ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น เฉลี่ยต่อครัวเรือนประมาณ 4 หมื่นบาท

มีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีงานทำอยู่กับบ้านและครอบครัว พวกเขารู้ว่ามีรายได้แน่นอนและมั่นคง จึงมีความกระตือรือร้นแล้วใส่ใจกับการปลูกผักอย่างจริงจัง ขณะที่การลงทุนปลูกไม่มากเพราะต้นทุนส่วนมากซื้อในราคาผ่านกลุ่ม ส่วนเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ มีกันอยู่แล้ว พื้นที่เฉลี่ยต่อรายประมาณ 5-7 ไร่

คุณสมพนธ์บอกถึงเหตุผลที่กลุ่มได้รับเลือกให้เป็นแหล่งปลูกผักคุณภาพเพราะเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง ดูแลเอาใจใส่การปลูกผักอย่างจริงจังจนได้รับรางวัลมากมาย ดังนั้น ในสุราษฎร์ธานีถือว่าเป็นกลุ่มปลูกผักที่มีศักยภาพ

พร้อมกับชี้ว่าการที่ได้เข้ามาร่วมปลูกผักแปลงใหญ่ มีส่วนช่วยให้สมาชิกกลุ่มได้รับผลประโยชน์หลายด้าน ไม่ว่าการซื้อวัตถุดิบเกษตรในราคาถูก ได้รับการช่วยเหลือข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนเทคนิคต่างๆ จากภาคราชการ การจัดหาตลาดขายที่ไม่เสี่ยง ได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม

“การทำกิจกรรมทางเกษตรเป็นกลุ่มถือว่าเป็นแนวทางที่ช่วยให้เกษตรกรอยู่รอดได้ ปัจจุบันภาคราชการมีโครงการต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อภาคเกษตรกรรม จึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ อย่าฝืนทำเองเพียงลำพัง” คุณสมพนธ์ กล่าว

ดิน เป็นปัจจัยสำคัญในการปลูกพืช ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ดี การปลูกพืชอะไร? พืชใด? ก็ได้รับผลผลิตคุณภาพ แต่! ดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ การปลูกพืชใด? ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ และไม่ได้ผลผลิต คุณภาพ ปัญหาดินมีทางออกเมื่อเกษตรกรก้าวหน้าได้ “คืนชีวิตผืนดินกันดาร ปลูกอินทผลัม ไม้ผลมูลค่าสูง” ประสบผลสำเร็จ มีรายได้เงินแสนเงินล้าน ให้นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต และมีการยังชีพที่มั่นคงยั่งยืน

คุณทวี มาสขาว อดีตผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ปัจจุบัน เป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เล่าให้ฟังว่า ตำบลชอนสารเดช อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ดินมีลักษณะเป็นดินดาน ดินกรวด รากพืชไม่สามารถชอนไชเพื่อหาอาหารได้ หากต้องการปลูกพืชในดินแบบนี้ ต้องมีการเจาะระเบิดดินดาน หรือปรับปรุงดินขึ้นมาใหม่ ส่วนพืชที่ปลูกจะต้องเลือกเป็นชนิดที่ทนต่อสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งได้ดี หรือเหมาะกับสภาพดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท และสำนักงานเกษตรอำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ได้ให้การช่วยเหลือเกษตรกรโดยการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชที่มีคุณสมบัติเป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน สนับสนุนสารชีวภัณฑ์ เพื่อช่วยในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ป้องกันโรคพืช อีกทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรยกมาตรฐานการผลิต เป็นแบบเกษตรปลอดภัย หรือเกษตรอินทรีย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต และเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกร

อินทผลัม เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่สามารถเจริญเติบโตได้ในดินทุกชนิด แม้จะเป็นพืชที่ใช้เวลานาน ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จึงให้ผลผลิต แต่ก็คุ้มค่า เพราะราคาผลสด กิโลกรัมละ 400-800 บาท ให้ผลผลิต 150-300 กิโลกรัม ต่อต้น จึงเป็นพืชที่ควรส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจเพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพ

