ชิ้นส่วนเหล่านั้นถูกนำไปเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อตามขั้นตอนและวิธี

การที่เหมาะสม และใช้เวลาอีกประมาณ 3 ปี (ประมาณปี พ.ศ. 2542) กรมส่งเสริมการเกษตร จึงสามารถส่งคืนต้นพันธุ์มะขามป้อมให้กับทางโรงเรียนเพื่อนำไปปลูกในพื้นที่ได้ต่อไป ส่วนต้นพันธุ์มะขามป้อมอีกส่วนหนึ่งก็กระจายพันธุ์ไปปลูกอยู่ตามพื้นที่ของศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตรตามจังหวัดต่างๆ ด้วยอีกส่วนหนึ่ง

ภายหลังการลาออกจากราชการ ผู้เขียนมิได้กลับไปติดตามแปลงมะขามป้อมดังกล่าวอีกเลย จนกระทั่งเมื่อประมาณเดือนกันยายน พ.ศ. 2563 หรือผ่านไป 20 ปี จึงได้มีโอกาสประสานงานไปยัง อาจารย์สมาน เขื่อนแก้ว ซึ่งเป็นผู้ปลูกและดูแลแปลงมะขามป้อมของทางโรงเรียนตั้งแต่ได้รับต้นพันธุ์มาจากกรมส่งเสริมการเกษตรจนถึงปัจจุบัน ซึ่งอาจารย์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมพอสรุปได้ ดังนี้

1. ต้นแม่พันธุ์ ปัจจุบันมีอายุประมาณ 35 ปี และยังคงเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดกมาก ผลมีขนาดประมาณ เหรียญ 10 บาท

2. ต้นลูกที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ปัจจุบัน มีอายุประมาณ 20 ปี ทางโรงเรียนได้รับต้นพันธุ์มาจากกรมส่งเสริมการเกษตร ประมาณ 15 ต้น มีชีวิตรอดทุกต้น ปัจจุบันให้ผลผลิตมีผลโตกว่าต้นแม่พันธุ์ แต่ปริมาณผลผลิตน้อยกว่าต้นแม่พันธุ์

3. การใช้ประโยชน์ ทางโรงเรียนโดยฝ่ายคหกรรมจะนำผลมะขามป้อมไปแปรรูป เช่น ทำแช่อิ่ม จำหน่ายให้แก่ผู้สนใจ เป็นการฝึกอาชีพให้แก่เด็กนักเรียนของโรงเรียนอีกทางหนึ่ง

ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมะขามป้อม

1. ขั้นตอนการคัดเลือกต้นแม่พันธุ์

ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานของทางราชการให้ความสนใจรวบรวมและคัดเลือกพันธุ์มะขามป้อมที่มีลักษณะดีเด่นจนได้สายพันธุ์ที่เหมาะสมต่องานภาคการเกษตรหลายสายพันธุ์ รวมทั้งยังมีมะขามป้อมพันธุ์การค้าที่กล่าวกันว่ามีผลโต ให้ผลผลิตปริมาณมากจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาด ดังนั้น การคัดเลือกแม่พันธุ์ดีจึงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ว่าต้องการต้นพันธุ์ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมอย่างไร

2. ขั้นตอนการฟอกฆ่าเชื้อจุลินทรีย์

นำชิ้นส่วนปลายยอดอ่อนหรือส่วนข้อที่มีอายุน้อยมาตัดแต่งส่วนใบทิ้งไป ตัดให้เป็นท่อนๆ ขนาดความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร โดยให้แต่ละท่อนมีส่วนข้อติดมาด้วย ประมาณ 1 ถึง 2 ข้อ จากนั้นจึงนำไปฟอกฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในสารละลาย โซเดียมไฮโปคลอไรด์ ความเข้มข้น ประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลานานประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำกลั่นที่ผ่านการนึ่งฆ่าเชื้อจุลินทรีย์แล้ว จำนวน 3 ครั้ง นำชิ้นส่วนมะขามป้อมแต่ละชิ้นไปวางบนผิวอาหารเพาะเลี้ยงสูตรเพิ่มปริมาณยอดต่อไป

3. ขั้นตอนการเพิ่มปริมาณยอด

อาหารสูตรที่เหมาะสมคือ สูตร Murashige และ Skoog (1962) ที่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโตในกลุ่มไซโตไคนิน (cytokinin) ตัวที่ชื่อว่า สาร BA ระดับความเข้มข้น 0.8 มิลลิกรัม ต่อลิตร สาร BA มีอิทธิพลกระตุ้นการแบ่งเซลล์และพัฒนาการเกิดยอดมะขามป้อม โดยมีอัตราการเพิ่มปริมาณยอดใหม่ ประมาณ 3-4 เท่า ต่อรอบการเปลี่ยนอาหาร 30 วัน

