ชู นโยบายภาคเกษตรไทย ในเวที World Agricultural Forum

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในฐานะผู้แทนรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้ของอาเซียน ร่วมสัมมนาในเวที World Agricultural Forum ณ ประเทศสิงคโปร์ ชู นโยบายด้านการเกษตรเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ด้านนานาชาติ ชื่นชมไทย ในนโยบายการเกษตร เช่น แปลงใหญ่ Zoning by Agri-Map และเกษตรทฤษฎีใหม่ เล็งนำข้อมูลไปปรับใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศตนเอง

นางสาวรังษิต ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ผู้แทนกระทรวงเกษตรเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในฐานะผู้แทนรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้ของอาเซียน (ASEAN Minister of Agriculture and Forestry: AMAF) ถึงการเข้าร่วมการสัมมนา “Solving the Triple Challenge to Agriculture: Trade, New Technologies and Food Security” ในหัวข้อ “ความสำคัญของการรักษาฐานการผลิตอาหาร” ซึ่งจัดโดย World Agricultural Forum และสถาบันการศึกษานานาชาติ RSiS ร่วมด้วย NanYang Technological University ระหว่างวันที่ 6-7 กรกฎาคม 2560 ณ ประเทศสิงคโปร์

การสัมมนาครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ เอกชนและองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศชั้นนำที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรได้แลกเปลี่ยนความเห็นและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข 3 ประเด็นปัญหาสำคัญของภาคเกษตรยุคปัจจุบัน คือ ทิศทางการค้ายุคใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และความมั่นคงด้านอาหาร อีกทั้งยังครอบคลุมแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลก เช่น การเติบโตของสังคมเมืองอย่างรวดเร็วและมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของกฎระเบียบการค้าโลก ความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น สภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง และการพัฒนาที่ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การผลิต รูปแบบการบริโภค การกระจายและการเข้าถึงสินค้าเกษตรและอาหารในอนาคต

นอกจากนี้ ได้แลกเปลี่ยนความเห็นและข้อเสนอแนะสำหรับรองรับและแก้ไขประเด็นความท้าทายของภาคเกษตรของโลกใน 4 หัวข้อหลัก คือ 1) การค้าสินค้าเกษตรและอาหารในบริบทของโลกยุคใหม่ 2) ความสำคัญของการรักษาฐานการผลิตอาหาร 3) เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการเกษตรที่ยั่งยืนและความมั่นคงอาหารและ 4) การกำกับดูแลที่ดีและพันธมิตรทางการเกษตร

ในการนี้ รองเลขาธิการ สศก. ได้นำเสนอแนวทางเชิงนโยบายทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตด้านการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ และการยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกร โดยการดำเนินงานของประเทศไทย ได้ดำเนินนโยบายด้านการเกษตรครอบคลุมตลอดห่วงโซ่การผลิต เช่น การจัดการฟาร์มแบบเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน การรับรองการผลิตให้ได้มาตรฐาน การจัดตั้งธนาคารสินค้าเกษตร การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพทางการเกษตร (ศพก.) ในพื้นที่ และการเชื่อมโยงภาคเกษตรกับโครงการประชารัฐเพื่อประสานการดำเนินงานร่วมกันระหว่างกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาครัฐ โดยน้อมนำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ในทุกกระบวนการของการดำเนินงาน

ทั้งนี้ สำหรับภูมิภาคอาเซียน ได้กำหนดแผนความร่วมมืออาเซียน สาขาอาหาร เกษตร และ ป่าไม้ ปี 2016–2025 ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรอาเซียนในตลาดโลก ภาคเกษตรมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง มีความยั่งยืน และเชื่อมโยงเข้ากับเศรษฐกิจโลก ส่วนประเด็นความมั่นคงด้านอาหาร อาเซียนยังจัดทำ แผนบูรณาการด้านความมั่นคงอาหารของอาเซียน และ แผนกลยุทธ์ด้านความมั่นคงอาหารอาเซียน เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานความร่วมมือให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าร่วมสัมมนาจากหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ อินเดีย และเยอรมนี (BAYER) ได้แสดงความชื่นชมประเทศไทยที่ดำเนินนโยบายการเกษตรที่สำคัญ เช่น แปลงใหญ่ Zoning by Agri-Map และเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มุ่งสร้างความมั่นคงด้านรายได้เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร อย่างแท้จริง และพร้อมนำข้อมูลของประเทศไทยไปปรับใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและดำเนินงานของตนอีกด้วย

งบฯกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย 1,700 ล้านใช้ได้ไม่หมดตามแผนงาน หน่วยงานราชการแห่คืนเงินจำนวนมาก ผู้ว่าฯเผยอาจเกิดจากสาเหตุไม่เข้าใจแผนการพัฒนากลุ่มจังหวัด หวั่นถูกตรวจสอบการใช้งบฯ

นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ในปี 2560 นี้ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน) ได้มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อให้แต่ละจังหวัดนำไปพัฒนาโดยเฉพาะมีแนวทางชัดเจนในการส่งเสริมให้พื้นที่ 4 จังหวัดนี้เป็นเมืองแห่งการพัฒนาการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรปลอดภัย ส่งเสริมเอกลักษณ์ล้านนา และการพัฒนาเพื่อเชื่อมโยงกับกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน ฯลฯ โดยแต่ละจังหวัดได้จัดทำโครงการ/แผนงานต่าง ๆ เพื่อรองรับแนวทางการพัฒนาดังกล่าว โดยมีจังหวัดเชียงรายเป็นแกนนำ

ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้ในปี 2560 ประมาณ 4,000 ล้านบาท สำหรับจังหวัดเชียงรายได้รับงบประมาณ 1,700 ล้านบาท และปีถัดไปจะเพิ่มเป็นกว่า 2,000 ล้านบาท จากนั้นในปี 2562-2564 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 4,000-5,000 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะให้มีการพัฒนาเป็นกลุ่มจังหวัดอย่างสอดคล้องกัน

อย่างไรก็ตาม พบว่าหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรให้นำงบประมาณไปพัฒนาด้านต่าง ๆ ดังกล่าวไม่สามารถใช้ได้หมดตามแผนงาน จึงมีการคืนงบประมาณกลับเป็นจำนวนมาก โดยอาจเกิดจากสาเหตุที่ยังไม่เข้าใจในแผนการพัฒนากลุ่มจังหวัดที่ชัดเจน หรือเกรงด้านการตรวจสอบการใช้งบประมาณ ดังนั้นในการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเร็ว ๆ นี้

จะมีการแจ้งให้ทุกฝ่ายได้ปรับการเขียนแผนงานให้สอดคล้องหรือล้อกับแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีของรัฐบาล กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 และจังหวัดของตนเองด้วย ซึ่งก็จะสามารถใช้งบประมาณได้อย่างคล่องตัวต่อไป

“หนึ่งในการปรับแผนให้ใช้งบประมาณได้คล่องตัวคือ การพยายามเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร โดยปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงช่วยสนับสนุนการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ และแนวคิดในการพัฒนานั้น ผมขอให้พิจารณาลดพื้นที่การปลูกพืชผลต่าง ๆ เพราะมีมากราคาก็จะตกต่ำ แต่เราจะหันมาเพิ่มมูลค่าแทน จากนั้นจะหันมาพัฒนาระบบน้ำ เพราะแม้ว่าเชียงรายจะอุดมสมบูรณ์มีฝนตกจนน้ำท่วม แต่ในฤดูแล้งกลับขาดแคลนน้ำ ซึ่งเกิดจากการขาดแคลนแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้อย่างเพียงพอ” ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าว

