ชาวบ้าน ตำบลศรีวิชัย สุราษฎร์ ปลูกปาล์ม ดูแลดี ผลผลิตมี

คุณภาพต่อเนื่อง ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญทางภาคใต้ แม้จะประสบปัญหาราคามาตลอดอย่างต่อเนื่อง แต่พี่น้องเกษตรกรบางพื้นที่ก็ยังต้องปลูกอยู่ เพียงแต่ต้องปรับจากพืชหลักมาเป็นแบบผสมผสานร่วมกับพืชตัวอื่น เพื่อบรรเทาปัญหาเรื่องรายได้

คุณโสฬส เดชมณี บ้านเลขที่ 38 หมู่ที่ 1 ตำบลศรีวิชัย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทรศัพท์ 081-370-0105 ดีกรีปริญญาตรี รัฐศาสตร์จากรั้วพ่อขุนรามคำแหง แล้วผันตัวเองสู่บ้านเกิดเพื่อเป็นเกษตรกรเต็มตัว ด้วยการปลูกปาล์มน้ำมันกับกล้วยหอมทองเป็นอาชีพ

คุณโสฬส ปลูกปาล์มมา 11 ปี ปลูกโดยไม่มีความรู้มาก่อน พอดีเพื่อนชวนซื้อต้นพันธุ์จากบริษัทจำหน่ายที่เชื่อถือได้ในกระบี่ เป็นสายพันธุ์ซีหราด มิลเลนเนียม ที่มีคุณสมบัติเด่น ต้นเตี้ย ผลผลิตดก และทนแล้ง ซึ่งเห็นว่าเหมาะกับสภาพพื้นที่ จึงฝากซื้อแล้วศึกษาวิธีปลูกจากเอกสารหน่วยงาน รวมถึงสอบถามเพื่อนในวงการ ใช้พื้นที่ปลูกทั้งหมด 44 ไร่ เป็นรุ่นเดียวกัน ระยะปลูก 9x9x9 เมตร ได้จำนวน 968 ต้น

แม้ประสบการณ์ปลูกปาล์มน้ำมันของคุณโสฬสจะไม่มาก แต่เพราะความใส่ใจ กระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้ แล้วยังเข้าร่วมเป็นสมาชิก RSPO กลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน จังหวัดสุราษฎร์ธานีพร้อมกับผสมผสานการปลูกแบบธรรมชาติด้วยการนำทางใบปาล์มที่ตัดทิ้งมาคลุมดินทั่วทั้งสวน เพื่อควบคุมวัชพืชและหมั่นดูแลความสะอาดสวนไม่ให้รก ปล่อยแสงแดดและลมให้พัดผ่านเข้ามาอย่างสะดวก เพื่อป้องกันศัตรูพืช

ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้ละเลยที่จะนำหลักทางวิชาการมาใช้ควบคู่ อย่าง การนำดินไปวิเคราะห์สม่ำเสมอ หาความบกพร่องของการขาดปุ๋ยและธาตุอาหาร เพื่อเติมให้ครบสมบูรณ์ ทำให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันสวนของคุณโสฬสมีคุณภาพ ทั้งขนาด ความดก และเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง ทั้งยังสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดต่อเนื่อง ช่วยให้มีรายได้ดีสม่ำเสมอ ดังนั้น จึงได้รับการยกย่องให้เป็นแปลงต้นแบบการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมัน จากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขต 7 กรมวิชาการเกษตร

“ปุ๋ยสูตรหลัก คือ 21-0-0, 18-46-0 และ 0-0-60 พร้อมกับตัดทางใบวางไว้ภายในสวน เพื่อให้ย่อยสลายเป็นอินทรียวัตถุ นอกจากนั้น ยังนำดินไปวิเคราะห์ตรวจสอบคุณภาพหาความบกพร่องของธาตุอาหาร เพื่อจะได้เติมธาตุอาหารที่ขาดให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ทำเพียงเท่านี้ ไม่ได้ดูแลอะไรมาก เพราะดูแลสวนคนเดียว”

