ชาวนาราชบุรี ประสบการณ์ 20 ปี แนะเคล็ดลับทำนาต้นทุนต่ำ

ผลผลิตดี กำไรงาม หากชาวนาคนไหนอยากเดินห่างความจน ขอแนะนำให้ใช้เคล็ดลับทำนาให้ได้ผลผลิตดี กำไรงาม ของ “คุณธำรง ทัศนา” เกษตรกรจังหวัดราชบุรี ที่สะสมประสบการณ์การทำนามากว่า 20 ปี จนได้ผลผลิตคุณภาพดีสม่ำเสมอ สร้างผลกำไรสูง เป็นเกษตรกรต้นแบบของการพัฒนาอาชีพการทำนาสู่ความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน

คุณธำรง มีอาชีพทำนาบนเนื้อที่กว่า 50 ไร่ใน อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เขาช่วยครอบครัวทำนามาตั้งแต่วัยเด็ก ตั้งแต่ไม่รู้อะไรเลย ลองผิดลองถูก เรียนรู้ขั้นตอนการไถนา ถอนกล้า เกี่ยวข้าวด้วยมือ ลงมือเรียนรู้การทำนาด้วยตัวเอง จนได้ข้อสรุปว่า ต้องปลูกดูแลอย่างไร จึงให้ได้ผลผลิตที่ดี พัฒนาจนกลายเป็นเทคนิคของตัวเองในที่สุด และยังได้รับรางวัลการันตีมาแล้วมากมาย เช่น รางวัลเกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพทำนาจังหวัดราชบุรี, รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ยต่อไร่ต่ำสุดระดับประเทศ ปี2556, เกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำนาระดับเขต, รางวัลคนดีศรีปากท่อ สาขาเกษตร และรางวัลศูนย์ข้าวชุมชนดีเด่น ระดับประเทศ ปี2550

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ
แม้วันนี้ อาชีพทำนา ยังไม่ร่ำรวย แต่สร้างผลกำไรงาม สร้างเงินทุนสะสมก้อนโตให้กับคุณธำรงได้ หากใครทำนา ด้วยใจรัก ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับคุณธำรงได้ไม่ยาก เคล็ดลับสู่ความสำเร็จของคุณธำรง คือ ลงมือทำเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกเมล็ดข้าวพันธุ์ดี การไถหว่านกลบตอซัง การใส่ปุ๋ย ปรับปรุงบำรุงดิน จนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ทำให้ได้ผลผลิตสูง และมีต้นทุนการผลิตต่ำตามที่ต้องการ หากใช้วิธีจ้างแรงงาน เขาอาจทำไม่ได้ดี เหมือนกับที่เราลงมือทำเอง เพราะได้ตรวจสอบที่นาทุกพื้นที่ มีปัญหาตรงไหน ก็ดูแลแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที

ใช้เมล็ดพันธุ์ดี ช่วยลดต้นทุนได้
คุณธำรงบอกว่า การลงทุนทำนาที่คุ้มค่า และลดต้นทุนได้ ต้องเริ่มจาก การใช้เมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพ โดยหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวในอัตราส่วนที่เหมาะสม คือ 18-20 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งต้นข้าวสามารถเติบโต แตกกอได้ดี และให้ผลผลิตสูง หากหว่านข้าวแน่น ต้องใช้ปุ๋ยมากเกินจำเป็น แถมข้าวไม่สามารถแตกกอได้ ซึ่งเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า ไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย

วิธีปรับปรุงบำรุงดิน
ต้นข้าวจะเจริญเติบโตได้ดี เมื่อปลูกในสภาพดินที่ดีด้วย ทุกวันนี้ คุณธำรงทำนาปีละ 2 ครั้ง หากไม่มีการบำรุงดินที่ดี ดินจะเสื่อมสภาพเพราะขาดแคลนแร่ธาตุสารอาหารที่จำเป็นของพืช คุณธำรงจึงพยายามปรับปรุงบำรุงดินอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยคอกที่ได้จากวัวที่เลี้ยงไว้เป็นอาชีพเสริมกว่า 40 ตัว

