ชัยนาทเย็นต่อเนื่องที่ 19.4 องศา พื้นที่เชิงเขา 15 องศา

วันที่ 25 มกราคม 2560 เมื่อเวลา 06.00 น. สภาพอากาศในพื้นที่ทั้ง 8 อำเภอของ จ.ชัยนาทยังคงมีอากาศที่หนาวเย็นลงอย่างต่อเนื่อง อุณหภูมิวัดได้ 19.4 องศาลเซลเซียส ทำให้บรรยากาศโดยทั่วไปมีหมอกปกคลุมและมีลมกระโชกอยู่ตลอดเวลา ทำให้อากาศยิ่งหนาวเย็นประชาชนต้องสวมใส่เสื้อกันหนาว ในการออกมาทำธุระนอกบ้าน ขณะเดียวกันพื้นที่เชิงเขาใน อ.หนองมะโมง อ.หันคา อ.เนินขาม และ อ.วัดสิงห์ เมื่อคืนที่ผ่านมาอุณหภูมิลดต่ำเหลือ 15 องศาเซลเซียส โดยปศุสัตว์จังหวัดชัยนาทได้แจ้งเตือนเกษตรกรให้สังเกตอาการของสัตว์เลี้ยง หากพบความผิดปกติหรือสัตว์มีการเจ็บป่วยโดยเฉพาะ โรคปากเท้าเปื่อยขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ หรือผู้นำท้องถิ่นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้เข้าวางมาตรการป้องกันการระบาดได้ทันท่วงที แต่จากข้อมูลล่าสุดยังไม่พบการระบาดของโรคปากเท้าเปื่อยในสัตว์ของพื้นที่ จ.ชัยนาทแต่อย่างใด

นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 มกราคม กรุมอุตุฯ ได้ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง “ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย” ฉบับที่ 40 ระบุว่า บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงปกคลุมประเทศไทยและทะเลจีนใต้ ทำให้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง ส่งผลให้จะมีฝนตกหนักบางพื้นที่ทางภาคใต้ตอนล่างบริเวณจังหวัดพัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จนถึงวันที่ 25 มกราคม 2560 นี้ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ฝนที่ตกสะสม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และในพื้นที่เสี่ยงภัยขอให้เฝ้าระวังดินโคลนถล่ม และติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างยังคงมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยตามชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งในระยะไว้ด้วยส่วนหลังจากวันที่ 26 มกราคม 2560 ฝนทางภาคใต้ตอนล่างจะเริ่มลดลง และคลื่นลมจะมีกำลังอ่อนลง เว้นแต่ทางตอนล่างของจังหวัดสงขลาคลื่นลมยังคงมีกำลังแรง ทั้งนี้ประกาศ ฉบับนี้จะเป็นฉบับสุดท้ายของเหตุการณ์นี้ และขอให้ประชาชนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง และไม่ควรหลงเชื่อข่าวลือจากแหล่งข่าวที่ไม่น่าเชื่อถือ

กรมชลประทานเร่งรัดก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน ตั้งเป้าให้เสร็จทันภายในปี 2561 รองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด เผยจะจัดสรรน้ำดิบผลิตน้ำประปา ปีละ 6.5 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่ากับครึ่งหนึ่งของความจุอ่าง 13 ล้านลูกบาศก์เมตร นอกจากนั้นยังขยายพื้นที่การเกษตรแม่ตาวได้ 6,740 ไร่ และบรรเทาน้ำท่วมซ้ำซากในเขตเทศบาลแม่สอด

นายประพิศ จันทร์มา ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน ได้สั่งเร่งรัดการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน อ.แม่สอด จ.ตาก ให้แล้วเสร็จตามสัญญาภายในปี 2561 เพื่อเป็นแหล่งน้ำประปาสำหรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดตามนโยบายนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ เนื่องจากสภาพอ่างเก็บน้ำแม่สอดเดิม มีความจุเพียง 5.5 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ซึ่งลำพังการใช้เป็นน้ำประปาอุปโภคบริโภค หรือน้ำเพื่อการเกษตร ล้วนมีข้อจำกัด ดังนั้นเมื่อประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษก็ยิ่งมีความต้องการใช้น้ำประปาเพิ่มมากขึ้น โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้กรมชลประทานรับผิดชอบจัดหาแหล่งน้ำรองรับ

