ช่วงที่ทำรุ่น ใส่ปุ๋ยเคมีหมอดิน สูตร 27-12-6 ในอัตรา 30–35 ก.ก./ไร่

เพื่อช่วยบำรุงลำต้น ใบ ให้ต้นข้าวโพดมีฝักใหญ่ น้ำหนักดี เมล็ดติดเต็มฝัก สำหรับช่วงออกดอกหัว หากพบว่า ต้นข้าวโพดไม่สมบูรณ์ หรือกระทบแล้ง เกษตรกรจะได้รับคำแนะนำให้ใส่ปุ๋ยหมอดิน สูตร 46-0-0 ในอัตรา 10 ก.ก./ไร่ เพื่อช่วยให้ดอกสมบูรณ์ ติดเมล็ดดี และให้ผลผลิตสูง

ด้าน คุณนงคราญ บุญอยู่ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 35 ม.1 ต.ชอนสารเดช อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี เปิดเผยว่า การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ผลตอบแทนดีกว่าพืชไร่ชนิดอื่น ครอบครัวเธอจึงตัดสินใจปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง เธอเลือกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์ซีพี 301 ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ต้นเตี้ย เก็บเกี่ยวไว ความชื้นต่ำ เมล็ดสีสวย ขายผลผลิตได้ราคาดี ขายฝักสดได้ ในระยะ 90-95 วัน

ข้อดีของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์ซีพี 301 ที่โดนใจเกษตรกร นั่นก็คือ ต้นเตี้ย ปลูกถี่ได้ ลำต้นและระบบรากแข็งแรง ฝักเดี่ยว เมล็ดลึก ขนาดฝักสม่ำเสมอทั้งแปลง เปลือกหุ้มมิด ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,200-1,900 ก.ก./ไร่ เติบโตได้ดีในสภาพที่ราบ ที่ต่ำ สภาพดินสมบูรณ์ปานกลาง ปริมาณน้ำฝนดี ปลูกในระยะห่าง 70×20 ซม. หลุมละ 1 ต้น ไม่ควร 12,000 ต้น/ไร่

สมาคมเครือข่ายที่ปรึกษาฯ จัดพิธีมอบประกาศนียบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ รุ่นที่ 11-13 ประจำปีการศึกษา 2561 การเรียนการสอนทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเพื่อเชิดชูความสำเร็จ และเป็นขวัญกำลังใจในการให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย

ดร.วิริยะ ลิขิตวงศ์ นายกสมาคมเครือข่ายที่ปรึกษาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและผู้อำนวยการหลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ (วปธ.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาทางหลักสูตรฯ ได้สร้างที่ปรึกษาคุณภาพสู่ตลาดเพื่อรองรับงานจากภาครัฐและเอกชนมา เพื่อทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาแนะนำและเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาและปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ ของ SMEs ใน ปัจจุบัน อาทิ การส่งเสริมด้านตลาด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยีการผลิต และด้านการประหยัดพลังงาน การเข้าถึงหน่วยงานภาครัฐ การลดต้นทุนและเพิ่มกำไร เพื่อสร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ก่อนก้าวสู่การแข่งขันในเวทีระดับโลก

โดยในงานมี นายอำพล เสนาณรงค์ (องคมนตรีในรัชกาลที่ 9) ได้กรุณาให้เกียรติเข้ามาเป็นประธานมอบประกาศนียบัตร ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ รุ่นที่ 11-13 ประจำปีการศึกษา 2561 ซึ่งทางสมาคมเครือข่ายที่ปรึกษาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMECN Association) ได้ดำเนินการจัดหลักสูตร “วิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ (วปธ.) Professional Business Consulting For Enterprise Development Thailand (PBC)” ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน รวมแล้ว 13 รุ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนา ที่ปรึกษาให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการให้แนะนำปรึกษา เสมือนหนึ่งเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ผู้ประกอบการภายใต้จริยธรรม และจรรยาบรรณของวิชาชีพที่ปรึกษา และเพื่อสร้างมาตรฐานที่ปรึกษาธุรกิจในการให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน และทางหลักสูตรมีกำหนดจะเปิดการเรียนการสอนในรุ่นต่อไป คือ วปธ.รุ่นที่ 14 และ 15 ในปีการศึกษา 2562 ต่อไป

