ชาวบ้านที่ท่าม่วง นครสวรรค์ ปลูกผักชีฝรั่งนครสวรรค์เป็นแหล่ง

ปลูกผักชีฝรั่งที่ใหญ่และสำคัญมากในประเทศ มีพื้นที่หลายตำบล และหลายหมู่บ้านที่ยึดอาชีพนี้ อาทิ เขตพื้นที่ ตำบลวัดไทร, ตำบลบางม่วง และตำบลตะเคียนเลื่อน ลักษณะการปลูกผักชีฝรั่งในแต่ละครัวเรือนไม่เท่ากัน มีจำนวนเนื้อที่ปลูกตั้งแต่น้อย สัก 1 ไร่ขึ้นไปจนกระทั่งไปถึงจำนวนหลายสิบไร่ เกษตรกรบางรายมักปลูกร่วมกับพืชอายุสั้นชนิดอื่น แต่บางรายอาจปลูกเพียงอย่างเดียว

ผักชีฝรั่ง หรือที่ชาวบ้านบางรายเรียกกันว่า ผักชีใบยาวบ้าง ผักชีหนามบ้าง เป็นพืชอายุสั้น ใช้เวลาปลูกประมาณ 4 เดือน เก็บผลผลิตขายได้แล้ว เกษตรกรหลายรายต่างก็ยืนยันว่ามีรายได้มากกว่าการปลูกพืชหลายชนิด แม้จะต้องลงทุนมากในช่วงการเริ่มต้นครั้งแรก แต่หลังจากเวลาผ่านไปสามารถได้คืนทุน

ตำบลท่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอีกแห่งที่ชาวบ้านปลูกผักชีฝรั่งหารายได้ เกษตรกรอย่างคุณสมพร กลิ่นนิ่มนวล อยู่บ้านเลขที่19 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ (089) 639-9189 เป็นอีกคนที่ทำอาชีพนี้เช่นกัน และทำมาหลายปีแล้ว

ซื้อเมล็ดพันธุ์เพียงครั้งแรกเท่านั้น ครั้งต่อไปจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูก

คุณสมพร ปลูกผักชีฝรั่งแบบไม่เน้นเป็นอาชีพหลัก เพราะเธอปลูกพืชอายุสั้นอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย จึงทำอยู่ 1 ไร่ เป็นผักชีฝรั่งพันธุ์เชียงใหม่ ใช้เมล็ดพันธุ์น้ำหนัก 2 กิโลกรัม และตอนที่ซื้อเมล็ดพันธุ์ครั้งแรกมีราคาประมาณ 2,000 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม

เกษตรกรรายนี้เปิดเผยเรื่องเมล็ดพันธุ์ว่า จะซื้อมาปลูกเพียงครั้งแรกเท่านั้นและครั้งต่อไปจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกในรุ่นต่อๆ ไป โดยเลือกเก็บต้นที่ให้ดอกสมบูรณ์ๆ เลือกดูต้นที่ใหญ่ ถ้าติดดอกเก็บเอาดอกของต้นนั้นไว้ทำพันธุ์ เหตุผลที่ทำเช่นนี้เพราะถือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย และจะได้ต้นใหม่ที่สมบูรณ์

รูปแบบการปลูกผักชีฝรั่งนั้นจะต้องทำโรงเรือนมุงซาแรนรอบด้าน ให้แสงสว่างส่องเข้าไปภายในโรงเรือนได้ประมาณ 60% ถ้าแสงผ่านเข้าไปน้อยกว่านั้นประมาณ 70% ขึ้นไป ก็จะทำให้เกิดความชื้นในโรงเรือนมากเป็นเหตุให้เกิดเชื้อรา ส่งผลให้ผักชีฝรั่งเป็นโรครากโคนเน่าง่าย แต่หากแสงผ่านเข้าโรงเรือนมากราว 50% ขึ้นไป ก็จะทำให้ผักชีฝรั่งไม่เติบโต ฉะนั้น เรื่องแสงสว่างในโรงเรือนจึงมีผลต่อการปลูกผักชีฝรั่งมาก ส่วนขนาดโรงเรือนควรสูงประมาณ 1.70-2.00 เมตร และความกว้าง ยาว อาจต้องดูตามความเหมาะสมของแต่ละแห่ง

การปลูกผักชีฝรั่งต้องปลูกระบบร่องน้ำจึงจะได้ผลดี หน้าร่องปลูกควรกว้างประมาณ 6 เมตร หรือ 3 วา ความยาวแล้วแต่พื้นที่ และร่องน้ำกว้างประมาณ 1 เมตร ลึก 1 เมตร ระดับน้ำจะต้องสามารถสูบน้ำเข้า-ออกให้ลดระดับน้ำสูงต่ำในร่องน้ำได้

“ลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์มาครั้งแรก พอเก็บได้รุ่นแรกให้เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในรุ่นต่อไปโดยไม่ต้องลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ แต่สิ่งที่ต้องลงทุนคือการสร้างร้านปลูกปักเสาแล้วคลุมแสลนเพื่อบังแดด ต้องใช้เงินลงทุนซื้อวัสดุมาทำครั้งละเป็นหมื่นบาท ต่างกับสมัยก่อนใช้ก้านมะพร้าวบังแดด”

การปลูกให้ได้คุณภาพ

ต้องปรับน้ำ แดด ให้พอเหมาะ

คุณสมพร อธิบายขั้นตอนการปลูกว่า ก่อนอื่นต้องปรับดินให้มีความเสมอแล้วต้องรดน้ำให้ดินชุ่มมาก ทิ้งไว้สักพักแล้วจึงหว่านเมล็ด ให้ฉีดยาป้องกันแมลงและป้องกันเชื้อรา คอยหมั่นถอนหญ้าและวัชพืช หมั่นรดน้ำอย่าให้ขาด โดยการใช้สายยางปล่อยน้ำอ่อนๆ เพื่อรักษาความชื้นของดิน ระหว่างนั้นอาจมีการใส่ปุ๋ยยูเรียบ้างเป็นครั้งคราวหรือเป็นปุ๋ย สูตร 25-7-7 ให้ใส่หลังหว่านไปแล้วสัก 1 เดือน

“การเตรียมดินหากเป็นแปลงปลูกใหม่ๆ ดินยังมีสภาพดีตากดินให้แห้งเสียก่อน จากนั้นก็ตีดินด้วยรถตีดินให้ร่วนซุย เมื่อพร้อมปลูกก็หว่านเมล็ดบางๆ ลงหน้าร่อง อัตราส่วนเมล็ดพันธุ์พื้นที่ 1 ไร่ ต่อเมล็ดพันธุ์ 2-3 กิโลกรัม หลังจากหว่านเมล็ด ประมาณ 10-15 วัน เมล็ดจะงอกเป็นต้นกล้าขึ้นมา

พอต้นกล้างอกให้น้ำพอประมาณทิ้ง ระยะให้น้ำแต่ละครั้งควรห่างสัก 3-7 วัน จนกระทั่งต้นผักชีฝรั่งอายุ 1 เดือน คราวนี้หยุดให้น้ำ ปล่อยทิ้งไว้ให้ดินแห้งสักระยะหนึ่ง สังเกตดินแห้งแตกระแหงพอสมควร และต้นผักชีฝรั่งค่อนข้างเหี่ยวเฉาแล้วจึงให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกหว่านให้ทั่วแปลง จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มเพื่อให้รากดูดซึมน้ำและปุ๋ยขึ้นไปเลี้ยงลำต้นได้มากๆ”

คุณสมพรบอกต่อว่า หลังจากรดน้ำวันแรก วันที่สองให้พักการรดน้ำจะไปรดน้ำอีกครั้งในวันที่ 3 หลังจากนั้นก็ให้น้ำเช้า-เย็นตามปกติ การใส่ปุ๋ยผักชีฝรั่งให้ปุ๋ยอีก 2 ครั้ง คือในช่วงเดือนที่ 2 และเดือนที่ 3 พอถึงเดือนที่ 4 ก็เริ่มถอนต้นที่มีขนาดใหญ่ใบอวบสวยตามตลาดต้องการขายได้

สามารถเก็บผลผลิตได้หลายรุ่น

ต่อการปลูกหนึ่งครั้ง

การปลูกผักชีฝรั่งของคุณสมพรถือว่าได้เปรียบในเรื่องแหล่งน้ำเพราะแปลงปลูกของเธออยู่ใกล้แม่น้ำปิง จึงเป็นโอกาสดีที่สามารถดึงน้ำจากแหล่งใหญ่ตามธรรมชาติมาใช้อย่างง่ายดาย

การเก็บเกี่ยว ผักชีฝรั่งจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 120 วัน ก่อนถอนควรรดน้ำบนแปลงให้ดินชุ่มชื้นเสียก่อน เพื่อสะดวกในการถอน การเก็บจะถอนทั้งต้นมีรากติด หรือตัดทีละต้น นำไปล้างดินออก ตกแต่งโดยเด็ดใบเหลืองใบเสียทิ้ง นำไปผึ่งลมแล้วบรรจุลงในตะกร้า

“หลังจากถอนต้นผักชีฝรั่งชุดแรกแล้ว ให้หว่านปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยสูตร 25-7-7 เพื่อบำรุงต้นเล็กที่ยังไม่ได้ขนาดเก็บให้เจริญเติบโต ควรรดน้ำเช้า-เย็น ทิ้งห่างจากเก็บครั้งแรกประมาณ 25 วัน จึงเก็บครั้งที่สอง โดยการเลือกถอนต้นที่ใหญ่ได้ขนาดออกมา จากนั้นก็หว่านปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ให้ทั่วแปลงรดน้ำให้ชุ่ม ทิ้งห่างไปอีก 25 วัน จึงเก็บครั้งที่สาม หลังถอนต้นต้องใส่ปุ๋ยทุกครั้ง ผักชีฝรั่งสามารถถอนได้ 4-5 ครั้ง จึงจะหมดแปลง”