นายประพิศกล่าวว่า กรมชลประทานได้วางแผนก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน บริเวณเหนืออ่างฯ แม่สอดเดิม โดยมีความจุอ่าง 13 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะจัดสรรมาใช้เพื่อการประปา ปีละ 6.5 ล้านลูกบาศก์เมตร และส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรฝั่งซ้ายห้วยแม่สอดหรือฝั่งขวาของห้วยแม่ตาวได้อีก6,740 ไร่ โดยเริ่มก่อสร้างในปี 2558 กำหนดแล้วเสร็จในปี 2561

“ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง พื้นที่ อ.แม่สอด นอกจากมีปัญหาขาดน้ำในฤดูแล้ง แต่พอฤดูฝนก็ประสบปัญหาอุทกภัยแทบทุกปี การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน ความจุ 13 ล้านลูกบาศก์เมตร จะช่วยตัดยอดน้ำได้เกือบครึ่งหนึ่งจากปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยปีละ 27 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัญหาน้ำท่วมเขตเทศบาลแม่สอดก็จะบรรเทาเบาบางลง”

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายณรงค์ ลีนานนท์ รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง กรมชลประทาน พร้อมด้วยนายประพิศ จันทร์มา ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง และคณะที่ปรึกษากรมฯ ได้เดินทางลงไปประชุมร่วมและติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน
สำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษตาก หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จะประกอบด้วยพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.แม่สอด อ.พบพระ และ อ.แม่ระมาด แต่พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ใน อ.แม่สอด และเป็น 1 ในจำนวน 6 เขตเศรษฐกิจพิเศษนำร่องของรัฐบาล นอกเหนือจากสระแก้ว ตราด มุกดาหาร สงขลาและหนองคาย

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำหรับเทศกาลตรุษจีน ซึ่งตรงกับวันที่ 28 มกราคม 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้บูรณาการเชิงรุก เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในความปลอดภัยของสินค้าเกษตร ครอบคลุมทั้งผัก ผลไม้ สินค้าประมง และปศุสัตว์ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ได้แก่ “สินค้าคิว” และ “ปศุสัตว์โอเค” ตามนโยบายของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้มุ่งเน้นให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับสินค้าเกษตรสู่ความมั่นคง

“กรณีตรวจสอบพบสินค้าเกษตรและอาหารปนเปื้อนสารเคมีหรือสารตกค้างที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ กระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินการตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งผลิต หรือ ฟาร์ม เพื่อให้คำแนะนำแก่เกษตรกรและแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนดังกล่าว รวมทั้งพิจารณาการพักใช้ หรือยกเลิกการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร และหากผลการสอบสวนการปนเปื้อนสารเคมี หรือ สารตกค้างจากฟาร์มปศุสัตว์ อาทิ สารเร่งเนื้อแดง ตาม พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ 2558 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงจะแจ้งผลการตรวจสอบสินค้าเกษตรและอาหารปนเปื้อนสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ให้กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทราบ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งตาม พ.ร.บ. อาหาร2522 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับอีกด้วย” น.ส.ชุติมา กล่าว

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ ยังได้จัดกิจกรรม “มั่นใจสินค้าเกษตร เทศกาลตรุษจีน 2560” ร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขและท้องถิ่น โดยลงพื้นที่สุ่มเก็บตัวอย่างสินค้าที่จุดจำหน่ายสินค้าผักผลไม้ ประมง ปศุสัตว์ ที่มีการจำหน่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีน ตรวจสอบการปนเปื้อนสารเคมีตกค้าง และเชื้อจุลินทรีย์ในผักผลไม้ รวมถึงตรวจสอบการปนเปื้อนฟอร์มาลิน และยาปฏิชีวนะตกค้างในสินค้าประมง ตลอดจนสุ่มเก็บตัวอย่างเนื้อสัตว์ เพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนยาปฏิชีวนะตกค้าง สารเร่งเนื้อแดง เชื้อจุลินทรีย์ และฮอร์โมน ทั้งนี้ จากการดำเนินงานที่ผ่านมา ยังไม่พบเชื้อโรคหรือสัตว์ที่ป่วยตายผิดปกติ ดังนั้นขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า การบริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีนมีความปลอดภัย