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 ธันวาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ วาระ 2-3 จำนวน 28 มาตรา ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษที่มีนายสมชาย แสวงการ เป็นประธานพิจารณาเสร็จแล้ว สาระสำคัญร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวคือ ให้กัญชาและกระท่อมออกจากการเป็นยาเสพติด ประเภท 5 สามารถนำไปศึกษาวิจัยเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และสามารถนำไปใช้รักษาโรค ภายใต้การควบคุมและดูแลทางการแพทย์ได้

มีการเพิ่มคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษเฉพาะวาระที่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ประเภท 5 จำนวน 8 ตำแหน่ง คือ 1. ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2. อธิบดีกรมการแทพย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 3. อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม 4. อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ 5. อธิบดีกรมสุขภาพจิต 6. นายกแพทยสภา 7. นายกสภาการแพทย์แผนไทย และ 8. นายกสภาเภสัชกรรมให้มีอำนาจตามหมวด 2 การขออนุญาตและการออกใบอนุญาตเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ที่สำคัญคือ เพื่อประโยชน์ทางราชการ การแพทย์ การรักษผู้ป่วย หรือการศึกษาวิจัยพัฒนา รวมถึงเกษตกรรม พาณิชยกรรม วิทยาศาสตร์ หรืออุตสาหกรรม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ซึ่งได้รับอนุญาตคือ จากผู้อนุญาต คือเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

และประกาศกำหนดลักษณะกัญชง (hemp) ที่มีลักษณะตามกำหนดในราชกิจจานุเบกษา ที่นำไปใช้ประโยชน์ทางกฎกระทรวง ให้กระทำได้เมื่อได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตโดยความเห็นชอบของกรรมการ ระหว่างที่ยังไม่มีการประกำหนดตามกฎหมายฉบับนี้ ให้ใช้นิยามตาม ข้อ 3 แห่งกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่ายหรือไม่ไว้ในครอบครองฯ พ.ศ. 2559

ส่วนการผลิต นำเข้า ส่งออก ครอบครอง หรือจำหน่ายกัญชา เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้นั้น ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎกระทรวงกำหนด และความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ ทั้งนี้หากมีปริมาณการครองครองเกิน 10 กิโลกรัม ให้สันนิษฐานว่ามีไว้เพื่อจำหน่ายโดยหน่วยงานที่จะได้รับอนุญาตให้ผลิต นำเข้า ส่งออก ครอบครอง หรือจำหน่ายกัญชาได้นั้น ประกอบด้วย

1.หน่วยงานรัฐ ที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยหรือจัดการเรียนการสอนวิชาด้านการแพทย์ เภสัชกรรม วิทยาศาสตร์ เกษตรศาสตร์ หรือหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ป้องกันปราบปรามแก้ปัญหายาเสพติด หรือสภากาชาดไทย

2.ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เภสัชกรรม ทันตกรรม การแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนไทยประยุกต์ หมอพื้นบ้านตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

3.สถาบันอุดมศึกษาที่ศึกษาและวิจัยด้านการแพทย์

4.ผู้ประกอบอาชีพเกษตรที่รวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชน จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจชุมชน

5.ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ

6.ผู้ป่วยที่เดินทางระหว่างประเทศที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาเสพติดติดตัว เพื่อใช้รักษาโรคเฉพาะตัว

7.ผู้ขออนุญาตอื่น ที่ รมว. สาธารณสุขเห็นชอบ

พร้อมกำหนดให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ให้ความเห็นชอบการกำหนดโซนนิ่งในการปลูกกัญชา หรือผลิตทดสอบ เสพหรือครอบครองในปริมาณที่กำหนด รวมถึงมีอำนาจกำหนดให้ท้องที่ใดเป็นพื้นที่เสพกระท่อมได้โดยไม่เป็นความผิด โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

