ช่วงที่ยังไม่ออกดอก ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องคอยระวังเชื้อไวรัส

เชื้อโรคต่างๆ ต้องคอยดูแลตัดแต่งกิ่งส้มไม่ให้งอกเร็วเกินไป ไม่อย่างนั้นส้มจะสูงจนเก็บเกี่ยวลำบากช่วงที่ออกดอก เป็นช่วงที่สำคัญมาก ถ้าจัดการดูแลในช่วงนี้ไม่ดี ผลผลิตที่ออกมาก็จะไม่ดีไปเลย ต้องคอยระวังพวกแมลง เช่น เพลี้ยหอย หากปล่อยให้เพลี้ยหอยไปกัดกินดอก ผลที่ออกมาผิวก็จะไม่สวย ทำให้ราคาถูก โดนพ่อค้ากดราคา

โดยทั้งสองช่วงจะต้องคอยฉีดพ่นสารเคมีทุกๆ 7-10 วัน และให้น้ำทุกๆ 72 ชั่วโมง ยกเว้นวันที่ฝนตก การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและศัตรูส้มที่สวนโชคสมบัตินั้นทำตามขั้นตอนการใช้สารเคมีอย่างถูกวิธี ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้มีสารเคมีตกค้างในผลผลิตจนเกิดอันตรายกับผู้บริโภค

คุณสกาย กล่าวว่า ต้นทุนในการทำส้มนั้นเป็นอะไรที่สูงพอสมควร เท่าที่เคยทำมา สมมุติว่าปีนี้ได้ยอดกำไรมา 2 ล้าน ต้นทุนก็จะอยู่ที่ประมาณล้านนิดๆ หรืออาจจะถึงล้านห้า เรียกได้ว่าต้นทุนเกิน 50% ของผลกำไรเลยก็ว่าได้ เพราะค่าปุ๋ยค่ายาที่แพงขึ้นทุกวัน และส้มเป็นพืชที่ต้องคอยฉีดพ่นสารเคมีตลอด การที่ต้นทุนสูงจึงเป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ สารเคมีบางตัวยังหาซื้อยากเพราะเป็นที่ต้องการของเกษตรกร เกษตรกรที่มีทุนทรัพย์มากหน่อยก็จะซื้อสารเคมีเหล่านี้มาตุนเก็บเอาไว้ ทำให้สารเคมีขาดตลาดในบางช่วง ส่วนเรื่องค่าแรงในสวนโชคสมบัติก็จะมีการจ้างบุคคลภายนอกเข้ามาทำงานในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว เพราะแรงงานในสวนมีไม่พอ

เน้นทำตลาดออนไลน์

ในเรื่องการทำตลาดผลผลิตของสวนส้มโชคสมบัติ คุณสกาย กล่าวว่า เรามีสโลแกนว่า ส้มสายน้ำผึ้งจากสวนโชคสมบัติส่งตรงจากเกษตรกรถึงมือคุณ สวนส้มโชคสมบัติของเราเน้นว่าส้มสดจากสวนไม่ผ่านการแวกซ์ทุกลูก เพื่อให้ลูกค้าได้รับผลผลิตที่สดใหม่จริงๆ โดยเราเน้นทำตลาดออนไลน์ ลูกค้าสามารถสั่งทางเพจสวนส้มโชคสมบัติ Choksombat Orange Farm ทางเราจะจัดส่งให้ถึงหน้าบ้าน ในส่วนของราคาจะอยู่ที่ประมาณ 20-40 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับว่าช่วงนั้นเป็นช่วงตรุษจีนหรือเปล่า เพราะคนไทยเชื้อสายจีนก็นิยมใช้ส้มในการไหว้ หากเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีนทำให้ราคาเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม ในกรณีที่ซื้อแบบคละไซซ์ เราต้องทำตลาดให้ทันกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป จะรอตลาดค้าส่ง รอพ่อค้าคนกลางเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