“อินทผลัม” (Date Palm) เป็นไม้ผลต่างแดน ลักษณะต้นคล้ายปาล์ม ผลสดรับประทานได้ ผลแห้งมีรสหวาน มากด้วยคุณค่าทางอาหาร ทนสภาพอากาศร้อน อินทผลัมเป็นไม้ผลนำเข้ามาจากประเทศทางแถบตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดิอาระเบีย แอลจีเรีย หรือประเทศทางแถบอาหรับ

ปัจจุบัน มีปลูกในประเทศไทยหลายแห่ง และให้ผลผลิตดี ซึ่งส่วนใหญ่จะขายกันในลักษณะผลสด เนื่องจากประเทศไทยมีลักษณะอากาศร้อนชื้น ต่างจากแถบตะวันออกกลางที่มีอากาศร้อนแห้งแบบทะเลทราย เมื่อผลอินทผลัมสุกจะเป็นเชื้อราและเน่าเสีย ไม่แห้งเหมือนของต่างประเทศ สายพันธุ์ที่นำเข้ามาปลูกในประเทศมักเป็นพันธุ์ที่รับประทานสดแล้วรสชาติดี

อาจารย์ครองจักร งามมีศรี เจ้าของสวนอินทผลัมชอนสารเดช อดีตข้าราชการครู เล่าให้ฟังว่า หลังจากเกษียณได้ผันชีวิตมาเป็นชาวสวน โดยได้พลิกฟื้นผืนดินของพี่ชาย ที่ปลูกมะขามหวานและมะนาว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงได้ปรับเปลี่ยนมาปลูกไผ่กิมซุง ไม้เนื้อแข็ง เช่น พะยูง และปลูกไม้ผล อย่าง ขนุน มะยงชิด มะม่วง ในพื้นที่ 5 ไร่ แต่ต้องประสบปัญหาคือต้นไม้ไม่เจริญเติบโตอย่างที่ควรจะเป็น บ้างก็ยืนต้นตาย จากปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก จึงได้ค้นหาสาเหตุและได้พบว่า รากของต้นไม้ไม่สามารถชอนไชผ่านชั้นดินที่เป็นดินกรวด หรือดินดานเพื่อหาน้ำอาหารได้ จึงยืนต้นตายในที่สุด

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หันมาสนใจการปลูกอินทผลัม คือ การมีโอกาสได้ชิมรสชาติอินทผลัมสด ที่ลูกชายซื้อมาฝากเมื่อครั้งไปบาห์เรน ปรากฏว่าอร่อยดี จึงนำเมล็ดไปฝังไว้ในดิน ปรากฏว่าขึ้นง่าย จึงขุดมาปลูกไว้คู่กับต้นพะยูง ผ่านไป 1 ปี อินทผลัมสูงเลยศีรษะ แต่พะยูงสูงแค่เข่า แสดงว่าอินทผลัมสามารถเติบโตได้ในพื้นที่ดินขาดความอุดมสมบูรณ์

จากนั้นจึงศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปลูกอินทผลัม พบว่ามีการปลูกอินทผลัมในประเทศไทยมาหลายปีแล้ว มีเกษตรกรหลายรายปลูกไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากต้นพันธุ์ที่นำมาปลูกเกิดจากการเพาะเมล็ด ไม่ทราบว่าเป็นต้นตัวผู้ หรือตัวเมีย และปัญหาของการกลายพันธุ์ ส่วนผลผลิตที่ได้จะผิดเพี้ยนไปจากต้นพันธุ์เดิม สำหรับที่สวนปลูกด้วยต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเนื้อเยื่อ และการตอนกิ่ง ซึ่งอาจมีราคาแพงแต่รับรองในเรื่องของรสชาติที่เหมือนกับต้นแม่ และเป็นต้นตัวเมียร้อยเปอร์เซ็นต์