ลำต้นผักชีฝรั่งจะเจริญเติบโตไม่เสมอกัน เกษตรกรจะไล่ถอนต้นที่มีใบขนาดใหญ่ออกก่อน ส่วนใบที่เหลือและยังมีขนาดเล็กเกินไปจะรดน้ำดูแลต่อไปเพื่อให้ได้ใบใหญ่ตามขนาดจึงถอนขาย พอถอนเสร็จก็เก็บต้นผักชีฝรั่งมาทำความสะอาด กำให้เรียบร้อยใส่ถุงขายน้ำหนัก 5 กิโลกรัม ราคา 60 บาท เป็นราคาซื้อ-ขายปกติ เธอเล่าว่าตอนช่วงหลังน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา ราคาสูงไปถึง 150-180 บาท ต่อกิโลกรัม อีกทั้งยังเคยราคาตกต่ำถึง กิโลกรัมละ 20 บาท ราคานี้มักเกิดในช่วงก่อนปีใหม่ เพราะช่วงนั้นชาวบ้านปลูกกันมากและผักชีฝรั่งโตพร้อมกัน พอเก็บขายพร้อมกันราคาเลยตก

เกษตรกรรายเดิมให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อว่า ระยะเวลาที่เริ่มจากการหว่านเมล็ดไปจนกระทั่งเก็บผลผลิตใช้เวลารวมเกือบ 3 เดือน แต่ถ้าดูแลเต็มที่อัดทั้งปุ๋ยและน้ำ ดูแลสภาพแวดล้อมภายในแปลงปลูกให้มีระเบียบ สะอาด ปราศจากวัชพืชอาจได้เร็วกว่ามาก นอกจากนั้น การหว่านเมล็ดให้หนา อาจเก็บได้อีก 2-3 ครั้ง ภายหลังเก็บรุ่นแรกผ่านไปแล้ว ซึ่งแต่ละครั้งที่เก็บใช้เวลาห่างกันประมาณ 2 เดือน

คุณสมพร จะปลูกผักชีฝรั่งปีละ 2 ครั้ง เธอบอกว่าแต่ละครั้งเก็บได้ถึง 3 รุ่น แต่ละรุ่นห่างกัน 2 เดือน ซึ่งหลังจากเก็บครบแล้ว จะจัดการไถพรวนดินเพื่อเตรียมแปลงปลูกในครั้งต่อไป

เชื้อราถือเป็นศัตรูของผักชีฝรั่งอีกชนิดหนึ่งที่มักเกิดขึ้นได้เสมอ สาเหตุเพราะผักชีฝรั่งปลูกในโรงเรือนที่มีความชื้นสูง เกษตรกรควรใช้เชื้อไตรโครเดอร์ม่าดีกว่าได้ผลกว่า ซึ่งวิธีใช้ไตรโครเดอร์ม่าให้ผสมน้ำราดทั่วทั้งแปลงก่อนหว่านเมล็ด แล้วหลังจากนั้นฉีดทุกๆ 4 เดือน จะช่วยป้องกันได้ แต่ถ้าเป็นหน้าฝนมักเกิดโรครากโคนเน่าง่าย หากพบว่าเกิดโรครีบใช้สารกำจัดเชื้อรา หรือใช้ไตรโครเดอร์ม่าผสมน้ำฉีดบริเวณที่เกิดเชื้อราทันที อย่าปล่อยให้ลุกลามมากยิ่งขึ้นจะยากต่อการควบคุม

ปลูกมะเขือเปราะ

สร้างรายได้ ควบคู่ไปด้วย

นอกจากผักชีฝรั่งที่คุณสมพรปลูกเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวแล้ว เธอยังปลูกมะเขือเปราะพันธุ์เจ้าพระยา จำนวน 1 ไร่ ซึ่งเธอเผยว่าการปลูกมะเขือไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแต่มีข้อเสียคือชอบมีหนอนแล้วเพลี้ยชอบลง แมลงหวี่ก็มี สร้างความเสียหาย ดังนั้นต้องหมั่นใส่ยาป้องกันเสมอ แล้วยังบ่นว่ายาก็ปรับราคาอยู่ตลอดจึงทำให้รายได้ลดน้อยลง

ส่วนราคาจำหน่ายมะเขือเปราะคุณสมพรบรรจุใส่ถุงขายน้ำหนักถุงละ 10 กิโลกรัม ราคาส่ง 70-80 บาท ใช้เวลาปลูกราวเดือนกว่าจะได้เก็บผล เธออธิบายว่า พื้นที่ 1 ไร่ เก็บผลผลิตได้ประมาณ 15 กว่าถุง

ข้อดีของการปลูกมะเขือเปราะคือ สามารถเก็บผลผลิตขายได้ตลอดทั้งปี อายุต้นให้ผลิตได้นานสักปีกว่า จึงรื้อทิ้งแล้วปลูกใหม่ คุณสมพรปลูกมะเขือมาหลายรุ่นแล้ว อนาคตกำลังขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีกสัก 1 ไร่

