีข้อคิดที่ดี มีจุดน่าสังเกตที่สามารถนำมาเป็นตัวอย่างให้กับพี่น้องเกษตรกรรายย่อยได้เป็นอย่างดี ฉบับนี้พาท่านไปพบปะพูดคุยกับนักธุรกิจเกษตรกรรายย่อยที่อ่านธุรกิจแบบมองไกล ตัดสินใจแบบเด็ดขาด ทิ้งธุรกิจเดิมที่ทำไว้หลากหลาย หอบประสบการณ์มากมายมาเริ่มใหม่กับธุรกิจไม้ด่างสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำในช่วงที่โควิดกำลังฟาดระบาดไปทั่ว ตามไปดูแนวคิดการทำธุรกิจเกษตรในยุคที่ไม้ด่างมาแรงกันครับ

พาท่านมารู้จักกับ คุณสง่า มีปลอด และ คุณฉันทนา หอมจันทร์ ที่บ้านเลขที่ 89/1 หมู่ที่ 4 ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ผมเคยเขียนถึงทั้ง 2 ท่านเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว เมื่อคุณสง่าและคุณฉันทนาตัดสินใจทิ้งธุรกิจเสื้อผ้าที่กรุงเทพฯ ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เป็นที่รู้จักในแวดวงเสื้อผ้าขายส่ง มาเริ่มต้นทำดอนดีฟาร์มเลี้ยงแพะ แกะ เป็นหลัก เพราะมองว่าแพะ แกะไปได้หลายทาง มีหลายตลาด ตอนนั้นที่ดอนดีฟาร์มมีแพะทั้งหมด 300 กว่าตัว แกะอีก 400 กว่าตัว แล้วขยายธุรกิจไปยังฝูงวัวลูกผสมชาโรเล่ส์ ยังไม่พอขยายธุรกิจให้ครบวงจรมีร้านอาหารและร้านกาแฟ มีม้าอีกหลายตัวเอาไว้ให้ลูกค้าขี่ มีผักไฮโดรโปนิกส์ปลอดสารพิษ มีบ่อปลา เลี้ยงกบเพื่อเอามาทำเป็นอาหารสำหรับลูกค้า เลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ มีมะนาว มะละกอ เด็ดมาสดๆ ใช้ทำอาหารเสิร์ฟลูกค้า

ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงเกษตรและฟาร์มแพะ แกะที่คุณสง่าและคุณฉันทนาลงทุนไปไม่น้อยเริ่มมีปัญหาหลากหลายและหนักหนาขึ้นเมื่อโควิดมาเยือน “ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีโรคระบาดของสัตว์เยอะ ตั้งแต่โรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness, AHS) การระบาดของโรคลัมปี สกินในวัว ที่เป็นโรคใหม่ที่เพิ่งมาเกิดในประเทศเรา รวมไปจนถึงความอิ่มตัวในธุรกิจแพะ แกะ ที่เราอาจจะขายแพะ แกะได้เยอะ มีลูกค้ามากมาย แต่ความยุ่งยากตั้งแต่เรื่องการเลี้ยง การจัดการที่ต้องใช้คนที่มีความชำนาญ ใช้คนเยอะ การขนส่งแพะ แกะมีชีวิตที่ต้องมีใบอนุญาต หลายสิ่งหลายอย่างทำให้เราต้องกลับมาทวบทวนถึงอนาคตกันบ่อยๆ และจุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่ร้านอาหารของเราต้องปิดเพราะโควิดระบาด เราก็ต้องทำตามมาตรการของรัฐที่ห้ามนั่งกินในร้านอาหาร”

เริ่มก่อนรวยก่อน จริงหรือ

คุณสง่าและคุณฉันทนา เล่าต่อว่า ตอนดีฟาร์มเราเริ่มสนใจไม้ด่าง รวมถึงเริ่มซื้อพันธุ์ไม้ด่างเข้ามาสะสมตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 โดยเริ่มต้นจากพันธุ์กล้วยแปลกๆ เช่น กล้วยงาช้าง กล้วยมาฮอย หรือกล้วยที่ออกพร้อมกัน 2 เครือ กล้วยน้ำว้ายักษ์ กล้วยด่างฟลอริด้า เราจะตระเวนซื้อจากงานออกร้านต่างๆ เช่น เกษตรแฟร์กำแพงแสน ซื้อพันธุ์ไม้ในราคาหลักพันบาทเอามาปลูกไว้ในพื้นที่ฟาร์ม ช่วงแรกๆ ต้นไม้อาจจะโดนวัวกินไปบ้าง แพะ แกะกินไปบ้าง จนในระยะนั้นมีข่าวว่ากล้วยด่างและไม้ด่างเริ่มมีราคาดีขึ้นเราจึงขุดต้นไม้ของเราที่ปลูกลงดินไว้เอามาใส่กระถางใส่ภาชนะและดูแลอย่างดี รวมทั้งเช็กข้อมูลราคาทุกวันโดยดูจากในอินเตอร์เน็ต จากราคาในเพจ Facebook ต่างๆ จนนำมาซึ่งการเข้าสู่ตลาดไม้ด่างอย่างเต็มตัว