ข้อคิดจากเกษตรกร

ก่อนจบการสนทนาคุณสกายฝากว่า อาชีพเกษตรไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างตอนนี้ชาวนาที่ปลูกข้าว ก็เจอปัญหารายจ่ายกับรายรับไม่สมดุลกัน นั่นก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกษตรกรในประเทศไทยค่อยๆ น้อยลง ตนเองอยากจะฝากให้คนที่อยากจะมาทำการเกษตรหรือคนที่เรียนเกษตร ตนเองคิดว่าคนที่จะทำเกษตรได้ต้องเป็นคนที่ใจเย็น ต้องเป็นคนที่มีความอดทนและมีสติ และอย่าคิดว่าอาชีพเกษตรทำแล้วจะรวย อย่าคิดอย่างนี้เลยเด็ดขาด ตนเองรู้สึกว่าอาชีพเกษตรกรไทยถ้าเราไม่ใช่รายใหญ่ เราไม่มีทางที่จะรวย อีกอย่างหากทำเกษตรเพียงเพราะนึกสนุกแล้วคิดว่าฉันไม่ต้องไปสวนทุกวันก็ได้ ให้คนอื่นดูแลแทนก็ได้ คิดแบบนั้นไม่มีทางทำการเกษตรได้สำเร็จ ต้องคิดเสมอว่าทุกอย่างมันจะต้องอยู่ในสายตาเราตลอด เราต้องควบคุมดูแลเองจึงจะได้ผลผลิตแบบที่เราต้องการ ดังนั้น การทำการเกษตรต้องค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ ใจเย็นๆ และถึงที่สุดแล้วอาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่ทำให้รู้สึกว่าเรามั่นคง ถึงแม้ว่าบางทีจะได้เงินน้อยหรือขาดทุน แต่ก็ยังมั่นคง อย่างสวนของตนเองก็หวังว่าในอนาคต ค่าใช้จ่ายจะสมดุลกับรายได้ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้

มะม่วงสายพันธุ์จากฟลอริดาที่ฝรั่งเรียก มะม่วงพันธุ์ “เออร์วิน” (Irwin) ส่วนจีนกับไต้หวันเรียก มะม่วงพันธุ์ “อ้ายเหวิน” และญี่ปุ่น เรียก “ไทโย โน ทามาโกะ” (Taiyo no tamago) หรือ “ไข่พระอาทิตย์” ที่ทั่วโลกรู้ว่าเป็นมะม่วงที่แพงที่สุดในโลก

จากข้อมูล “เออร์วิน” เป็นมะม่วงที่เกิดจากการผสมโดยธรรมชาติ ระหว่างมะม่วงลิปเพนส์ (Lippens) กับ มะม่วงเฮเดน (Haden) ในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา จากนั้นมะม่วงเออร์วินต้นแรกให้ผลติดลูกครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2488 และถูกตั้งชื่อ “เออร์วิน” ในปี 2492 หรือเมื่อเกือบ 70 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมะม่วง “เออร์วิน” ผลขนาดปานกลาง น้ำหนักประมาณ 300-450 กรัม รูปร่างยาวรีเล็กน้อยหรือรูปไข่ ผลดิบมีจุดประสีแดงบริเวณไหล่และแก้มผล ผลสุกจะมีสีแดงเลือดนก จัดเป็นมะม่วงรับประทานสุก เนื้อสุกมีสีเหลืองทอง รสชาติหวาน ความหวานอยู่ที่ระดับ 12-18 บริกซ์ ไม่มีเสี้ยน เปลือกบาง เมล็ดที่ค่อนข้างลีบบาง คิดเป็นเพียง 7% ของน้ำหนักผลเท่านั้น

ปัจจุบัน มะม่วงปลูกเพื่อการค้าในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก เอกวาดอร์ เปรู กัวเตมาลา เป็นต้น ในแถบทวีปเอเชียนี้ก็มี ไต้หวัน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ซึ่งตอนนี้ไต้หวันและออสเตรเลียเป็นผู้ผลิตมะม่วงเออร์วินส่งออกหลักสำหรับตลาดเอเชีย ในฤดูกาลผลิตที่ไม่ทับซ้อนกัน มะม่วงไต้หวันจะเริ่มออกประมาณเดือนพฤษภาคมหมดสิงหาคม และออสเตรเลียจะรับช่วงต่อตั้งแต่กันยายนจนถึงต้นปี ส่วนผลผลิตมะม่วงเออร์วินในญี่ปุ่นจำหน่ายเพียงในประเทศเท่านั้น เนื่องจากไม่เพียงพอจำหน่ายในประเทศต้องนำเข้า

มะม่วงเออร์วิน ใน “ไต้หวัน” ในอดีตราคาของมะม่วงไต้หวันมักจะต่ำ เนื่องจากการผลิตที่ยังไม่ได้คุณภาพ ในช่วงเกือบสิบปีที่ผ่านมารัฐบาลเกษตร สมาคมเกษตรกร และเกษตรกร ได้พยายามปรับปรุงมาตรการต่างๆ สำหรับการผลิตและการขายมะม่วง สมาคมเกษตรกรไต้หวันมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก รวมถึงการจัดตั้งพื้นที่กลุ่มและระบบการจัดการความปลอดภัย การจัดระดับและบรรจุภัณฑ์ การปรับปรุงคุณภาพและความปลอดภัยและส่งเสริมการขายตรง และผลิตภัณฑ์แปรรูปที่หลากหลาย ในฐานะที่เป็นตัวแทนผลไม้ที่สำคัญ และถือว่าเป็นไม้ผลที่มีการแข่งขันมากที่สุดในไต้หวัน มะม่วงถูกส่งออกไปยังกว่าสิบประเทศ