เธอบอกว่าชาวบ้านแถวนี้มีอาชีพปลูกผักชีฝรั่งและมะเขือเปราะกันมาก และบอกว่ารายได้จากผักชีฝรั่งดีกว่ามะเขือเปราะ เพราะการปลูกและดูแลผักชีไม่ยุ่งยาก เพียงแต่คอยใส่ใจเรื่องการเก็บวัชพืช ใส่ปุ๋ยบ้างและน้ำอย่าให้ขาด เวลาเก็บขายครั้งละเป็นหมื่นบาท และยังบอกอีกว่าราคาขายขาดความแน่นอนในแต่ละปี เหตุผลหนึ่งอาจจะมาจากปริมาณผลผลิตในท้องตลาดที่เป็นตัวกำหนดราคาขาย แต่อย่างไรก็สามารถยึดเป็นอาชีพได้อยู่เพราะถือว่าเป็นการเฉลี่ยรายได้กันไป

ผมเองเป็นผู้ที่ชื่นชอบกินก๋วยเตี๋ยวมาก (ยกเว้นก๋วยเตี๋ยวเนื้อ) มากชนิดที่เจอที่ไหนไม่ได้ต้องแวะชิมให้รู้ดำรู้ดีกันไปว่ามีรสชาติที่พอจะเข้าเทียบท่าไหนได้ (ฮา) แต่ต้องออกตัวก่อนว่าไม่ใช่นักชิมมืออาชีพ และรสชาติที่คุ้นเคยมากจนทำให้การกินเกิดรสชาติแซ่บ คือ ต้องเผ็ด (แบบไม่โหด) ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวประเภทใดจึงต้องเผ็ดนำไว้ก่อน

จำได้ว่าเมื่อหลายสิบปีก่อนมีก๋วยเตี๋ยวประเภทหนึ่งที่ให้ชื่อว่า “ก๋วยเตี๋ยวหมูพริกกะเหรี่ยง” ขายอยู่หลายแห่ง ถือว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวที่มีความอร่อยตรงพริกปรุงที่นำพริกกะเหรี่ยงมาใช้ทำให้รสชาติหอม น้ำซุปรสเด็ดจัดจ้าน ปัจจุบันก๋วยเตี๋ยวพริกกะเหรี่ยงยังคงมีจำหน่ายอยู่ แต่ไม่แพร่หลายเหมือนก่อน ค่อนข้างหากินยาก

พริกกะเหรี่ยง ไม่ใช่พริกขี้หนูสวน ชอบแสงแดดจัด การปลูกพริกกะเหรี่ยงของคนกะเหรี่ยงจะปลูกแบบพืชไร่โดยการเอาเมล็ดพริกผสมกับเมล็ดพืชอื่นๆ อาทิ เมล็ดฟัก แฟง แตงกวา ฯลฯ หว่านในไร่ หลังจากที่หยอดเมล็ดข้าวไปแล้วเมล็ดข้าวงอกก่อนและเป็นร่มเงา ให้ต้นกล้าผักซึ่งรวมถึงต้นกล้าพริกด้วย ระหว่างที่รอต้นข้าวให้ผลผลิตชาวกะเหรี่ยงจะได้กินผักชนิดต่างๆ เป็นอาหาร เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จต้นพริกกะเหรี่ยงอยู่ในระหว่างออกดอกและติดผลพอดี ชาวกะเหรี่ยงทยอยเก็บเกี่ยวพริกกะเหรี่ยงได้ต่อเนื่องถึง 5-6 เดือน

ชาวกะเหรี่ยงบอกถึงคุณลักษณะที่เด่นเฉพาะตัวของพริกกะเหรี่ยงคือ ต้องปลายแหลม ก้นโต สีส้มจัด (ไม่แดงคล้ำ) เผ็ดแต่ไม่แสบลิ้นและมีกลิ่นหอม พริกกะเหรี่ยงมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม มีลำต้นใหญ่ การแตกแขนงดี สามารถเก็บผลผลิตติดต่อกันได้ระยะเวลานาน นิยมแปรรูปเป็นพริกแห้งโดยใช้พริกกะเหรี่ยงสด 3 กิโลกรัม เมื่อเป็นพริกแห้งได้น้ำหนักเฉลี่ย 1-1.3 กิโลกรัม ปัจจุบันโรงงานที่ผลิตซอสพริกนิยมนำเอาพริกกะเหรี่ยงแห้งไปปั่นผสมกับพริกหนุ่มเขียวเพื่อเพิ่มความเผ็ดและมีกลิ่นหอม

คุณชาติ และ คุณเสน่ห์ สามีภรรยา ตระกูลจันทร์คงวงษ์ อยู่บ้านเลขที่ 6/2 บ้านสำนักเย็น ตำบลพระแท่น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี มีอาชีพทำไร่ ทำสวน อยู่เพียงลำพังสองคน เพราะบรรดาลูกต่างหันหลังให้กับอาชีพที่สร้างรายได้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ

คู่สามีภรรยานี้เดิมทีทำไร่ข้าวโพดมาก่อน พอมาช่วงหลังเห็นว่าควรหารายได้เพิ่มด้วยการปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างอื่น จึงตัดสินใจแบ่งเนื้อที่จำนวน 4 ไร่ เพื่อปลูกพริกกะเหรี่ยงและพริกพันธุ์ศรแดงเพชรมาเป็นเวลาปีเศษ และที่น่าสนใจพวกเขายังปลูกผักชีไทยและผักชีลาวร่วมด้วย

คุณเสน่ห์ ให้รายละเอียดการปลูกพริกกะเหรี่ยงว่า ก่อนอื่นต้องไถพรวนดินแล้วจึงใส่ขี้วัวลงไปจากนั้นให้ฉีดพ่นยาที่เป็นยาป้องกันหญ้าร่วมกับยาป้องกันการจับตัวของดินที่ชาวบ้านเรียกว่า ยาดิน เพื่อป้องกันไม่ให้ดินกระด้างแล้วจับตัวกันเป็นก้อน ซึ่งหากดินจับเป็นก้อนแล้วน้ำจะไม่ลงไปด้านล่างของราก

เธออธิบายต่อว่า หากต้องการปลูกพริกกะเหรี่ยงและพริกพันธุ์ศรแดงเพชรดำต่อจากปลูกข้าวโพดก็ให้จัดการดูแลบำรุงดินตามวิธีข้างต้นเรียบร้อยแล้วให้พักดินทิ้งไว้ประมาณ 2 เดือน เพื่อปล่อยให้ดินว่างก่อนที่จะเริ่มปลูกพริกด้วยวิธีการหยอดเมล็ดพริกในระยะห่างประมาณ 1 ศอก และเพื่อเป็นการใช้ผืนดินอย่างคุ้มค่าจึงได้หว่านผักชีไทยและผักชีลาวลงไปในแปลงพริก

แมลงศัตรูพืชและโรคพืช

หลายอย่างสร้างปัญหา ต้อง…ระวัง!

เมื่อพริกเริ่มโตจะต้องหมั่นฉีดพ่นยาทุก 10-15 วัน ส่วนศัตรูพืชที่สร้างปัญหามาก ได้แก่ เพลี้ย หนอนพริก หนอนหนังเหนียว และหนอนเด้ง นอกจากแมลงศัตรูพืชแล้วโรคพืชก็สร้างปัญหาไม่แพ้กันโดยเฉพาะโรคใบลาย ซึ่งจะต้องมีการฉีดพ่นยาด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกัน พอโตเป็นต้นอ่อนก็ต้องคอยเฝ้าดูนกมารบกวน ปุ๋ยที่ใช้ฉีดพ่นเพื่อบำรุงต้นพริก ใช้ปุ๋ยเรือใบสูตร 16-16-16 หรือ 15-15-15 ตามด้วยปุ๋ยคอกขี้วัว

ปัญหาในการปลูกพริกอีกอย่างที่พวกเขามักเจอแล้วยังหาสาเหตุไม่ได้ เกิดจากยอดพริกที่มีลักษณะด้วนๆ งอๆ ลักษณะคล้ายกุ้งแห้ง

ส่วนผลผลิตพริกทั้งสองชนิดจะเก็บทุก 5-7 วัน ได้กว่า 300 กิโลกรัม การให้น้ำในการปลูกพริกต้องดูจากสภาพอากาศก่อน หากไม่มีฝนให้น้ำทุก 2-3 วัน โดยไม่ต้องให้น้ำมากให้พอแฉะ เพราะพริกไม่ชอบน้ำมาก แต่ถ้ามีฝนตกมากก็ปล่อย ดังนั้น สามารถปลูกได้ทุกฤดู แต่ควรมีการดูแลน้ำให้พอเหมาะเท่านั้น ส่วนสภาพอากาศก็ไม่ได้สร้างปัญหาแต่ประการใดเช่นกัน เพียงแต่ต้องควบคุมเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอเท่านั้น

ราคาขึ้น-ลง ตามความต้องการของตลาด

อยากได้ราคาสูงต้องปรับเวลาปลูก เจ้าของสวนกล่าวถึงราคาพริกว่า มีความไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด โดยบอกว่าราคาที่ดีที่สุดจะเป็นช่วงเทศกาลกินเจ แต่หลังจากนั้นราคาจะลดลงไปเรื่อยๆ และยังบอกต่ออีกว่าในช่วงราคาสูงถึงกิโลกรัมละกว่า 50 บาท แต่เมื่อราคาลดลงบางครั้งเหลือเพียงกิโลกรัมละไม่ถึง 20 บาท เธอบอกว่าหลังจากถึงเวลาเก็บพริกก็จะว่าจ้างการเก็บทั้งหมด เสร็จแล้วจะให้น้องชายนำไปขายที่ตลาดสี่มุมเมือง