เทคนิคการปลูกอินทผลัม
ในพื้นที่ดินดาน ดินกรวด
ให้ประสบความสำเร็จ

การเตรียมดินเริ่มโดยใช้รถแบ๊คโฮขุดหลุม ขนาด 2x2x2 เมตร โดยขุดเอาดินล่างขึ้นมาไว้ด้านบน แล้วใช้ดินนา ประมาณ 2 คันรถหกล้อ และมูลไก่จากฟาร์มไก่เนื้อ เพราะมีแกลบปนอยู่ค่อนข้างมาก ประมาณ 20 ถุงปุ๋ย ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ในหลุม จากนั้นจึงนำต้นพันธุ์ลงปลูก
สายพันธุ์อินทผลัม ปลูกในพื้นที่ 20 ไร่ จำนวน 500 ต้น ส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์บาร์ฮี (ผลสีเหลือง) รองลงมา คือ โคไนซี่ (ผลสีแดง), คาลาส (ผลสีเหลือง), นาวาเดอร์ (ผลสีเหลือง), อัมเอ็ดดาฮาน (ผลสีเหลือง) และ พันธุ์ G2 (ผลสีแดง)

สายพันธุ์ที่ปลูกในสวน เป็นชนิดรับประทานผลสด มีระยะที่เหมาะสมกับการรับประทาน 3 ระยะ คือ ระยะผลสด ผลสุก และผลแห้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาอินทผลัมให้เจริญเติบโต หลังจากปลูกต้องมีเวลาดูแลอย่างสม่ำเสมอ ทุกๆ 3 เดือน ต้องใส่ปุ๋ยคอก หรือมูลไก่แกลบ เป็นการเพิ่มปุ๋ยให้กับดิน มีความอุดมสมบูรณ์และพืชเจริญเติบโตดีขึ้น
การให้น้ำ อินทผลัมเป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างเพียงพอ เช่นเดียวกับพืชตระกูลปาล์มทั่วไป ถ้าพื้นที่ใดไม่มีแหล่งน้ำ ไม่ควรปลูกเด็ดขาด ที่นี่ได้จัดการให้น้ำ จะให้วันเว้นวัน นานครั้งละชั่วโมงครึ่ง/ต้น แต่ถ้าเป็นระยะกำลังออกดอก ต้องให้น้ำทุกวัน

อินทผลัม เป็นไม้ผลตามฤดูกาล จะให้ผลผลิตเพียงปีละครั้ง ซึ่งการปล่อยให้อินทผลัมติดผลเองโดยธรรมชาติ จะได้ผลผลิตน้อย จำเป็นต้องช่วยผสมเกสร โดยการฉีดพ่นเกสรตัวผู้ที่ผสมแป้ง (แป้งทัลคัม) ใส่ช่อเกสรตัวเมีย เพื่อช่วยในการผสมเกสร ซึ่ง 1 ต้น จะผสมเกสร 2 ครั้ง โดยสามารถผสมเกสรได้ทุกช่วงเวลา หลังผสมเกสร 40-45 วัน ต้องห่อช่อดอก ก่อนห่อต้องเด็ดผลที่ติดกันแน่นเกินไปออกบางส่วน ให้เหลือไว้เพียง 15-16 ผล เพื่อให้ผลผลิตสมบูรณ์ ขนาดมาตรฐาน

อาจารย์ครองจักร เจ้าของสวนอินทผลัมชอนสารเดช เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ผลผลิตที่สวนจะออกดอกประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน หรือหลังจากผสมเกสรนับต่อไปอีก 150 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตจำหน่ายได้ในลักษณะผลสด ราคาขาย ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เช่น พันธุ์บาร์ฮี จะขาย กิโลกรัมละ 600 บาท หรือพันธุ์โคไนซี่ ขายกิโลกรัมละ 850 บาท ราคาซื้อขายที่มีการเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และกลไกตลาด นอกจากนี้ ที่สวนยังมีกิ่งพันธุ์ที่ได้จากการตอนกิ่งจำหน่ายด้วย ซึ่งแต่ละปีทำให้มีรายได้มากกว่าแสนบาท และการยังชีพก็มีความมั่นคง ยั่งยืน

