ชาวนาพิษณุโลกหันขายข้าวออนไลน์ทั่วประเทศทำเงินถึงตัน

วันที่ 9 ธันวาคม 2559 น.ส.สิริมณี มณีท่าโพธิ์ อายุ 30 ปี อยู่ที่บ้านเลขที่ 58 หมู่ 8 บ้านทุ่งน้อย ต.ท่าตาล อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า ตนเองเป็นชาวนารุ่นใหม่ เริ่มต้นทำนามาตั้งแต่ปี 2552 สืบทอดอาชีพชาวนาจากพ่อแม่ ที่เสียชีวิตไปแล้ว จากเดิมที่ไม่เคยคิดที่จะทำนาเพราะลำบากรายได้น้อย จึงอยากทำอาชีพรับราชการ เพราะมั่นคงและมีเงินเดือนประจำ แต่เมื่อพ่อแม่เสียชีวิตไปแล้วไม่มีใครสืบทอดการทำนาจากพ่อแม่ตนเองจึงต้องทำ

น.ส.สิริมณี กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการขายข้าวออนไลน์ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 เนื่องจากในฤดูกาลทำนาที่ผ่านมา ตนเองและเพื่อนชาวนาในหมู่บ้าน ได้รับการติดต่อจากนายทุน ให้ปลูกข้าวหอมนิล ซึ่งนายทุนบอกว่าเป็นข้าวเพื่อสุขภาพ และกำลังได้รับความนิยมจากประชาชนผู้บริโภค โดยให้ชาวนาซื้อเมล็ดพันธุ์จากนายทุน แล้วสัญญาว่าจะรับซื้อข้าวเปลือกหอมนิลจากชาวนาในราคาตันละ 1 หมื่นบาท ซึ่งมีชาวนาหลงเชื่อลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์และลงทุนปลูกข้าวหอมนิลจำนวนมาก รวมทั้งตนเองด้วย แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวนายทุนกลับไม่มารับซื้อตามสัญญา ทำให้ชาวนาต่างเดือดร้อนอย่างหนักและขณะนั้นตนเองต้องดูแลแม่ที่ป่วยหนัก ต้องใช้เงินในการรักษาจำนวนมาก จึงหาทางขายข้าวเพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่ายในครอบครัว ด้วยความที่ตนเองมีคนสนใจในสื่อโซเชียลประกอบกับใช้เฟซบุ๊กในการติดต่อสื่อสารกับเพื่อน ๆ และญาติๆ อยู่แล้ว จึงได้ทดลองประกาศขายข้าวหอมนิล ไปยังกลุ่มต่าง ๆ ปรากฏว่าก็ได้รับความสนใจ มีประชาชนสั่งซื้อข้าวอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถขายข้าวหอมนิลเกือบ 5 ตัน หมดในเวลาไม่ถึง 3 เดือน โดยสามารถขายข้าวได้ไม่ต่ำกว่าตันละ 3 หมื่นบาท

“ในฤดูกาลทำนารอบใหม่ ตนเองและกลุ่มเกษตรกรจำนวน 11 คน ได้ทำการปลูกข้าวซึ่งทั้งหมดเป็นข้าวอินทรีย์ โดยแบ่งเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมนิล และข้าวไรซ์เบอรี่ ที่จะให้ผลผลิตประมาณ 2-3 ตัน ร่วมกับการปลูกข้าวพันธุ์ กข 51 โดยข้าวหอมมะลิและข้าวไรซ์เบอรี่ สามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณปลายเดือน พฤศจิกายนนี้ แล้วจะทำการสีขายเป็นข้าวสาร ใช้ช่องทางเฟซบุ๊คเหมือนที่ผ่านมา โดยเปิดให้ประชาชนที่สนใจสั่งจองล่วงหน้า โดยข้าวหอมมะลิ จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 50 บาท ข้าวไรซ์เบอรี่ จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 70 บาท ซึ่งก็ได้รับความสนใจมีประชาชนสั่งจองข้าวทั้ง 2 ชนิดกันเป็นจำนวนมาก ทั่วประเทศ ทั้ง จ.พิจิตร พิษณุโลก กรุงเทพ ชลบุรี ภูเก็ตและภาคใต้ จ.ยะลา” น.ส.สิริมณี กล่าว