นอกจากนี้ เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงยังได้รับประโยชน์จากการผลิตและการขายที่มีเสถียรภาพ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของราคา อุตสาหกรรมมะม่วงได้กลายเป็นแบบอย่างที่ประสบความสำเร็จสำหรับอุตสาหกรรมผลไม้ในไต้หวัน ไต้หวันมีผลไม้มากกว่า 30 ชนิด มีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 180,000 เฮกตาร์ (1 เฮกตาร์ เท่ากับ 10,000 ตารางเมตร หรือประมาณ 6 ไร่ 1 งาน) และมูลค่าผลผลิตรวม 3.23 พันล้านเหรียญสหรัฐ ผลจากที่รัฐบาลไต้หวันและสมาคมเกษตรกรไต้หวันมีความพยายามของเกษตรกรคุณภาพของผลิตภัณฑ์ผลไม้เป็นของพรีเมี่ยม ทำให้ไต้หวันได้รับชื่อเสียงในเรื่อง “อาณาจักรผลไม้”

ผลไม้เมืองร้อนในไต้หวันมีการแข่งขันสูง และ “มะม่วง” เป็นหนึ่งในนั้น เป็นไม้ผลทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มะม่วงได้กลายเป็นผลไม้พรีเมี่ยมที่เป็นตัวแทนของไต้หวันที่ทั่วโลกรู้จักและยอมรับ มะม่วงสดมีจำหน่ายในตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์มะม่วงแปรรูป เช่น น้ำแข็งไสสไตล์ไต้หวันราดด้วยท็อปปิ้งมะม่วงสด สายพันธุ์ “อ้ายเหวิน” หรือ “เออร์วิน” ที่ไต้หวันปลูกมากที่สุด มะม่วงอบแห้ง เบียร์มะม่วง หลากหลายสินค้าแปรรูปจากมะม่วง ที่ไต้หวันมุ่งมั่นพัฒนาเรื่องของรสชาติ รวมไปถึงบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามเพิ่มมูลค่าเทียบชั้นญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ออกมาอย่างสวยงามน่าซื้อ

มะม่วงสดและมะม่วงแปรรูปจากไต้หวันจึงเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรเป็นอย่างมาก จากข้อมูลการทำงานของสมาคมเกษตรกรไต้หวัน ในการให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรในการผลิตและจำหน่ายมะม่วง รวมทั้งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำตลาดมะม่วงไต้หวันสำเร็จ สมาคมเกษตรกรและรัฐบาลทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเสถียรภาพราคาและการขายมะม่วง ทำให้อุตสาหกรรมมะม่วงไต้หวันเป็นแบบอย่างสู่ความสำเร็จ

การผลิตมะม่วงไต้หวัน จากที่ทีมงาน “สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ได้ไปศึกษาดูงานการผลิตมะม่วงไต้หวันบ่อยครั้ง ได้ข้อมูลว่า ภาพรวมการผลิตมะม่วงไต้หวัน พื้นที่การผลิตหลักตั้งอยู่ในไถหนาน ผิงตง และเกาสง ในไต้หวันตอนใต้ ระยะเวลาเก็บเกี่ยวสูงสุดคือช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม มะม่วง จากข้อมูล ไต้หวันได้นำมะม่วงเออร์วินไปปลูกและตั้งชื่อใหม่ว่า อ้ายเหวิน ถูกนำเข้ามายังไต้หวันจากฟลอริดา เมื่อปี พ.ศ. 2493 โดยมี นายเฉินฮั่นชิ เกษตรกรเมืองยู่จิง เป็นผู้ปลูกและคัดเลือกพัฒนาสายพันธุ์จนได้สายพันธุ์ที่นิ่ง ปรับตัวเข้ากับภูมิประเทศได้ จึงขยายไปปลูกที่เมืองไทนาน และผิงตง