จากเรื่อง “คืนชีวิตผืนดินกันดาร ปลูกอินทผลัม ไม้ผลมูลค่าสูง” เป็นการต่อสู้กับการปรับปรุงดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ เลือกปลูกอินทผลัมทดแทนพืชเดิม ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาดี ทำให้แต่ละปีมีรายได้เป็นเงินมากกว่าแสนบาท พร้อมกับส่งผลให้มีวิถีการยังชีพที่มั่นคงยั่งยืน

ท่านที่สนใจการปลูกอินทผลัม หรือต้องการมาท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สวนอินทผลัมชอนสารเดช สอบถามข้อมูลได้ที่ อาจารย์ครองจักร งามมีศรี สวนอินทผลัมชอนสารเดช 96/1 หมู่ที่ 4 ตำบลชอนสารเดช อำเภอหนองม่วง

ไม่น่าเชื่อเลยว่าในทุกวันนี้ จะมีพืชอาหาร ที่เรียกกันทั่วไปว่า “ผัก” มาให้เห็นมากมายหลายชนิด ส่วนใหญ่จะบอกเล่าประวัติความเป็นมา ว่ามาจากต่างประเทศ คงเป็นยุคสมัยโลกไร้พรมแดนจริงๆ ผักพื้นบ้านไทยเราไปโผล่เป็นผักยอดนิยมของประเทศอื่น บางอย่างจดลิขสิทธิ์เป็นของเขาไปเลยก็มี ของต่างประเทศที่เข้ามานิยมในไทยเรา ก็มีมากหลายอย่าง รู้จักกันดี เช่น ผักขึ้นฉ่าย ผักกุยช่าย ผักกาดขาว ผักกาดเขียวปลี ผักป๋วยเล้ง ต้นหอม มีที่มาจากเมืองจีน ที่มาจากอเมริกาใต้ก็มากมาย จากยุโรปก็มาก เช่นเดียวกับผักนี้ “ผักไชยา”

ได้ติดตามสืบเสาะประวัติของผักชนิดนี้ ด้วยเพราะสงสัยในด้านรูปลักษณ์ ต้น ยอด ใบ และลักษณะอื่นๆ มันไม่น่าจะเป็นพืชที่คนกินได้ เหมือนต้นสบู่ดำ ที่เขาเอาเมล็ดมาทำน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นพลังงานทางเลือกทดแทน เหมือนมากๆ มันกินไม่ได้นี่ ยิ่งเมื่อหักยอด เห็นมีน้ำยางสีขาวไหลออกมา ชัดเลยพืชมีพิษแน่ๆ มาพิจารณาดูในส่วนของยอดอ่อน และใบอ่อน ดูคล้ายมะละกอ เดิมทียอดมะละกอ ใบอ่อนมะละกอ ชาวบ้านยังเอามาย่างไฟพอสลบ หรืออาจถึงสุกเกรียม ยังเอามากินได้ ยิ่งพบเห็นข่าว คนนิยมปลูกผักไชยาไว้เป็นผักข้างรั้ว เก็บมาทำอาหารกิน เลยค่อนข้างเชื่อ และชวนให้ติดตามดู “ผักไชยา” มาโดยตลอด และมาพบเจออีกหลายที่ มีทั่วไปที่มีปลูกไว้ จึงยิ่งได้ติดตามดู และนำมาเล่าสู่กันในที่นี้