คุณเสน่ห์ ยังแจงให้ฟังว่า ในช่วงที่ราคาพริกลดลงมาก รายได้แทบจะไม่เหลืออะไรเลยเพราะต้องหักค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่เป็นทุนออกไป รวมถึงค่าจ้างเก็บพริกด้วย แถมยังบอกว่าคนเก็บพริกยังมีรายได้มากกว่าเจ้าของสวนพริกเสียด้วยซ้ำ แต่ต้องทำเพราะเป็นอาชีพ แม้ราคาตกก็ไม่กระทบนัก

เพราะปลูกข้าวโพดหมุนเวียนกับพริก

ถึงแม้ว่าบางช่วงราคาจะลดลงมากแต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของคุณเสน่ห์มากนัก เพราะที่สวนของคุณเสน่ห์จะปลูกพืชผักสวนครัวไว้หลายประเภท สามารถนำรายได้อย่างอื่นมาชดเชยได้ในบางครั้งคราว เธออธิบายถึงวิธีแก้ปัญหาราคาพริกที่ลดลงว่า ต้องพยายามปลูกให้ผลผลิตออกในช่วงที่มีความต้องการของตลาดจึงจะทำให้ได้ราคาสูงตามต้องการ และตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงที่ราคาพริกสูงมักอยู่ในช่วงเข้าพรรษาของทุกปี คุณเสน่ห์ให้เหตุผลที่เลือกปลูกพริกกะเหรี่ยงกับพริกศรแดงเพชรดำว่า เพราะได้เคยลองปลูกพริกชนิดอื่นมาแล้วแต่ราคาไม่ดีเหมือนกับพริกทั้งสองชนิด

การปลูกพืชในไร่ของคุณเสน่ห์และสามีจะมีลักษณะแบบหมุนเวียน เมื่อเก็บเกี่ยวพริกเสร็จก็เตรียมปลูกข้าวโพดต่อไป จะทำเช่นนี้สลับกัน

ระยะเวลาการปลูกข้าวโพดหวานตั้งแต่ปลูกไปจนเก็บผลผลิตใช้เวลาประมาณ 65-70 วัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศที่เป็นตัวแปร เพราะถ้าอากาศหนาวเย็นมากจะใช้เวลามากกว่าในช่วงอากาศปกติ เจ้าของสวนเปิดเผยว่า ผลผลิตข้าวโพดถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ที่ผ่านมาได้ประมาณกว่า 10 ตัน

คุณเสน่ห์ให้รายละเอียดว่า นอกจากที่ดินส่วนตัวสำหรับใช้ปลูกข้าวโพดแล้ว เขายังเช่าที่ดินอีกแปลงที่อยู่ด้านข้างแต่มีระดับต่ำกว่าเพื่อใช้ปลูกข้าวโพดหวานโดยเฉพาะ นอกจากข้าวโพดหวานแล้วยังปลูกข้าวโพดข้าวเหนียวอีกด้วย ข้าวโพดไม่ชอบน้ำมาก

ต้องคอยปรับให้พอเหมาะ

เจ้าของสวนให้รายละเอียดการปลูกข้าวโพดว่า ไม่ชอบน้ำมากเช่นเดียวกับพริก ดังนั้น หากมีฝนตกตามธรรมชาติจะงดให้น้ำ

“ที่ผ่านมาถ้าเป็นช่วงที่แล้งมากก็จะนำน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ แต่หากช่วงที่มีฝนมาก น้ำมาก แล้วเกิดการท่วมขังก็จะใช้วิธีเจาะร่องระบายน้ำออกด้านข้างเพื่อให้ไหลลงคลอง แต่หากเป็นที่ดินอีกแปลงที่มีระดับต่ำกว่า เกิดมีน้ำมามากที่เป็นน้ำล้นคลองขึ้นมาก็จะได้รับความเสียหาย พืชผลก็จะได้รับความเสียหายเหมือนกัน” เจ้าของสวนให้รายละเอียดเพิ่ม

ปัญหาการปลูกข้าวโพดที่พบมักจะเป็นโรคใบลายและใบกรอบ ซึ่งหากพบในต้นใดก็จะไม่มีเมล็ด ไม่มีฝัก สาเหตุที่เป็นอย่างนั้นน่าจะเกิดจากเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาในครั้งแรก ส่วนปัญหาอื่นที่พบคือมีหนอนมากินเมล็ดข้าวโพดหรืออาจมีเพลี้ยในช่วงที่อากาศร้อน

ส่วนดินที่ใช้ปลูก คุณเสน่ห์ ย้ำว่า ต้องให้ความสำคัญในการดูแลมาก อย่าให้ดินด้าน ต้องคอยฉีดยาบำรุงดินเป็นครั้งคราว มิเช่นนั้นจะปลูกพืชไม่งาม ตลอดจนการเจริญเติบโตของพืชจะไม่ได้ขนาดตามที่ต้องการ นอกจากนั้น แต่ละช่วงการปลูกจะต้องพักดินเป็นช่วง ช่วงละประมาณ 1 เดือนสำหรับข้าวโพด แล้วจึงเริ่มปลูกรุ่นต่อไป ถ้าเป็นพริกจะต้องพักประมาณ 2 เดือน