น.ส.สิริมณี กล่าวอีกว่า นับว่าเป็นการพลิกวิกฤติและแก้ปัญหาเรื่องราคาข้าวตกต่ำในขณะนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถกำหนดราคาเองได้และขายข้าวได้ถึงตันละไม่ต่ำกว่า 35,000 บาท ถ้าเป็นช่วงนาปี สามารถขายข้าวได้ 20-30 ตันต่อเดือน ตนจึงอยากฝากไปถึงชาวนาหรือเกษตรกรรุ่นใหม่ว่าการทำนาไม่ใช่อาชีพที่ต่ำต้อย เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ สร้างความสุขในครอบครัวอย่างพอเพียงมีความสุข และอยากฝากไปถึงรัฐบาลว่าอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวมาช่วยอบรมทางด้านไอที การออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ การบรรจุสินค้าและหาตลาดให้เกษตรกรในการจำหน่ายสินค้าบ้างเพื่อจะได้ขยายตลาดขายข้าวของชาวนาให้มากขึ้น

สำหรับผู้สนใจสั่งซื้อข้าว หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่นางสาวสิริมณี มณีท่าโพธิ์ โทรศัพท์ 083-9607274 ณ กรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ในงาน “Seoul International Invention Fair 2016” (SIIF 2016) เมื่อวันที่ 1 – 4 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำผู้ประกอบการไทย 18 บริษัท กับ 19 ผลงาน ภายใต้โครงการสร้างผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ (Startup Voucher) โดยความร่วมมือระหว่าง สวทช. และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) คว้าสุดยอดรางวัล Grand Prize 1 รางวัล พร้อมกวาดอีก 5 เหรียญทอง 7 เหรียญเงิน 5 เหรียญบรอนซ์ และ Special Prize 3 รางวัล จากเวทีการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมระดับสากลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ชี้ผลงานสตาร์ทอัพไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติ โดดเด่นทั้งในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม และมีศักยภาพนำสู่ตลาดสากล

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “สวทช. โดย ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี นำผู้ประกอบการไทยจำนวน 18 บริษัท รวม 19 ผลงาน ภายใต้โครงการสร้างผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ หรือ Startup Voucher โดยความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ สสว. รับรางวัลจากเวทีการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ระดับสากล ในงาน “Seoul International Invention Fair 2016” (SIIF 2016) ณ กรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 1 ถึง 4 ธันวาคม 2559 จัดขึ้นโดย The Korea Invention Promotion Association (KIPA) สำหรับโครงการ Startup Voucher เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าเช่าพื้นที่บูธแสดงผลงาน ค่าที่พัก ค่าเดินทางระหว่างที่พักและที่จัดงาน และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น ค่าโปสเตอร์ตกแต่งบูธเพื่อให้เป็นรูปแบบทิศทางเดียวกัน รวมถึงการนำเสนอผลงานนวัตกรรม เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ผลงานนวัตกรรมของ Startup Voucher ของไทยประสบความสำเร็จและได้แสดงศักยภาพที่โดดเด่นทั้งในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผลงานเป็นที่ยอมรับในเวทีและตลาดระดับสากล พร้อมทั้งนี้ยังตอบโจทย์ของรัฐบาลอีกด้วย”

ทั้งนี้ ภายในงานมีนักวิจัยและนักประดิษฐ์จากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา นานาประเทศ ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดและแสดงผลงาน 639 ผลงาน จาก 31 ประเทศ โดยผู้ประกอบการไทยทั้ง 18 ราย 19 ผลงานภายใต้โครงการ Startup Voucher โดยการดำเนินงานของศูนย์บ่มเพาะเทคโนโลยี สวทช. ได้รับรางวัลจากการประกวดผลงานรวมทั้งสิ้น 21 รางวัล จาก 19 ผลงาน โดยผลงานไฮไลท์ ได้แก่ รางวัล Grand Prize 1 รางวัล ของบริษัท สยามโนวาส จำกัด กับผลงานน้ำเชื้อแช่แข็งคัดเพศ เพื่อใช้ในการผสมเทียมโคนมและโคเนื้อเพื่อเพิ่มจำนวนลูกโคเพศเมีย และยังประกอบด้วยรางวัลอื่นๆ ดังนี้