4. ขั้นตอนการชักนำราก

มะขามป้อม เกิดรากได้ดีในอาหารเพาะเลี้ยง สูตร Murashige และ Skoog (1962) ที่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโตในกลุ่มออกซิน (auxin) ตัวที่ชื่อว่า NAA ระดับความเข้มข้น 0.1 มิลลิกรัม ต่อลิตร อาหารสูตรนี้มีอิทธิพลชักนำให้มะขามป้อมเกิดระบบรากที่สมบูรณ์ (เปอร์เซ็นต์การเกิดราก ประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์) ในช่วงเวลาประมาณ 30 วัน

5. ขั้นตอนการอนุบาล

นำต้นมะขามป้อมมาล้างวุ้นที่ติดมากับระบบรากออก จากนั้นจึงนำไปแช่ในสารควบคุมเชื้อรา แล้วจึงอนุบาลในวัสดุเพาะชำ เช่น ทรายผสมขี้เถ้าแกลบ อัตราส่วน 1 ต่อ 1

สภาพบรรยากาศแบบในช่วงฤดูหนาว คือสภาพที่มีความเหมาะสมต่อการอนุบาลต้นพันธุ์มะขามป้อม (และพืชอื่นๆ ด้วย) เนื่องจากมีความชื้นในบรรยากาศต่ำ อุณหภูมิเหมาะสม มีผลทำให้เปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตของต้นพันธุ์มะขามป้อมสูงกว่าการอนุบาลในฤดูอื่นๆ (เช่น ฤดูฝน)

เมื่อมะขามป้อมผ่านการอนุบาล ประมาณ 45-60 วัน ก็สามารถย้ายปลูกในภาชนะที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรอให้ต้นพันธุ์มะขามป้อมแข็งแรงอีกประมาณ 4-6 เดือน จึงสามารถนำไปปลูกในธรรมชาติได้ต่อไป

พืชที่ไม่ควรมองข้าม

มะขามป้อม เป็นไม้ยืนต้นอายุยืนที่สามารถเจริญเติบโตได้เกือบทุกสภาพพื้นที่ของประเทศไทย ผลของมะขามป้อมมีวิตามินซีสูงมาก สามารถนำมารับประทานผลสดหรือนำมาแปรรูปเป็นอาหาร เช่น ตำน้ำพริก หรือทำเป็นผลไม้แปรรูป ทำเป็นเครื่องดื่ม รวมทั้งถูกใช้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของสูตรตรีผลา (สมอไทย สมอพิเภก และมะขามป้อม) ที่มีสรรพคุณในการรักษาสมดุลของธาตุทั้ง 4 ของร่างกาย ช่วยในด้านการล้างพิษออกจากร่างกาย โดยเฉพาะระบบย่อยอาหาร ระบบเลือด และระบบน้ำเหลือง

มะขามป้อม เล่าเรื่อง

มะขามป้อม ที่ปลูกและเจริญเติบโตอยู่ที่โรงเรียนโสตศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดตาก นี้ผู้เขียนเห็นว่ามีคุณค่าในด้านวิชาการมะขามป้อม เช่น มีคุณค่าในด้านความรู้ทางด้านการขยายพันธุ์พืช ด้านพฤกษศาสตร์ และทางด้านพันธุศาสตร์

เนื่องจากอาจเป็นมะขามป้อมเพียงแปลงเดียวที่ต้นแม่พันธุ์และต้นลูกถูกขยายพันธุ์มาจากวิธีการที่แตกต่างกันและถูกปลูกรวมอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ต้นแม่พันธุ์มีอายุมากกว่า 35 ปี ส่วนต้นลูกก็ปลูกและเจริญเติบโตมานานกว่า 20 ปี

ปัจจุบันนี้มะขามป้อมทั้งต้นแม่และต้นลูกก็ยังคงเจริญเติบโตและให้ผลผลิตอย่างต่อเนื่อง เป็นประโยชน์ต่อเด็กนักเรียนของโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดตาก วันหนึ่งข้างหน้าเมื่อเวลาผ่านไปอีกสัก 10 ปี หรือ 20 ปี หากมะขามป้อมแม่ลูกนี้ยังคงอยู่อาจมีผู้สนใจในเรื่องราวของมะขามป้อมแปลงนี้กลับมาเล่าเรื่องราวต่างๆ และคุณประโยชน์ที่ผ่านมาให้กับคนรุ่นต่อๆ ไปได้รับรู้รับทราบกันอีกสักครั้งหนึ่ง

“กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรแฟร์เทรดศรีสะเกษ” นำพืชผลทางการเกษตรในกลุ่มที่มีทั้งสมุนไพรเครื่องเทศหลายอย่าง เช่น พริก หอมแดง กระเทียม รวมถึง ขิง ข่า ตะไคร้ มาสร้างมูลค่าผ่านกระบวนการปลูกแบบอินทรีย์ตามมาตรฐาน จนได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่ได้รับมาตรฐานของประเทศ

สินค้าที่น่าสนใจและเป็นพืชหลักของกลุ่มนี้คือ การผลิตพริกใหญ่อินทรีย์ (พริกใหญ่พันธุ์พิจิตร 2) เพื่อส่งเข้าโรงงานแปรรูปสำหรับการส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ โดย คุณสุคนธ์ กุษาเดช บ้านเลขที่ 45/4 หมู่ที่ 5 ตำบลละทาย อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ โทรศัพท์ 089-848-5277 เป็นเกษตรกรแกนนำของกลุ่มที่ปัจจุบันปลูกพืชสมุนไพรเครื่องเทศแบบผสมโดยปลูกพริกเป็นหลัก และปลูกพืชสมุนไพรอย่างหอมแดง กระเทียม ขิง ข่า ตะไคร้ เป็นพืชเสริมแบบหมุนเวียน โดยใช้แนวทางปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ จึงมีรายได้ตลอดทั้งปี

พริกที่คุณสุคนธ์และกลุ่มใช้ปลูกเป็นพริกใหญ่ที่นำมาแปรรูปเป็นซอสพริก มีผลสุกสีแดงเข้ม เนื้อหนา ขนาดใหญ่ ยาว มีความเผ็ดน้อย ทั้งนี้ พริกใหญ่พันธุ์พิจิตร 2 ได้จากการปรับปรุงพันธุ์โดยวิธีผสมข้ามพันธุ์ ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมือง มีลำต้นสูงสะดวกต่อการเก็บเกี่ยว ผลมีขนาดใหญ่ เนื้อหนา สีแดงเข้ม และเผ็ดน้อย ตรงกับความต้องการของตลาด

อีกทั้งพริกใหญ่พันธุ์พิจิตร 2 เป็นพันธุ์ผสมเปิด เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ปลูกในรุ่นต่อไปได้ ปลูกในฤดูหนาว จะทำให้พริกมีคุณภาพดี ผลมีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักมากขึ้น สีแดงสด และมีแมลงศัตรูพริกน้อยกว่าฤดูอื่น

คุณสุคนธ์ใช้พื้นที่ปลูกพริกรวม 5 ไร่ แบ่งการปลูกเป็น 2 แบบ คือ ปลูกในโรงเรือน มีจำนวน 6 โรงเรือน ขนาด 6 คูณ 30 เมตร ปลูก 2 ครั้งต่อปี เพราะในโรงเรือนมีความปลอดภัยเรื่องโรคและแมลง อีกแบบคือปลูกกลางแจ้งเก็บเกี่ยวผลผลิตเพียงปีละครั้ง

การปลูกทั้งสองแบบจะใช้วัสดุปลูกเหมือนกัน ต้องปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ทั้งที่ทางกลุ่มผลิตโดยได้รับรองมาตรฐานและปุ๋ยที่ทาง EU และ USDA รับรอง เพราะเป็นพืช ORGANIC

หลักการปลูกพืชอินทรีย์ตามแนวทางมาตรฐานนั้นกำหนดให้ต้องปลูกในพื้นที่ปลอดภัยและไม่เคยมีการปลูกพืชใดมาก่อนแล้วยังต้องเป็นพื้นที่ปลอดเคมี ดังนั้น ตามนิยามนี้จึงต้องปลูกในพื้นที่ป่าที่ถูกกฎหมายเป็นป่าที่มีโฉนด

หลังจากรื้อถางป่าออกจนโล่ง แม้ต้องใช้ปุ๋ยตามเกณฑ์สากล แต่การปรับปรุงดินของชาวบ้านในพื้นที่นี้ยังคงยึดวิธีตามภูมิปัญญาดั้งเดิมด้วยการใช้จอมปลวกที่มีในที่ดินแปลงนั้นมาโรยทับหน้าดินหนาประมาณ 10-15 เซนติเมตร คุณสมบัติจอมปลวกมีโพแทสเซียมที่เกิดจากน้ำลายปลวกและจุลินทรีย์หลายชนิด

