ช่วงที่ไม้อยู่ในกระถาง 3 นิ้ว ถ้าไม้มีทรงดี สีออกเห็นชัด

สามารถจำหน่ายได้ทันที และต้นอื่นๆ ก็จะเลี้ยงต่อไปเรื่อยๆ ให้มีอายุประมาณ 8 เดือน จึงจะขาย ส่วนการขยายพันธุ์อีกวิธีที่นิยมก็จะเป็นการตัดยอดปักชำ จะได้ต้นใหม่ด้วยเช่นกัน แต่ด้วยความที่เราอยากได้ลูกไม้ใหม่ๆ เราก็จะเน้นการผสมพันธุ์เป็นหลัก เพื่อให้ได้ไม้ลูกผสมที่ลักษณะต้นไม่เหมือนกันเลย จึงทำให้โชคเก้าชั้นมีเสน่ห์ตรงนี้ พอได้สัมผัสจึงชอบความพิเศษตรงนี้” คุณธัญพร บอก

ส่วนในเรื่องของโรคและแมลงศัตรูพืชนั้น คุณธัญพร บอกว่า ปัญหาที่พบหลักๆ ก็จะเป็นเพลี้ยไฟไรแดง การป้องกันสามารถหาซื้อเคมีภัณฑ์ทั่วไปมาฉีดพ่นได้ ดูแลตามความเหมาะสมของสาเหตุที่เจอ แต่ถ้าเป็นช่วงฝนตกก็จะดูแลในเรื่องของเชื้อราเป็นพิเศษ

เนื่องจากอยู่ในวงการไม้ประดับมานาน สำหรับลูกค้าที่มาทำการซื้อขายต้นโชคเก้าชั้น คุณธัญพร บอกว่า หลักๆ จะเป็นลูกค้าเก่าแก่ดั้งเดิมและมีลูกค้าจากต่างประเทศเข้ามาติดต่อซื้อ อาทิ ลูกค้าจากสหรัฐอเมริกา และลูกค้าอีกส่วนหนึ่งมาจากโซเชียลมีเดีย ยิ่งช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา การค้าขายไม้ประดับถือว่าค่อนข้างไปได้ดี ไม่มีผลกระทบจากการระบาดแต่อย่างใด

โดยราคาจำหน่ายโชคเก้าชั้นขนาดกระถาง 3 นิ้ว ต้นสวยๆ ทรงดี ราคาอยู่ที่หลักพันบาท ขนาดกระถาง 6 นิ้ว เป็นลักษณะด่างมีสีชมพูติดราคาอยู่ที่ 2,500 บาทขึ้นไป กระถางขนาด 11 นิ้ว ราคาอยู่ที่ต้นละ 5,000 บาท และถ้าเป็นต้นที่มีลักษณะเด่นนำไปทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ ราคามีตั้งแต่หลักหมื่นหลักแสนบาท

“พอมาจับไม้ตัวนี้ รู้สึกว่าตลาดยังสามารถไปได้ ยิ่งมาทำยิ่งมาสัมผัส เราเองก็หลงรักในความพิเศษของไม้ เพราะเราสามารถพัฒนาได้ เพียงแต่เราต้องใส่ใจดูแลให้ดี พัฒนาสายพันธุ์อยู่เสมอ ดึงความพิเศษเขาออกมา ไม้ก็จะมีสีสันที่สวย พอทำจำนวนที่มีคุณภาพได้ เรื่องของทำตลาดนี้มีแน่นอน ทั้งในและต่างประเทศนิยมไม้ตัวนี้กัน ถ้าทำด้วยใจรักเสียแล้ว เชื่อว่าประสบผลสำเร็จแน่นอน” คุณธัญพร บอก

สำหรับท่านใดที่สนใจในเรื่องของการปลูกและพัฒนาโชคเก้าชั้น หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในด้านอื่นๆ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณธัญพร ทินกลิ่น หมายเลขโทรศัพท์ 098-924-6045