บริษัท ดีไลฟ์ ซินเนอร์จี้ จำกัด ผลงานน้ำยาป้องกันการเกิดฝ้าจากสารลดแรงตึงผิวชีวภาพ
บริษัท ทีดีเอช เพรสทิจเจียส เดอร์มาโทโลจิ จำกัด ผลงานผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด ชนิดแรกและชนิดเดียวในโลกที่ใช้อนุภาคนาโนแคลเซียมคาร์บอเนต
บริษัท โปร-ทอยส์ จำกัด ผลงานระบบ MATRIX BROADCAST ถ่ายทำวิดีโอคุณภาพสูง 360
บริษัท เวทโปรดักส์ รีเซิร์ช แอนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด ผลงานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในสุกรช่วยประสิทธิภาพของแม่สุกรในเล้าคลอด เพิ่มน้ำหนักครอกเฉลี่ยของลูกสุกร (ADLWG)
บริษัท วินน์ โกลบอล กรุ๊ป จำกัด ผลงานเครื่องประดับจากไข่มุกที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วยกระบวนการแสงซินโครตรอน

เหรียญเงิน 7 รางวัล ได้แก่

บริษัท วายเอ็มเอ็มวาย จำกัด ผลงาน QueQ ระบบการจองคิวแบบใหม่ผ่าน Mobile Application จองได้ไม่ต้องไปหน้าร้าน
บริษัท จีไอบี เทรดดิ้งจำกัด ผลงานวัคซีนพืช ที่เป็น Green Product ผลิตจากฮิวมัสและสาหร่ายใช้ได้กับพืชทุกชนิด ปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภคสิ่งแวดล้อม
บริษัท ดรีมมิโอ จำกัด ผลงานระบบในการจัดการบริหารงานอีเวนท์ ที่เน้นไปที่ประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมงาน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่ายสำหรับผู้จัดงานและผู้ออกบูธ
บริษัท ไพอาร์สแควร์ ผลงานระบบบริหารจัดการคิวออนไลน์ ร้านค้าหรือบริการที่ติดตั้งระบบ QHappy สามารถเปิดให้จองคิวออนไลน์ ผ่าน mobile application
บริษัท สมุนไพรบ้านอาจารย์ จำกัด ผลงานฟีนูแคป พลัส ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารช่วยเพิ่มน้ำนม สำหรับคุณแม่หลังคลอด เเละยังช่วยบรรเทาอาการในโรคของระบบทางเดินอาหาร
บริษัท ไอเว็ท (ประเทศไทย) จำกัด (ผลงานที่ 1) ผลงานลู่วิ่งในน้ำ IVET Aqua Treadmill เป็นลู่วิ่งสายพานที่สามารถทำงานในน้ำได้ สำหรับการกายภาพบำบัดสัตว์
บริษัท เพียวแอลอีดี จำกัด ผลงาน Pure LED Smart Wireless Network Lighting Control ระบบควบคุมแสงสว่าง สามารถปรับค่าความสว่างให้เหมาะสมกับเวลา ความต้องการใช้งานในแต่ละพื้นที่
เหรียญบรอนซ์ 5 รางวัล ได้แก่

บริษัท เลนส์ แอนด์ สมาร์ทคลาสรูม จำกัด ผลงานอุปกรณ์ที่เปลี่ยนให้กล้องของสมาร์ทโฟนถ่ายรูปเห็นรายละเอียดขนาดเล็กเหมือนกล้องจุลทรรศน์
ห้างหุ้นส่วนจำกัด กรีนกู๊ดดีส์ โปรดักท์ ผลงานโลชั่นทำความสะอาดผลิตจาก น้ำมันปาล์ม ซึ่งมีการปรับโครงสร้างทางเคมีให้มีคุณลักษณะพิเศษทำให้ เพิ่มขีดความสามารถในการกำจัดคราบหนักต่างๆ
บริษัท ไอเว็ท (ประเทศไทย) จำกัด (ผลงานที่ 1) ผลงานชุดกายอุปกรณ์อเนกประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยง วีลแชร์และชุดช่วยพยุงน้ำหนักช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าของหรือสถานพยาบาลสัตว์
บริษัท ดิจิโอ (ประเทศไทย) จำกัด ผลงานบริการรับชำระค่าสินค้า และบริการ ผ่านบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต รูดบัตรได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต
บริษัท ไพร์ม นาโนเทคโนโลยี จำกัด ผลงานผลิตภัณฑ์สเปรย์เพื่อการขจัดและป้องกันกลิ่นเหม็นอับในกางเกงยีนส์ สเปรย์ได้รับการพัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีนาโนซิลเวอร์