การเก็บผล ควรเก็บเมื่อแก่จัด มะม่วงพันธุ์อ้ายเหวิน ผลขนาดกลาง 350-450 กรัม หรือประมาณ 3 ผลต่อ 1 กิโลกรัม ปัจจุบัน ไต้หวันปลูกมะม่วง พันธุ์ “เออร์วิน” มากกว่าพันธุ์อื่น คือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 49% ของพื้นที่ปลูกมะม่วงทั้งหมดในเกาะไต้หวัน รองลงมาคือ มะม่วงพันธุ์ “จินหวง” (หรือบ้านเราเรียก นวลคำ เขียวใหญ่ งามเมืองย่า) ประมาณ 26% ที่เหลือคือ มะม่วงสายพันธุ์ย่อยอื่นๆ อีกจำนวนมาก ที่ไต้หวันพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์มะม่วงขึ้นมา ถือว่าเป็นความก้าวหน้าระดับโลกเลยก็ว่าได้ ปัจจุบัน จีนสั่งนำเข้ามะม่วงเออร์วินจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นมะม่วงราคาพรีเมี่ยมในตลาด ด้วยสีสันผิวมะม่วงที่แดงสดและรสชาติหวาน หอม ไม่มีเสี้ยน รับประทานอร่อย

และปัจจุบันไต้หวันปลูกมะม่วงอ้ายเหวินแล้วส่งไปขายญี่ปุ่นเป็น อันดับ 1 สมาคมเกษตรกร และรัฐบาลได้ทำงานร่วมกันเพื่อใช้มาตรการดังต่อไปนี้ สำหรับการผลิตมะม่วงเพื่อนำการพัฒนาที่ยั่งยืนมาสู่อุตสาหกรรมมะม่วงคือ มีการส่งเสริมการจัดตั้งพื้นที่กลุ่ม สมาคมเกษตรกร มีหน้าที่รับผิดชอบในการรวมเกษตรกรในพื้นที่การผลิตที่อยู่ติดกัน และชั้นเรียนการตลาดผลิตภัณฑ์เป็นกลุ่มขยายขนาดของการดำเนินงานแนะนำสายพันธุ์พรีเมี่ยมและเทคนิคและปรับปรุงร้อยละของผลิตภัณฑ์ผลไม้ที่มีคุณภาพสูง มีการทำสัญญาความร่วมมือระหว่างการจัดหาผลไม้และผู้ส่งออก

สมาคมเกษตรกรจับคู่ผู้ส่งออกและจัดหาเกษตรกรในสวนผลไม้เพื่อสร้างความร่วมมือที่มั่นคงในระยะยาว และให้คำแนะนำแก่เกษตรกรผู้ทำสวนผลไม้เพื่อการส่งออก เพื่อทำสัญญากับผู้ส่งออกและลงทะเบียนเพื่อการจัดการ มีการสร้างระบบการจัดการความปลอดภัยของสินค้าเกษตร เพื่อรับรองความปลอดภัยของอาหารตามข้อกำหนดการผลิตของประเทศผู้ส่งออก มะม่วงแต่ละต้นจะมีบาร์โค้ดตรวจสอบย้อนกลับได้ การตรวจสอบสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างก่อนการเก็บเกี่ยว และเกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวมะม่วงได้หลังจากผ่านการตรวจสอบ

นอกจากนี้ มะม่วงเพื่อส่งออกไปญี่ปุ่นยังได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติมในโรงนึ่ง เมื่อผ่านแล้วจะมีการออกเอกสารเพื่อขออนุมัติการส่งออกไปญี่ปุ่น เพื่อให้ผู้ส่งออกดำเนินการต่อไป มีการเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์ผลไม้ รัฐบาลเชิญนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสถานีทดลองจัดตั้งกลุ่มผู้ให้บริการด้านเทคนิคด้านมะม่วง เพื่อจัดสัมมนาในพื้นที่การผลิต ตั้งแต่ ปี 2557 รัฐบาลขอให้เกษตรกรและผู้ส่งออกเข้าร่วมสัมมนาฝึกอบรมเพื่อให้มีคุณสมบัติในการส่งออก สมาคมเกษตรกรมีหน้าที่เชิญเกษตรกรในแต่ละพื้นที่การผลิตเข้าร่วมสัมมนาและให้คำปรึกษาแก่เกษตรกร เกี่ยวกับการจัดการการเพาะปลูกและการใช้ยาฆ่าแมลง

หลักสูตรประกอบด้วย การจัดการการเพาะปลูก การปฏิสนธิที่เหมาะสม การใช้สารกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ กลุ่มบริการด้านเทคนิคยังมีบริการให้คำปรึกษาในสถานที่ และการวินิจฉัยสวนผลไม้ในฤดูการทำฟาร์มแนะนำ GAP (การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี) และการตรวจสอบย้อนกลับ หรือเครื่องหมายอินทรีย์ และสร้างระบบการจัดการคุณภาพระดับพรีเมี่ยมและปลอดภัย มีการส่งเสริมมาตรฐานคุณภาพของมะม่วง ควรมีความหวานอย่างน้อย 12 บริกซ์ สมาคมเกษตรกรได้ให้คำปรึกษาแก่เกษตรกร เกี่ยวกับการตรวจสอบและควบคุมความหวานมะม่วงด้วยตนเอง

นอกจากการตรวจสอบสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างแล้ว ยังมีการตรวจสอบความหวานมะม่วงอีกด้วย หากมะม่วงมีความหวานน้อยกว่า 12 บริกซ์ จะไม่อนุญาตให้ส่งออกมะม่วงได้ ด้วยการสนับสนุนของรัฐบาล สมาคมเกษตรกร ได้จัดตั้งศูนย์รวบรวมและบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย ติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการตลาดสำหรับการวัดผล การบรรจุ และการประมวลผลบรรลุมาตรฐาน การดำเนินงานและดำเนินมาตรการต่อไปนี้

สำหรับการตลาดมะม่วงเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ไต้หวันได้จัดตั้งศูนย์รวบรวมและบรรจุภัณฑ์ที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม มะม่วงมักเก็บเกี่ยวในอุณหภูมิสูงในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิของผลไม้ที่ส่งจากไร่ค่อนข้างสูง ดังนั้น สมาคมเกษตรกร จึงได้จัดตั้งศูนย์รวบรวมและบรรจุภัณฑ์ที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เพื่อลดอุณหภูมิของผลไม้ก่อนบรรจุ และรักษาคุณภาพอย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มจากการคัดคุณภาพ ดูตำหนิ บาดแผล ร่องรอยการทำลายของโรคและแมลง

จากนั้น นำไปคัดขนาดด้วยเครื่องคัดแยกน้ำหนักผลมะม่วง นำไปล้างทำความสะอาดก่อนจะนำไปแช่น้ำร้อน ไต้หวันมีการนำมะม่วงแช่น้ำร้อน (Hot Water Treatment) ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นการป้องกันและยับยั้งการเกิดและการเจริญเติบโตของโรคและแมลงศัตรูพืช หลังการเก็บเกี่ยวของมะม่วงโดยชีววิธี เป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย

ซึ่งการใช้น้ำร้อนที่ระดับอุณหภูมิและระยะเวลาในการแช่น้ำร้อนที่เหมาะสม สามารถควบคุมการเข้าทำลายของแมลงวันผลไม้ รวมถึงยังป้องกันโรคแอนแทรกโนส ซึ่งเป็นโรคที่มีความสำคัญมากหลังการเก็บเกี่ยวของมะม่วง รวมถึงการช่วยชะลอการสุกของมะม่วง โดยการลดอัตราการหายใจ แต่หลังการแช่น้ำร้อนจะต้องรีบลดอุณหภูมิของมะม่วงลงด้วยน้ำเย็นอย่างรวดเร็ว มิฉะนั้นจะทำให้ผลผลิตเสื่อมสภาพหรือสุกได้เร็วขึ้น

จากการสอบถามข้อมูลพบว่า การแช่น้ำร้อนสำหรับมะม่วงอ้ายเหวินจะใช้อุณหภูมิประมาณ 46 องศาเซลเซียส แช่นานประมาณ 15 นาที แต่ระยะเวลาในการแช่ก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามขนาดของผลมะม่วงที่แบ่งแยกเกรดเอาไว้แล้วก่อนนำลงแช่น้ำร้อน คือขนาดผลใหญ่ก็ต้องใช้เวลาแช่น้ำร้อนนานขึ้น เป็นต้น หลังการลดอุณหภูมิก็จะผึ่งให้ผลมะม่วงแห้ง ก่อนจะนำไปบรรจุลงกล่อง แล้วนำไปเก็บรักษาในห้องเย็นต่อไป

สำหรับมะม่วงเพื่อการส่งออกไปญี่ปุ่นและเกาหลี จำเป็นต้องมีการกักกันเพื่อให้แน่ใจว่าแมลงถูกฆ่าตายอย่างสมบูรณ์ หลังจากการนึ่งและการลดอุณหภูมิการดำเนินการบรรจุภัณฑ์จะดำเนินการ เริ่มต้นในปี 2007 มะม่วงทุกชนิดในกระบวนการบรรจุภัณฑ์จะมีป้ายกำกับชื่อของเกษตรกรแต่ละราย เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับได้