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตร ยังได้กำหนดจัดงานโครงการผัก ผลไม้ จีเอพี ปลอดภัย รับเทศกาลตรุษจีน ระหว่างวันที่ 25 – 26 มกราคม 2560 ณ องค์ตลาดเพื่อเกษตรกร เขตจตุจักร ภายในงานประกอบด้วย การจัดนิทรรศการการให้การรับรองแหล่งผลิตจีเอพี พืช นิทรรศการการผลิตเห็ด บูธจำหน่ายผัก ผลไม้จีเอพี ของเกษตรกรรายย่อยที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือกซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 26 มกราคม 2560 ดังนี้
ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาสอีก 1 วัน ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ฝนที่ตกสะสม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และในพื้นที่เสี่ยงภัยขอให้เฝ้าระวังดินโคลนถล่ม และตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2560 ภาคใต้มีแนวโน้มฝนลดลง

สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป มีคลื่นสูง 2-3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 29 มกราคม 2560 และขอให้ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

สำหรับประเทศไทยตอนบนยังคงมีอากาศหนาวเย็นในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงปกคลุมประเทศไทยและทะเลจีนใต้ ทำให้ประเทศไทยตอนบนยังคงมีอากาศหนาวเย็นในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้มีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้ตอนล่างยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังแรง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.
ภาคเหนือ อากาศเย็นถึงหนาว กับมีหมอกบางในตอนเช้า
อุณหภูมิต่ำสุด 15-19 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6-10 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็น กับมีหมอกบางในตอนเช้า
อุณหภูมิต่ำสุด 17-20 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 7-14 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็น กับมีหมอกบางในตอนเช้า
อุณหภูมิต่ำสุด 19-22 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็น
อุณหภูมิต่ำสุด 20-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่
และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 28-31 องศาเซลเซียส
ตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมา: ลมตะวันออก ความเร็ว 20-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร
ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป: ลมตะวันออก ความเร็ว 20-40 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
บริเวณจังหวัดพังงา กระบี่ ตรัง และสตูล
อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-31 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 20-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็นในตอนเช้า
อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส วันที่ 25 มกราคม ที่จ.ชัยนาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีทุ่งปอเทืองที่กำลังออกดอกสีเหลืองอร่ามจำนวนกว่า 10 ไร่ อยู่ในหมู่ที่ 5 ต.หนองบัว อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท ซึ่งในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยว ที่ทราบข่าวผ่านสื่อโซเชียลว่าที่แห่งนี้มีทุ่งปอเทืองกำลังออกดอก เดินทางมาชมและถ่ายภาพด้วยตัวเองหรือเซลฟี่กันจำนวนมาก รวมทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นิยมการปั่นจักรยานก็รวมตัวกันปั่นออกทริกมาที่ทุ่งปอเทืองแห่งนี้กันตลอดทั้งวัน ทำให้ชุมชนที่เคยเงียบสงบมีบรรยากาศคึกคักขึ้นมาอย่างมาก รวมทั้งร้านค้าในหมู่บ้านเองก็ขายของได้มากขึ้นอีกด้วย