บริษัท โปร-ทอยส์ จำกัด ผลงานระบบ MATRIX BROADCAST ถ่ายทำวิดีโอคุณภาพสูง 360 บริษัท
บริษัท ทีดีเอช เพรสทิจเจียส เดอร์มาโทโลจิ ผลงานผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดไวส์เซ่ ชนิดแรกและชนิดเดียวในโลกที่ใช้อนุภาคนาโนแคลเซียมคาร์บอเนต
บริษัท วินน์ โกลบอล กรุ๊ป จำกัด ผลงานเครื่องประดับจากไข่มุกที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพด้วยกระบวนการแสงซินโครตรอน

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน SIIF 2016

งาน SIIF เป็นงานแสดงและประกวด สิ่งประดษฐ์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ภายในงานประกอบไปด้วยส่วนแสดงผลงานสิ่งประดิษฐ์งานจากสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ส่วนแสดงสินค้าของบริษัทเอกชน และส่วนแสดงผลงานจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัล SIIF Prize สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ลงทะเบียนประกวดในงานอีกด้วย โดยงาน SIIF 2016 ใช้ COEX Hall A เป็นพื้นที่ในการจัดแสดง 639 ผลงาน มีประเทศเข้าร่วมแสดงในงานทั้งสิ้น 31 ประเทศ การประกวดผลงานแบ่งเป็น 16 ประเภท อาทิ ประเภท Mechanics / Engines / Machinery / Tools / Industrial process / Metallurgy ประเภท Computer science / Software / Electronics / Electricity Methods of Communication และประเภท Building / Architecture / Civil Engineering /Construction / Materials / Woodwork เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังน้ำลดชาวบ้านริมฝั่งโขง ได้อาศัยที่ดินว่างเปล่าปลูกพืชผักนานาชนิด ส่วนหนึ่งปลูกเพื่อนำผลิตผลมาบริโภคในครัวเรือน มีจำนวนไม่น้อยที่ปลูกเพื่อการค้า เช่นแถบจังหวัดนครพนมปลูกมะเขือเทศส่งโรงงาน

ที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นที่ตั้งของแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อคือแก่ง “สามพันโบก” พบว่ามีชาวบ้านลงมือปลูกถั่วลิสง ข้าวโพด และมันเทศ พืชที่ปลูกใช้ระยะเวลา 3-4 เดือนก็เก็บผลผลิตแล้ว โดยที่การดูแลรักษาไม่มีอะไรมาก อย่างการให้น้ำ อาศัยความชื้นจากน้ำค้าง ส่วนปุ๋ยไม่จำเป็นต้องให้เลย เพราะตะกอนดินเกิดจากการพัดพาปุ๋ยธรรมชาติมากองทับถมเป็นจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้นักท่องเที่ยวเริ่มเข้าไปชมแก่งหินสามพันโบกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ ทำให้ริมแม่น้ำโขงบริเวณนั้นคึกคัก มีตลาดซื้อขายอาหาร ผัก และผลไม้ รวมทั้งคนท้องถิ่น บริการรถและเรือนำเที่ยว

แก่งหินสามพันโบกเป็นกลุ่มหินทรายที่ถูกกระแสน้ำธรรมชาติ กัดเซาะผ่านกาลเวลามานานหลายพันปี จนเกิดเป็นร่องหินขนาดใหญ่สูง 3-7 เมตร กว้างเป็นสิบเมตร กลายเป็นโบกงามๆ แปลกตาจำนวนนับไม่ถ้วนกระจายอยู่บนพื้นผิวของลานหินในละแวกนี้ กินพื้นที่เลียบริมแม่น้ำโขงทั้งฝั่งไทยและลาว ทอดตัวยาวไกลตั่งแต่บ้านโป่งเป้าไปจนถึงบ้านปากกะหลาง ตำบลสองคอน เป็นระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร และรวมเป็นพื้นที่ถึงกว่า 30 ตารางกิโลเมตร