เมื่อตีแปลงเรียบร้อยให้ใส่โดโลไมท์ (ที่ได้รับรองใช้ในการปลูกพืชอินทรีย์) จำนวน 200 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วไถกลบ ทิ้งไว้ 15 วัน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์เป็นขี้เค้กที่ได้รับรองเช่นกันลงในแปลงจำนวน 400-600 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วไถปั่นอีก จากนั้น 3-4 สัปดาห์จึงเตรียมขึ้นแปลงพร้อมกำจัดวัชพืชออกด้วย แล้วยกร่องกว้าง 2 เมตร ยาว 80 เมตร จำนวน 60 แปลง พริกที่ปลูกกลางแจ้งจะเริ่มปลูกปลายเดือนตุลาคม แล้วเก็บผลผลิตเพียงปีละครั้ง

การปลูกพริกในโรงเรือนสามารถให้ผลผลิตได้เกือบทั้งปีแล้วยังมีคุณภาพได้ปริมาณมากเพราะคุมโรคและแมลงศัตรูได้ แม้ต้องลงทุนโรงเรือนแต่คุ้มค่า พริกในโรงเรือนจะปลูกช่วงปลายฝนต้นหนาว โรงเรือนแต่ละหลังปลูกพริกได้จำนวน 720 ต้น ได้ผลผลิตเฉลี่ย 500 กิโลกรัมต่อโรง หรือประมาณ 3,000 กิโลกรัมทั้ง 6 โรง

คุณสุคนธ์ บอกว่า ก่อนเริ่มต้นปลูกพริกจะต้องปลูกหอมแดงกับกระเทียมก่อน ในระหว่าง 25 วันที่รอหอมแดงและกระเทียมโต ให้เตรียมต้นกล้าพริกพร้อมที่จะลงปลูกแซม เมื่อครบ 60 วันเก็บหอมแดงและกระเทียมออก ช่วงนั้นต้นพริกเป็นทรงพุ่มสูง แล้วให้กำจัดวัชพืชออกไปพร้อมกัน เมื่อพริกมีอายุ 90 วัน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์อีกรอบทรงพุ่มจำนวน 4-5 กระสอบต่อไร่ ใส่ทุก 25 วัน โดยจะลดปริมาณปุ๋ยลงตามระยะเวลา ส่วนน้ำรด 2 วันต่อครั้ง ใช้ระบบสปริงเกลอร์ เมื่อเข้าเดือนที่ 4-5 พริกเริ่มแดงจึงทยอยเก็บ

นอกจากนั้น ในแปลงเดียวกันนี้ยังปลูกข่าเหลืองกับตะไคร้ไว้บริเวณขอบนอกแปลงโดยปลูกไว้พร้อมพริก สามารถตัดเก็บผลผลิตได้ในช่วง 9-12 เดือน ดังนั้น ภายหลังเก็บหอมแดงกับกระเทียมเสร็จ ตามด้วยเก็บพริก แล้วต่อด้วยข่าเหลืองกับตะไคร้ จึงทำให้การปลูกพืชในแปลงสร้างรายได้ตลอดทั้งปี ถือเป็นอาชีพที่มั่นคง คุณสุคนธ์ทำเกษตรกรรมแนวนี้มาตั้งแต่ปี 2545 ถือเป็นคนแรกที่บุกเบิกการปลูกพืชสมุนไพรผสมผสานที่ประสบความสำเร็จทำให้ได้รับรางวัลเกษตรกรยอดเยี่ยม

หลังจากเก็บผลผลิตพริกแล้วนำไปเด็ดก้าน คัดแยกคุณภาพ ผลผลิตของสมาชิกแต่ละรายจะส่งให้กลุ่มกับส่งให้โรงงานแปรรูปเพื่อผลิตเป็นซอสส่งขายทั้งในและต่างประเทศ โดยผ่านกระบวนการดูแลของคณะกรรมการกลุ่ม พริกที่ส่งเข้าโรงงานต้องได้ตามเกณฑ์ความสมบูรณ์ที่กำหนดทั้งขนาด สี ส่วนที่ไม่ได้ตามเกณฑ์จะนำไปตากแห้งในโรงงานของกลุ่ม

คุณสุคนธ์ชี้ว่า แนวทางปลูกพริกอินทรีย์ต้องมีความรับผิดชอบสูง มีความเอาใจใส่และใกล้ชิดทุกขั้นตอน นอกจากจะใช้วัสดุปลูกตามมาตรฐานอินทรีย์ กระบวนการปลูกจะต้องมีมาตรฐานสอดคล้องกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิธีปลูก การดูแล ไปจนถึงการเก็บผลผลิตส่งเข้าโรงงาน ทั้งนี้ สมาชิกทุกคนต้องผ่านการอบรมเรียนรู้วิธีปลูกแบบอินทรีย์เพื่อให้ยึดถือเป็นแนวทางเดียวกันอย่างเคร่งครัด