ด้านนางปราณปริยา พลเยี่ยม ผู้อำนวยการ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ที่ผ่านมากลุ่มจังหวัดได้สนับสนุนงบประมาณด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเชียงรายในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวโดยชุมชนเพื่อให้ประชาชนได้บริหารจัดการ มีทักษะและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี รวมถึงวิถีชีวิตซึ่งเป็นต้นทุนเดิมของตนเองเอาไว้อย่างยั่งยืน และยังนำมาสร้างรายได้เข้าชุมชนได้โดยตรง ซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมเครือข่ายหมู่บ้านโฮมสเตย์ เช่น บ้านร่องปลายนา อ.แม่ลาว บ้านท่าขันทอง อ.เชียงแสน บ้านป่าห้า อ.แม่สาย บ้านสันทางหลวง อ.แม่จัน ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดอีเวนต์ต่าง ๆ โดยเฉพาะสปอร์ตทัวริสซึ่มที่ได้รับความสนใจมากจากการจัดมหกรรมวิ่งมาราธอนและเพื่อสุขภาพบริเวณชายแดนในรูปแบบข้ามพรมแดนไปและกลับ มีคนไทยและชาวต่างประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก

“การจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมให้เกิดเงินสะพัดในพื้นที่เป็นอย่างมาก เพราะเข้าถึงพื้นที่โดยตรง และยังเห็นด้วยอย่างยิ่งในการใช้งบประมาณไปกับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้เกิดการเดินทางสัญจรไปมาระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ได้สะดวกมากขึ้น เป็นการเอื้อให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนสถานที่ต่าง ๆ ได้มากขึ้น” นางปราณปริยากล่าว

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดตัวร่างแผนแม่บทการพัฒนาโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภาคการเกษตร ปี 2560 – 2564 ชู 3 แนวทาง เพื่อยกระดับการบริหารจัดการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยสนับสนุน สู่การขับเคลื่อนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตรในระยะ 5 ปี

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน และ สศก. ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการฯ โดย สศก. ในฐานะหน่วยงานหลักของการจัดทำร่างแผนแม่บทการพัฒนาโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภาคการเกษตร พ.ศ.2560 – 2564 ได้จัดทำแผนแม่บทฯ ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศ และคำนึงถึงมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ระยะ 20 ปี และแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระยะ 5 ปี ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (ปี 2560 – 2564) รวมทั้ง (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2560-2564) ที่ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กำลังดำเนินการ

สาระสำคัญร่างแผนแม่บทการพัฒนาโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภาคการเกษตร พ.ศ.2560 – 2564 ได้กำหนดวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มมูลค่าในห่วงโซอุปทาน และพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานและ สิ่งอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์การเกษตร โดยกำหนดแนวทางการพัฒนาที่สำคัญ ออกเป็น 3 แนวทาง ได้แก่

1) ยกระดับการบริหารจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภาคการเกษตรให้มีประสิทธิภาพ เพื่อลดต้นทุน โลจิสติกส์การเกษตร และเพิ่มขีดความสามารถในการเก็บเกี่ยวมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการ ด้วยการเพิ่มทักษะและองค์ความรู้ในด้านการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตรตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงส่งมอบผู้บริโภค การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ (Agro Logistics) โดยให้สำคัญกับการพัฒนาสถาบันเกษตรกรเป็นกลไกหลักในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรในการผลิต การตลาดและการบริการโลจิสติกส์สินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน รวมทั้งการพัฒนาโซ่คุณค่าสินค้าเกษตร

2) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบการอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์การเกษตรให้มีประสิทธิภาพ โดยสร้าง พัฒนาและปรับปรุง โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกโลจิสติกส์สินค้าเกษตร ของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการ ให้มีความเชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร และพัฒนาด่านสินค้าเกษตรและระบบการเชื่อมโยงข้อมูลในระบบ Nation Single Window รวมทั้งพัฒนาระบบโลจิสติกส์อิเล็กทรอนิกส์ (E- Logistics)

3) พัฒนาปัจจัยสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ภาคการเกษตร ด้วยการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้าน โลจิสติกส์การเกษตร และการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบเพื่อเอื้อต่อการบริหารจัดการโลจิสติกส์สินค้าเกษตรที่มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ร่างแผนแม่บทฯ ดังกล่าว คณะอนุกรรมการฯ ได้เห็นชอบให้มีการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งในหน่วยงานภายในและภายนอก กษ. รวมทั้งเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำเป็นแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) ปี 2560-2564 เสนอต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาต่อไป