นายประเสริฐ สรรเพชุดาญาณ ปศุสัตว์จังหวัดสุรินทร์ ได้แจ้งเตือนให้เกษตรกรระมัดระวังโรคปากเท้าเปื่อยระบาดในสัตว์เลี้ยงโค-กระบือ ในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว ว่าให้เกษตรกรทำความสะอาดเล้า คอก โรงเรือนอยู่เสมอ ซึ่งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เร่งออกฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่แล้ว หากเกษตรกรรายใดยังไม่ได้นำโค-กระบือ มาฉีดวัคซีน ให้เร่งนำมารับการฉีดวัคซีนโดยเร่งด่วน หรือหากพบว่าโค-กระบือมีอาการป่วยผิดปกติ ยืนซึม น้ำลายฟูมปาก มีแผลบริเวณปาก และกีบเท้า ให้สงสัยว่าป่วยเป็นโรคปากเท้าเปื่อย ต้องรีบแจ้งปศุสัตว์อำเภอ หรือจังหวัด เพื่อจะได้เข้าไปตรวจสอบควบคุมโรคโดยเร็ว ที่สำคัญอย่าได้นำสัตว์ที่ซื้อหรือแลกเปลี่ยนมาจากพ่อค้าตามตลาดนัดโค-กระบือ ที่ไม่ผ่านการตรวจโรคจากเจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์ไปเลี้ยงรวมกับฝูงจนกว่าจะได้รับการตรวจ หรือแน่ใจว่าสัตว์ดังกล่าวที่นำมานั้นปลอดจากโรคหรือไม่ หากสัตว์ดังกล่าวมีอาการป่วย หรือติดเชื้ออาจจะนำไปแพร่ระบาดสู่สัตว์ตัวอื่น สร้างความเสียหายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงได้

นายประเสริฐกล่าวต่อว่า ส่วนโรคระบาดในสัตว์ปีก หลังจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวและมีฝนตกในบางพื้นที่ จากสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงทำให้สัตว์ปีกเกิดความเครียด อ่อนแอ และภูมิคุ้มกันโรคลดลง มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดได้ เกษตรกรควรให้วัคซีนป้องกันโรค เช่น วัคซีนป้องกันโรคนิวคาสเซิลและหลอดลมอักเสบ อหิวาต์สัตว์ปีก ฝีดาษ เป็นต้น

ถั่วลิสง เป็นพืชอาหารชนิดหนึ่งที่คนไทยนิยมบริโภคค่อนข้างมาก ทั้งใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารหวานคาวต่างๆ และผลิตภัณฑ์แปรรูป มีบางส่วนนำไปสกัดน้ำมันและกากใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ด้วย

ปัจจุบัน การผลิตถั่วลิสงของไทยยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากจีน อินเดีย พม่า เวียดนาม รวมถึง สปป. ลาว แต่ละปีมีปริมาณกว่า 30,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า ประมาณ 1,000 ล้านบาท

แต่อย่างไรก็ตาม ถั่วลิสง เป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงการปนเปื้อนอะฟลาทอกซิน ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะถั่วลิสงที่มีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวไม่ดี มีโอกาสที่จะเกิดเชื้อราและมีอะฟลาทอกซินปนเปื้อนสูง

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จึงเร่งจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง เมล็ดถั่วลิสง : ข้อกำหนดปริมาณอะฟลาทอกซิน (มกษ. 4702-2557) และประกาศใช้เป็นมาตรฐานบังคับของประเทศ ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่ วันที่ 7 มกราคม 2560 เพื่อควบคุมคุณภาพเมล็ดถั่วลิสงนำเข้า และช่วยปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคของไทยด้วย

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า เนื่องจากแต่ละปีประเทศไทยมีการนำเข้าถั่วลิสงจาก สปป. ลาว ค่อนข้างสูง มกอช. จึงร่วมกับกรมวิชาการเกษตรเร่งสนับสนุนการจัดทำระบบตรวจสอบและรับรองถั่วลิสงส่งออกให้แก่กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ของ สปป. ลาว เพื่อเตรียมความพร้อมให้ สปป. ลาว สามารถปฏิบัติตามมาตรฐาน มกษ. 4702-2557 ได้รองรับมาตรฐานบังคับถั่วลิสงของไทยที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2560 นี้ ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคทางการค้า ทำให้การส่งออกถั่วลิสงจาก สปป. ลาว มายังไทยเกิดความคล่องตัว ที่สำคัญไทยยังจะได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยสูงขึ้น ส่งผลดีและได้ประโยชน์ทั้งไทยและ สปป. ลาว