“ดินต้องตรวจสอบคุณภาพก่อนปลูก แปลงปลูกต้องมีเขตแดนที่ปลอดภัย มีกำแพงตามธรรมชาติ รวมถึงคุณภาพน้ำ เมล็ดพันธุ์ที่ต้องซื้อจากแหล่งจำหน่ายที่กำหนด ตลอดจนบริเวณพื้นที่ปลูกต้องสะอาด มีถังใส่ขยะ ผู้ปฏิบัติงานต้องรักษาความสะอาด”

ก่อนมาปลูกพืชแบบอินทรีย์ คุณสุคนธ์ทำเกษตรกรรมแบบมีมาตรฐาน GAP มาก่อน จึงทำให้เข้าใจระบบการทำเกษตรแนวอินทรีย์ได้ไม่ยาก ส่วนเหตุผลที่เปลี่ยนมาเป็นแนวอินทรีย์นั้น คุณสุคนธ์ชี้ว่า แนวทางนี้มีคนทำน้อยเพราะมีความยุ่งยาก ละเอียด ต้องใช้ความอดทนมาก แต่ตลาดซื้อมีกว้างมากเช่นกัน เมื่อมีผู้ผลิตน้อย ตลาดต้องการมาก ส่งผลต่อราคาขายที่สูงกว่าพืชทั่วไป 3-4 เท่า

บทความนี้จะกล่าวถึงผักชนิดหนึ่ง ที่ขอเรียกชื่อตามลักษณะการใช้ประโยชน์ว่า ผักคะน้าเด็ดยอด โดยเรียกชื่อภาษาอังกฤษว่า petit kale หรือที่รู้จักกันในชื่อ ปูเล่ กล่าวได้ว่า เป็นผักอีกชนิดหนึ่งของผักรับประทานใบ ต้นมีอายุยืน ผักคะน้าเด็ดยอดนี้มีคุณลักษณะเด่นคือ สามารถแตกยอดขนาดเล็กจํานวนมากคล้ายยอดอ่อนของผักคะน้า สามารถนําไปประกอบอาหารได้แบบผักคะน้าทุกเมนู นอกจากนี้ ยอดอ่อนยังมีเส้นใยน้อยกว่าผักคะน้า จึงไม่เหนียวเมื่อบริโภค

ลักษณะเด่นของ ผักคะน้าเด็ดยอด ยอดอ่อนมีเส้นใยน้อยกว่าผักคะน้า จึงไม่เหนียว สามารถนําไปประกอบอาหาร ทั้งรับประทานสดและปรุงสุกได้แบบผักคะน้าทุกเมนู
เป็นพืชผักตระกูลกะหลํ่า มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์หลายชนิด โดยเฉพาะสารเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะการเกิดโรคมะเร็ง
เจริญเติบโตได้ดีทั้งการปลูกในภาชนะ เช่น กระถางขนาดใหญ่ หรือนําไปปลูกเป็นแปลงแบบการปลูกผัก
มีอายุการให้ผลผลิตยอดอ่อนต่อเนื่องยาวนานหลายปี
เป็นผักที่สามารถปลูกแบบผักปลอดภัย (ไม่ใช้สารเคมีป้องกันและกําจัดศัตรูพืช) เนื่องจากศัตรูพืชที่พบ สามารถป้องกันและกําจัดโดยใช้จุลินทรีย์ควบคุม หรือโดยการควบคุมสภาพแวดล้อมขณะปลูก

คะน้าเด็ดยอด เน้นการขยายพันธุ์โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เนื่องจากต้นพันธุ์ที่ผลิตได้จะมีความสม่ำเสมอ แข็งแรง และปลอดโรค ศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยาม (เอกชน) สนใจและเห็นว่า ผักคะน้าเด็ดยอดนี้ เหมาะสมต่อการพัฒนาเป็นพืชผักประจําบ้าน หรือพัฒนาวิธีการปลูกเชิงธุรกิจ รวมทั้งยังได้คัดเลือกต้นพันธุ์ที่มีลักษณะดีเด่นและผลิตเป็นต้นพันธุ์ดีออกมา และยังได้ศึกษาวิธีการปลูกที่เหมาะสมสําหรับผู้บริโภคเพื่อใช้ปลูกในลักษณะผักปลอดภัยประจําบ้าน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่ปัจจุบันมีความเสี่ยงต่อการบริโภคผักที่มีสารเคมีกําจัดศัตรูพืชตกค้างเกินค่ามาตรฐาน ดังตัวอย่างข้อมูลของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกําจัดศัตรูพืช หรือ Thai PAN เรื่องผลการตรวจสารเคมีกําจัดศัตรูพืชตกค้างในผัก-ผลไม้ ประจําปี พ.ศ. 2561 พอสรุปได้ว่า