ปัญหาของการปลูกมะม่วงพันธุ์เออร์วินในต่างประเทศนั้น เท่าที่ทราบไม่ใช่ปัญหาเรื่อง ต้นโตช้า ผลผลิตต่อต้นน้อย หรือราคาไม่ดีแต่อย่างใด แต่เท่าที่ทราบและสอบถามเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงในไต้หวันนั้น จะเป็นเรื่องของ โรค “จุดดำ” กับ โรค “แอนแทรกโนส” ทำลายผิวให้เป็นแผลจุดๆ ที่เกิดกับมะม่วงหลายชนิดในบ้านเรา

แต่ข้อนี้จากที่ “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ที่นำเข้าสายพันธุ์มะม่วงเออร์วินมาปลูกในบ้านเรามาหลายปี เมื่อมะม่วงเออร์วินผลสุกแก่หรือนำมาบ่มให้สุกกลับไม่ค่อยเจอปัญหาเรื่องโรคทำลายผิวผลมะม่วงมากแต่อย่างใด อาจเนื่องมาจากช่วงเวลาติดลูกและใกล้เก็บเกี่ยวของบ้านเรา ยังอยู่ในฤดูแล้งหรือหน้าร้อน คือราวเดือนมีนาคม-พฤษภาคม อากาศร้อน ความชื้นต่ำ ไม่เจอฝน ส่วนไต้หวันเป็นช่วงฤดูฝน ซึ่งมีความชื้นสูง และยังเจอพายุไต้ฝุ่นพัดเข้าทั้งไต้หวันและญี่ปุ่น ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ของทุกปี

“ไผ่เป๊าะหวาน” ลำต้นไม่ตรง เป็นไผ่เปลือกบาง มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำ 6 นิ้ว สูง 8-10 เมตร ปล้องยาวโดยประมาณ 12 นิ้ว เนื้อไม้บาง ลักษณะใบมีสีเขียวเล็กคล้ายหอก ก้านมีสีเหลือง มักพบกระจายพันธุ์ตามชายแดนไทย-พม่า แถบจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตาก มีบ้างเป็นบางพื้นที่ เป็นต้นกล้าที่มาจากเมล็ด จึงไม่ต้องห่วงเรื่องไผ่จะแก่และตายขุย อยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี หน่อมีขนาดใหญ่เต็มที่ 2.5-3 กิโลกรัม รสชาติหวาน กรอบ ไม่มีเสี้ยน เนื้อเยอะ นิยมนำมาต้มจืด ผัดหน่อไม้ใส่หมู และใส่ในกระเพาะปลา อร่อยอย่าบอกใคร

คุณเฉลิม ยานะวงษ์ เกษตรกรผู้ปลูกไผ่ เจ้าของไร่ ยานะวงษ์ ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 336 หมู่ที่ 9 ตำบลพะวอ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

คุณเฉลิม ได้เริ่มปลูกไผ่มาแล้วกว่า 7 ปี มีอาชีพเดิมคือ ทำไร่ข้าวโพด แต่เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้งที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น บวกกับราคาข้าวโพดไม่ดี คนปลูกเยอะ แรงงานหายาก ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน คุณเฉลิมจึงเริ่มหันมาปลูกไผ่เป๊าะ โดยให้เหตุผลที่เลือกปลูกไผ่เป๊าะว่า ไผ่เป๊าะมีราคาดี ราคาซื้อขายกันในสวนกิโลกรัมละ 40 บาท ถ้าขยันหน่อยก็นำไปวางขายตามริมถนนแม่สอด ก็จะได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 50 บาท ซึ่งปลูกไผ่เป๊าะมาได้ระยะหนึ่งก็รู้เลยว่า ไผ่เป๊าะไม่ทำให้ผิดหวัง ปลูกแล้วให้ผลผลิตดีเกินคาด แถมมีเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย โดยเฉพาะปีนี้ผลผลิตออกมาไม่เยอะ เนื่องจากเจอพิษแล้ง อากาศร้อนจัด ซึ่งถือได้ว่าการปลูกไผ่เพื่อขายหน่อสด และแปรรูปเป็นแผ่น เป็นอาชีพช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับคุณเฉลิมได้เป็นอย่างดี จนในปัจจุบันนี้คุณเฉลิมได้หยุดทำไร่ข้าวโพด และหันมาปลูกไผ่เป็นอาชีพหลัก สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวนับแสนบาทต่อเดือน