เจ้าของสวนเล่าว่า ผักที่ปลูกเสริมเพื่อสร้างรายได้คือ ผักชีไทยและผักชีลาว จะให้ราคาดีในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมไปจนถึงช่วงปีใหม่ ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มากเพราะได้ปุ๋ยและการดูแลเอาใจใส่จากต้นพริก และจะเก็บไปเรื่อยๆ เมื่อต้นโตได้ขนาด

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว สาย ภาษาท้องถิ่นภาคใต้ฝั่งอันดามัน หมายถึง สาหร่าย มีคุณประโยชน์นานัปการ ชาวบ้านที่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเลเก็บบริโภคมาช้านาน โดยสามารถนำมาบริโภคสดจิ้มกับน้ำพริกกะปิ หรือน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือจะนำมายำกับหมึกหรือกุ้งก็เข้ากันได้ดี ทุกคนที่ได้รับประทานต่างติดใจในรสชาติและเนื้อสัมผัสเมื่อเคี้ยวโดนเม็ดสาหร่ายจะกรุบกรอบทำให้รับประทานได้ไม่เบื่อ

ในต่างประเทศ สาหร่ายทะเล ก็เป็นอาหารที่นิยมบริโภคมาเป็นเวลานาน ประเทศที่นิยมบริโภคสาหร่ายทะเล ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฟิลิปปินส์ เป็นต้น นอกจากนี้ สาหร่ายทะเลยังมีประโยชน์หลากหลาย ไม่ว่าจะใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอาง ปุ๋ย ยารักษาโรค อาหารสัตว์ เป็นต้น ในปัจจุบัน มีการนิยมบริโภคสาหร่ายทะเลมากขึ้น เนื่องจากสาหร่ายทะเลมีคุณประโยชน์มากมาย จัดเป็นอาหารสุขภาพ ประเทศที่มีการเลี้ยงและส่งออกสาหร่ายมีหลายประเทศ เช่น ประเทศจีน เวียดนาม แคนาดา ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ในประเทศไทยนั้นมีการบริโภคสาหร่ายทะเลในจังหวัดทางภาคใต้และภาคตะวันออก โดยรับประทานแทนผัก ในปัจจุบันกรมประมงสามารถเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเลได้หลายชนิด โดยหนึ่งในนั้น ได้แก่ สาหร่ายพวงองุ่น ซึ่งเป็นสาหร่ายที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น สาหร่ายพวงองุ่น จัดเป็นสาหร่ายทะเลสีเขียว (green algae) หรือมีชื่อสามัญว่า Sea Grapes หรือ Green Caviar

สาหร่ายพวงองุ่น เป็นหนึ่งในสาหร่ายที่รับประทานได้ของประเทศไทย สาหร่ายชนิดนี้อุดมด้วยแร่ธาตุ และวิตามินหลายชนิด ทั้งกรดไขมัน PUFA วิตามินบี 2 วิตามินอี และเกลือแร่ ได้แก่ I, P, Zn, Ca, Mg, Se, Fe, Mn, Co สาหร่ายชนิดนี้ มีลักษณะคล้ายองุ่น เนื่องจากมีรสชาติดีและมีคุณค่าทางอาหาร จึงจัดเป็น 1 ใน 5 อาหารแนะนำสำหรับผู้ที่ไปเยือนเมืองโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น เป็นอาหารสุขภาพ ชาวโอกินาว่าเชื่อว่าการรับประทานสาหร่ายทะเลช่วยให้หายป่วยได้เร็วขึ้น เนื่องจากมีวิตามินเอ วิตามินซี และเกลือแร่สูง เป็นแหล่งสำคัญของแมกนีเซียมที่ช่วยลดความดันโลหิต และป้องกันโรคหัวใจล้มเหลว ช่วยต้านมะเร็ง ไอโอดีนสูงจึงช่วยผู้ป่วยที่เป็นโรคไทรอยด์

ขยับจากเลี้ยงปลามาเพาะเลี้ยงสาหร่าย

คุณสุทธิพงษ์ โรมินทร์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพาะเลี้ยงและแปรรูปสาหร่ายพวงองุ่น อยู่บ้านเลขที่ 40 หมู่ที่ 3 ตำบลแหลมสัก อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เล่าให้ฟังว่า เดิมประกอบอาชีพเลี้ยงปลาในกระชัง เช่น ปลาช่อนทะเล ปลากะพงขาว แต่ประสบปัญหาหลายด้าน ทั้งเรื่องโรค ราคาตกต่ำ และอื่นๆ ทางสำนักงานประมงอำเภออ่าวลึก ได้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา โดยได้แนะนำให้ใช้กระชังที่ว่างทดลองเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง เพื่อให้สามารถมีรายได้จุนเจือครอบครัว โดยตนได้ชักชวนชาวบ้านรวมกลุ่มกันเพาะเลี้ยงสาหร่าย เมื่อปี พ.ศ. 2560