ตัวอย่างผักไฮโดรโปนิกที่สุ่มเก็บจากห้างสรรพสินค้าและตลาด จํานวน 30 ตัวอย่าง พบว่า มี 19 ตัวอย่าง พบสารเคมีกําจัดศัตรูพืชตกค้างเกินค่ามาตรฐาน
ตัวอย่างผักและผลไม้ที่เก็บจากห้างสรรพสินค้าและตลาด เช่น ผักคะน้า พริกแดง ส้มสายนํ้าผึ้ง และแก้วมังกร เหล่านี้ติดป้ายเป็นผักอินทรีย์ ผักปลอดสาร และผักไม่ติดป้าย โดยตรวจพบสารเคมีกําจัดศัตรูพืชทุกกลุ่มผัก แม้แต่ผักที่มีสัญลักษณ์ปลอดภัย ก็ยังตรวจพบ ยกตัวอย่าง เช่น ผักคะน้า สุ่มเก็บมา 11 ตัวอย่าง ตรวจพบสารเคมีเกินค่ามาตรฐานถึง 10 ตัวอย่าง

กลุ่มสารเคมีกําจัดศัตรูพืชที่พบเจอ ได้แก่ สารเคมีในกลุ่มสารกําจัดวัชพืช สารป้องกันและกําจัดเชื้อรา สารกําจัดแมลงและไร นอกจากนี้ ยังพบสารเคมีชนิดดูดซึมหลายชนิด สารชนิดดูดซึมนี้แม้จะล้างทําความสะอาดอย่างถูกวิธี (เช่น ล้างด้วยนํ้าส้มสายชู) ก็ไม่สามารถล้างได้ เพราะถูกดูดเข้าไปในเนื้อเยื่อพืชแล้ว
เห็นได้ว่า แนวโน้มของสารเคมีกําจัดศัตรูพืชที่ปนเปื้อนในผัก-ผลไม้ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หากรอให้ผู้เกี่ยวข้องควบคุมให้พืชผักปลอดภัยได้จริง คงใช้เวลาอีกยาวนาน และเมื่อเราบริโภคผักปนเปื้อนเคมีเหล่านี้เข้าไปมากๆ ก็จะเกิดการสะสมสารเคมีในร่างกาย ส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา เช่น โรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท และที่สําคัญคือ โรคมะเร็ง ผู้เขียนอยู่ต่างจังหวัดมีอาชีพทำการเกษตร ทราบดีว่า การใช้สารเคมีป้องกันและกําจัดศัตรูพืชมีอยู่ทุกพื้นที่ หาซื้อได้ง่ายๆ ส่วนใหญ่ก็ใช้แบบเกินความจําเป็น ดังนั้น จึงขอสนับสนุนทุกๆ ครอบครัว ที่พอมีพื้นที่ปลูกผักชนิดต่างๆ เพื่อบริโภค โดยเฉพาะพวกที่ใช้ประจํา เช่น มะนาว กะเพรา โหระพา ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และขอเพิ่มคะน้าเด็ดยอดเข้าไปด้วยอีกชนิดหนึ่ง

วิธีการปลูกและดูแลรักษา ผักคะน้าเด็ดยอด

ผักคะน้าเด็ดยอด เจริญเติบโตได้ดีในทุกพื้นที่ สภาพพื้นที่เหมาะสมควรเลือกบริเวณที่แสงแดดส่องถึง นํ้าไม่ท่วมขัง (แบบฤดูฝน) ดินร่วนระบายนํ้าได้ดี หากเป็นบ้านเรือนทั่วๆ ไป ก็เลือกตามแนวชายคาบ้านที่สามารถทําเป็นแปลงปลูก หรือเป็นที่ตั้งวางกระถางปลูกได้ การปลูกเป็นแปลงจะเจริญเติบโตได้ดีกว่าการปลูกลงกระถางเนื่องจากระบบรากสามารถเจริญได้ดีกว่า
ภายหลังการเด็ดยอดคะน้าไปบริโภคแล้ว จะเกิดยอดคะน้าใหม่ ประมาณ 2-3 ยอด ต่อการเด็ด 1 ยอด และเมื่อยอดชุดใหม่มีอายุประมาณ 25-30 วัน ก็สามารถเด็ดไปบริโภคได้อีก โดยยอดที่ถูกเด็ดจะเกิดยอดใหม่ขึ้นอีก 2-3ยอด เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ดังนั้น เมื่อเราเด็ดยอดอ่อนไปบริโภคอย่างสม่ำเสมอ ยอดใหม่ก็จะทยอยเกิดตามไปเรื่อยๆ
ศัตรูของคะน้าเด็ดยอด มีหลายชนิด
3.1 แมลง ที่สําคัญมากคือ พวกหนอนผีเสื้อต่างๆ วิธีการกําจัด หากมีน้อยให้เก็บตัวหนอนทำลาย หากมีมากให้ใช้สารจุลินทรีย์ บาซิลลัสทูริงเยนซีส ฉีดพ่น สามารถกําจัดหนอนได้ดีมาก อีกชนิดที่พบบ่อยๆ ได้แก่ เพลี้ยอ่อน วิธีกําจัดให้ใช้นํ้าแรงๆ ฉีดพ่น หรืออาจใช้พวกใบยาสูบตากแห้ง (ที่มวนบุหรี่) แช่นํ้าแล้วฉีดพ่นเป็นละอองฝอยๆ