คุณธำรง ทำปุ๋ยคอกไว้ใช้ก่อนเริ่มทำนาไถดะ จากนั้นใส่ปุ๋ยขี้วัวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น เพิ่มจุลินทรีย์ที่ดีให้ดิน ทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี ปุ๋ยอินทรีย์ ให้ธาตุอาหารที่จำเป็นแก่พืชได้ครบทุกธาตุ แต่มีสัดส่วนธาตุอาหารน้อย จึงต้องเติมปุ๋ยเคมีเพิ่มเข้าไปเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กับพืชอย่างเหมาะสม เพิ่มการปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การทำนาให้ได้กำไรงาม ต้นทุนต้องต่ำ ผลผลิตสูง มีจุดเริ่มต้นจากการใช้เมล็ดข้าวพันธุ์ดี ดินดี น้ำดี มีการจัดการที่ดี และที่สำคัญต้องเลือกใช้ปุ๋ยคุณภาพดีด้วย ในท้องตลาด มีปุ๋ยราคาถูก แต่ไม่ได้มาตรฐาน ตั้งแต่ผมทำนามา 20 ปี ผมเลือกใช้ปุ๋ยตรากระต่ายมาตลอด เพราะปุ๋ยตรากระต่ายเป็นปุ๋ยมาตรฐานคุณภาพดี นำมาใช้ผสมผสานกับปุ๋ยคอกในสัดส่วนที่เหมาะสม ช่วยให้ ต้นข้าวได้รับธาตุอาหารอย่างเต็มที่ เติบโตแข็งแรงและให้ผลผลิตที่ดี

ใส่ปุ๋ยให้ถูกสูตร ถูกเวลา ได้ผลผลิตดีสม่ำเสมอ
คุณธำรง ใช้ปุ๋ยเคมี 3 สูตร ได้แก่ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0, 16-20-0 และ 0-0-60 มาผสมกัน ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ธาตุตามที่พืชต้องการ ช่วยให้ต้นข้าวเติบโตแข็งแรง ให้ผลผลิตที่ดีและได้ผลกำไรงาม ต้นข้าวในแต่ละช่วงวัย ต้องการธาตุอาหารที่แตกต่างกัน

สำหรับต้นข้าวอายุ 25-30 วัน ต้องการธาตุอาหารประเภท ไนโตรเจนกับฟอสฟอรัส คุณธำรงจะใส่ปุ๋ยบำรุงต้นข้าวในอัตราส่วน 30-35 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อเร่งต้นข้าวให้แตกกอ เมื่อต้นข้าวอายุ 55-60 วัน เป็นระยะข้าวแตกกอสูงสุด จะใส่ปุ๋ยยูเรีย สูตร46-0-0 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อต้นข้าวเริ่มตั้งท้อง จะเน้นใส่ปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุโพแทสเซียม เพื่อบำรุงต้นข้าวไม่ล้มง่าย เพิ่มแป้งให้เมล็ดข้าวเติบโตสมบูรณ์ ได้น้ำหนักดี ขายได้กำไรงาม ๆ

ดินดี น้ำดี ต้นข้าวเติบโตแข็งแรง
นอกจากใส่ปุ๋ยให้พอเหมาะแล้ว คุณธำรงดูแลจัดการแปลงนาภายใต้หลักการ “ดินดี น้ำดี ” เพราะการจัดการน้ำที่ดี ช่วยทำให้ดินดีด้วย คุณธำรงอธิบายเพิ่มเติมว่า ข้าวเป็นพืชที่ต้องการน้ำตลอดเวลาก็จริง แต่บางครั้งต้องควบคุมให้น้ำแห้งบ้าง ในระบบเปียกสลับแห้ง หลังจากใส่ปุ๋ยเคมีลงไปแล้ว จะไม่เติมน้ำ แต่ปล่อยให้น้ำแห้งไปเรื่อยๆ พอแห้งดินแตกระแหงจึงค่อยเอาน้ำเข้านา เมื่อข้าวตั้งท้อง จะเก็บน้ำไว้ให้ต้นข้าว เวลาใกล้เก็บเกี่ยว จึงค่อยปล่อยน้ำออก