“ผักไชยา” กำเนิดเดิมเขาว่ามาจากคาบสมุทรยูกาตัน ประเทศเม็กซิโก ทวีปอเมริกาใต้ แพร่ขยายไปประเทศกัวเตมาลา ถึงอเมริกา ชาวเม็กซิโก กัวเตมาลา อเมริกา ใช้เป็นผักประกอบอาหาร คล้ายผักคะน้า แพร่หลายไปทั่ว

คาดว่าเข้าสู่แดนไทยทางเมืองไชยา สุราษฎร์ธานี แต่เขาว่าไม่ใช่หรอก ชื่อที่เรียกกัน พ้องกับชื่อเมืองไชยาเฉยๆ ที่จริงชื่อเขาเรียก “ชายา (CHAYA)” เป็นภาษาสเปน แปลว่า ลมหายใจของชีวิต ปลูกในไทยเรียกกันหลายชื่อ เช่น คะน้าเม็กซิโก ผักโขมต้น ผักชายา ผักไชยา มะละกอกินใบ ต้นผงชูรส อีสานตั้งชื่อว่า “กกแซ่บ” นิยมปลูกกันมากโดยเฉพาะที่จังหวัดมหาสารคาม ปลูกขยายพันธุ์ขึ้นง่าย โตเร็ว ให้ยอดใบมากพอที่จะใช้ทำอาหารประจำวันได้

ผักไชยา มีชื่อเรียกสามัญ ว่า TREE SPINACH
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cnidoscolus chayamansa
วงศ์ EUPHORBIACEAE วงศ์เดียวกับมันสำปะหลัง ยางพารา ฝิ่นต้น หนุมานนั่งแท่น สลัดได สบู่ดำ

ผักไชยาเป็นพืชต้นอวบน้ำ พุ่มสูง 2-6 เมตร นิยมตัดไว้พุ่มไม่เกิน 2 เมตร เพื่อง่ายต่อการเด็ดยอด ใบคล้ายใบมะละกอ หรือใบเมเปิ้ล มีตั้งแต่ใบอ่อนรูปหัวใจ ใบเริ่มแก่มี 3-4 แฉกเว้าลึก หรือไม่มีเว้าลึกก็มี

ผักไชยาทั่วต้นถ้าถูกตัด หัก จะมียางสีขาว ปลูกขยายพันธุ์ง่ายมาก แค่เพียงตัดกิ่งติดยอด เด็ดใบแก่ออก ใบอ่อนนำไปเป็นอาหาร เหลือกิ่งไว้ยาวสัก 2 คืบ ประมาณ 1 ฟุตครึ่ง หรือ 15-18 นิ้ว ไปปักชำลงที่ต้องการปลูก พรวนดิน รดน้ำ คลุมพรางแสงบ้าง 5-7 วัน ติดต้นใหม่ ไว้สูงยาวสัก 2 เท่าตัว ค่อยเด็ดยอดใบไปประกอบอาหารกินได้ ยอดใบผักไชยา ควรทำให้สุกด้วยความร้อน ต้มหรือลวกใบอ่อน 5 นาที ใบแก่ 10-15 นาที น้ำต้มผักไชยาสามารถใช้ดื่มแทนน้ำชาได้

ผักไชยา มีส่วนประกอบที่มีคุณค่าทางอาหารมากกว่าผักสีเขียวทั่วไป 2-3 เท่าตัว เป็นผักที่มีน้ำ 85.3% คาร์โบไฮเดรต 4.2% โปรตีน 5.7% ไขมัน 0.4% เส้นใยอาหาร 1.9% มีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่ แคลเซียม 421.0 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 217.2 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 39.0 มิลลิกรัม เหล็ก 11.4 มิลลิกรัม วิตามินซี 164.7 มิลลิกรัม วิตามินเอ 0.085 มิลลิกรัม

ผักไชยาเป็นผักที่ยอดอวบใหญ่ ใบหนา เป็นผักที่มียาง การนำมาเป็นอาหารควรระมัดระวัง เพราะมี คลูโดไซด์ ซึ่งจะปล่อยสารพิษไซยาไนด์ และไม่ควรต้มในภาชนะที่เป็นอะลูมิเนียม จะทำให้น้ำต้มเป็นพิษ ในส่วนของก้าน ต้องลอกเปลือกออกก่อนทำอาหารกิน