ทุ่งปอเทืองแห่งนี้เป็นของนายจรูญ ปั้นดี อายุ 45ปี ซึ่งบอกว่าก่อนหน้านี้พื้นที่บริเวณนี้เป็นนาข้าว แต่ระยะหลังดินเริ่มเสื่อมสภาพ ทำนาได้ข้าวน้อยลง เมื่อไปปรึกษากับพัฒนาที่ดินจังหวัดชัยนาท จึงแนะนำให้ปลูกปอเทืองแล้วไถกลบเพื่อปรับสภาพดิน และเพิ่มธาตุสารอาหารที่จำเป็นต่อพืชให้กับดิน โดยปอเทืองจะมีอายุประมาณ 50 วันก็สามารถไถกลบได้ ดังนั้นทุ่งปอเทืองแห่งนี้จะอยู่ให้ถ่ายภาพได้อีกเพียงสัปดาห์เดียวคือถึงประมาณวันอังคารหน้า นักท่องเที่ยวที่จะมาเก็บภาพสวยงามประทับใจจึงต้องรีบกันหน่อย

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2560 คณะกรรมการด้านพืชสวนสภาเกษตรกรแห่งชาติได้จัดประชุม เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยองค์กรชาวสวนผลไม้ พ.ศ…. นายสว่าง ชื่นอารมณ์ ประธานคณะกรรมการด้านพืชสวนสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตผลไม้เมืองร้อนเป็นอันดับหนึ่งของโลกที่มีการส่งออกไปยังต่างประเทศ มีมูลค่ามากกว่าแสนล้านบาทต่อปี แต่เกษตรกรชาวสวนผลไม้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพขัดสน รายได้ไม่เพียงพอต่อการครองชีพ ทั้งๆที่ราคาผลไม้ที่ส่งออกมีราคาสูงแต่ราคาผลไม้เกษตรกรชาวสวนผลไม้กลับยังได้รับราคาที่ต่ำ มีความแตกต่างกับราคาที่ส่งออกไปต่างประเทศมาก สมควรที่ต้องพัฒนาและส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนผลไม้ให้พัฒนาการผลิต การแปรรูป การเข้ามีส่วนร่วมในตลาดและส่งเสริมให้สินค้าเกษตรได้รับผลตอบแทนสูงสุด รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปขององค์กรชาวสวนผลไม้เพื่อวางแผนเกษตรกรรมและรักษาผลประโยชน์ร่วมกันของเกษตรกร

สนับสนุนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการกำหนดนโยบายและวางแผนการพัฒนาผลไม้ไทยอย่างเป็นระบบเพื่อเพิ่มศักยภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอย่างต่อเนื่อง และเป็นไปเพื่อเกษตรกรชาวสวนผลไม้อย่างแท้จริงอันจะนำไปสู่การพัฒนาภาคเกษตรกรรมและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติว่าด้วยองค์กรชาวสวนผลไม้ พ.ศ……. ทั้งนี้ พืชทุกตัวถ้ามี พรบ.กำกับดูแลมีกฎหมายรองรับ ควบคุม เพื่อให้อยู่ในลู่ทางที่ถูกต้องตรงกับลักษณะเฉพาะของแต่ละชนิดสินค้าเกษตรโดย พรบ.ฉบับนี้มี 4 หมวด 26 มาตรา การแก้ไขปัญหาเกษตรกรที่ผ่านมาเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียวไม่คิดแก้ปัญหาในระยะยาว เมื่อมีกฎหมายรองรับก็จะดำเนินการได้ดีกว่าโดยจะนำเสนอร่าง พรบ.ฉบับนี้สู่การประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติในวันที่ 20 21 กุมภาพันธ์ 2560 เพื่อนำเสนอรัฐบาลต่อไป

สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าปีการผลิต 2560 ผลไม้จะออกสู่ตลาดในเดือนมีนาคมเป็นต้นไป นายสว่าง ระบุว่า คณะกรรมการฯมีแนวคิดในการหาลู่ทางการระบายผลผลิตให้มากที่สุด เช่นการเสนอให้จัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าใน 5 จังหวัดภาคอีสาน และหาลู่ทางส่งออก ซึ่งได้หารือกับพลเอกณพล คชแก้ว ที่ปรึกษาหัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาลโดยได้รับคำแนะนำเพื่อดำเนินการนำผลผลิตไปแสดงที่ศูนย์จัดแสดงสินค้าที่ประเทศจีนในนามขององค์กรซึ่งสภาเกษตรกรแห่งชาติจะให้การสนับสนุนต่อไป