หากใครสนใจอาชีพทำนา คุณธำรงมีคำแนะนำว่า ขอเพียงมีความตั้งใจ ทำงานด้วยใจรัก และมีความรู้เรื่องการดูแลจัดการแปลงนาที่ถูกต้อง ผมเชื่อว่า ทุกคนจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก ขอขอบคุณคุณธำรงที่มาแบ่งปันเคล็ดลับ แนวคิด และแรงบันดาลใจดี ๆ ให้กับเพื่อนเกษตรกร ปุ๋ยตรากระต่ายสนับสนุนให้เกษตรกรไทยทำนาด้วยใจรัก ผลผลิตดี ได้กำไรงามกันทุกคน

ทั้งนี้ ผู้สนใจเคล็ดลับการทำการเกษตร สามารถติดตามข่าวสารความรู้ได้ทาง เพจปุ๋ยตรากระต่าย ในช่วงอากาศร้อนและแล้งระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรสวนส้มเปลือกล่อน เฝ้าระวังการเข้าทำลายของ เพลี้ยไก่แจ้ส้ม จะพบในระยะที่ต้นส้มแตกยอดอ่อนและติดผล เกษตรกรควรสังเกตตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากตาและยอดอ่อน โดยตัวอ่อนของเพลี้ยไก่แจ้ส้มจะกลั่นสารสีขาวเป็นเส้นด้ายทำให้เกิดราดำ ใบและยอดที่ถูกเพลี้ยไก่แจ้ส้มทำลายจะหงิกงอและแห้งเหี่ยว กรณีพบการเข้าทำลายถึงขั้นรุนแรง จะทำให้ใบร่วงติดผลน้อยหรือไม่ติดผลเลย

นอกจาก เพลี้ยไก่แจ้ส้ม จะเข้าทำลายยอดอ่อนต้นส้มโดยตรงแล้ว เพลี้ยไก่แจ้ส้ม ยังเป็นพาหะที่ถ่ายทอดทำให้เกิดโรคใบเหลืองต้นโทรมหรือโรคกรีนนิ่ง ซึ่งเป็นโรคที่สามารถแพร่กระจายไปเกือบทุกแหล่งที่ปลูกส้ม อีกทั้งยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้นส้มทรุดโทรมและตายในที่สุด

ให้เกษตรกรหมั่นสำรวจการเข้าทำลายของเพลี้ยไก่แจ้ส้ม ในระยะที่ต้นส้มแตกตาและมียอดอ่อน หากสุ่มพบเพลี้ยไก่แจ้ส้มทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย 5 ยอด ต่อต้น จำนวน 10-20 ต้น ต่อสวน และในแหล่งที่มีการระบาดของโรคใบเหลืองต้นโทรมหรือโรคกรีนนิ่ง เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดในทันที โดยให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลง อิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 2 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 4 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 2 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

เคยได้ยินนักธุรกิจมหาเศรษฐีไทยท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า คนเราจะเก่งทุกอย่างในเวลาเดียวกันไม่ได้ เปรียบเสมือน “เข็ม” นั้น มีแหลมคมด้านเดียว ไม่มีเข็มแหลมทั้งสองด้าน

ทำนองเดียวกัน ถ้าหากมีความสามารถเฉพาะอย่างจะพาชีวิตของตัวเองประสบผลสำเร็จฉันนั้น พาชีวิตครอบครัวไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง พร้อมเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญของหมู่มิตรสหายที่รักใคร่ชื่อเสียง เกียรติยศขจรขจายไปทั่วหล้า