สรรพคุณทางยา ผักไชยา เมื่อนำมาเป็นอาหาร จะมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับผักต่างๆ มีสรรพคุณช่วยต้านพยาธิ หรือจุลชีพต่างๆ ต้านอาการอักเสบ ปกป้องหลอดเลือดและหัวใจ ลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมัน ใช้เป็นยาระบาย ช่วยย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ เพิ่มการไหลเวียนเลือด บำรุงสายตา รักษาโรคหอบหืด ป้องกันการไอจาม ป้องกันการติดเชื้อฆ่าเชื้อในปอด รักษาไขข้ออักเสบ เพิ่มแคลเซียมในกระดูก รักษาอาการกระดูกพรุน ลดการอักเสบในเลือดป้องกันโรคโลหิตจาง บำรุงสมอง ฯลฯ

ชื่อ “ผักไชยา” ยังคงเป็นความกังขาอยู่ในใจใครบางคน รวมไปถึงคนตั้งชื่อเรียกขานครั้งแรก เพราะ ไชยา เป็นชื่อเมืองโบราณ 1 ใน 3 เมืองสำคัญของอาณาจักรศรีวิชัย เป็นศูนย์กลางการค้าขายต่างประเทศ ศูนย์กลางเผยแพร่ศาสนา เคยถูกอินเดียครองอำนาจอยู่พักหนึ่ง กลับมายิ่งใหญ่ และเกิดสงครามชิงความยิ่งใหญ่ จนอ่อนล้า ถูกยึดครองโดยอาณาจักรสุโขทัย และมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเมืองไชยา ย้ายเมืองไปอยู่ริมทะเลที่ พุมเรียง เมืองไชยาต่อมารวมกับเมืองชุมพร เมืองกาญจนดิษฐ์ เมืองหลังสวน เป็นมณฑลชุมพร เมืองพุมเรียง รวมกับเมืองบ้านดอน เป็นจังหวัดสุราษฎร์ธานี สุดท้ายเมืองไชยา เป็นอำเภอไชยา ตั้งแต่ปี 2480 แต่เมืองหลวงอดีตอาณาจักรศรีวิชัยอันยิ่งใหญ่ ไม่ได้เป็นอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี เพราะไม่มีศาลากลางจังหวัดที่อำเภอนี้

คงจะเป็นเพราะประวัติที่มาเช่นนี้ จึงมีหลายคนคาดเดาว่า “ผักไชยา” คงมีต้นทางนำเข้ามาปลูกครั้งแรกในไทย ที่เมืองไชยามาก่อนละกระมัง ถึงตั้งชื่อเรียก “ผักไชยา” จริงเท็จเป็นเช่นไร ค่อยเสาะหามาเล่ากันต่อไปครับ

สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ปลูกมะเดื่อฝรั่ง หรือต้นฟิกส์ (FIGS) มานานกว่า 15 ปี ได้รวบรวมและศึกษาสายพันธุ์มะเดื่อฝรั่ง มาเกือบ 20 สายพันธุ์ และได้คัดเลือกพันธุ์ที่ให้ผลผลิตเร็ว ดก ผลใหญ่ และมีรสชาติหวาน ทนต่อสภาพแวดล้อมในบ้านเราได้ดี คืออากาศร้อน ซึ่งสายพันธุ์หลักที่ปลูกมากในเชิงการค้าเพื่อผลิตผลมะเดื่อสดจำหน่าย คือ พันธุ์ญี่ปุ่น พันธุ์บราวน์ตุรกี พันธุ์ออสเตรเลีย พันธุ์โคนาเดีย เป็นสายพันธุ์หลักของสวน