ด้านบทลงโทษนั้น หากครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยมีปริมาณกัญชาไม่ถึง 10 กิโลกรัม มีโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ครอบครองเกิน 10 กิโลกรัม จำคุก 1-15 ปี ปรับ 100,000 -1,500,000 บาท เป็นต้น ทั้งนี้ในร่างกฎหมายกำหนดให้เมื่อร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว 3 ปี ให้คณะกรมการควบคุมยาเสพติด ประเมินผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือครอบครองกัญชาทุก 6 เดือน

นอกจากนี้ ยังกำหนดบทเฉพาะกาลให้ ผู้ใดมีกัญชาในครอบครองเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ รักษาผู้ป่วย รักษาโรคเฉพาะตัว หรือวิจัย ก่อนกฎหมายนี้บังคับใช้ ไม่ต้องรับโทษ เมื่อดำเนินการ ขอใบอนุญาตต่อเลขาฯ อย. ภายใน 90 วัน นับแต่กฎหมายบังคับใช้ ถ้าไม่อนุญาตให้ตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุขหรือทำลาย

ทั้งนี้ หลังจากที่สมาชิก สนช. พิจารณาสาระสำคัญร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวเสร็จครบทุกมาตราแล้ว ที่ประชุมสนช. ลงมติให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ ด้วยคะแนน 166 ต่อ 0 งดออกเสียง 13 ให้กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายต่อไป

‘สมคิด’ นั่งหัวโต๊ะประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช เตือนกระทรวงเกษตรฯ ศึกษาข้อมูลพืชเกษตรรายประเภท ผลักดันให้แข่งขันเพิ่มและหามาตรการรองรับหากไม่มีศักยภาพในการแข่งขัน ที่ประชุมมีมติชะลอการเปิดตลาดมะพร้าว-เปิดตลาดการนำเข้าถั่วเหลือง

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ครั้งที่ 3/2561 มี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า นายสมคิดมีข้อสั่งการให้ดูแลสินค้าเกษตรทั้งประเภทที่มีศักยภาพในการแข่งขันและสินค้าที่ไม่มีศักยภาพในการแข่งขัน ให้มีการวางแผนรับมือปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรเกินความต้องการของตลาดในทุกรายสินค้า

โดยสินค้าที่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนให้มีการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและเร่งผลักดันการส่งออก ส่วนสินค้าที่ไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขันให้ปรับโครงสร้างการผลิตให้ลดผลผลิตน้อยลง แต่ในขณะนี้ ยังไม่มีการสั่งการให้ดูแลสินค้าตัวใดเป็นพิเศษ เพียงแต่ให้กระทรวงเกษตรฯ ทำงานร่วมกันกับกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิดในการศึกษาข้อมูลพืชเกษตรเป็นรายประเภท เพื่อให้ ปี 2562 ผลผลิตทางการเกษตรมีความสมดุลมากยิ่งขึ้น

นายลักษณ์ กล่าวว่า ที่ประชุมฯ ยังมีมติสำคัญ คือ 1.ให้ชะลอการเปิดตลาดมะพร้าวภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) และเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) ออกไปก่อนจากเดิมที่จะเปิดตลาดในเดือนมกราคม 2562 เนื่องจากผู้แทนเกษตรกรเสนอขอให้มีข้อมูลจากพื้นที่และให้เกษตรกรมีส่วนร่วมกับคณะทำงานในแต่ละจังหวัด เพื่อนำมาประกอบและพิจารณาในการเปิด 2 ตลาด

นอกจากนี้ คณะทำงานระดับจังหวัดขึ้นในพื้นที่ที่มีการปลูกมะพร้าวจำนวนมาก จะทำข้อมูลและส่งกลับมานำเสนอที่ประชุมครั้งหน้ากลางเดือนมกราคม 2562 เพื่อให้การประชุมมีข้อมูลให้ครบถ้วน ดังนั้น ระยะนี้ประเทศไทยจะไม่มีการเปิดตลาดมะพร้าวภายใต้ 2 กรอบ