ผู้เขียนจะพาท่านไปรู้จักบุคคลดีเด่นที่มีความรู้ความสามารถเพียบพร้อมคุณธรรม เป็นผู้ประสบความสำเร็จทั้งชีวิตการงานและครอบครัว

นับวันที่หายากมากในยุคนี้ที่จะหาใครมาเทียบเท่าบุคคลของเมืองสุโขทัย ดินแดนแห่งเมืองประวัติศาสตร์มายาวนาน คนดีกรุงศรีสุโขทัย เพียบพร้อมด้วยตำนานประเพณีที่เก่าแก่

เขาล่ะ “จำเจน จิตรธร” นักปกครอง นักการเมือง นักเกษตร ที่ประสบผลสำเร็จจนคนรู้จักไปทั่วจังหวัดสุโขทัย และใกล้เคียง เส้นทางชีวิตของนายอำเภอจำเจน จิตรธร ที่ชาวบ้านรู้จักมากกว่าตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา

ประวัติส่วนตัวของคุณจำเจน จิตรธร เป็นชาวสวรรคโลกโดยกำเนิด ปัจจุบัน วัยใกล้ 80 ปีแล้ว เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วเข้าสมัครเป็นข้าราชการตำแหน่งเสมียนมหาดไทย ในจังหวัดสุโขทัยบ้านเกิด ระหว่างทำงานได้ไปศึกษาเรียนจบปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ตรงกับสาขางานที่รับราชการจนเจริญก้าวหน้า

ด้วยความขยันและอุตสาหะ พากเพียร มุ่งมั่นการศึกษาจนไปจบปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สาขารัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยเดิมอย่างภาคภูมิใจ สมเป็นนักปกครองพัฒนา ชีวิตรับราชการเริ่มจากเสมียนมหาดไทย ปลัดอำเภอ นายอำเภอ 15 ปี อยู่ในตำแหน่งถึง 7 อำเภอ และ 6 อำเภอ สังกัดจังหวัดสุโขทัย

จึงไม่แปลกเลยที่ชาวสุโขทัย 6 อำเภอ ใน 9 อำเภอ ที่คนรู้จักและจะเรียกว่าท่านเป็น ปทานุกรมจังหวัด ก็ว่าได้ ทั่วจังหวัดต้องรู้จัก ตั้งแต่เด็กถึงคนชรา ว่ากันอย่างนั้น และเป็นนายอำเภอขวัญใจชาวบ้านด้วย

หลังพ้นเกษียณอายุราชการนายอำเภอ ปี 2542 ก็มีการรับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในปี 2543 จนได้รับชัยชนะ ปฏิบัติหน้าที่ไปถึงหมดวาระ ปี 2549 รวมเวลา 6 ปี 5 เดือน

ความมีชื่อเสียงและชอบช่วยเหลือลูกบ้าน การเป็นสมาชิกวุฒิสภาไม่ต้องลงทุนเงินทอง ได้มาจากน้ำใจชาวบ้านที่เลือกมา เมื่อสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่ง ตามกฎหมายเป็นต่อไม่ได้

ดังนั้น เสียงเรียกร้องของชาวบ้านอยากให้แม่บ้านมาลงเลือกตั้งรับแทน กระทั่งประสบผลชนะเลือกตั้ง

แม่บ้านคนเก่งชื่อ “คุณพยุง จิตรธร” ในปี 2549 พอเป็นสมาชิกวุฒิสภา ดำรงตำแหน่งได้เพียง 5 เดือน ก็เกิดรัฐประหารขึ้นมาในปี 2549 เป็นที่ทราบกันดี ต้องสิ้นสุดลงอย่างน่าเสียดาย เกียรติประวัติของ สว.จำเจน ทั้งอดีตและปัจจุบัน ที่สำคัญ

อดีตรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น ด้านการครองตน ครองคน ครองงาน จาก พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2526 และรางวัลชนะเลิศการพูดในที่ชุมชนจากโรงเรียนนายอำเภอ กระทรวงมหาดไทย ปี 2527