วันที่ 26 มกราคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ยอดดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เกิดปรากฏการณ์น้ำค้างแข็ง หรือเหมยขาบ อีกครั้งบนยอดหญ้าริมถนนตั้งแต่ช่วงหลักกิโลเมตรมี่ 45 ไปจนถึงกิโลเมตรที่ 47 ที่ยอดดอยอินทนนท์ เนื่องจากอุณหภูมิลดต่ำลงเหลือเพียง 3 องศาเซลเซียส เท่านั้น นายรุ่ง หิรัญวงษ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ กล่าวว่า นักท่องเที่ยวยังคงหนาแน่นทุกวัน โดยเฉพาะช่วงเช้าที่จะเดินทางขึ้นมาสัมผัสความหนาวเย็นบนยอดดอย ซึ่งวันนี้โชคดีที่สภาพอากาศกลับมาเย็นจัดอีกครั้ง หลังจากอุ่นขึ้นใาหลายวัน เมื่อหนาวปะทะร้อนจึงเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สวยงามให้ชมอีกครั้ง

ขณะที่ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ ระบุว่า บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงปกคลุมประเทศไทยและทะเลจีนใต้ ทำให้ประเทศไทยตอนบนยังคงมีอากาศหนาวเย็น ภาคเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาว กับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 15-19 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6-10 องศาเซลเซียส

วันที่ 26 มกราคม 2560 ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช นายมนัส บุญพัฒน์ นายกสมาคมคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อย เปิดเผยถึงสถานการณ์ความเป็นอยู่ของชาวสวนยางทางใต้ในเวลานี้ว่า ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม จนมาปลายเดือนมกราคมแล้ว ที่ฝนยังคงตกอยู่ ทั้งที่ในห้วงเวลาเดียวกันของทุกปี เป็นระยะเวลาสามเดือนชาวสวนยางได้รับผลผลิตสูงสุด ฝนตกลงมาอย่างนี้รายได้ที่จะแค่ให้พอกินมันเป็นเรื่องยากเย็นเหลือเกินแล้ว การจับจ่ายมันดูฝืดเคือง (เพราะหาเงินยาก) ของกินของใช้มันกลับแพง ต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อซื้อ เศรษฐกิจในภาคใต้ ที่มันประดังกันเข้ามา ทั้งฝืดทั้งเฟ้อ

“ต้องระวังตัวกันล่ะพี่น้องชาวสวนยาง มันคือสิ่งบอกเหตุอะไรสักอย่างของเศรษฐกิจชาติหรือของโลกอีกคำรบหนึ่ง ชาวสวนยางต้องตั้งสติ อย่าฟุ้ง อย่าเฟ้อ อย่าใช้เงินล่วงหน้า ไม่กู้ยืมทั้งนอกและในระบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ออกโรงโฆษณาแม้แต่มาตรการของรัฐฯเพราะสุดท้ายถึงจะชื่อหรูหรา แต่มันก็คือ “ต้องเป็นหนี้เขาอยู่ดี” ธนาคาร เป็นพวกตัวล่อดอกเบี้ยต่ำ นั่งเทียนเขียนคิดกันในห้องแอร์ ลางร้ายบอกเหตุสถานะอย่างนี้ พอถึงตอนเขาหมดอำนาจ คนที่เจ็บก็คือ เรา สมบัติที่ดินของปู่ของพ่อเรา รักษาเอาไว้ให้ลูกหลานได้ทำกินดีกว่า เชื่อเถอะไม่มีใครรับผิดชอบผลของการคิดหาวิธีเพียงแค่รักษาเก้าอี้ที่นั่งของเขาหรอก “จงตั้งสติ!เชื่อในสัจจะธรรม”