น้ำผึ้ง มีความสัมพันธ์กับอาชีพเลี้ยงผึ้ง การเลี้ยงผึ้งมีทั่วประเทศ เพราะความต้องการใช้น้ำผึ้งในเชิงพาณิชย์มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากคุณประโยชน์ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพ ความสวยงาม อาหาร ขนม เครื่องดื่ม เกิดเป็นอาชีพที่สร้างเม็ดเงินจำนวนมากมายในแต่ละปี ผลักดันให้ผู้เลี้ยงผึ้งพัฒนารูปแบบวิธีผลิตน้ำผึ้งเพื่อป้อนสู่ตลาดได้อย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตาม ผู้ยึดอาชีพเลี้ยงผึ้งทั้งรายใหม่และเก่าควรมีความรู้และแนวทางเลี้ยงตามหลักปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดขอนแก่น สังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานที่ดูแล และส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งและแมลงเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคอีสาน ทั้งการอบรม ถ่ายทอดความรู้ กระบวนการเลี้ยงให้แก่ผู้สนใจทั้งรายใหม่และรายเก่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงผึ้งให้สอดคล้องกับสภาวะอาชีพ

คุณวชิระ จิตรดาธำรง ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ศูนย์มีบทบาทและหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรทางด้านเลี้ยงผึ้งและแมลงเศรษฐกิจทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีพื้นที่รับผิดชอบรวมทั้งสิ้น 6 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และมุกดาหาร แมลงเศรษฐกิจที่ส่งเสริมได้รับความสนใจมาก ได้แก่ ผึ้ง จิ้งหรีด และครั่ง ซึ่งชาวบ้านหันมาเลี้ยงกันมาก เพราะมีตลาดรองรับดี

สวนลำไยทางเหนือ แหล่งน้ำผึ้งของชาวอีสาน ที่สร้างเม็ดเงินจำนวนมาก
ผอ. เผยว่า สมัยที่เริ่มเข้ามาทำงานที่ศูนย์แห่งนี้ มีคนมีข้อมูลคนเลี้ยงผึ้ง จำนวน 6,000 รัง มาถึงตอนนี้ (2562) มีมากกว่า 40,000 รัง หรืออย่างที่จังหวัดเลยคราวนั้นมีเพียง 10 ราย แต่ตอนนี้มีมากกว่า 100 ราย ซึ่งล้วนเป็นรายใหญ่ที่มีจำนวนเลี้ยงกว่า 1,000 รัง ต่อรายด้วย

สำหรับผลผลิตน้ำผึ้งเฉพาะภาคอีสาน เป็นน้ำผึ้งที่ได้จากดอกสาบเสือ ซึ่งได้ผลผลิตน้อย ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ดังนั้น คนอีสานจึงยึดอาชีพเลี้ยงผึ้งด้วยการอพยพไปเก็บน้ำผึ้งจากสวนลำไยทางภาคเหนือ โดยเฉพาะที่ลี้ ลำพูน เป็นการอพยพกันไปทั้งครอบครัว หลายครอบครัวเกือบทั้งอำเภอ โดยจะเริ่มออกเดินทางแบบคาราวานราวเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับดอกลำไยบาน

“มีผลผลิตที่ได้จากสวนลำไยเฉลี่ย 35 กิโลกรัม ต่อรัง ต่อปี หรือรวมทั้งปี ประมาณ 990 ตัน ถ้าคิดราคาขายที่กิโลกรัม 150 บาท จะมีมูลค่าเป็นตัวเงินรวมทั้งปีประมาณ 148 ล้านบาท แต่ถ้าคิดแยกเป็นรายเกษตรกรที่เลี้ยงจะมีรายได้ปีละ 742,500 บาท ต่อราย แต่เมื่อหักต้นทุนออก จะเหลือเป็นกำไรต่อราย ประมาณ 3.5 แสนบาท ต่อปี โดยชาวบ้านมักเลี้ยงกันเฉลี่ย 200 รัง ต่อราย ต่อปี จึงถือว่าเป็นรายได้ที่ค่อนข้างดี ทั้งนี้บางรายเลี้ยงเชิงพาณิชย์เป็นฟาร์มขนาดใหญ่สามารถสร้างรายได้ 4-5 ล้านบาท ต่อปี”

อาชีพเลี้ยงผึ้งต้องอดทน ทุ่มเทด้วยใจรัก เพราะมีกิจกรรมงานที่ต้องทำตลอดทั้งปี
ความสมบูรณ์ของธรรมชาติและปริมาณผลผลิตน้ำผึ้งมีความสัมพันธ์กัน คุณวชิระ บอกว่า ถ้าปีใดดอกไม้จากแหล่งต่างๆ มีความสมบูรณ์ดีมาก ก็จะได้น้ำผึ้งมาก ชาวบ้านก็มีรายได้สูงมากตามไปด้วย แต่ถ้าปีใดเกิดปัญหาทางธรรมชาติ ดอกไม้ขาดความสมบูรณ์ก็จะส่งผลต่อการทำอาชีพนี้ เพราะหัวใจของน้ำผึ้งคือ ดอกไม้ และสภาพทางธรรมชาติที่ต้องสอดคล้องกัน