และที่สำคัญได้รับรางวัลเป็นคนดีมหาดไทย จนได้รับเลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ 2 ขั้นอยู่เสมอ

ปัจจุบัน เป็นกรรมการบริหารกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย เป็นต้น ทำสวนครัวและสวนผลไม้เป็นงานอดิเรก สมัยรับราชการเป็นนายอำเภอ

สมัยรับราชการเป็นนายอำเภอ อยากให้ลูกบ้านรู้จักประหยัดค่าครองชีพ เพื่อเป็นชีวิต “เศรษฐกิจพอเพียง” ทำสวนครัว ตัวอย่างที่มีทั้งปลูกตะไคร้ กะเพรา มะกรูด ข่า ไปจนถึงมะม่วง ขนุน ลิ้นจี่ ละมุด เมื่อผลไม้ติดดอกออกผล ส่วนใหญ่จะแจกให้ญาติสนิทมิตรสหาย เพราะราคาผลไม้ดังกล่าวราคาตกต่ำ เรียกว่าขายบ้างแจกบ้าง

หลังเกษียณอายุราชการ ปี 2542 ก็ไปสมัคร สว.สุโขทัย จนได้รับการเลือกตั้ง คิดได้ว่าถ้าหากหมดวาระแล้วควรจะมีที่ออกกำลังกาย และได้เพื่อนบ้านด้วย จึงคิดหาวิธีทำสวนผลไม้เพื่อหวังไว้ว่าในยามชราและเป็นการฝึกวินัยการออกกำลังกายด้วย

เริ่มปลูกมะยงชิด ปลูกป่า และผลไม้อื่น รวมถึงกาแฟ

เหตุที่หันมาสนใจปลูกมะยงชิด อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวไว้ว่า

“มะยงชิด เป็นผลไม้มีอายุยาวนาน โดยหาต้นตอพันธุ์พื้นเมืองมาปลูกแซมในสวนที่มีอยู่เดิม พอต้นตอใหญ่เท่านิ้วมือ จึงหายอดมะยงชิดพันธุ์ดี ซึ่งส่วนใหญ่เรียกชื่อพันธุ์ตาพร้อม พันธุ์ตาปอน พันธุ์ตาชอบ ฯลฯ ให้ผู้มีความรู้ในทางเสียบยอดให้ บำรุงด้วยการรดน้ำ ปุ๋ยคอก แล้วค่อยๆ เอาต้นไม้ผลเดิมที่มีอยู่เดิมออก จนเหลือต้นมะยงชิด” การดูแลรักษาเอาใจใส่ต้นมะยงชิด สไตล์นายอำเภอ

เมื่ออายุเสียบยอดมะยงชิดได้ประมาณ 4 ปี ก็จะเริ่มผลิดอกออกผล มะยงชิดชอบปลูกในดินร่วนปนทราย พื้นที่ใกล้กับแม่น้ำยม

การดูแล ยังต้นเล็กอยู่ ต้องบำรุงด้วยปุ๋ยคอก ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในฤดูแล้ง กำจัดวัชพืช พรวนดิน สังเกตในเรื่องโรคแมลง มะยงชิดส่วนใหญ่เป็นโรคขอบใบแห้งและแอนแทรกโนส แมลงปีกแข็ง โรคแมลงที่เกิด ชาวสวนจะใช้ยาอะบาเม็กติน ไซเปอร์ 35 คาร์เบนดาซิม น้ำส้มควันไม้ เป็นการรักษาทางใบ

ครั้นต้นสมบูรณ์ดีก็จะออกดอก จึงต้องรักษาดอกโดยการป้องกันเพลี้ย มะยงชิดจะออกดอกประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน ถึงต้นธันวาคม บางปีอาจจะเลยถึงเดือนมกราคม