3.2 โรคที่พบ เป็นพวกอาการเน่าของกลุ่มผักคะน้า หากความชื้นมากเกินไป วิธีแก้ไขให้ตกแต่งใบแก่ ใบแห้ง ให้แปลงปลูกโปร่ง ไม่แน่นทึบ อากาศถ่ายเทได้สะดวก รวมถึงอาจลดปริมาณนํ้าในแต่ละวันลง เพื่อให้ความชื้นในแปลงปลูกลดลง

ปุ๋ย เสริมธาตุอาหารปุ๋ย สูตร 15-15-15 ระยะเวลาประมาณ 20 วัน ต่อครั้ง อัตรา 1 ช้อนชา ต่อนํ้า 10 ลิตร
นํ้า และความชื้น ในฤดูฝนความชื้นสูง อาจไม่ต้องรดนํ้าทุกวัน ส่วนในฤดูหนาวหรือร้อนอาจพิจารณาให้นํ้าเพิ่มขึ้นได้ ผู้ปลูกต้องหมั่นสังเกตว่าหากความชื้นสูงในฤดูฝน ผักอาจเหี่ยวและเน่าเสียหาย แต่หากในฤดูร้อนให้นํ้าน้อยไป ยอดคะน้าจะเหนียว เป็นต้น ดังนั้น จึงต้องสังเกตความเหมาะสมตามสภาพแต่ละท้องถิ่น
ใช้ต้นพันธุ์ดี ที่ผลิตจากระบบการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

แนวคิดการปลูกแบบธุรกิจ

ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ปลูกผักชนิดนี้มานานพอสมควร ในอดีตเคยนําผักชนิดนี้ไปปลูกในพื้นที่อําเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เป็นการปลูกภายใต้โรงเรือนหลังคาพลาสติก ตัวโรงเรือนทําจากไม้ไผ่ ไม่ใช้สารเคมีป้องกันและกําจัดศัตรูพืช ใช้แต่พวกเชื้อบาซิลลัสและกากยาสูบควบคุมแมลง พบว่า สามารถผลิตผักชนิดนี้ได้เดือนละหลายร้อยกิโลกรัม ผลผลิตส่งไปจําหน่ายที่ห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ ผู้บริโภคให้การยอมรับผักชนิดนี้ดี ดังนั้น คิดว่าการตลาดของผักชนิดนี้น่าจะเติบโตได้ดีในภาวะที่ผู้บริโภคหันมาสนใจสุขภาพกันอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ขอฝากข้อควรคํานึงเมื่อคิดจะปลูกผักชนิดนี้เป็นธุรกิจ สัก 2 ประการ

ผักชนิดนี้ไม่ชอบชื้นแฉะแบบปลูกกลางแจ้งในฤดูฝน จําเป็นต้องมีหลังคาป้องกันฝน หรือปลูกในโรงเรือนปลูกพืช
ผักชนิดนี้ไม่จําเป็นต้องใช้สารเคมีป้องกันและกําจัดศัตรูพืชในการดูแลรักษา ซึ่งนอกจากจะดีต่อสุขภาพของผู้ปลูกแล้ว ยังดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคอีกด้วย ถั่วงอก ต้นถั่วที่มีรากงอกจากเมล็ด เช่น ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วเหลือง (ถั่วงอกหัวโต) ถั่วลันเตา (โต้วเหมี่ยว) อายุเก็บเกี่ยวสั้น เป็นผักชนิดหนึ่งและมีคุณค่าทางอาหารสูง ได้แก่ โปรตีน วิตามินบี วิตามินซี ใยอาหาร เหล็ก และเกลือแร่ นอกจากนี้ ถั่วงอกยังมีแคลอรีต่ำอีกด้วย