ก่อนถึงช่วงนำผึ้งไปเก็บน้ำหวานตามสวนลำไย ผู้เลี้ยงผึ้งต้องเจรจาต่อรองเรื่องราคากับเจ้าของสวนลำไยล่วงหน้า โดยมักกำหนดราคาเป็นรัง ประมาณ 15 บาท หรือบางรายอาจคิดแบบเหมาสวน ประมาณ 1,000 บาท เมื่อตกลงเป็นที่พอใจ จึงวางเงินมัดจำเพื่อจองสวน ทั้งยังต้องตกลงว่าระหว่างช่วงมีดอกต้องงดใช้สารเคมีอย่างเด็ดขาด

ในระหว่างที่ผึ้งออกหาน้ำหวานจากเกสรดอกลำไยเพื่อมาเก็บไว้ในรังจนเต็ม จากนั้นเจ้าของผึ้งจะปั่นน้ำหวานจากรังไปใส่ในถังลิตร เพื่อให้ผึ้งไปหาน้ำหวานมาใส่ในรังอีก โดยจะทำในลักษณะนี้ จำนวน 6 ครั้ง ต่อรัง ในช่วงฤดูเก็บน้ำหวาน เมื่อชาวบ้านเก็บผลผลิตจากสวนลำไย จะจัดการขาย โดยน้ำผึ้งที่เก็บในถัง 200 ลิตร จะเก็บได้ประมาณ 320 กิโลกรัม จะขนไปขายตามแหล่งรับซื้อที่เชียงใหม่ เพราะเป็นตลาดรับซื้อแหล่งใหญ่ที่มีผู้รับซื้อจำนวนมาก

ภายหลังเก็บน้ำผึ้งส่งขายเรียบร้อย ในราวกลางเดือนเมษายน กลุ่มผู้เลี้ยงผึ้งจึงเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อมาพัก เพื่อเตรียมอุปกรณ์ และผึ้ง ขณะเดียวกันอาจมีชาวบ้านบางรายที่สภาพรังผึ้งยังมีความสมบูรณ์จะแวะไปเก็บน้ำผึ้งจากดอกทานตะวันแถวสระบุรี ลพบุรี หรือบางรายอาจล่วงไปถึงจันทบุรีที่มีการทำลำไยนอกฤดูกันอยู่

สำหรับรายที่เดินทางกลับภูมิลำเนาจะทำความสะอาดรัง ลดจำนวนผึ้งลงเพื่อบรรเทาต้นทุนค่าอาหาร โดยลดจำนวนกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนรังที่ทำไปใช้งาน จนเข้าสู่เดือนกรกฎาคม ผู้เลี้ยงจะเริ่มขยายประชากรผึ้งแบบทวีคูณ เพื่อให้มีจำนวนเท่ากับที่เคยใช้งาน โดยใช้อาหารผึ้งเป็นน้ำเชื่อมที่มีส่วนผสมของน้ำเปล่า 1 ส่วน น้ำตาล 1 ส่วน วางไว้เป็นอาหารให้ผึ้งกิน แล้วพอใกล้เวลาเดินทางต้องปรับสูตรน้ำหวานให้เข้มข้นมากขึ้นเป็นน้ำเปล่า 1 ส่วน น้ำตาล 2 ส่วน เพื่อเป็นการเร่งอัตราการไข่ให้เร็วและมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากประชากรผึ้งมากแต่ไม่ค่อยสมบูรณ์อาจมีประสิทธิภาพการเก็บน้ำผึ้งด้อยกว่าจำนวนน้อยแล้วมีความสมบูรณ์