การตัดแต่งทางใบจะทำต่อเมื่อเห็นว่ามีใบมากเกินไป แล้วสร้างปัญหาต่อแสงแดดและช่องทางลมที่ส่องและพัดเข้ามาได้สะดวก เป็นการช่วยไม่ให้สะสมความชื้น อันนำมาซึ่งโรคและแมลงศัตรู อาทิ หนอนปลอกเล็ก ที่มักจะมาในช่วงรอยต่อหน้าแล้งกับหน้าฝน อย่างไรก็ตาม ทางใบที่ตัดออกไม่ได้ทิ้งให้เสียเปล่า แต่จะนำมาวางไว้ตามร่องระหว่างต้นเพื่อให้ย่อยสลายเป็นวัตถุอินทรีย์ตามธรรมชาติในเวลาประมาณ 6 เดือน อีกทั้งยังช่วยยับยั้งไม่เกิดวัชพืชต่างๆ ในสวนได้

คุณโสฬส บอกว่า ชนิดปุ๋ยสูตรที่ใส่ในต้นปาล์มแต่ละต้นไม่เหมือนกัน โดยต้องพิจารณาดูลักษณะภายนอกต้น ว่ามีความผิดปกติส่วนใด ไม่ว่าจะเป็น ลำต้น ใบ และดอก แล้วจึงนำดินไปวิเคราะห์เพื่อเติมปุ๋ยที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม คุณโสฬส ชี้ว่าธาตุอาหาร ตัว N และ K ไม่ค่อยมีปัญหาเท่ากับการขาดธาตุอาหาร ตัว P โดยสังเกตจากทะลายปาล์มที่มีขนาดเล็ก ไม่ค่อยสมบูรณ์ วิธีนี้ทำให้ไม่จำเป็นต้องรอให้ต้นโตได้อายุหรือออกผลผลิต เพราะทำให้เสียเวลารอคอย ทั้งนี้จะทำเพียงปีละครั้ง

“ความจริงการปล่อยให้ปาล์มขาดธาตุอาหารตัวใดตัวหนึ่งจะส่งผลต่ออีกหลายต้น เพราะต้นที่ขาดจะไปดึงจากต้นที่ไม่ขาด มีผลเสียกับอีกหลายต้น ดังนั้น ควรทำให้ทุกต้นมีธาตุอาหารครบเสมอเท่าๆ กัน โดยเฉพาะช่วงที่เริ่มให้ผลผลิตจะต้องใช้อาหารและแร่ธาตุมาก”

สภาวะที่ต้นปาล์มไม่มีผลผลิต ไม่มีทะลาย ผลผลิตขาดช่วง ซึ่งอาจเกิดจากสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ สภาวะแล้งจัด หนาวจัด สภาพดินเสื่อมโทรม อาการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน น้ำท่วม ฯลฯ ทำให้ต้นปาล์มไม่แทงดอก

แต่สำหรับที่สวนปาล์มของคุณโสฬสปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นน้อยมาก แถมยังมีผลผลิตตลอด เจ้าของสวนเผยว่าเป็นเพราะในช่วงหน้าแล้งซึ่งปกติจะขาดคอจะแก้ไขด้วยการดึงน้ำเข้ามาช่วย ทำให้สามารถได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง แต่จะมีมาก-น้อย ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของการใส่ปุ๋ย ยา ที่เป็นทุนเดิม ดังนั้น ปุ๋ยสูตรใช้เท่าที่จำเป็น แล้วนำดินไปวิเคราะห์ ก็พบว่า ค่าดินมีความสมบูรณ์มาก

คุณโสฬส บอกว่า เมื่อปี 2561 ได้ผลผลิต 7.3 ตัน ต่อไร่ หรือระยะเวลาปลูกมา 6 ปี จะได้ผลผลิตเฉลี่ย ประมาณ6.5 ตัน ต่อไร่ สมัยที่เริ่มมีผลผลิตใหม่ๆ ยังได้ปริมาณไม่มาก ก็จะตัดขายให้กับพ่อค้าที่ลาน แต่พอมีจำนวนมากขึ้น ได้เปลี่ยนไปขายให้กับพ่อค้าที่โรงงาน โดยว่าจ้างแรงงานเก็บผลผลิตเท่านั้น คิดค่าจ้างตัด ตันละ 500 บาท ส่วนการขนไปขายเป็นหน้าที่ของเราเอง