การรักษาดอกต้องระวังเพลี้ยตั้งแต่ออกดอกเป็นลักษณะเดือยไก่ ไข่ปลา ต้องศึกษาเรื่องการใช้ยารักษาดอก แต่ละสวนจะไม่เหมือนกัน แต่ต้องมีน้ำส้มควันไม้เป็นหลัก เกษตรกรนายอำเภอกำชับไว้ในการดูแลรักษา ให้ระวังเรื่องสารเคมีถ้าจำเป็นต้องใช้ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

ถัดจากดอกแล้ว ต้องดูแลรักษาช่อมะยงชิดลำดับต่อมา อดีตสมาชิกวุฒิสภากล่าวต่อ

จากนั้นต้องดูแลรักษาช่อมะยงชิด จนช่อกลายเป็นลูกหรือผลเท่าหัวไม้ขีดไฟ ก็ต้องรักษาลูกให้ติดอยู่ได้เป็นส่วนใหญ่ เมื่อผลเท่านิ้วก้อย อาจพบกับปัญหาการร่วงหล่น ก็ต้องรักษาไว้ให้ร่วงหล่นน้อยที่สุด

แต่มะยงชิดเป็นผลไม้ที่ปรับสมดุลตัวเองตามธรรมชาติ ซึ่งแต่ละสวนก็มีวิธีการที่แตกต่างกัน ที่สวนจิตรธร จะเน้นฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้เป็นหลัก ส่วนการให้น้ำควรให้สม่ำเสมอ ตั้งแต่ออกดอกไปจนถึงเมื่อลูก หรือผลเริ่มแก่ออกสีเหลือง

สวนจิตรธร ในช่วงแรกของการติดดอกออกผล จะมีผลผลิตอยู่ประมาณ 3-4 ต้น ต่อปี ซึ่งคาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อต้นใหญ่ขึ้นต้องมีการตัดแต่งกิ่งทุกปี ไม่ให้ทรงพุ่มทึบหนาจนเกินไป

ผลผลิตแต่ละปีที่ได้ ราคาจำหน่ายให้แม่ค้า และแจกญาติสนิทมิตรสหายที่เคารพนับถือกัน

อุปสรรคสำคัญในการปลูกมะยงชิดคือการตลาด

ที่สวนจิตรธร ที่มีมะยงชิดอยู่ 9 ไร่เศษ ผลผลิตออกมาแต่ละต้นเคยเก็บได้ต้นละ 60 กิโลกรัม แต่เก็บหลายครั้ง ขายในราคา กิโลกรัมละ 50-100 บาท จะมีแม่ค้ามาซื้อถึงสวน ส่วนที่เหลือก็เอาไว้แจก เกษตรกรจะถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา เพราะว่ามะยงชิดเก็บไว้นานไม่ได้ ต้องรีบจำหน่าย ฤดูเก็บเกี่ยวราวเดือนมีนาคม-เมษายน

ด้วยผลไม้อย่างมะยงชิดไม่สามารถประวิงเวลาการจำหน่ายได้ ปัจจุบันเกษตรกรต้องจัดการตลาดด้วยตนเอง จึงเป็นอุปสรรคที่ต้องแก้ไขด้วยความร่วมมือช่วยเหลือจากทุกฝ่าย

การปลูกป่า ต้นกาแฟ ไม้ผลชนิดอื่น สมุนไพรในสวนจิตรธร

นอกจากสวนมะยงชิดแล้ว อดีตนายอำเภอตงฉินยังปลูกป่าไว้ในช่วง “ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ ทรงครองราชย์ปีที่ 50”

อดีตนายอำเภอผู้นิยมทำสวนผสมผสาน ยังหาพื้นที่ปลูกป่าถึง 40 ไร่ ให้ชาวบ้านดูเป็นตัวอย่าง การปลูกป่าที่สวยงาม กระทั่งพนักงานป่าไม้และอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร มาขอเยี่ยมชม กระทั่งกรมป่าไม้มอบรางวัลป่าดีเด่นให้ด้วย