สำหรับภารกิจของศูนย์จะทำหน้าที่ส่งเสริมด้วยการจัดอบรมวิธีและกระบวนการเลี้ยงผึ้งที่ถูกต้องตามหลักวิชาการเพื่อให้มีประสิทธิภาพให้แก่ผู้เลี้ยงรายใหม่ หรือผู้เลี้ยงรายเล็กอำนวยความสะดวกเรื่องการเก็บน้ำผึ้งให้แก่ผู้เลี้ยงรายเล็ก รวบรวมสมาชิกผู้เลี้ยงผึ้งจัดตั้งเป็นกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และให้ความช่วยเหลือกัน โดยมีการพบปะประชุมกันหรือติดต่อสื่อสารผ่านทางไลน์กลุ่ม เพื่อต้องการให้สมาชิกรับรู้ข่าวสาร ปัญหาได้ทันที ช่วยทำให้อาชีพเลี้ยงผึ้งเป็นไปอย่างมีคุณภาพ ทันสมัย ทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระทางศูนย์ได้ดี

จิ้งหรีด แมลงเศรษฐกิจ ที่สร้างมูลค่าได้มากขึ้นเรื่อยๆ

จิ้งหรีด เป็นแมลงเศรษฐกิจอีกชนิดที่ได้รับความนิยมเลี้ยงเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความจริงแมลงชนิดนี้เป็นเมนูอาหารของคนอีสานอยู่แล้ว เมื่อกระแสความนิยมบริโภคมากขึ้น ตลาดกว้างขึ้น ชาวบ้านจึงหันมาเลี้ยงจิ้งหรีดแบบคุณภาพทั้งรายเล็ก รายใหญ่ รวมทั้งยังส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน

ผอ. วชิระ ให้รายละเอียดว่า ภาคอีสาน จำนวน 20 จังหวัด มีข้อมูลการเลี้ยงจิ้งหรีด จำนวน 6,000 ราย มีทั้งเลี้ยงแบบรายได้เสริม และรายได้หลัก รายที่เลี้ยงน้อย มีจำนวนเฉลี่ย 10 บ่อ

“สมัยแรกยังไม่แพร่หลาย ชาวบ้านเลี้ยงจิ้งหรีดในวงบ่อซีเมนต์ ต่อมาพัฒนาเป็นบ่อซีเมนต์สี่เหลี่ยมที่มีหลายขนาด มีผลผลิตต่อบ่อเฉลี่ย 30 กิโลกรัม หรือถ้าคิดเป็นปี ประมาณ 1.8 ล้านกิโลกรัม ต่อรอบการเลี้ยง มีอายุเก็บขายประมาณ 45 วัน เลี้ยงได้ 6-7 รุ่น ต่อปี ลงทุนน้อย มีราคาขายเฉลี่ย 70-250 บาท อย่างที่บ้านสันตอ ผลิตเดือนละ 15 ตัน มีรายได้เดือนละล้านกว่าบาท”

โดยทั่วไปชาวบ้านมีรายได้จากการเลี้ยงจิ้งหรีด เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 6,250 บาท หรือ 75,000 บาท ต่อปี มีหลายคนมองว่าเมื่อดูจากภายนอกแล้ว เป็นการเลี้ยงแบบธรรมดา จะมีรายได้สูงจริงหรือ?? แต่ความจริงพิสูจน์ออกมาแล้วว่า ชาวบ้านที่เลี้ยงมีตัวเลขรายได้เช่นนั้นจริง ได้เงินจริง แล้วนับวันจะผลิตจิ้งหรีดกันเพิ่มมากขึ้น เพราะตลาดต้องการ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศที่นับวันจะขยายเพิ่มขึ้น

เลี้ยงง่ายไม่ยุ่งยาก ลงทุนน้อย จะเลี้ยงแบบรายได้เสริมหรือเชิงพาณิชย์ก็ได้ ที่สำคัญผู้เลี้ยงควรเอาใจใส่เรื่องความสะอาดบริเวณสถานที่เลี้ยง สำหรับเรื่องสารเคมีไม่ต้องกังวล เพราะธรรมชาติจิ้งหรีดเป็นแมลงที่โดนสารเคมีจะตายทันที ดังนั้น ยังไงผู้เลี้ยงก็ไม่สามารถใช้สารเคมีกับการเลี้ยงจิ้งหรีดได้

“ดังนั้น ถ้าเลี้ยงแบบมีคุณภาพ สามารถผลิตจิ้งหรีดให้มีขนาดใหญ่ จะเป็นที่ต้องการของตลาด อย่างที่ขอนแก่นมีฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดที่ได้มาตรฐานขนาดใหญ่หลายแห่ง” ผอ. วชิระ กล่าว