ถั่วงอกมักถูกมองข้าม เพราะบางคนก็เหม็นเขียวกลิ่นถั่วงอก ทั้งที่จริงๆ แล้วสรรพคุณของถั่วงอกนั้นไม่ใช่ย่อยเลย ดีต่อสุขภาพหลายประการ มีสรรพคุณมากมาย อาทิ

มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
มีส่วนช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก ช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้
วิตามินซีจากถั่วงอกเป็นส่วนประกอบสำคัญอย่างมากในการสร้างฮอร์โมนระงับความเครียดต่างๆ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนวัยทำงาน
ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน หรือโรคลักปิดลักเปิด
ถั่วงอกเป็นผักที่ย่อยง่ายมากๆ การรับประทานถั่วงอกจะช่วยประหยัดเวลาการทำงานของระบบการย่อยอาหารได้ และทำให้ขับถ่ายได้สะดวก
ช่วยในการขับปัสสาวะ
ช่วยลดและกำจัดของเสีย หรือสิ่งตกค้างในร่างกายได้ (Toxin)

และอื่นๆ อีกนานัปการ m8bet.org.uk ทั้งยังมีประโยชน์สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนักเป็นพิเศษ เนื่องจากถั่วงอกมีน้ำตาลที่น้อยมากๆ ธาตุซิลิกาในถั่วงอกมีส่วนช่วยป้องกันการหลุดร่วงของเส้นผมได้เป็นอย่างดี

คุณครูสร้อยนัดดา ใจคง และ คุณครูวันชัย สันหยี ที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านทุ่งขี้เหล็ก หมู่ที่ 6 ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เล่าว่า สืบเนื่องมาจากการประกวดโครงงานของนักเรียนในโรงเรียน ที่มองเห็นถึงความสำคัญของถั่วงอก ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารกลางวันในโรงเรียน นักเรียนเป็นผู้คิดริเริ่มในการปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะถั่วงอกแบบเดิมๆ เพราะประสบปัญหาเกี่ยวกับวัสดุซับน้ำที่ใช้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาระบบการให้น้ำถั่วงอกอัตโนมัติ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สู่กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านทุ่งขี้เหล็ก ณ ปัจจุบัน

ในการเพาะถั่วงอกนั้นปกติจะใช้กระสอบป่านเป็นวัสดุซับน้ำ เพราะสามารถดูดซับน้ำได้ดีส่งผลให้เมล็ดถั่วน้อยๆ เติบโตกลายเป็นถั่วงอกได้ แต่เมื่อใช้ซ้ำกันหลายๆ ครั้ง หากซักทำความสะอาดไม่ดีจะก่อให้เกิดเชื้อรา ส่งผลเสียหายต่อผลผลิต ทั้งยังเสียเวลาในการซักด้วย แนวคิดหลักของเด็กๆ คือ ปัจจัยหลักในการเพาะถั่วงอกคือความชื้น หรือน้ำนั่นเอง ทำอย่างไรให้ความชื้นเพียงพอ ลดเวลาในการรดน้ำ สะดวก ไม่เกิดเชื้อรา อัตโนมัติคือคำตอบของเด็กๆ ระบบการให้น้ำถั่วงอกอัตโนมัติ จึงเกิดขึ้น ณ โรงเรียนบ้านทุ่งขี้เหล็ก อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง

วัสดุอุปกรณ์ เริ่มต้นครั้งแรกใช้เงินลงทุนไม่เกิน 2,000 บาท ประกอบไปด้วย

ถังพลาสติกสีดำมีฝาปิด
กะละมัง
ปั๊มน้ำ
หัวสปริงเกลอร์
สายยาง
ตะแกรงตาข่ายพลาสติก
เคเบิ้ลไทร์
ท่อพีวีซี
ข้องอ 90 องศา
ไทม์เมอร์

โดยจะตั้งเวลารดน้ำทุก 1 ชั่วโมง นานครั้งละ 20 นาที เว้น 1 ชั่วโมง ใช้เวลาแค่ 3-5 วัน ก็จะได้ถั่วงอกสีขาวหน้าตาน่ารับประทานแล้ว

ซึ่งถั่วเขียว 1 กิโลกรัม เพาะได้ถั่วงอก 5-6 กิโลกรัม ทางกลุ่มยุวเกษตรกรจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 25 บาท ยอดการจำหน่ายต่อสัปดาห์ประมาณ 1,200-1,500 บาท (เพาะได้ 2 ครั้งต่อสัปดาห์) ซึ่งผลผลิตที่ได้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ที่มีทั้งตลาดชุมชนและร้านอาหารที่สั่งจองกันล่วงหน้า เพราะถั่วงอกของเด็กๆ ปลอดภัย สะอาด สด