เนื่องจากเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อน สามารถให้ผลผลิตตลอดทั้งปี ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีรสชาติอร่อยเฉพาะตัวทั้งสิ้น และได้ขยายพื้นที่ปลูกในเชิงพาณิชย์ ให้ผลผลิตจำหน่ายได้กิโลกรัมละ 150-300 บาท รวมทั้งสามารถนำมาอบแห้งได้มะเดื่อฝรั่งอบแห้งที่มีคุณภาพดีไม่แพ้ต่างประเทศ

เมื่อได้ศึกษาจากการปลูกมะเดื่อฝรั่งอย่างจริงจังมาเกือบ 15 ปี พบว่า เป็นไม้ผลอีกชนิดหนึ่งที่น่าปลูก เนื่องจากเป็นผลไม้ที่ให้ผลผลิตเร็ว หลังปลูกเพียง 6 เดือนขึ้นไป ก็สามารถติดผลให้ผลผลิตได้แล้ว สามารถให้ผลผลิตได้ทั้งปี ปลูกได้ทั้งแบบสภาพสวน (แต่จะไม่สามารถควบคุมคุณภาพผลผลิตได้ในช่วงหน้าฝน เช่น ปัญหาโรคเชื้อราทำให้ผลมะเดื่อฝรั่งเน่า รสชาติไม่หวานมากนัก เป็นต้น ซึ่งที่สวนคุณลี จะพักต้นมะเดื่อ ขยายพันธุ์ และตัดแต่งกิ่งในช่วงฤดูฝนแทน) และในโรงเรือน (ผลิตผลออกสู่ตลาดในหน้าฝนได้ดี เนื่องจากมีหลังคากันฝน ควบคุมปัจจัยการผลิตได้ เช่น การให้น้ำ ให้ปุ๋ย ป้องกันนกที่จะมาจิกผลได้โดยที่ไม่ต้องห่อผล เป็นต้น) โดยสรุปถึงความน่าปลูกของมะเดื่อฝรั่ง ดังต่อไปนี้

เป็นไม้ผลที่ให้ผลผลิตเร็ว โดยปกติแล้วกิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่งที่มีการซื้อ-ขาย กันในปัจจุบัน จะเป็นกิ่งประเภทกิ่งตอน กิ่งเสียบยอด ปักชำ เป็นต้น เมื่อนำต้นมะเดื่อฝรั่งมาปลูกลงแปลงหรือปลูกในกระถางขนาดใหญ่ วงบ่อซีเมนต์ มะเดื่อฝรั่งสามารถให้ผลผลิตเมื่อต้นมีอายุได้เพียง 3-6 เดือน หลังจากปลูกลงดินหรือในภาชนะปลูก
ไม่พบปัญหาเรื่องไม่ออกดอกและติดผล สายพันธุ์มะเดื่อฝรั่งเกือบทั้งหมดที่มีการนำมาปลูกในบ้านเราขณะนี้ แทบจะไม่พบปัญหาเรื่องของการไม่ออกดอกและติดผล (แต่ก็มีบางสายพันธุ์ที่ติดผลอ่อนแล้วร่วงไป) กล่าวคือ เมื่อนำมาปลูกแล้วมั่นใจได้ว่าให้ผลผลิตได้แน่นอน เพียงแต่คัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมเท่านั้น

3.จัดเป็นผลไม้แปลกและหายาก สมัครเว็บบอล คนที่ไม่เคยรับประทานมะเดื่อฝรั่งทุกคน มักจะคิดไปว่า เป็นผลไม้ไม่อร่อย เนื่องจากยังติดกับภาพมะเดื่อพื้นบ้านหรือมะเดื่อป่าของไทยที่ผลมีแต่ยาง เนื้อบางและบางครั้งยังพบหนอน แมลงหวี่อยู่ในผล ซึ่งความจริงแล้วมะเดื่อฝรั่งจัดเป็นไม้ผลที่รู้จักกันมานานแล้ว แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักเท่านั้นเอง กรณีของมะเดื่อพันธุ์ญี่ปุ่นที่ทางสวนคุณลีนำสายพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่นมาปลูกในแปลงที่จังหวัดพิจิตร ผลผลิตมีรสชาติหวานรับประทานอร่อยมาก เนื้อเยอะ ผลใหญ่ กล้ายืนยันได้ว่าอร่อยกว่ามะเดื่อสดที่วางขายในหลายประเทศ โดยเฉพาะเรื่องของรสชาติหวาน มะเดื่อที่ปลูกในบ้านเราจะมีรสชาติหวานมาก