ราคาผลผลิตทางการเกษตรอาจสร้างปัญหากับเกษตรกรไม่มากก็น้อย แต่ถ้าเกษตรกรหันมาเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจเพื่อเป็นอาชีพเสริม หรืออาชีพหลักกันบ้าง ก็น่าจะช่วยให้มีรายได้เพิ่ม แก้ปัญหาค่าครองชีพที่ไม่เพียงพอได้อีกทาง เห็ดแครง เป็นเห็ดขนาดเล็กมีลักษณะคล้ายพัด ด้วยฐานมีก้านขนาดสั้นๆ ยาวประมาณ 0.1-0.5 เซนติเมตร ดอกเห็ดกว้าง ประมาณ 1-3 เซนติเมตร ผิวด้านบนมีสีขาวปนเทาปกคลุมทั่วไป ลักษณะดอกเหนียวและแข็งแรง เห็ดแครงที่พบในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ลักษณะดอกเห็ดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ ที่พบในภาคใต้ส่วนใหญ่จะพบขึ้นอยู่บนท่อนไม้ยางพาราที่ตัดโค่น เมื่อท่อนไม้ตายและเมื่อฝนตกลงมาจะมีเห็ดแครงขึ้นอยู่ตามธรรมชาติจำนวนมากอยู่ตามท่อนไม้ที่ตายแล้ว ซึ่งเป็นเห็ดที่นิยมนำมาบริโภคกันเป็นจำนวนมากในพื้นที่ภาคใต้ เพราะเป็นเห็ดที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุมากกว่าเห็ดชนิดอื่นๆ

จุดเด่นของเห็ดแครงอยู่ที่เนื้อสัมผัสเหมือนกับการรับประทานเนื้อไก่ เห็ดแครงจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันมีกลุ่มคนที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์มากขึ้น อีกทั้งยังมีรสชาติอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการส่งผลให้ความต้องการบริโภคเห็ดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งคุณค่าทางโภชนาการของเห็ดแครง ใน 100 กรัม ให้โปรตีน 17.0 กรัม ไขมัน 0.5 กรัม แคลเซียม 90 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 280 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 640 มิลลิกรัม ทำให้เห็ดแครงดอกเล็กๆ แต่คุณประโยชน์ไม่เล็กนั้นเหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่กินอาหารแบบมังสวิรัติ ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ หรือช่วงเทศกาลอาหารเจ

คุณชลธิชา ชัยเพชร เกษตรกรในพื้นที่ หมู่ที่ 6 ตำบลนาท่ามใต้ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง เล่าว่า อยากมีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้นอกจากการทำสวนยางพารา ประกอบกับมีโรงเรือนว่างเปล่าและระยะหลังๆ สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมลงทำให้ปัจจุบันหาเห็ดแครงตามธรรมชาติได้ยากขึ้นทุกที ส่วนตัวสนใจในการเพาะเห็ดแครงที่ได้รับชมจากสื่อออนไลน์และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากเครือข่ายบ้านเห็ดแครงสงขลา จึงนำมาสู่การเพาะเห็ดแครงอินทรีย์จำหน่ายดอกเห็ดสดในราคา 150 บาท ต่อกิโลกรัม กำลังการผลิตสัปดาห์ละ 100 กิโลกรัม ยอดขายอยู่ที่ 15,000 บาท/สัปดาห์ หลังจากหักต้นทุนการผลิตแล้วกำไรจากการผลิตเห็ดแครง ขายอยู่ที่ประมาณ 8,000 บาท/สัปดาห์ ส่งผลผลิตทั้งหมดจำหน่ายให้แก่บ้านเห็ดแครงสงขลา ซึ่งเป็นช่องทางจัดจำหน่ายที่แน่นอนและขายปลีกหากมีลูกค้าสนใจ

สูตรอาหารทำก้อนเชื้อเห็ดแครง คุณชลธิชา อธิบายว่าได้ใช้ขี้เลื่อย รำละเอียดยิบซัม และดีเกลือ ปรับความชื้นด้วยน้ำ หลังจากได้ส่วนผสมแล้วบรรจุใส่ถุงพลาสติกเพาะเห็ด ขนาด 6.5×10 นิ้ว ประมาณ 3 ใน 4 ของถุง นำไปนึ่งในหม้อนึ่งลูกทุ่ง เป็นเวลา 3-4 ชั่วโมง นับจากน้ำเดือด เมื่อครบกำหนดเวลา พักไว้ให้เย็นลำเลียงไปไว้ในห้องเขี่ยเชื้อแล้วรีบใส่เชื้อ