“วิธีดูแลจัดการสวนปาล์มเพื่อให้มีคุณภาพ ต้องเริ่มต้นให้ถูกต้องก่อน ตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเป็นการเลือกพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูก การดูแลใส่ปุ๋ยให้ครบอย่าให้ขาด การนำดินไปวิเคราะห์ การใส่ใจเรื่องโรค/แมลง อย่าให้สวนรกสกปรก เพราะหากใช้แนวทางนี้ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งสารเคมี ไม่ทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ แล้วในท้ายสุดก็จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ” คุณโสฬส เดชมณี กล่าว

1 ตุลาคม ของทุกปี เป็น “วันกาแฟโลก” กำหนดขึ้นโดยองค์การกาแฟนานาชาติ เริ่มเปิดตัวของงานครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2558 ณ ประเทศสาธารณรัฐอิตาลี วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผู้ปลูกกาแฟและอุตสาหกรรมกาแฟ รวมถึงร่วมกันเฉลิมฉลองกาแฟให้เป็นเครื่องดื่มสากล ที่ใครๆ ก็หลงรัก ซึ่งจัดกันมา 8 ปีแล้ว

สำหรับ ประเทศไทย ก็มีบริษัทเอกชนบางแห่งที่เป็นทั้งผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมและเป็นผู้จำหน่ายกาแฟ รวมถึงร้านกาแฟแบรนด์ต่างๆ ได้จัดแคมเปญเฉลิมฉลองกันมาได้ 1-2 ปีนี่เอง แต่สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ยังไม่พบข่าวว่ามีการจัดงานเฉลิมฉลอง ณ ไร่กาแฟของผู้ใด และเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร เพราะเป็นต้นทางของผู้ผลิตเมล็ดกาแฟส่งมอบให้แก่ภาคอุตสาหกรรมก่อนถึงมือผู้บริโภค

และช่วงปี พ.ศ. 2560-2564 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทย กำหนดการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กาแฟให้บรรลุเป้าหมายของการเป็นผู้นำการผลิตและการค้ากาแฟคุณภาพในภูมิภาคอาเซียนก้าวไกลสู่ตลาดโลก ภายใต้ภาพลักษณ์กาแฟไทย ภายในปี พ.ศ. 2564 เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจด้านการพัฒนาโอกาสในธุรกิจกาแฟ

นี่ต้นปี พ.ศ. 2563 เหลือเวลาอีก 2 ปี การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กาแฟ เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจะได้รับการส่งเสริมกันอย่างไร แต่ที่ผมศึกษาข้อมูล ประเทศเรายังต้องสั่งซื้อเมล็ดกาแฟจากต่างประเทศหลายหมื่นตันนะครับ

ฉบับนี้ ผมขอนำเรื่องดีๆ ของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟที่จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นทั้งเกษตรกรผู้ผลิต ผลกาแฟดิบ แปรรูปเอง และจำหน่ายเป็นกาแฟคั่วบด ถึงมือผู้บริโภคด้วยตนเองมานำเสนอครับ

เกษตรกรรายนี้ปลูกกาแฟอาราบิก้าบนดอยสูง สูงแค่ไหน ผมก็ดั้นด้นไปจนถึงที่ เพราะได้รับการติดต่อนัดหมายกันไว้นานแล้ว ผมขับรถยนต์ถึงอำเภอเมืองปาน แต่รถยนต์ของผมมันเก่าเกินที่จะขึ้นดอย และตัวผมเองก็ไม่ชำนาญทาง ผมกับคณะจึงขอเปลี่ยนรถยนต์เพื่อให้นำพาผมไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย

ด้วยระยะทางจากตัวอำเภอถึงไร่กาแฟบนดอย 25 กิโลเมตร เป็นทางขึ้นเขาสลับลงเขาตลอดเส้นทาง แต่มีภาพที่ปรากฏให้ชื่นบานตาพบเห็นสองข้างทางเป็นขุนเขาใหญ่น้อยสลับซับซ้อน เต็มไปด้วยแมกไม้ บางช่วงเห็นสีสันของดอกไม้ละลานตาตัดกับสีใบแน่นทึบ และแสงแดดช่วงเช้าส่องทะลุจากเรือนไม้สูงลงสู่พื้น ก็พบกับต้นกาแฟแทนต้นหญ้าและแล้วก็ถึงจุดหมายปลายทาง