นอกจากนั้น ภายในสวนราว 50 กว่าไร่ มีการปลูกมะม่วงพันธุ์ต่างๆ ไว้หลายสายพันธุ์ อาทิ โชคอนันต์ น้ำดอกไม้ อาร์ทูอีทู มหาชนก เป็นต้น

พืชสมุนไพร ข่า กระชาย ขมิ้นชัน ขิง ฟ้าทลายโจร หญ้าปักกิ่ง กะเพรา โหระพา ตะไคร้ ฯลฯ

พืชผัก พริก มะเขือ คะน้าเม็กซิกัน ผักหวานบ้าน สะเดา มะกอก ผักบุ้งจีน บวบ ฯลฯ

สวนป่า ปลูกไม้สัก กระถินเทพา ยูคาลิปตัส ไผ่กิมซุ่ง มีคติสอนไว้ว่า “ปลูกไม้สามอย่าง ประโยชน์สี่อย่าง” คาถาการจะทำสวนมะยงชิดสำเร็จได้ต้องอาศัยหลักธรรมะ

การสนทนาใกล้จะสิ้นสุดลง ระหว่างผู้เขียนกับอดีตนายอำเภอและสมาชิกวุฒิสภา ท่านให้ข้อคิดไว้ดีมากในการดำรงชีพ ประกอบหน้าที่ ทำงานอะไรก็แล้วแต่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ท่านทำสวนมะยงชิดมากับมือ กับภรรยาท่านโดยลำพัง จะอาศัยแรงงานบ้างที่จ้างมาช่วยทำในงานเร่งด่วนที่ต้องอาศัยหลายคนมาร่วมทำงานที่จำเป็นเท่านั้น

ท่านเป็นแบบอย่างของเกษตรกรตัวจริง ลงมือทำไม่มีใช้แบบเจ้าขุนมูลนาย เอาแต่ชี้นิ้วเท่านั้น การถ่ายทอดความรู้มาจากท่านประสบด้วยตาตัวเอง จึงรู้จริง ทำจริง ว่างั้นเถอะ ไม่ใช่ข้าราชการเกษียณที่เอาแต่สั่งอย่างเดียว

สวนมะยงชิด หรือสวนจิตรธร ที่ประสบผลสำเร็จ นอกจากความรู้แล้วจะต้องอาศัยหลักธรรมในทางพุทธศาสนาคือ “อิทธิบาท 4” ประการแรก “ฉันทะ” ความพอใจรักใคร่ ประการที่สอง “วิริยะ” ขยันหมั่นเพียร ประการที่สาม “จิตตะ” เอาใจใส่ และประการสุดท้าย “วิมังสา” ใคร่ครวญหาเหตุผล

ถ้าทำได้อย่างนี้ เชื่อว่าการทำสวนมะยงชิดคงจะประสบผลสำเร็จทุกประการอย่างแน่นอน

ก่อนอำลาจากกัน ท่านอดีตนายอำเภอกล่าวฝากทิ้งท้ายไว้ว่า “อยากให้ประชาชนคนไทยทุกคนช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะปัจจุบัน คนพยายามทำลายธรรมชาติ ต่อไปนี้ธรรมชาติจะทำลายคน”

เมื่อดูจากวงศ์แล้วจะเห็นว่า มะเขือเทศนั้น เป็นพี่น้องคลานตามกันมากับ ยาสูบ แต่มะเขือเทศนิสัยดีกว่าเยอะ อุดมด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย เป็นแหล่งรวมแร่ธาตุและวิตามิน ไม่ทำร้ายสุขภาพร่างกายเหมือนเจ้ายาสูบ มะเขือเทศมีแหล่งกำเนิดจากเปรู กับเอกวาดอร์ จัดเป็นไม้ประเภทล้มลุกฤดูกาลเดียว หรือฝรั่งเรียกว่าพวก annual plants เนื่องจากมีวงจรอายุสั้นๆ ไม่ยืนยาว