หลังจากเริ่มสะสมพันธุ์ไม้ต่างๆ จนถึงพันธุ์ไม้ด่าง คุณสง่าและคุณฉันทนา พบว่า การขายไม้ด่างนั้นซื้อง่ายขายง่าย ขนส่งทางไปรษณีย์ได้ทั่วประเทศ จึงมองเห็นช่องทางว่าธุรกิจไม้ด่างน่าจะเป็นช่องทางทำเงิน จึงค่อยๆ ทยอยเก็บต้นแม่พันธุ์ไม้ด่างไว้แล้วเริ่มขยายพันธุ์ด้วยการเพาะกล้า หลังจากทำสะสมพันธุ์ไม้ด่างและขยายพันธุ์ไม้ด่างได้สักพักถึงเริ่มเป็นที่รู้จักเริ่มมีตลาดขายได้ มีลูกค้าเข้ามาดูวันละ 50-60 คน มากกว่าลูกค้าร้านอาหารเสียอีก

เข้าสู่ธุรกิจไม้ด่างเต็มตัว ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากคนรอบข้าง

คุณสง่า บอกว่า จากเดิมที่ทำธุรกิจร้านอาหารฟาร์มแพะ แกะ วัวเนื้อ รวมทั้งขายอาหารสัตว์และยาสัตว์ ผมเลิกทั้งหมดมาขายไม้ด่างเพราะผมคิดว่าธุรกิจเดิมต้องใช้คนดูแลเยอะ มีรายละเอียดมากมาย ต้องจัดการทุกวัน พอมาขายไม้ด่างต้นทุนต่ำ การจัดการทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้คนเยอะทำให้มีกำไรมาก พอคิดได้แล้วผมก็ขายวัว แพะ แกะ ออกหมดและนำเงินที่ได้หลักหลายแสนบาทมาลงทุนไม้ด่าง ตอนแรกคนรอบข้างไม่มีใครเห็นด้วยเพราะลงทุนธุรกิจร้านอาหารฟาร์มแพะ แกะ วัวเนื้อ รวมทั้งขายอาหารสัตว์และยาสัตว์ไปเยอะแล้ว แต่ผมก็ทำให้เห็นว่าไม่นานธุรกิจไม้ด่างก็สามารถได้ทุนคืนกลับมาและเริ่มมีกำไรมากขึ้นเรื่อยๆ มีลูกค้าจากทั่วประเทศ

คุณสง่าและคุณฉันทนา เล่าอีกว่า ลูกค้าเริ่มมาจองพันธุ์ไม้ด่างถึงที่ฟาร์ม ไม่ว่าจะเป็นราคา 20,000-30,000 บาท ลูกค้าก็มาจองเอาไว้ ลูกค้าบางคนจ่ายเงินล่วงหน้า 2-3 เดือนค่อยมาจ่ายทั้งหมดแล้วนำต้นไม้ไป ลูกค้าบางคนซื้อตั้งแต่ต้นเล็กๆ แล้วฝากเลี้ยงเอาไว้ก่อน ในช่วงแรกตลาดของเราเริ่มดีจากต้นพันธุ์กล้วยฟลอริด้า กล้วยตานีด่าง เรามองเห็นช่องทางจึงเริ่มลงทุนซื้อแม่พันธุ์ไม้ด่างเอามาเก็บไว้แล้วขยายพันธุ์ออกไป นอกจากนั้น ยังรวบรวมพันธุ์กล้วยแปลกๆ เพิ่มมากขึ้น ในช่วงนั้นไม้ด่างเริ่มเป็นที่นิยม ตลาดคึกคักมาก ที่ดอนดีฟาร์มช่วงนั้นเราขายกล้วยตานีด่างได้ราคาต้นละ 50,000 บาท

ลูกค้าที่มาซื้อไม้ด่างของดอนดีฟาร์มส่วนใหญ่เป็นคนที่มีตลาดของตัวเองอยู่แล้ว ซื้อแล้วก็เอาพันธุ์ไม้ด่างไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายต่อไป อย่างเช่น ต้นหูช้างด่างขาว เคยมีพ่อค้ามาซื้อไปในราคา 500,000 บาท เพื่อเอาไปขายต่อ