“กลุ่มอุดรเจริญศรี” ขยับลงทุน เร่งยกเครื่อง “ตลาดอุดรเมืองทอง” เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าการเกษตรภาคอีสาน-ประเทศเพื่อนบ้าน มุ่งสู่ตลาดเกษตรอินทรีย์ พร้อมพัฒนาพื้นที่ด้านหน้าเป็นศูนย์ประชุม-บูติคโฮเต็ล

นายโกมินทร์ ทีฆธนานนท์ ผู้บริหารตลาดอุดรเมืองทองเจริญศรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ยกระดับตลาดอุดรเมืองทองของกลุ่มอุดรเจริญศรีขึ้นเป็นตลาดแม็กเนต

โดยเป็นการต่อยอดไปสู่ตลาดแห่งอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ รวมทั้งกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมคุณภาพสินค้าและเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าการเกษตรจากจังหวัดอื่น ๆ ทั้งภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งที่ผ่านมาตลาดอุดรเมืองทองเป็นตลาดที่รองรับผลผลิตทางการเกษตรหรือผลไม้ที่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และต่างประเทศอยู่แล้ว อีกทั้งยังมุ่งเน้นการพัฒนาชื่อเสียงของสินค้าเกษตรกรรมของไทย เช่น ตลาดนัดผลไม้ หรือตลาดซีฟู้ด เพื่อเตรียมพร้อมพัฒนาสู่การเป็นตลาดเกษตรอินทรีย์ที่มีคุณภาพต่อไป

ปัจจุบันตลาดอุดรเมืองทอง เป็นตลาดผักผลไม้ บนพื้นที่ 97 ไร่ อยู่ภายใต้การบริหารของบริษัท อุดรเมืองทอง (2005) จำกัด และได้รับการส่งเสริมจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ มีมูลค่าการซื้อขายหมุนเวียนวันละประมาณ 109 ล้านบาท มีผู้ค้าในตลาดจำนวน 625 ร้าน/แผง ห้องเย็น 10 หลัง โดยมีการซื้อขายมากในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน และมีการซื้อขายน้อยในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน สำหรับในช่วงฤดูหนาวจะเป็นผักบ้านในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เช่น บ้านนาดี บ้านขาม บ้านตาด บ้านหนองไฮ บ้านกุดลิงง้อ บ้านดงมะกรูด ส่วนต่างจังหวัดมาจากหนองคาย เลย เพชรบูรณ์ แม่ฮ่องสอน พะเยา เชียงใหม่

ทั้งนี้ มีจำนวนผู้ที่มาใช้บริการวันละประมาณ 300 คน หรือรถยนต์ประมาณวันละ 1,000 คัน หรือปริมาณการซื้อขายวันละ 1,000 ตัน หรือ 360,000 ตัน/ปี แบ่งเป็นผักวันละ 300 ตัน ผลไม้วันละ 200-250 ตัน และพืชไร่ประมาณ 100 ตัน/วัน โดยนำเข้าจากเพชรบูรณ์

นายโกมินทร์กล่าวต่อว่า ได้เริ่มปรับปรุงตลาดอุดรเมืองทอง โดยถมสระน้ำ 2 ไร่ ที่อยู่บริเวณด้านหลังตลาด และย้ายตลาดผักผลไม้ไปรวมกันด้านหลัง พื้นที่ประมาณ 50 ไร่ คาดว่าจะใช้งบฯในการปรับปรุงประมาณ 100 ล้านบาท

ส่วนพื้นที่ด้านหน้าที่เหลือประมาณ 40 ไร่ จะพัฒนาเป็นโรงแรมบูติคโฮเต็ล 120 ห้อง ศูนย์ประชุมรองรับการจัดแสดงสินค้าและจัดกิจกรรมต่าง ๆ และตลาดค้าส่ง เช่น เสื้อผ้า รองเท้า เพื่อรองรับการค้าในอนาคตและพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