วิธีการเปิดดอกเห็ดแครงจะใช้เวลาบ่มก้อนเชื้อ 21 วัน เชื้อก็จะเดินเต็มก้อนพร้อมนำไปเปิดดอก การเปิดดอกเริ่มจากนำก้อนเชื้อเข้าสู่โรงเรือน ดึงกระดาษที่ปิดก้อนเชื้อออกแล้วใช้ยางรัดปากถุงแทน จากนั้นกรีดถุงก้อนเชื้อวันแรกรดน้ำที่พื้นและผนังโรงเรือนเพื่อเพิ่มความชื้นในโรงเรือน เพราะในระยะแรกตรงบริเวณรอยกรีดเส้นใยจะขาด ต้องรอให้เส้นใยเจริญประสานกันก่อน ถ้ารดน้ำไปถูกก้อนเชื้ออาจจะทำให้น้ำเข้าไปบริเวณรอยกรีดก้อนเชื้อเห็ดอาจจะเน่าเสียหายได้

หลังจากกรีดถุงและรดน้ำพื้นให้ชื้นประมาณ 2-3 วัน ดอกเห็ดจะเริ่มออกตุ่มดอกออกมาเรื่อยๆ หลังจากนั้นประมาณวันที่ 6-7 ดอกเห็ดจะโตพอที่จะเก็บเกี่ยวได้ แนะนำให้ใช้มีดคมๆ เฉือนตรงโคนดอกเห็ดที่ดอกบานเต็มที่แล้วเก็บได้รุ่นแรก จะให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 120 กรัม ต่อเห็ด 1 ก้อน หลังจากเก็บเห็ดรุ่นแรกแล้วรออีก 6-7 วัน จึงจะสามารถผลผลิตรุ่นที่ 2 โดยจะได้ผลผลิตเฉลี่ย 20-30 กรัม แต่อาจจะมีขนาดเล็กลง คุณภาพลดลง จึงควรเก็บดอกเพียง 2 รุ่น แล้วรื้อก้อนเห็ดทิ้งเลย นำก้อนเห็ดชุดใหม่เข้าแทน การเก็บเห็ดในแต่ละรอบต้องมีการพักล้างโรงเรือนเพื่อทำความสะอาดด้วยน้ำส้มควันไม้เนื่องจากว่าจะมีตัวไรที่จะทำให้เห็ดเกิดโรคได้ง่าย

คุณชลธิชา บอกว่า การเพาะเห็ดแครงนั้นถ้าเราสนใจและตั้งใจทำจริงๆ มันก็ไม่ยุ่งยากเหมือนอย่างที่หลายๆ คนคิด อย่างคุณชลธิชานี่ก็จะศึกษาหาความรู้จากตำราต่างๆ พร้อมกับออกไปศึกษาจากผู้มีประสบการณ์จริงๆ ด้วย จึงอยากจะบอกว่าถ้าใครคิดจะหันมาเพาะเห็ดขายเป็นรายได้เสริม หรือเพาะเป็นอาชีพมันไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย แต่ต้องศึกษาให้เข้าใจและถ่องแท้ก่อนจากการเพาะเห็ดแครงจำหน่ายสร้างรายได้ค่อนข้างสูง ปัจจุบัน ได้เริ่มขยายการผลิตเพิ่มเติมในการเพาะเห็ดนางฟ้าภูฎาน สามารถจำหน่ายผลผลิตเห็ดได้เกือบทุกขั้นตอนในการผลิต เช่น ก้อนเพาะเชื้อสำเร็จรูปและดอกเห็ด นำไปสู่อาชีพเสริมเล็กๆ สู่อาชีพหลักที่มั่นคง

หากท่านใดสนใจดูงาน ซื้อผลผลิต หรืออยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 082-940-6837 คุณชลธิชา ชัยเพชร เพื่อขอคำแนะนำ หรือศึกษาดูงานของจริงได้ที่ฟาร์มเห็ด คุณชลธิชายินดีต้อนรับทุกท่านด้วยความเต็มใจ Facebook : นภิศ ฟาร์มเห็ด หรือสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองตรัง เบอร์โทรศัพท์ 075-218-681

พริกไทย เป็นพืชเมืองร้อน ถิ่นกำเนิดเดิมคืออินเดีย จัดเป็นประเภทเครื่องเทศและสมุนไพร มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper nigrum Linn. วงศ์ Piperaceae