ปัจจุบัน ที่สวนของคุณเฉลิม ปลูกไผ่เป๊าะ 300-400 ต้น หรือประมาณ 5 ไร่ และได้มีการขยายพื้นที่ปลูกจนในปัจจุบันมีไผ่เป๊าะทั้งสิ้น 10 ไร่ ให้ผลผลิตดีและราคาสูง โดยที่สวนคุณเฉลิมปลูกไผ่โดยใช้วิธีการเพาะเมล็ด เพราะสามารถกำหนดระยะเวลาการปลูกได้ และการปลูกไผ่ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดจะดูแลง่าย ไม่ต้องกังวลว่ารากจะเน่า

ไผ่เป๊าะ นิยมนำมาทำต้มจืด เพราะไผ่เป๊าะมีรสชาติหวาน นอกจากทำแกงจืดอร่อยแล้ว ยังนิยมนำไผ่ เป๊าะไปใส่ในกระเพาะปลา นอกจากไผ่เป๊าะแล้ว ที่สวนของคุณเฉลิมยังปลูกไผ่รวกหวาน แต่ตอนนี้เริ่มจริงจังกับการปลูกไผ่หกยักษ์ โดยเริ่มทดลองปลูกไผ่หกยักษ์มาเป็นระยะเวลา 3 ปี ปลูกบนพื้นที่กว่า 60 ไร่

“ไผ่หกยักษ์ ก็เป็นไผ่อีกชนิดที่น่าปลูก ที่สำคัญไผ่หกยักษ์ดูแลง่ายกว่าไผ่เป๊าะ ให้น้ำเพียง 2 ปีแรก หลังจากนั้นก็ปล่อยได้ ให้ดูแลเรื่องวัชพืชอย่างเดียว แต่ต้องบอกก่อนว่า ไผ่หกยักษ์ จะมีราคาถูกกว่าไผ่เป๊าะ โดยราคาแต่งหัวสด กิโลกรัมละ 7 บาท ถ้าแปรรูปเป็นแผ่น ขายได้ 10 บาท ที่ไร่เราทำได้ตามความต้องการของลูกค้า ถ้าอยากได้หน่อสด เราก็ขาย ถ้าอยากได้แบบแปรรูปเป็นแผ่น เราก็ทำให้ได้” คุณเฉลิม กล่าว

ขุดหลุม กว้าง 50×50 เซนติเมตร ลึก 30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุม 8×8 เมตร โดยก่อนปลูกให้ใส่ปุ๋ยหมักจากเศษไม้รองพื้น ประมาณ 6-7 กำมือ แล้วใส่ดินผสมไปเล็กน้อย และนำกิ่งตอนลงหลุม เอาดินกลบเป็นอันเสร็จขั้นตอน หลังจากนั้นให้ดูเรื่องปุ๋ย จะใส่ช่วงเดือนธันวาคม เพราะต้องการให้ใบไผ่ร่วงลงมาก่อน เรียกวิธีนี้ว่า แกล้งไผ่

เรื่อง น้ำ…ปลูกไผ่เป๊าะต้องดูแลเรื่องน้ำเป็นสำคัญ เริ่มให้น้ำตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ไผ่เป๊าะจะเริ่มให้ผลผลิตประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายน ช่วงที่เหมาะกับการปลูกคือช่วงมีนาคม เพราะถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนน้ำเยอะเกินไป จะทำให้รากไผ่เน่า แต่ก็ต้องดูแลเรื่องน้ำให้ดี ถ้าปล่อยทิ้งไว้หลายวันโดยไม่รดน้ำเลย รสชาติไผ่จะไม่อร่อย

“ไผ่เป๊าะ ตอนจากกิ่งจะเริ่มปลูกเดือนมีนาคม ใช้ระยะเวลาในการปลูก 3 ปี ถึงจะเก็บผลผลิตได้ โดย 1 ปี ไผ่เป๊าะจะให้ผลผลิต 1 ครั้ง โดยใช้ระบบสปริงเกลอร์ในการรดน้ำ เริ่มรดน้ำช่วงเดือนธันวาคม ความถี่ในการรดน้ำให้รดแบบวันเว้นวันจะเหมาะสมที่สุด” คุณเฉลิม กล่าว

เทคนิคการปลูก

ให้ได้หน่อเยอะๆ

คุณเฉลิม บอกว่า การปลูกไผ่ให้ได้หน่อเยอะๆ ไม่ใช่เรื่องยาก จีคลับ เพียงบังคับให้ใบร่วงให้ไวที่สุด ยิ่งใบร่วงเร็วเท่าไหร่ ยอดจะแทงออกมาใหม่เร็วเท่านั้น เมื่อยอดออกมาใหม่จนครบหมดต้น คราวนี้อีกไม่นานไผ่เป๊าะจะเริ่มให้หน่อ ให้ผลผลิตออกมา นอกจากนี้ คุณเฉลิมยังแนะนำอีกว่า ถ้ามีคนงานก็ให้คนงานตัด หรืออีกวิธีคือใช้สารเคมีพ่น