ในส่วนของโชว์รูมรถยนต์มาสด้า อุดรเจริญศรี ซึ่งอยู่บนถนนเส้นเดียวกันมีอายุกว่า 50 ปีแล้ว จะปรับปรุงเป็นโชว์รูมติดแอร์บนพื้นที่ 2 ไร่ สามารถโชว์รถได้ 20 คัน รวมช่องซ่อมอีก 24 ช่อง คาดว่าจะใช้งบฯปรับปรุง 20 ล้านบาท ส่วนด้านหลังเดิมเคยเป็นอู่สีและช่องซ่อมพื้นที่ 5 ไร่อยู่ใกล้แหล่งชุมชน จะพัฒนาเป็นพื้นที่เช่าลักษณะเปิดท้าย โดยจะเพิ่มมินิบิ๊กซีเข้าไปด้วย

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผยวงเงินงบประมาณแผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร ปี 2561 รวม 9,456 ล้านบาท พร้อมแจงวงเงินทั้ง 3 เป้าหมาย เตรียมเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตร พัฒนาเศรษฐกิจภาคเกษตรให้เติบโตอย่างเต็มประสิทธิภาพ

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี 2561 ภายใต้ 6 ยุทธศาสตร์ 29 แผนบรูณาการของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยปีงบประมาณ 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานแผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร และมีหน่วยงานร่วมดำเนินการ 7 กระทรวง 28 หน่วยงาน 2 รัฐวิสาหกิจ ภายใต้หลักการบริหารจัดการสินค้าเกษตร (Product Base) และให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา (Farmer Center) ซึ่งเน้นใน 3 เป้าหมาย ภายใต้งบประมาณ 9,456.6522 ล้านบาท ดังนี้

เป้าหมายที่ 1 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน เน้นสินค้า ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน อ้อย สับปะรด ไม้ผล (ลำไย ทุเรียน เงาะ มังคุด) ยางพารา ปศุสัตว์ (โคนม โคเนื้อ) ประมง (กุ้ง ปลานิล) วงเงิน 4,826.3962 ล้านบาท ประกอบด้วย

1) การพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพมาตรฐานตามความต้องการของตลาด (ต้นทาง) วงเงิน 4,165.7690 ล้านบาท เพื่อดำเนินการด้านข้อมูลสารสนเทศและการบริหารจัดการ ส่งเสริมการใช้ปัจจัยการผลิต ที่มีคุณภาพ/ประสิทธิภาพ พัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

2) การพัฒนาศักยภาพกระบวนการแปรรูปสินค้าเกษตร (กลางทาง) วงเงิน 205.8676 ล้านบาท เพื่อดำเนินการพัฒนากระบวนการและแปรรูปสินค้า พัฒนาอุตสาหกรรมเกษตร ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจ

3) การพัฒนาศักยภาพกระบวนการตลาดสินค้าเกษตร (ปลายทาง) วงเงิน 454.7596 ล้านบาท เพื่อดำเนินการพัฒนาตลาดเกษตรกร ขยายช่องทางการตลาดสินค้าเกษตร สร้างความสามารถในการแข่งขันตลาดสินค้าเกษตร

เป้าหมายที่ 2 ลดต้นทุนการผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการพัฒนาเกษตรสมัยใหม่สู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วงเงิน 3,192.9653 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ อาทิ ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ 3,980 แปลง ปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตาม Agri – Map 418,500 ไร่ ปรับปรุงข้อมูลในแผนที่ Agri – Map โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 882 ศูนย์ ยกระดับเกษตรกรเป็น Smart Farmer 73,715 ราย จัดตั้งสถาบันเกษตรกรในรูปแบบประชารัฐ 100 แห่ง จัดตังและพัฒนาธนาคารสินค้าเกษตร 173 แห่ง

เป้าหมายที่ 3 พัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน วงเงิน 1,437.2907 ล้านบาท ประกอบด้วย การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ /ยโสธรโมเดล /พื้นที่ทั่วไป 368,503 ไร่ เกษตรทฤษฎีใหม่ 210,000 ไร่ เกษตรผสมผสาน 33,500 ไร่ (4) วนเกษตร 65,000 ไร่