คุณตั๋ว จางอรุณ และ คุณหมี จางอรุณ สองสามีภรรยาอยู่บ้านใหม่พัฒนา บ้านเลขที่ 143 หมู่ที่ 8 ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง โทร. 086-179-5691 ทั้ง 2 คน เป็นชนเผ่าชาติพันธุ์ม้ง

เริ่มปลูกกาแฟ ด้วยสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม
คุณตั๋ว นั่งนึกถึงภาพและเหตุการณ์ในอดีต เพื่อจะเล่าให้ฟังถึงวิถีชีวิตที่ผูกพันกันมากับการเกษตร และการทำมาหากินของครอบครัวชนเผ่าของตนแล้วกล่าวขึ้นว่า วิถีดั้งเดิมเขาปลูกฝิ่นกัน มาเมื่อปี พ.ศ. 2525 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จฯ มาบนดอยแห่งนี้ ชนเผ่าจำนวนมากได้มีโอกาสมาเฝ้ารับเสด็จฯ จากนั้นเพียงไม่นานทางการก็ตัดถนนจากแจ้ซ้อนขึ้นมาบนดอย ผ่านหมู่บ้านชาวม้งและชนเผ่าอื่นๆ จนถึงไร่เพาะปลูกของพวกเรา ทั้งมีการสร้างอ่างเก็บน้ำแม่กาน้อยและมาพร้อมกับการแนะนำส่งเสริมให้ปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้าจากทางราชการ เขาบอกว่า กาแฟนี้จะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ดีและทดแทนการปลูกฝิ่น เหมาะสมกับพื้นที่ที่เป็นแอ่งที่ราบระหว่างภูเขาสูง ก็มีชนเผ่าจำนวนหนึ่งราวๆ 20 ครอบครัว ปลูกกาแฟตามคำแนะนำ แต่เมื่อผลผลิตกาแฟออกมาไม่มีตลาดรับซื้อก็เลิกรากันไป

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2538 ก็เริ่มมีเกษตรกร (ชนเผ่า) เริ่มปลูกกาแฟกันใหม่ โดยคุณตั๋วบอกว่า ตนเป็นเกษตรกรคนที่ 2 ที่ปลูกกาแฟอาราบิก้าสายพันธุ์คาติมอร์ ด้วยการเพาะเมล็ด พอกล้าอายุ 7 เดือน ก็นำลงแปลงปลูกบนเนื้อที่จำนวน 4 ไร่ 1,600 ต้น เมื่อปี พ.ศ. 2540 แต่เหตุการณ์ทางธรรมชาติไม่เป็นใจ เกิดสภาวะอากาศหนาวจัด เมื่อปี พ.ศ. 2541 ซึ่งต้นกาแฟอายุเพียง 1 ปี เกิดอาการชะงักใบร่วงหมด คิดว่าต้นตายหมดแล้ว หมดตัวแน่ เครียดอยู่นาน จนเมื่อสภาพอากาศคลี่คลายลงมาเป็นปกติของอากาศบนดอย ก็เข้าไปดูใหม่ ปรากฏว่าต้นกาแฟมันไม่ตายแต่กำลังปริใบอ่อนที่ปลายยอดออกมาให้เห็น ก็เริ่มบำรุงต้นจนกลับมาสู่สภาวะปกติ และได้ขายผลผลิตเป็นผลกาแฟสดเป็นปีที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2544 ขายได้ราคากิโลกรัมละ 8 บาท

“ผมภูมิใจมากและดีใจมาก จากสิ่งที่คิดว่าปลูกกาแฟจนล้มเหลวหมดแล้ว กลับมาฟื้นคืนชีพได้” คุณตั๋ว กล่าวด้วยรอยยิ้ม การปลูก การดูแล ต้นกาแฟอาราบิก้า คาติมอร์ (arabica catimor)
จากที่ผมมองเห็นไร่กาแฟด้วยสายตาของผมเอง เป็นผืนแปลงเดียวกันทั้งหมด ไม่ได้อยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ ต้นกาแฟสูง 2 เมตร ใบใหญ่กว่ากาแฟอาราบิก้าโดยทั่วไป มีสีเขียวเข้ม ข้อสั้น ผลมีขนาดใหญ่ และมีผลจำนวนมากในแต่ละข้อ คุณตั๋ว เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า ไร่กาแฟอาราบิก้าแห่งนี้ มีเนื้อที่ 4 ไร่ ลงปลูกเมื่อปี พ.ศ. 2540 ระหว่างที่รอต้นกาแฟโตก็ปลูกกะหล่ำปลีเป็นพืชแซมและคลุมดิน