โดยกระทรวงเกษตรฯ ยังเสนอแนวความคิดเพิ่มเติม 2 เรื่อง เพื่อควบคุมดีมานด์และซัพพลายของปริมาณมะพร้าวในปี 2562 คือ แนวความคิดการซื้อมะพร้าวในประเทศให้หมดก่อน และการนำมาตรการปกป้องพิเศษมาใช้กับมะพร้าว เพราะหากมีการนำเข้าเกินความต้องการจะกระทบต่อราคามะพร้าวในประเทศ ควรใช้มาตรการปกป้องพิเศษดังกล่าวนี้

นายลักษณ์ กล่าวว่า ที่ประชุมฯ ยังมีมติเกี่ยวกับการเปิดตลาดเมล็ดถั่วเหลืองที่ปัจจุบันมีความต้องการใช้อยู่ที่ 3 ล้านตัน แต่ปริมาณผลผลิตในประเทศมีเพียง 40,000 ตัน ทำให้จำเป็นต้องเปิดตลาดเพื่อการนำเข้า โดยใน ปี 2561 มีผู้ประกอบการที่ได้รับการอนุมัติให้เป็นผู้นำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง 6 สมาคม 18 บริษัท ล่าสุดมีการอนุมัติผู้ประกอบการนำเข้ารายใหม่ได้อีก 2 บริษัท คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ้วงไท้เฮง กับ บริษัท เฮลโก โซลูชั่น จำกัด พร้อมกันนี้ มีการกำหนดให้ผู้ประกอบการทำสัญญาความร่วมมือในการรับซื้อผลผลิตในประเทศจากเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลือง ซึ่งมีอยู่ประมาณ 29,000 ราย ให้หมดก่อน” นายลักษณ์ กล่าว

กรมส่งเสริมสหกรณ์ติดตามความคืบหน้านโยบายไทยนิยมยั่งยืน หลังได้รับการจัดสรรงบกลางปีจากรัฐบาลสนับสนุนสหกรณ์รวบรวมและแปรรูปผลผลิตการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ วงเงิน 1,773.42 ล้านบาท สหกรณ์เบิกจ่ายงบเพื่อก่อสร้างอุปกรณ์การตลาดและเครื่องมือแปรรูปผลผลิตไปแล้วกว่า 98.92% บางแห่งเริ่มใช้ประโยชน์รวบรวมผลผลิตจากสมาชิก คาดฤดูกาลผลิตปี 2562 สหกรณ์สามารถใช้อุปกรณ์และเครื่องมือจากโครงการไทยนิยมรวบรวมและเก็บชะลอผลผลิตการเกษตรได้ ไม่น้อยกว่า 700,000 ตัน

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจกำกับและติดตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการภายหลังจากที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รับการจัดสรรงบประมาณกลางปีจากรัฐบาล วงเงิน 1,773.42 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสหกรณ์การเกษตร 302 สหกรณ์ในพื้นที่ 67 จังหวัด ดำเนินการจัดสร้างอุปกรณ์การตลาดและแปรรูปผลผลิตการเกษตร

เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งประกอบด้วย 4 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร จำนวน 146 สหกรณ์ใน 40 จังหวัด วงเงิน 1,074,980,533 ล้านบาท จัดสร้างฉาง ลานตาก โกดัง สำหรับรวบรวมและชะลอผลผลิตข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ขณะนี้ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อก่อสร้างไปแล้วกว่า 98.92% อุปกรณ์และสิ่งก่อสร้างดำเนินการแล้วเสร็จ 158 รายการ และสหกรณ์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกแล้ว 230,957 ตัน มีสมาชิกและเกษตรกรได้รับประโยชน์ 75,385 ราย