ทั้งนี้ แผนบูรณาการการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร จะช่วยยกระดับการผลิตและการบริหารจัดการสินค้าเกษตร เพิ่มรายได้ทางการเกษตรของครัวเรือนเกษตร และนำไปสู่การพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศอย่างยั่งยืน

สศก. แถลง GDP เกษตร ไตรมาส 2 ขยายตัวได้ถึงร้อยละ 11.5 หลังภัยแล้งคลี่คลาย เผย ทุกสาขาการผลิตขยายตัวหมด โดยเฉพาะสาขาพืช โตถึงร้อยละ 15.5 ทั้งปีส่งสัญญาณดี คาดขยายตัวร้อยละ 2.5 – 3.5 ย้ำในช่วงครึ่งปีหลังยังต้องเกาะติดสถานการณ์ภัยธรรมชาติอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 2 ปี 2560 (เมษายน – มิถุนายน 2560) ขยายตัวร้อยละ 11.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 โดยทุกสาขาการผลิตขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยหนุนที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 2 ขยายตัวได้ในระดับสูง คือ ปริมาณน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำที่สำคัญมีเพียงพอต่อการผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิด สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยกว่าปีที่ผ่านมา ตลอดจนการดำเนินนโยบายและมาตรการทางด้านการเกษตรต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง ที่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง

เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนจากเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 2 ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16.8 ถึงแม้ว่าดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้แผ่วลง ติดลบร้อยละ 1.9 แต่ดัชนีรายได้เกษตรกรยังคงเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.6 เนื่องจากมูลค่าการผลิตข้าวนาปรัง ยางพารา ทุเรียน มังคุด และเงาะ ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรหลักในไตรมาส 2 เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มที่ดี ในส่วนของภาพรวมทั้งปี 2560 มีแนวโน้มขยายตัวดีร้อยละ 2.5 – 3.5 ทั้งนี้ ยังต้องเกาะติดสถานการณ์ทั้งภาวะฝนตกหนักจากอิทธิพลของลมมรสุมและพายุ ความแปรปรวนของอากาศ และโรคระบาด ที่อาจกระทบต่อภาคเกษตรครึ่งปีหลัง หากวิเคราะห์ในแต่ละสาขา พบว่า

สาขาพืช ไตรมาส 2 ขยายตัวร้อยละ 15.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยผลผลิตพืชสำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน รวมทั้งกลุ่มไม้ผล ได้แก่ ลำไย ทุเรียน มังคุด และเงาะ สำหรับ ข้าวนาปรัง มีผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่สำคัญมีมากกว่าปีที่ผ่านมา เพียงพอต่อการปลูกข้าว ทำให้เกษตรกรสามารถกลับมาปลูกข้าวนาปรังได้ ถึง 10.89 ล้านไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 112.0 เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่มีเนื้อที่เพาะปลูกเพียง 5.14 ล้านไร่ (เนื้อที่ปลูกข้าวนาปรังก่อนประสบปัญหาภัยแล้ง อยู่ที่ประมาณ 12 – 16 ล้านไร่) ยางพารา มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากยางพาราที่ปลูกในปี 2554 แทนพื้นที่พืชไร่ ไม้ผล นาข้าว และพื้นที่ตัดโค่นต้นยางเก่า เริ่มให้ผลผลิต ปาล์มน้ำมัน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นปาล์มที่ปลูกใหม่ในปี 2557 แทนพื้นที่นาข้าว สวนเงาะ สวนลองกอง และพื้นที่ว่างเปล่า เริ่มให้ผลได้ในปีนี้ ประกอบกับปริมาณน้ำฝนในปี 2560 มีเพียงพอต่อความต้องการของต้นปาล์ม