และทางสำนักงานประมงอำเภออ่าวลึก steelexcel.com ได้นำสมาชิกกลุ่มไปศึกษาดูงานการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเพชรบุรี และโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างตามพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี หลังจากกลับมาจากการศึกษาดูงานจึงมีการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นอย่างจริงจัง เลี้ยงไป 2 เดือน เริ่มมีรายได้จากการขายสาหร่ายให้กับคนในชุมชน ต่อมาจึงได้ขอจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนกับสำนักงานเกษตรอำเภออ่าวลึก เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2561 เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภออ่าวลึกได้เข้ามาแนะนำให้ความรู้ในการบริหารจัดกลุ่มอย่างต่อเนื่อง จนกิจการไปได้ด้วยดี ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 13 คน เพาะเลี้ยงสาหร่ายรวม 90 กระชัง โดยในพื้นที่ยังมีชาวบ้านที่เพาะเลี้ยงสาหร่ายอีกหลายราย รวมกันแล้วประมาณ 800 กระชัง

คุณสุทธิพงษ์ เล่าว่า การเพาะเลี้ยงสาหร่ายไม่ยุ่งยาก เนื่องจากมีกระชังเลี้ยงปลาอยู่แล้ว จึงสามารถนำสาหร่ายมาเพาะเลี้ยงได้เลย ต้นทุนเท่าไร

ต้นทุนต่อ 1 กระชัง (ขนาด 3×3 เมตร) ประกอบด้วย

ตะแกรงพลาสติก ขนาด 40×60 เซนติเมตร อันละ 70 บาท (พร้อมใช้งาน)
ใช้อวนแดงกั้นรอบกระชัง ขนาดตา 1.5 เซนติเมตร ราคา 850 บาท ขนาด 3x3x1.5 เมตร (กว้างxยาวxลึก) (พร้อมใช้งาน)
ต้นพันธุ์สาหร่าย กิโลกรัมละ 100 บาท ต่อ 1 ตะแกรง (ซื้อครั้งเดียว) โดย 1 กระชัง จะใส่ได้ 9 ตะแกรง สรุป 1 กระชัง (9 ตะแกรง) ลงทุน 2,380 บาท (มีกระชังอยู่แล้ว) สาหร่าย 1 กิโลกรัม ดูแลประมาณ 60 วัน จะเก็บเกี่ยวได้ 6-8 กิโลกรัม (คัดแล้ว) ที่เหลือสามารถนำมาเลี้ยงต่อได้

การดูแล แบ่งเป็น 2 ระยะ

ช่วง วันที่ 1-10 ไม่ต้องทำอะไร แค่คอยสังเกตว่ามีสัตว์น้ำมากินหรือไม่
ช่วง วันที่ 11-60 หรือจนกว่าจะเก็บ ต้องคอยสังเกตว่ามีตะกอนหรือขี้แดดมาปกคลุมสาหร่ายหรือไม่ หากมีให้เขย่าตะแกรง 5-7 ครั้ง หรือใช้มือลูบข้างบนสาหร่ายเพื่อขจัดคราบตะกอนออก และหากมีศัตรูเข้ามาทำความเสียหาย ก็ให้เปลี่ยนต้นพันธุ์สาหร่ายใหม่ โดยศัตรูของสาหร่ายจะเป็นพวกปลาสลิดหิน ลูกหอย เพรียง ที่ลอดตาข่ายเข้ามา การเก็บเกี่ยว

เมื่อครบอายุ 60 วัน หรือดูแล้วสาหร่ายมีความสวยสมบูรณ์พร้อมเก็บเกี่ยว ก็สามารถแซะสาหร่ายออกมาจากตะแกรงได้เลย และนำมาล้างทำความสะอาดที่จุดรวบรวมของกลุ่ม ซึ่งเป็นที่ทำการกลุ่ม โดยคัดเอาเฉพาะช่อที่สมบูรณ์ คือ ความยาวตั้งแต่ 2 นิ้วขึ้นไป และเก็บสิ่งเจือปนออก เช่น ลูกหอย ลูกปลาดาว ดอกไม้ทะเล ตัวเพรียงต่างๆ และเศษขยะเล็กๆ โดยจะจ้างสมาชิก รวมถึงชาวบ้านทั่วไปในชุมชน ราคากิโลกรัมละ 20 บาท

เมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้ว นำมาล้างทำความสะอาดอีกครั้งด้วยชุดสกิมเมอร์อีก 1-2 วัน ขึ้นกับสภาพอากาศ จากนั้นนำมาเป่าด้วยออกซิเจนต่อกับหัวทรายเหมือนในตู้ปลาอีก 12-24 ชั่วโมง แล้วนำมาสะเด็ดน้ำ ก็พร้อมส่งขายได้ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้สาหร่ายมีคุณภาพดียิ่งขึ้น หมดปัญหาเรื่องกลิ่นโคลน และเก็บไว้ได้ 3-7 วัน