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรให้แก่สหกรณ์ 99 แห่งใน 42 จังหวัด จัดซื้ออุปกรณ์แปรรูปและรักษาคุณภาพผลผลิต ซึ่งมีสหกรณ์ดำเนินการเสร็จสิ้นและใช้ประโยชน์แล้ว 50 สหกรณ์ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตการเกษตรจากการแปรรูป 59 ล้านบาท ส่วนโครงการเพิ่มศักยภาพการรวบรวมและการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร ก่อสร้างปัจจัยพื้นฐาน ในการจัดเก็บรวบรวมและแปรรูปยางพารา ตลอดจนพัฒนากระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้ายางพารา จำนวน 58 สหกรณ์ใน 23 จังหวัด

ขณะนี้ดำเนินการแล้วเสร็จและใช้ประโยชน์แล้ว 26 สหกรณ์ สามารถรวบรวมยาง 35,914 ตัน และแปรรูปยาง 5 สหกรณ์ คิดเป็นมูลค่า 5 ล้านบาท และโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร (คทช.) วงเงิน 22.2789 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพให้กับชาวบ้านที่ได้รับการจัดสรรที่ดินไม่น้อยกว่า 10,320 ราย และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจการวบรวมและการแปรรูปผลผลิตให้กับสหกรณ์พื้นที่เป้าหมาย 6 จังหวัด ขณะนี้ได้มีการจัดอบรมให้ความรู้เกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายของรัฐแล้ว 10,778 รายใน 36 จังหวัด สนับสนุนงบประมาณก่อสร้างและปรับปรุงอาคารอเนกประสงค์ให้สหกรณ์ และสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างโรงเรือนผลิตอาหาร ดำเนินการสร้างเสร็จแล้ว 8 สหกรณ์ วงเงิน 12,361,900 บาท

“ทุกสหกรณ์ที่ได้รับงบประมาณจากโครงการไทยนิยมยั่งยืนเพื่อสร้างอุปกรณ์การตลาดและการแปรรูปผลผลิตการเกษตรจะมีแผนการใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์การตลาดในการรวบรวมและเก็บชะลอผลผลิตการเกษตรจากสมาชิก ซึ่งกรมได้กำชับให้ทุกจังหวัดติดตามการดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และจัดอบรมถ่ายทอดความรู้ในการใช้อุปกรณ์การตลาดและแปรรูปผลผลิตให้กับเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้งาน คาดว่าในฤดูกาลผลิตปี 2562 สหกรณ์ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างอุปกรณ์การตลาดจะสามารถเพิ่มปริมาณการรวบรวมและแปรรูปผลผลิตการเกษตรได้ไม่น้อยกว่า 700,000 แสนตัน ซึ่งจะช่วยเก็บชะลอและเพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตร และส่งผลต่อการสร้างเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตรได้ในที่สุด” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

อุณหภูมิเริ่มลดแล้ว! กรมอุตุฯ เผยวันนี้ไทยตอนบนเย็นลง ภาคเหนือหนาว ยอดดอยอาจมีน้ำค้างแข็ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพ กรุงเทพฯ อุณหภูมิลด 2 องศา ระบุมรสุมยังปกคลุมภาคใต้ ทำฝนตกหนัก

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส โดยบริเวณภาคเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาว บริเวณยอดดอยอาจมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีอากาศเย็น ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาวะอากาศที่หนาวเย็น และระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย สำหรับภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่งในระยะนี้

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ลมฝ่ายตะวันตกในระดับบนได้เคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงยังคงปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวอุณหภูมิจะลดลงกับมีอากาศหนาวเย็นในภาคเหนือ บริเวณยอดดอยอาจมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีอากาศเย็น สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือยังคงพัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่งในระยะนี้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 06.00 น.ของวันนี้ ถึงเวลา 06.00 น. ของวันที่ 26 ธ.ค.นี้ ภาคเหนือ อากาศเย็นถึงหนาว กับมีหมอกในตอนเช้า โดยอุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 13-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-33 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด กับมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 4-14 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้า โดยอุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 17-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12-15 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็น กับมีหมอกบางในตอนเช้า โดยอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็น กับมีหมอกบางในตอนเช้า โดยอุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร อ่านข่าว : อาทิตย์นี้หนาวแน่! กรมอุตุฯ ประกาศอุณหภูมิลด 7 องศา กทม. ได้รับผลกระทบ