ได้เงินมาซื้อปุ๋ย ตอนปลูกต้นกาแฟอาราบิก้า ใช้ระยะห่างระหว่างต้น 2×2 เมตร 1 ไร่ จะปลูกได้ 400 ต้น ไม่ได้ปรับสภาพดิน เพราะต้องการรักษาสภาพดินกับป่า ดินที่นี่ค่อนข้างสมบูรณ์อยู่แล้ว ขุดหลุมรองก้นด้วยปุ๋ยคอกจากมูลวัว เพราะหาง่ายในท้องถิ่น นำต้นพันธุ์ลงปลูกเลย ระหว่างปีก็ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ปีละ 2 ครั้ง น้ำก็ใช้จากน้ำประปาภูเขา มีให้ใช้ตลอดทั้งปี ปลูกกาแฟอาราบิก้าเพียง 2 ปีเศษ ก็ให้ผลผลิตแล้ว แม้จะได้ปริมาณไม่มาก

ปัจจุบันนี้ คุณตั๋ว บอกว่า มีเนื้อที่ปลูกกาแฟอาราบิก้าสายพันธุ์คาติมอร์ทั้งหมด 16 ไร่ “ต้นกาแฟที่เห็น ผมใช้นวัตกรรมการเกษตรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพกาแฟด้วยการทำสาวทั้งหมด เพื่อคุมความสูงและทรงพุ่มให้ได้ระดับไม่เกิน 2 เมตร จึงมองเห็นปลายยอดเป็นผืนเดียวกันทั้งหมด หากมองในแนวราบ”

การดูแล ไม่ต้องทำอะไรมากเพียงแต่ให้ปุ๋ยผสมกับมูลวัว ยาหรือสารเคมีใดๆ ไม่ได้ใช้ ไม่ค่อยพบโรคและแมลงเพราะพื้นที่ปลูกกาแฟอยู่บนดอยสูง อากาศหนาวเย็น ซึ่งลักษณะนิสัยของกาแฟอาราบิก้าสายพันธุ์คาติมอร์ ชื่นชอบเจริญเติบโตได้ดี เช่นที่นี่มีอุณหภูมิระหว่าง 18-25 องศาเซลเซียส และอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร ผลก็คือ ผลกาแฟบนต้นจะค่อยๆ สุก สุกอย่างช้าๆ อย่างมีคุณภาพ และที่สำคัญคุณตั๋วบอกว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่สูงเสมือนเป็นหลังคาของสายน้ำแร่ (น้ำพุร้อน) ที่ไหลออกมา 4 ทิศทาง ซึ่งมีผลต่อต้น ใบเขียวชอุ่มตลอดปี และผลกาแฟอาราบิก้าอย่างมีนัยสำคัญในเรื่องเมล็ดสารกาแฟ

เก็บผลผลิตกาแฟอย่างมีคุณภาพ
คุณตั๋ว ให้ข้อมูลว่า ต้นกาแฟที่มีอายุ 8 ปี จะให้ผลกาแฟสดประมาณ 10 กิโลกรัม แต่ละข้อของกิ่งมีผลกาแฟราวๆ 20-30 ผล ซึ่งต้นกาแฟจะออกดอกมาให้เห็นช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน และเก็บผลสดได้ในเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ระยะเวลาตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บผลได้ ใช้เวลาประมาณ 7 เดือน ก็จะเก็บผลที่เป็นผลเชอรี่เท่านั้น วิธีการเก็บก็ต้องพิถีพิถันจะต้องใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้บิดผลกาแฟ เมล็ดจะหลุดง่ายโดยไม่ต้องใช้แรงเด็ด คุณตั๋วบอกว่าบางครั้งผลกาแฟเชอรี่สุกพร้อมๆ กัน 2 คน เก็บไม่ทัน ต้องจ้างคนงาน ก็ต้องมีการสอนแนะถึงกับต้องทาสีไว้ที่เล็บของคนงาน เพื่อนำไปเทียบกับผลกาแฟเชอรี่จึงจะเก็บผลได้ เพื่อให้ได้เมล็ดกาแฟที่นำไปแปรรูปแล้วมีคุณภาพ “ผมรับรองความพิถีพิถันในการผลิตและผลผลิตกาแฟได้รับใบรับรอง GAP แล้ว และผมได้เข้าร่วมการผลิตกาแฟระบบอินทรีย์ PGS โดยทดลองผลิตอยู่ 2 งาน คุณตั๋ว กล่าว