สร้างหลายช่องทางการตลาด

คุณฉันทนา บอกว่า “เรื่องการทำการตลาดต้องเข้าไปทำตลาดในเพจใน Facebook กลุ่มต่างๆ เพื่ออัพเดทตัวเอง และ Pages ของตัวเองเรื่อยๆ อัพเดทสินค้าเรื่อยๆ ใช้เวลาไม่นานก็มีคนรู้จักเรามากขึ้น มีลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมฟาร์ม มาซื้อต้นไม้ของเราทุกวัน” นอกจากนั้น คุณสง่าและคุณฉันทนายังใช้เทคนิคการขายผ่อนมาใช้ในธุรกิจไม้ด่าง “เราทำตลาดขายผ่อนสำหรับลูกค้าบางกลุ่มและรับฝากพันธุ์ไม้เพื่อเลี้ยงต่อให้ในกรณีที่คนซื้อยังไม่พร้อมจะนำไปเลี้ยง นอกจากนั้น เรายังขายพันธุ์ไม้ราคาถูกสำหรับคนที่จะรับพันธุ์ไม้ของเราไปขายต่อเพราะเราเห็นใจที่เขาก็ต้องการกำไรบ้าง”

หลากหลายพันธุ์ไม้ด่าง

คุณสง่าและคุณฉันทนา เล่าต่อว่า M8BET ตอนนี้ที่ดอนดีฟาร์มมีไม้พันธุ์หลักๆ ได้แก่ พันธุ์กล้วยแปลก กล้วยฟลอริด้าด่าง กล้วยมาฮอย กล้วยแดงอินโด กล้วยน้ำว้าไอศกรีม (พันธุ์กล้วยชวาสีน้ำเงิน) ยังมีโอกินาวา มีหลายราคาตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักแสน หูช้างด่างเหลือง หูช้างด่างขาวที่ฟาร์มของเรามีราคาหลักหมื่นถึงหลักแสน บางต้นราคาแพงที่สุดหลักล้านบาท ต้นเงินไหลมาด่างขาว เงินไหลมาด่างเหลือง อะโลคาเซีย มิลกี้เวย์ ฟาโรห์ โมจิโต้ ไวท์ลาวา นอกจากนั้น ก็มีพวกฟิโลด่าง มอนสเตอร่าด่าง เบอร์เบิ้นด่าง ออมชมพูด่าง เสน่ห์จันทร์ด่าง บอนโหราด่าง ก้ามกุ้งด่าง แต่บอนสีไม่จับมาเล่นเพราะดูยาก ใช้เวลานาน

ส่วนการดูแลพันธุ์ไม้ด่างที่มีหลากหลาย คุณฉันทนา บอกว่า การดูแลไม้ด่างก็ปกติเหมือนไม้ใบทั่วไป ต้องดูแลเรื่องการตัดแต่งกิ่ง ใบ ใส่ปุ๋ย ดูแลให้น้ำตามปกติ แต่ต้องคอยสังเกตสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม แสงแดดที่เหมาะสมกับพันธุ์ไม้แต่ละชนิด ปริมาณน้ำ พันธุ์ไม้ต่างกันก็ต้องการน้ำในปริมาณต่างกัน เราต้องสังเกตและจำไว้

ตอนนี้ที่ดอนดีฟาร์มยังได้ทำแปลงเพาะชำและจัดโชว์พันธุ์ไม้ด่างเป็นแปลงขนาดใหญ่โดยรื้อคอกแพะ แกะออกไป แล้วทำเป็นแปลงจัดโชว์เพื่อให้ลูกค้าสามารถเดินเลือกชมพันธุ์ไม้ได้สะดวกขึ้น

จะเห็นได้ว่าดอนดีฟาร์มปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในธุรกิจเกษตร เมื่อทางเดิมที่เดินมาเริ่มประสบปัญหามากมาย การจะเดินต่อในทางเดิมอาจจะต้องเผชิญอีกหลายขวากหนาม หนามบางอย่างเราอาจจะแก้ไขได้ด้วยตัวเราเอง แต่หนามบางอย่างเกินกำลังที่เราจะจัดการเองได้ การเลือกทางสายใหม่ที่เต็มไปด้วยคำถามจึงเกิดขึ้น แต่การที่ดอนดีฟาร์มสามารถเดินไปบนทางสายใหม่ได้อย่างสบายไม่เจ็บตัว แถมยังไปได้ดีกว่าทางสายเดิมก็เพราะหลายปัจจัย เช่น การจับตามองธุรกิจที่เห็นว่าเป็นไปได้และเริ่มต้นก่อนใคร ความพร้อมของทุน สามารถพยายาม ความสามารถด้านการตลาด ที่นำมาซึ่งความสำเร็จ แต่ก็ยังมีหนทางที่ยาวไกลในธุรกิจไม้ด่างที่เราต้องจับตามองกันต่อไปครับ