กลุ่มไม้ผล ลำไย ผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นลำไยที่ปลูกในปี 2557 เริ่มให้ผลผลิต ประกอบกับสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการออกดอกติดผล ทุเรียน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุเรียนที่ปลูกในปี 2555 เริ่มให้ผลผลิต ประกอบกับสภาพอากาศเย็นส่งผลดีต่อการออกดอกของทุเรียน และราคาทุเรียนที่อยู่ในเกณฑ์ดี จูงใจให้เกษตรกรมีการบำรุงและดูแลรักษาเพิ่มขึ้น มังคุด มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากปีที่ผ่านมาต้นมังคุดติดผลน้อย จึงมีระยะพักต้นเพื่อสะสมอาหารมากขึ้น ประกอบกับมีปริมาณน้ำฝนที่สม่ำเสมอและสภาพอากาศเย็น ทำให้มังคุดติดดอกออกผลเพิ่มมากขึ้น และ เงาะ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยให้ออกดอกและติดผลดี

ด้านราคา พืชที่สำคัญในไตรมาส 2 เช่น ยางพารา ทุเรียน และมังคุด ปรับตัวดีขึ้นค่อนข้างมาก เนื่องจากความต้องการของตลาดยังคงมีอย่างต่อเนื่อง การส่งออกในช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน 2560 สินค้าพืชและผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณและมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวรวม ลำไยและผลิตภัณฑ์ ทุเรียนและผลิตภัณฑ์ เงาะและผลิตภัณฑ์ และมังคุด สินค้าพืชที่มีปริมาณและมูลค่าส่งออกลดลง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ และน้ำมันปาล์ม ส่วนสินค้าพืชที่มีปริมาณส่งออกลดลงแต่มีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา และน้ำตาลและผลิตภัณฑ์

สาขาปศุสัตว์ ไตรมาส 2 ขยายตัวร้อยละ 2.0 ผลผลิตหลัก ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ และน้ำนมดิบ ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มปริมาณการผลิตเพื่อรองรับตามความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับมีการดูแลเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดได้ดี ด้านราคา ในช่วงไตรมาส 2 สินค้าปศุสัตว์ที่มีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ได้แก่ ไก่เนื้อ และน้ำนมดิบ ในขณะที่สุกรและไข่ไก่มีราคาเฉลี่ยลดลง

การส่งออก สินค้าปศุสัตว์โดยรวมในช่วงไตรมาส 2 มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น การส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งเนื้อไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและเนื้อไก่ปรุงแต่ง โดยการส่งออกไปญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดหลักมีการขยายตัวได้ดี ส่วนการส่งออกไปอาเซียนเพิ่มขึ้นในตลาดสิงคโปร์ และการส่งออกไปยังเกาหลีใต้ที่อนุญาตให้นำเข้าเนื้อไก่สดแช่เย็นแช่แข็งจากไทยได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกเนื้อไก่สดแช่เย็นแช่แข็งรวมเพิ่มขึ้น สำหรับการส่งออกเนื้อสุกรแช่เย็นแช่แข็งมีการขยายตัวทั้งในตลาดอาเซียนและฮ่องกง ส่วนการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์ยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นจากกลุ่มประเทศอาเซียนโดยเฉพาะกัมพูชาเป็นประเทศคู่ค้าหลัก

สาขาประมง ไตรมาส 2 ขยายตัวร้อยละ 5.2 เป็นผลมาจากผลผลิตกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงออกสู่ตลาดมากขึ้น เกษตรกรมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี ใช้พันธุ์กุ้งที่ต้านทานต่อโรค สำหรับปริมาณสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือในภาคใต้มีทิศทางลดลง ส่วนผลผลิตประมงน้ำจืด เช่น ปลานิล และปลาดุก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำมีเพียงพอต่อ การเลี้ยง ด้านราคา ในช่วงไตรมาส 2 ราคากุ้งขาวแวนนาไม (ขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม) ปลานิลขนาดกลาง และปลาดุกบิ๊กอุย (ขนาด 2 – 4 ตัวต่อกิโลกรัม) ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยลดลง ซึ่งเป็นการลดลงตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น การส่งออกสินค้าประมงและผลิตภัณฑ์ ในช่วงไตรมาส 2 ปลาและผลิตภัณฑ์มีปริมาณและมูลค่าส่งออกลดลง ปลาหมึกและผลิตภัณฑ์มีปริมาณส่งออกลดลง แต่มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น ส่วนกุ้งและผลิตภัณฑ์มีปริมาณและมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น ตามความต้องการซื้อจากตลาดต่างประเทศ