ทั้งหมดที่นำมาเสนอ ก็เป็นกระบวนการผลิตผลกาแฟสดอาราบิก้า ที่เป็นต้นทางการผลิตของเกษตรกร คุณตั๋วและคุณหมี แต่คุณตั๋วบอกว่าถ้านำผลกาแฟเชอรี่ไปขายดั่งเช่นแต่ก่อนคงไม่คุ้มต้นทุน ปัจจุบัน ราคารับซื้อผลสดอยู่ที่กิโลกรัมละ 18 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิต 12 บาท จะได้กำไรสุทธิ 6 บาท ต่อกิโลกรัม

ก้าวเดินสู่การแปรรูป ด้วยเทคโนโลยีการแปรรูป
เมื่อคิดคำนวณรายได้ ค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนแล้ว คุณตั๋ว จึงหันมาแปรรูปจากผลกาแฟเชอรี่ เริ่มจากกะเทาะเปลือกด้วยเครื่องกะเทาะเปลือก นำไปหมัก 2 คืน ล้างเมือกด้วยเครื่องแล้วตาก 1 สัปดาห์ ก็จะได้กาแฟกะลานำไปสีกะลา คัดเมล็ดเสียออก แปรรูปต่อไปให้เป็นเมล็ดกาแฟสาร แบ่งขายและผลิตเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟคั่วบดขายเอง จากนั้นก็นำบรรจุไว้ในถุงอย่างถูกต้องตามวิธีการ ไม่ให้โดนแดด ซึ่งจะมีผลต่อสารประกอบน้ำมันภายในเมล็ด หากมีปฏิกิริยากับอากาศอาจจะมีกลิ่นหืนได้

คุณตั๋ว บอกว่า เมื่อได้กาแฟกะลา 4 ตัน จะแบ่งขายให้แก่โครงการหลวง 1.5 ตัน ขายให้กาแฟบรูโน (Bruno) 1.5 ตัน เหลือ 1 ตัน นำมาแปรรูปเป็นกาแฟคั่วบดขายเอง

สู่ปลายทางการคั่วกาแฟบดขายเองด้วยเทคโนโลยี
คุณตั๋ว อธิบายว่า นำเมล็ดกาแฟสารมาผ่านความร้อนเพื่อเปลี่ยนสารประกอบในเมล็ดกาแฟให้เป็นสารประกอบที่ให้รสชาติตามความชอบ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระดับของการคั่ว ซึ่งที่นี่จะใช้ระดับคั่วกลางเป็นกาแฟบด และคั่วเข้มเป็นกาแฟเม็ด แล้วแต่ลูกค้าสั่ง ถ้าคั่วในอุณหภูมิสูงที่แตกต่างกันก็จะได้กาแฟที่เรียกชื่อแตกต่างกันไป “แต่เน้นคั่วกลาง เพราะเมื่อนำไปชงแล้วจะได้กลิ่นหอมกรุ่น รสชาติดี มีรสเปรี้ยวนำ ขมตาม และหวานตามมาทีหลัง ซึ่งกาแฟอาราบิก้า ถือเป็นกาแฟที่มีคุณภาพในด้านการมีกลิ่นหอม” คุณตั๋ว ให้ข้อมูลว่า ผลกาแฟอาราบิก้าใช้ผลเชอรี่สด 10 กิโลกรัม ผ่านกระบวนการแปรรูป จะได้กาแฟที่เป็นกาแฟกะลาแห้ง 2 กิโลกรัม และผลเชอรี่สด 10 กิโลกรัม ถ้าหากนำไปคั่วบด ก็จะได้เนื้อกาแฟเพียง 1.3 กิโลกรัม เท่านั้น สิ่งที่หายไปก็คือ เปลือก (นำไปทำปุ๋ยหมัก) จากการล้างเมือก จากการตาก/อบแห้ง