ไผ่เป๊าะหวาน และไผ่หกยักษ์

นำมาแปรรูปเป็นอะไรได้บ้าง

ไผ่เป๊าะ เหมาะสำหรับนำมาประกอบอาหาร หรือขายหน่อสด จะไม่นิยมนำไปดอง เพราะไผ่เป๊าะจะไม่มีรสขม มีแต่รสหวาน ถ้านำมาดองจะเน่าง่าย จึงไม่นิยมนำมาดอง

แปรรูปไผ่หกยักษ์

“ไผ่หกยักษ์ นิยมแปรรูปเป็นหน่อไม้ดอง ดองปี๊บส่งต่างประเทศ หน่อไม้ที่ขายดีที่สุดตอนนี้คือ หน่อไม้ดอง ทำจากไผ่หกยักษ์ ส่งไปที่ตลาด มีเท่าไหร่เขารับหมด” คุณเฉลิม กล่าว ไผ่เป๊าะหวาน เป็นอาชีพ

คุณเฉลิม บอกว่า มีพื้นที่เพียง 1 ไร่ ก็สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้แล้ว และการปลูกไผ่ยังใช้เงินในการลงทุนน้อย กิ่งไผ่ตอน ราคาเพียง 40 บาท 1 ไร่ ปลูกได้ 30-36 ต้น ซึ่งคิดเป็นเงินเพียง 1,200-1,500 บาท เท่านั้น ถือว่าปลูกแล้วคุ้มในระยะยาว แต่หากท่านใดอยากปลูกไผ่เป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ คุณเฉลิมแนะนำให้ปลูกในพื้นที่ ประมาณ 5 ไร่ และในระหว่างที่รอไผ่โต ช่วง 1-2 ปีแรก เราสามารถปลูกพืชแซมในสวนไผ่ได้อีกด้วย ส่วนพืชที่เหมาะในการปลูกเป็นพืชแซมสวนไผ่คือ มะละกอ ถั่ว หรือจะปลูกข้าวโพดแซมร่องกลางยังได้ ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างรายได้ 2 ต่อ เลี้ยงครอบครัวได้สบายๆ และหากดูแลไผ่ดีๆ ปลูกบนพื้นที่ดีๆ ไผ่กอหนึ่งสามารถให้หน่อได้ถึง 10-20 กิโลกรัม เลยทีเดียว

“ไผ่เป๊าะ ราคาดีก็จริง แต่ต้องหมั่นดูแลเป็นพิเศษ เพราะถ้าดูแลไม่ดี ไผ่เป๊าะจะออกหน่อในช่วงฤดูฝน ซึ่งจะออกชนกับหน่อไม้ป่า จะทำให้ไผ่เป๊าะราคาตก” คุณเฉลิม กล่าว เข้าร่วมโครงการ

สร้างป่า สร้างรายได้ ตามแนว

พระราชดำริสมเด็จพระเทพ

รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

คุณเฉลิม ได้เข้าร่วมโครงการ สร้างป่า สร้างรายได้ ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีรายละเอียดอำเภอที่ร่วมโครงการดังนี้ คืออำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย อำเภออุ้มผาง อำเภอท่าสองยาง อำเภอพบพระ และอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก อำเภอแม่แจ่ม และอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอสบเมย และอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

โดยโครงการได้มีการสนับสนุนกล้าไม้ป่า และมีพี่เลี้ยงแนะนำในเรื่องของการแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ “ที่หมู่บ้านผมมีเป้าหมายคือ ให้ชาวบ้านปลูกไผ่ บุก ไว้เป็นพืชชั้นต่ำเพื่อคลุมดิน และในระหว่างที่รอไผ่โตยังสามารถปลูกถั่วมัน ถั่วแขก ขายได้ มีตลาดรับซื้ออยู่แล้ว เมื่อไผ่โตคลุมพื้นที่ เราสามารถปลูกกระชาย ขมิ้น ไพล เพื่อนำมาอบแห้งส่งขายทำเป็นเครื่องต้มยำได้อีกด้วย ซึ่งคิดว่าวิธีนี้จะสามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพอย่างยั่งยืนให้กับชาวบ้าน และยังสร้างจิตสำนึกให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณรอบเขตพื้นที่ป่าไม้ให้มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าไม้ ไม่บุกรุกเพิ่มได้อีกด้วย” คุณเฉลิม กล่าว