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ สมัคร GClub ชนิดล้มลุกกึ่งเลื้อยกึ่งต้น ลำต้นอ่อนอวบน้ำ มีขนอ่อนๆ คลุม ใบเดี่ยวเรียงสลับขอบใบเป็นจักๆ เว้าลึก ดอกมีขนาดเล็กๆ สีเหลืองสด ออกตามซอกใบ ผลทรงกลม หรือรีๆ เมื่ออ่อนจะมีสีเขียว พอแก่ก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้ม แดง ผลอวบน้ำภายในมีเมล็ดเล็กๆ มากมาย

สรรพคุณทางอาหารและยา : ในมะเขือเทศ 1 ลูก จะประกอบไปด้วย สารอาหารที่เป็นประโยชน์มากมาย มีเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี มีกรดมาลิกทำให้มีรสเปรี้ยว มีกลูตามิกแอซิด (Glutamic acid) ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่มีในผงชูรส จึงเป็นแนวคิดที่อาจทำให้นำมาปรุงแต่งรสชาติอาหารได้หลายชนิด และยังมีวิตามินซี หรือ ซิทริน (citrin) ที่มีสรรพคุณในการป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด ช่วยขับปัสสาวะ ลดความดัน ช่วยระบบย่อยอาหาร ระบายท้องกับลำไส้ได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้แล้ว มะเขือเทศ ยังมีสารไลโคปีน (lycopene) เป็นตัวแอนตี้ออกซิแดนท์ หรือตัวช่วยล้างพิษอีกด้วย และจากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยโตรอนโต้ในประเทศแคนาดา ยังเผยถึงความมหัศจรรย์ยิ่งของน้ำมะเขือเทศ ว่าสามารถบำรุงเสริมสร้างกระดูก และป้องกันโรคกระดูกพรุนได้เป็นเลิศ

ในด้านความงามก็ไม่เบา มะเขือเทศสุก นำมาหั่นเป็นแว่นๆ แปะหน้า แปะแก้ม จะช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ เพิ่มความชุ่มชื้น ลดความมันให้ผิวหน้าคุณสาวๆ ได้อีกแน่ะ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ต้องดูกาลเทศะให้ดี ให้เหมาะสมด้วยนะ ไม่ใช่พ่อตัวดีอยู่บ้าน จะกะหนุงกะหนิงซะหน่อย เราดันหั่นมะเขือ แตงกวา บัวบก หรืออะไรก็แล้วแต่ มาโบ๊ะหน้าจนดูคล้ายปีศาจผักละก็ ตัวใครตัวมัน หลบกันเอาเองครับ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือนไม่ได้นะ เราเตือนท่านแล้วเดี๋ยวรอยตีนกาจะหายไป แต่ได้รอยเท้าอย่างอื่นมาแทน

มะเขือเทศนั้น สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ผัดผักรวม ผัดเปรี้ยวหวาน ข้าวผัด ส้มตำ ต้มยำสารพัด หรือกินเล่นสดๆ ได้ยิ่งดี หรือจะคั้นน้ำดื่มสดๆ ก็อร่อยไปอีกแบบหนึ่ง

วิธีการปลูก นำเมล็ดมาเพาะในกระบะ โดยกรีดร่อง หรือเจาะเป็นหลุมเล็กๆ ลึกประมาณ 1 นิ้ว หยอดเมล็ดลงไป หลุมละ 2-3 เมล็ด กลบดินพอหลวมๆ โรยฟางทับหน้า รดน้ำให้ชุ่ม รอสัก 1 สัปดาห์ ต้นอ่อนมะเขือเทศก็จะงอกขึ้นมา เราก็เลือกต้นที่แข็งแรง แยกไปปลูกในกระถาง กระถางละ 1 ต้น ง่ายๆ เองครับ ถ้าจะให้ดีก็เหลาไม้ไผ่มาปักประคองลำต้นไว้สักนิดเวลาติดลูก เพราะหากมีจำนวนหลายลูกลำต้นต้องรับน้ำหนักมาก