ออกแบบผลิตภัณฑ์ของตนเอง ภายใต้ แบรนด์ “ตั๋ว กะ หมี”
ตั๋ว ก็คือ ชื่อของคุณตั๋ว ผู้เป็นสามี

หมี ก็คือ ชื่อของคุณหมี ผู้เป็นภรรยา

นำ 2 ชื่อ มาผนวกเข้ากัน ก็ใช้แบรนด์ “ตั๋ว กะ หมี” เป็นผลิตภัณฑ์ของครอบครัว ประกอบด้วย

ผลิตภัณฑ์เมล็ดกาแฟอาราบิก้าแท้ คั่วกาแฟพร้อมชงดริป (drip coffee)
ผลิตภัณฑ์กาแฟอาราบิก้าแท้ แบบคั่วบดปานกลาง
ผลิตภัณฑ์กาแฟอาราบิก้าแท้ คั่วบดเข้ม
ผลิตภัณฑ์กาแฟอาราบิก้าแท้ คั่วเมล็ดเข้ม
ผลิตภัณฑ์กาแฟอาราบิก้าแท้ คั่วเมล็ดปานกลาง
สำหรับกาแฟคั่วบดแบบคั่วนั้น หากใช้เครื่องชงกาแฟที่ได้มาตรฐานเมื่อชงแล้ว จะสังเกตเห็นครีม่าหรือฟองครีมสีทองที่มีชั้นความหนามากกว่าเท่าตัวในทันทีที่กาแฟถูกกลั่นออกมาระยะแรก อีกทั้งยังคงความหนาแน่นของครีม่าได้อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่ากาแฟชนิดอื่น แสดงว่า อาราบิก้า เป็นสายพันธุ์ดี และมีความสดใหม่ของเมล็ดกาแฟสูง รสชาติก็กลมกล่อม และมีกลิ่นหอม

ด้านการตลาด คุณตั๋ว กล่าวว่า ไม่ได้มีร้านกาแฟของตนเอง แต่ต้องออกไปหาตลาด นำสินค้าไปวางจำหน่าย หรือออกร้านในงานต่างๆ เช่น งานกาชาด งานเกษตรภาคเหนือ งานแม่เมาะ ตลาดเกษตรกรจังหวัดลำปาง ก็ไปขายทุกวันเสาร์-อาทิตย์ นำสินค้าไปวางจำหน่ายที่กรุงเทพฯ ห้างสรรพสินค้า ก็มี

คุณตั๋ว เป็นเกษตรกรตัวน้อยๆ แม้จะปลูกกาแฟอาราบิก้าอยู่บนดอยสูง ก็มีความรับผิดชอบต่อสังคม และผู้บริโภค ไร่กาแฟไม่ได้ใช้สารเคมีใดๆ เพราะเป็นแหล่งต้นน้ำ เป็นการสร้างจิตสำนึกในการผลิตกาแฟที่ปลอดภัย แม้แต่การคั่วเมล็ดกาแฟสารก็มีอุปกรณ์ป้องกันควันไปรบกวนชุมชนและสิ่งแวดล้อม และด้วยลักษณะภูมิประเทศของพื้นที่ปลูก สภาพภูมิอากาศ วิธีการปลูก และวิธีการเก็บ การคัดสรรเมล็ดกาแฟจะมีผลต่อรสชาติเฉพาะตัวที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ก็เพื่อส่งความมีอรรถรสของกาแฟสู่นักดื่มกาแฟ

แม้วันกาแฟโลก จะผ่านพ้นไปแล้ว นักดื่มกาแฟที่หลงรักการดื่มกาแฟก็อย่าลืมอุดหนุนผลิตภัณฑ์กาแฟคั่วบดจากแบรนด์ “ตั๋ว กะ หมี” นะครับ ดีใจที่เกษตรกรหลายพื้นที่เห็นความสำคัญของการรวมกันเป็นกลุ่มกิจกรรม ข้อดีของการร่วมมือกันจะสร้างพลังให้เกิดความเข้มแข็ง มีผลทั้งทางตรงและอ้อมต่ออาชีพเกษตรกรรมที่ยั่งยืนแล้วมั่นคง