ภายหลังมาตรฐานฯ เมล็ดถั่วลิสงมีผลบังคับใช้ topgoo.net การส่งออกเมล็ดถั่วลิสงกะเทาะเปลือกจากทุกประเทศมายังไทย จะต้องแนบใบรับรองสถานที่ผลิตและเอกสารแสดงผลตรวจสอบเมล็ดถั่วลิสงล็อตที่ส่งออกมาด้วย โดยค่าปริมาณอะฟลาทอกซินในถั่วลิสงต้องไม่เกิน 20 พีพีบี (ppb) หรือ 0.02 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม จากห้องปฏิบัติการที่ไทยยอมรับ เพื่อให้มั่นใจว่าเมล็ดถั่วลิสงที่ส่งออกมาจากแหล่งผลิตที่มีมาตรการควบคุมสอดคล้องกับมาตรฐานบังคับฉบับนี้ ทั้งกระบวนการคัดแยกเมล็ด การสุ่มตรวจอะฟลาทอกซิน และการเก็บบันทึกข้อมูลไว้ตรวจประเมิน เป็นต้น

ด้าน คุณคำตัน ธาดาวงษ์ รองอธิบดีกรมปลูกฝัง กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ สปป. ลาว กล่าวว่า แหล่งผลิตถั่วลิสง หรือ “บักถั่วดิน” ของ สปป. ลาว กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ตอนใต้ เช่น แขวงจำปาสัก สาละวัน และสะหวันนะเขต แต่ละปีพื้นที่เพาะปลูกไม่มีความแน่นอน เพิ่ม-ลด ขึ้นอยู่กับราคาผลผลิตและความต้องการของตลาด หากราคาดีเกษตรกรจะหันมาปลูกถั่วลิสงมาก แต่ถ้าราคาต่ำเกษตรกรจะเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นแทน เช่น มันสำปะหลังหรือมันต้น

โดยเฉพาะปีนี้พื้นที่ปลูกถั่วลิสงใน สปป. ลาว ลดลงค่อนข้างมาก เพราะเกษตรกรหันไปปลูกมันต้นที่มีราคาดีกว่า เช่น แขวงจำปาสัก พื้นที่ปลูกถั่วลิสงลดลงเหลือ ประมาณ 3,000 เฮกตาร์ หรือ 18,750 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 2.3 ตัน ต่อเฮกตาร์ ที่ได้ผลผลิตต่ำเพราะเกษตรกรของ สปป. ลาว ยังใช้พันธุ์ถั่วลิสงพื้นบ้านดั้งเดิม มีการปลูกแบบวิถีชาวบ้านอาศัยธรรมชาติ และไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี

ตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2559 สปป. ลาว ส่งออกถั่วลิสงผ่านด่านแขวงจำปาสักมายังไทย ในรูปแบบคอนแทรกฟาร์มมิ่ง (Contract Farming) แล้ว ประมาณ 553.60 ตัน คิดเป็นมูลค่า 171,080 เหรียญสหรัฐ ซึ่งปริมาณการส่งออกมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย เพราะเกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น และหลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งด้วย

สำหรับการปรับปรุงคุณภาพมาตรฐานสินค้าถั่วลิสงเพื่อส่งออก สปป. ลาว จะเร่งพัฒนาตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการส่งออก โดยจะเผยแพร่ความรู้และสร้างความเข้าใจขั้นตอนวิธีการผลิตถั่วลิสงให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตามเงื่อนไขการนำเข้าของไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการโรงกะเทาะเปลือกถั่วลิสงทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ เป็นจุดสำคัญที่จะต้องพัฒนาและปรับปรุงระบบการจัดการ การคัดแยกเมล็ด และเก็บรักษาคุณภาพ ซึ่งจะทำให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด ถือเป็นเรื่องท้าท้ายที่ประเทศผู้ส่งออกต้องปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับเงื่อนไขทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพมาตรฐานสินค้ามากขึ้น