นายมนัส กล่าวว่า วันนี้ชาวสวนยางรายย่อยอย่างพวกเรา แต่ละครอบครัวเครียด สุดท้ายคงหนีไม่พ้นแหล่งเงินกู้เพราะเพื่อเอามาประทังชีวิตและครอบครัว และฟื้นฟูสภาพข้าวของทรัพย์สินที่เสียหาย จะกู้สถาบันของรัฐฯหรือสถาบันการเงิน มันเป็นเรื่องยากเพราะระเบียบขั้นตอนไม่ทันบรรเทาปัญหาความเดือดร้อน สภาพแต่ละคนตอนนี้จะคิดร้อยล่ะเท่าไหร่ก็ต้องยอมแล้ว วันนี้ต้นยาง กว่า 50% ยังยืนแช่น้ำอยู่สภาพต้นยาง ชะงักการให้ผลผลิต หน้ายางตายนึ่ง-โคนเน่า-เป็นโรค-ใบร่วง ยางต้นใหญ่ป่วย ยางต้นเล็กถึงตายแล้วก็มี ถามว่าจะทำอย่างไร ใครตอบเราได้

รายงานระบุว่า ขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีกลุ่มเงินกู้นอกระบบเข้ามาในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจำนวนมาก เฉพาะกลุ่มเจ้าถิ่นเดิมมีอยู่ ประมาณ 40% ที่เหลือเป็นกลุ่มเครือข่ายอาบัง เครือข่ายกลุ่มภาคกลาง เครือข่ายกลุ่มจังหวัดตรัง และเครือข่ายกลุ่มภาคใต้ตอนบน เข้ามาในพื้นที่ เพื่อปล่อยเงินกู้นอกระบบในอัตราร้อยละ 30 บาท ต่อวัน โดยหักทั้งต้นและดอกภายในเวลา 25 วัน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ จะทำงานร่วมกัน แนะนำต่อๆกัน ในเวลานี้จังหวัดนครศรีธรรมราชจึงเป็นพื้นที่กลุ่มเป้าหมายอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาจับกุมแต่อย่างใด ส่วนใหญ่จะปล่อยให้กับกลุ่มแม่ค้า พ่อค้าที่ประกอบธุรกิจ หากเป็นกลุ่มเกษตรกรจะไม่ปล่อยเงินกู้เนื่องจากมีความเสี่ยง

น้ำท่วมภาคใต้ปีนี้ส่งผลกระทบกับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 เป็นต้นมา จนสถานการณ์หนักสุดในช่วงวันที่ 6-7 มกราคม 2560 แม้ฝนจะตกในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเนื่องจากน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรเสียหาย ถนนถูกตัดขาด หลายจังหวัดน้ำท่วมเต็มพื้นที่ ทุกหน่วยงานจึงต้องระดมเจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งศูนย์แก้ไขปัญหาภัยพิบัติทางการเกษตร เพื่อคอยวิเคราะห์สถานการณ์ ที่ส่งผลกระทบด้านการเกษตร รวมถึงเตือนภัย ติดตามเร่งรัดการช่วยเหลือผู้ประสบภัย และรายงานความเสียหาย พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างเต็มที่

ด้าน ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ abrahamstent.org เปิดเผยว่าถึงข้อมูลของสหกรณ์และ กลุ่มเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนี้ว่า มีจำนวน 967 แห่ง จำนวนสมาชิก 825,714 ราย จังหวัดที่มีสหกรณ์ได้รับความเสียหายสูงสุด ได้แก่ นครศรีธรรมราช 133 แห่ง พัทลุง 76 แห่ง สุราษฎร์ธานี 72 แห่ง ชุมพร 69 แห่ง และประจวบคีรีขันธ์ 62 แห่ง และจังหวัดที่มีกลุ่มเกษตรกรได้รับความเสียหายสูงสุด ได้แก่ นครศรีธรรมราช 97 แห่ง สุราษฎร์ธานี 58 แห่ง พัทลุง 38 แห่ง ชุมพร 34 แห่ง และประจวบคีรีขันธ์ 31 แห่ง จึงได้สั่งการให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดในพื้นที่เขตภัยพิบัติจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจชาวบ้านและสมาชิกสหกรณ์ พร้อมทั้งนำถุงยังชีพไปแจกจ่ายให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งบูรณาการกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้ามาดูแลพื้นที่การเกษตรและอาชีพการเกษตรของสมาชิกที่เสียหาย รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานปกครองของท้องที่ เข้าไปช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัย และประสานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารเตือนภัย และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แล้วแจ้งให้สมาชิกสหกรณ์และประชาชนในพื้นที่ได้วางแผนวิธีตั้งรับที่ดี

ขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกรมรับผิดชอบลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดที่ประสบอุทกภัยคนละ 3 จังหวัดและร่วมกันวางแผนช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนอย่างทันท่วงที และแจ้งให้สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรตรวจสอบการขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อจะได้รับความช่วยเหลือจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2559/60 ครอบครัวละ 3,000 บาท

สำหรับมาตรการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรในพื้นที่ประสบอุทกภัย กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้วางแนวทางให้ความช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน ระยะฟื้นฟูและระยะยาว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเร่งฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกรจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

มาตรการระยะเร่งด่วน กรมฯได้จัดถุงยังชีพไปมอบให้ผู้ประสบอุทกภัย โดยได้เปิดรับมอบเงินและสิ่งของบริจาคจากหน่วยงานและขบวนการสหกรณ์ ได้รับบริจาคข้าวสาร 99 ตัน ปลากกระป๋อง 2000 กระป๋อง นมพร้อมดื่ม 1,000 กล่อง ผัดหมี่โคราชสำเร็จรูป 500 ถุง ส่วนเงินสดได้นำไปจัดซื้อน้ำดื่ม ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำปลา และอาหารปรุงสุก แจกจ่ายให้กับชาวบ้านในพื้นที่ประสบภัยแล้ว 32,726 คน ขณะนี้ยังมีสหกรณ์ต่าง ๆ ทยอยบริจาคข้าวสาร สิ่งของและเงินบริจาคเพื่อสมทบทุนจัดซื้อถุงยังชีพไปมอบให้ผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

สำหรับมาตรการระยะฟื้นฟูหลังน้ำลดระยะฟื้นฟูหลังน้ำลด แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การอบรมอาชีพเสริม เพิ่มรายได้และการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน โดยเจ้าหน้าที่จากศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์จะจัดอบรม สอนอาชีพให้สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ใช้เวลา 2 วัน รุ่นละ 30 คน เน้นการพัฒนาอาชีพเดิม หรือสร้างอาชีพใหม่ที่สามารถเพิ่มรายได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ขณะนี้สหกรณ์จังหวัดได้สำรวจความต้องการของสมาชิกสหกรณ์ว่ามีความประสงค์จะเข้ารับการอบรมอาชีพ มีจำนวนเท่าไหร่ เพื่อได้วางแผนกำหนดวันจัดอบรม ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และใช้พื้นที่ภายในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตร (ศพก.) เป็นสถานที่จัดอบรม

สำหรับการลดรายจ่ายในครัวเรือน จะฝึกอบรมซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตร เช่น เครื่องไถเดินตาม เครื่องปั้มน้ำ เครื่องตัดหญ้าที่เสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม เน้นการเน้นฝึกปฏิบัติจากของจริง เพื่อให้นำความรู้กลับไปซ่อมได้เองโดยจะจัดอบรมรุ่นละ 25 คน และจะประสานกับวิทยาลัยเทคนิคประจำจังหวัด หรือเกษตรกรที่เคยผ่านการอบรมซ่อมเครื่องจักรกลกับทางศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตร (ศพก.) เข้ามาร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้ในการซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตรกับเกษตรกรรายอื่นๆ โดยจะจัดอบรมซ่อมเครื่องจักรกลขึ้นในชุมชน ตำบล หมู่บ้านที่เกษตรกรสะดวกในการนำเครื่องจักรกลการเกษตรมาเข้ารับการอบรมการซ่อมบำรุง