สาขาบริการทางการเกษตร ไตรมาส 2 ขยายตัวร้อยละ 6.5 จากการจ้างบริการ เตรียมดิน ไถพรวนดิน และการให้บริการเกี่ยวนวดข้าวนาปรังที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การใช้บริการรถเก็บเกี่ยวอ้อยโรงงานมีการขยายตัว จากพื้นที่เก็บเกี่ยวที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาอ้อยอยู่ในเกณฑ์ดี จึงส่งผลให้เกษตรกรเร่งเตรียมพื้นที่ปลูกและลงตออ้อยใหม่ทดแทน

สาขาป่าไม้ ไตรมาส 2 ขยายตัวประมาณร้อยละ 2.3 ผลผลิตสำคัญ ได้แก่ ไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส และครั่ง โดยการเพิ่มขึ้นของไม้ยางพารามีปัจจัยหลักมาจากการตัดโค่นสวนยางพาราเก่าเพื่อปลูกทดแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดีและพืชอื่น ส่วนไม้ยูคาลิปตัสยังคงเพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้ในภาคก่อสร้าง อุตสาหกรรมแปรรูป และผลผลิตครั่งเพิ่มขึ้นจากสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยส่งผลให้ครั่งมีการเจริญเติบโตและฟื้นตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.5 – 3.5 โดยทุกสาขา การผลิต ได้แก่ สาขาพืช สาขาปศุสัตว์ สาขาประมง สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ ขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้อต่อการผลิตทางการเกษตรมากขึ้น ผลผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญหลายชนิดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น ข้าวนาปรัง ผลไม้ต่างๆ และอ้อยโรงงาน เป็นต้น ประกอบกับมีแรงหนุนที่สำคัญจากการดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อช่วยขับเคลื่อนให้ภาคเกษตรเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ต่างๆ อาทิ ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ และโรคระบาด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรในช่วงครึ่งหลังของปี 2560

รายงานภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 2/2560 (เม.ย. – มิ.ย. 2560) ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 11.50 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งอาจจะมีความเห็นในบางมุมมองว่าการเติบโตดังกล่าวไม่อาจสะท้อนสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ เนื่องจากปัจจัยคุกคามปัจจุบันในช่วงครึ่งหลังของปี เช่น (1) ราคาสินค้าเกษตรซึ่งเป็นสินค้าหลักบางชนิด ได้แก่ ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล ซึ่งเป็นสินค้าเศรษฐกิจสำคัญมีแนวโน้มลดลง (2) ปัญหาภัยธรรมชาติที่กำลังเผชิญในขณะนี้ ในพื้นที่ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ (3) สภาพการใช้จ่ายในครัวเรือนมีภาระหนี้สินสะสมอยู่ (4) ภาวะเศรษฐกิจโลกและคู่ค้าสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะจีนและกลุ่มประเทศอาเซียน มีอุปสงค์ชะลอตัว และปรับยุทธศาสตร์การผลิตการเกษตรในประเทศให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

ในภาวะเศรษฐกิจการเกษตรครี่งหลังของปี สมัครแทงบอลออนไลน์ นโยบายขับเคลื่อนการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาและกระตุ้นความเป็นอยู่ของเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก จะเพิ่มการบูรณาการและระดมสรรพกำลังแบบประชารัฐ โดยเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคเกษตรในไตรมาสที่ 4 (ก.ค. – ก.ย.) ของปีงบประมาณ 2560 และ
ไตรมาสที่ 1 (ต.ค. – ธ.ค.) ของปีงบประมาณ 2561 และเร่งกระจายการผลิตไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งเร่งระบายผลผลิตสินค้าเกษตรส่วนเกินในช่วงที่ผลผลิตออกมามากที่สุด ไปยังแหล่งบริโภคภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศ รวมทั้งพื้นที่การค้าชายแดนด้วย