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน กับมีหมอกบางในตอนเช้า โดยอุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีการปลูกอย่างแพร่หลายทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่สถานการณ์ด้านราคาที่ตกต่ำลงช่วงหลายปี

ที่ผ่านมา กับผลกระทบจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ทำให้ชาวสวนยางประสบปัญหาหนัก รัฐบาลต้องผลักดันหลากหลายมาตรการเพื่อยกระดับราคายางให้สูงขึ้น ทั้งการแปรรูปเพื่อส่งออก การคิดค้นนวัตกรรมถนนจากยางพารา กระตุ้นให้เกิดการใช้ยางพาราในระดับชุมชน ลดปริมาณยางพาราที่จะออกสู่ตลาด

การเสวนา “ถนนยางพาราดินซีเมนต์ ทางรอดของการใช้ยางพารา” ภายในงานวันยางพารา จังหวัดบึงกาฬ ประจำปี 2562 ซึ่งจัดโดยจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) บึงกาฬ และหน่วยงานราชการกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดมุมมองส่องอนาคตยางพาราไทย

“นิพนธ์ คนขยัน” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า จากช่วงที่ผ่านมาแม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะทำตามข้อเสนอ แก้ปัญหาข้อจำกัดเรื่องการใช้ยางภายในประเทศ ที่ยังไม่มีระเบียบให้ท้องถิ่นซื้อน้ำยางพาราไปทำถนน ล่าสุดแม้มีหนังสือสั่งการออกมากำหนดระเบียบให้ท้องถิ่นสามารถซื้อน้ำยางสำหรับใช้ก่อสร้างถนน แต่ยังติดปัญหาข้อกฎหมายอื่น ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางจะไม่ได้อะไรเลยจากระเบียบฉบับนี้

สาเหตุมาจากราชกิจจานุเบกษา ออกประกาศคณะกรรมการราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดราคากลางงานก่อสร้าง ฉบับที่ 4 ลงนามโดย นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2561 ให้ซื้อยางพาราในราคากลางตลาดหาดใหญ่ กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นหลัก ซึ่งราคากลางอยู่ที่ราว 35 บาท น้อยกว่าราคาที่กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางเคยเสนอไว้ที่ 65 บาท

“ดร. ระพีพันธ์ แดงตันกี” รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนางานวิจัยและอุตสาหกรรมสัมพันธ์ สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ หรือ มจพ. กล่าวว่า ในส่วนราคากลาง 65 บาท ซึ่งเป็นราคาที่กระทรวงพาณิชย์คำนวณออกมาจากทั่วประเทศว่า ยางพารามีต้นทุนที่ชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้ที่ 62 บาท/กก. อีก 3 บาท เป็นการคำนวณให้เขามีเงินออม

ดังนั้น ราคา 65 บาท/กก. จึงเป็นการคำนวณต้นทุนการผลิตยางที่เกษตรกรอยู่ได้ หากได้ตามราคาที่เสนอจะช่วยเหลือชาวสวนยางได้ แต่หากไม่มีการแก้ไขให้ราคาเป็นแบบเดิม นอกจากไม่ได้ช่วยอุดหนุนเกษตรกรรายย่อยแล้ว ยังยากที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกรชาวสวนยางที่ยังทำยางก้อนถ้วยอยู่เป็นส่วนใหญ่อีกด้วย

ขณะเดียวกัน ดร. ระพีพันธ์ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า น้ำยางมี 2 ประเภท คือ น้ำยางข้นที่ต้องส่งเข้าโรงงานเอกชน และน้ำยางสดที่ไม่จำเป็นต้องเข้าโรงงาน สามารถส่งให้หน่วยงานท้องถิ่นได้เลย ทำให้มีการตัดช่วงไม่ต้องส่งน้ำยางเข้าโรงงาน ซึ่ง มจพ. ทำถนนได้ทั้งน้ำยางสด และน้ำยางข้น แต่พบว่า น้ำยางสดมีคุณสมบัติดีกว่า