คุณสมพนธ์ ไทยบุญรอด บ้านเลขที่ 1015 หมู่ที่ 3 ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีอาชีพทำสวนผักมาตั้งแต่เด็ก เป็นรุ่น 2 ต่อจากพ่อ-แม่ เมื่อปี 2543 ทางเกษตรมาแนะนำและส่งเสริมให้รวมตัวจัดตั้งเป็นกลุ่มปลูกผักธรรมชาติ มีเป้าหมายเพื่อส่งเข้าตลาด จนสามารถปลูกผักได้มีคุณภาพได้อันดับ 1 ระดับจังหวัด ทำให้สมาชิกกลุ่มมีกำลังใจ และความเชื่อมั่นมากขึ้น

จากนั้นได้พัฒนาปรับปรุงคุณภาพผักเรื่อยมาจนเป็นผักปลอดภัยแถวหน้าของจังหวัด พร้อมกับจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเมื่อปี 2560 กระทั่งได้รับการโปรโมตให้เป็นกลุ่มปลูกผักแปลงใหญ่ จนปี 2561 ได้ทำสัญญาซื้อ-ขายผักกับห้างเทสโก้ โลตัส มาถึงปัจจุบัน

กลุ่มนี้ปลูกผักแบบปลอดภัย สมัครเล่นไพ่ออนไลน์ ทุกรายที่เข้าร่วมจะต้องผ่านเกณฑ์ตามมาตรฐาน GAP โดยลักษณะปลูกแบบยกร่อง แหล่งขายในช่วงแรกตามตลาดต่างๆ แต่หลังจากตกลงส่งขายให้เทสโก้ โลตัส จึงเริ่มทำผักปลอดภัยแบบเข้มข้นมากขึ้น มีความเข้มงวดในทุกขั้นตอนการตรวจสอบ ปัจจุบันมีสมาชิกเกือบ 60 คน มีพื้นที่ปลูกรวมทั้งสิ้นกว่า 400 ไร่

ผักที่ปลูกได้แก่ ฮ่องเต้ไต้หวัน กวางตุ้ง คะน้า ผักบุ้ง มะระจีน บวบ ถั่วฝักยาว ผักชี พริก (ยอดสน) โดยจะจัดสรรให้สมาชิกไปปลูกตามออเดอร์ การปลูกแบบควบคุมคุณภาพความปลอดภัย จะต้องกำหนดปริมาณและระยะเวลาเพื่อควบคุมการใช้สาร พร้อมกับต้องตรวจทุกสัปดาห์ก่อนส่งขาย

ทั้งนี้ การเลือกหรือกำหนดให้สมาชิกแต่ละรายปลูกผักจะต้องพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความต้องการตลาด สภาพอากาศและฤดูกาล โดยพริกและผักบุ้งสามารถปลูกได้ต่อเนื่อง ซึ่งชาวบ้านแต่ละรายอาจปลูกขายส่งห้างอย่างเดียวหรือส่งตลาดทั่วไปกับส่งห้าง ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละรายมีพื้นที่เท่าไร

“ในแต่ละฤดูจะต้องพิจารณาว่าควรปลูกผักอะไรที่เหมาะแล้วไม่เสี่ยง แต่ผักบุ้งและพริกจะเป็นสินค้าหมุนเวียนตลอด อย่างไรก็ตาม ผักทุกชนิดสามารถส่งให้ลูกค้าได้ไม่ขาดตอนเพราะมีการวางแผนปลูกและดูแลอย่างดี อย่างกวางตุ้งใช้เวลาประมาณ 30 วัน ส่วนคะน้า มะระ ถั่วฝักยาว ใช้เวลาประมาณ 45 วัน และเก็บผักบุ้งขายเฉลี่ยวันละ 400-500 กิโลกรัม”

ผลผลิตผักทุกชนิดลำเลียงเฉลี่ยวันละ 2-3 ตัน มีรายได้วันละ 2-3 หมื่นบาท เพดานราคาขายที่ตกลงกับเทสโก้ โลตัส จะยืนราคาไว้ทุก 3 เดือน แล้วราคาขายกับห้างใหญ่สูงกว่าขายปกติกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ อยู่ที่เกษตรกรต้องเอาใจใส่ ควบคุมการปลูกให้เป็นไปตามมาตรฐาน