4.เป็นผลไม้ที่บริโภคเป็นอาหารและยา มีข้อมูลที่เป็นวิชาการและยอมรับกันทั่วโลกว่า มะเดื่อฝรั่ง มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก โดยเฉพาะปริมาณของธาตุแคลเซียม ไม่มีธาตุโซเดียมที่เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนั้น ในผลไม้ชนิดนี้ไม่มีคอเลสเตอรอล ในบางตำราถึงกลับบอกว่าถ้ามีการบริโภคมะเดื่อฝรั่งเป็นประจำ จะช่วยในการป้องกันโรคนิ่วในไต ป้องกันโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบและยังช่วยฟอกตับและม้าม ช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายที่ดี หลายคนทราบดีว่า ปัจจุบันคนไทยหันมารักสุขภาพกันมากขึ้น ตลาดผลไม้สุขภาพจึงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในต่างประเทศมะเดื่อฝรั่งมักจะเป็นผลไม้ที่ปลูกไว้ตามบ้านเพื่อคนในบ้านหรือผู้สูงอายุสามารถเก็บรับประทานได้เกือบทุกวัน

5.มะเดื่อฝรั่งนำมาปลูกในระบบปลอดสารพิษได้ ถึงแม้จะมีข้อมูลในต่างประเทศว่า มะเดื่อฝรั่ง มีศัตรูระบาดทำลายอยู่หลายชนิด แต่ยังจัดได้ว่าน้อยกว่าผลไม้เศรษฐกิจหลายชนิดที่จะต้องมีการฉีดพ่นสารปราบศัตรูพืชเป็นประจำ จากประสบการณ์ของผู้เขียน ที่ได้ศึกษาและปฏิบัติจริงกับการปลูกมะเดื่อฝรั่งมานานเกือบ 15 ปี ช่วงปลูกเริ่มแรกด้วยความไม่รู้และความกลัวมีการจัดตารางฉีดพ่นสารปราบศัตรูพืชเป็นประจำ ทั้งสารฆ่าแมลงและยาเชื้อรา สุดท้ายก็เลิกฉีดพ่นทั้งหมด เนื่องจากพบว่า ศัตรูที่สำคัญมีเพียงนก และด้วงเจาะลำต้นเท่านั้น ซึ่งหาวิธีการป้องกันได้ไม่ยาก สำหรับปัญหาเรื่องแมลงวันทองและนกจะใช้วิธีการห่อผลในช่วงที่ผลมะเดื่อฝรั่งเริ่มเข้าสีหรือผลเปลี่ยนสี

6.มะเดื่อฝรั่งราคาจำหน่ายผลค่อนข้างดี ซึ่งดังที่กล่าวมาแล้วว่า สวนคุณลี ตอนนี้จำหน่ายผลสดมะเดื่อฝรั่งออกจากสวนได้ กิโลกรัมละ 150-300 บาท เลยทีเดียว ถ้าเทียบกับผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่มีการดูแลรักษาที่มากกว่า มีเทคนิคในการผลิตที่ยากกว่า มีการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงที่มากกว่า ทำให้มองเห็นศักยภาพของผลไม้อย่างมะเดื่อมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก แล้วยังมีคนไทยอีกมากที่ยังไม่เคยได้รับประทานหรือได้ชิมมะเดื่อฝรั่ง