พริกไทยเป็นเครื่องเทศที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลก ถือเป็นเครื่องเทศที่มีมูลค่าทางการตลาดมากที่สุดในบรรดาเครื่องเทศทั้งหมด คือมีมูลค่าประมาณร้อยละ 25-30 ของมูลค่าเครื่องเทศรวมทั้งโลก

ในอดีต จังหวัดตรังได้ชื่อว่าปลูกพริกไทยได้มากจนเป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้สูงและเป็นที่ยอมรับในกลุ่มชาวต่างประเทศว่า พริกไทยตรังมีคุณภาพดีเยี่ยม ชื่อ Trang pepper เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในตลาดยุโรป เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เมืองตรัง ร.ศ. 109 หลวงภิรมย์สมบัติปลัดจีน กราบทูลว่า

“มาอยู่เมืองตรัง 50 ปีเศษแล้ว แต่ก่อนมีสวนพริกไทยน้อย ตัวมาคิดทำการใหญ่โตขึ้นจึงได้มีภาษีสวน สวนของตัวเองพริกออกปีหนึ่ง 300 หาบเศษ” และจีนปานเจ้าภาษีกราบทูลว่า “พริกไทยเมืองนี้ถ้ามากอยู่ใน 18,000 หาบ อย่างน้อยอยู่ใน 7,000 หาบ”

คุณกมล คงอินแก้ว หรือที่ผมเรียกแกว่า “พี่แม็ก” อยู่บ้านเลขที่ 129 หมู่ที่ 9 ตำบลเขาวิเศษ อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง หนึ่งในเกษตรกรตำบลเขาวิเศษที่หันมาปลูกพริกไทยตรังพันธุ์ปะเหลียนเป็นอาชีพเสริม เล่าที่มาที่ไปของการเริ่มต้นปลูกพริกไทยตรังว่า เริ่มจากโครงการ 9101 แล้วต่อยอดรวมกลุ่มกันจนตั้งขึ้นเป็นกลุ่มพริกไทยแปลงใหญ่ตำบลวังวิเศษ ซึ่งพี่แม็กก็ได้รับเลือกเป็นประธานกลุ่มพริกไทยแปลงใหญ่กลุ่มนี้ด้วย

พี่แม็ก เล่าว่า ความรู้เกี่ยวกับการปลูกพริกไทยได้มาจากการฝึกอบรมบ้าง แอบไปดูของเขามาบ้าง เอามาทดลองทำดูบ้าง บางอย่างก็ใช้ได้ บางอย่างก็ใช้ไม่ได้ ต้องมาปรับเปลี่ยนถือว่าประสบผลสำเร็จในการปลูกพริกไทยในระดับหนึ่ง

“ผมมันเด็กบ้านๆ พูดอะไรไม่มีใครเชื่อ เขาเชื่อนักวิชาการ เขาไม่เชื่อนักประสบการณ์อย่างผม” เป็นประโยคหนึ่งจากปากแกที่ทำให้ผมสะอึก

ทำไมปลูกพริกไทยแล้วมันตาย? พี่แม็กบอกว่า เทคนิคการปลูกพริกไทย มีง่ายๆ อยู่แค่นิดเดียวคือ ทำยังไงก็ได้อย่าให้น้ำขังบริเวณโคนต้นหรือบริเวณราก พริกไทยมันไม่ชอบน้ำขัง ถ้าน้ำขังมันจะตาย ที่สวนนี้ทำต้นพริกไทยตรังพันธุ์ปะเหลียนจำหน่ายด้วย ซึ่งมี 2 ขนาด คือ ไซซ์ใหญ่ ต้นละ 80 บาท และไซซ์เล็ก ต้นละ 40 บาท ต้นพริกไทยของพี่แม็กจะใช้วิธีการตัดลำต้นมาปักชำ โดยให้เหตุผลว่าวิธีนี้จะทำให้พริกไทยแตกกิ่งขึ้นมาตั้งแต่บริเวณโคนต้น ซึ่งจะผิดกับการนำไหลมาปักชำ วิธีนั้นจะทำให้ต้นพริกสูงขึ้นไปโดยที่จะแตกกิ่งเอาตอนใกล้ถึงยอดค้าง นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์จากเมล็ดพริกไทย ซึ่งขายอยู่กิโลกรัมละ 400 บาท

ขั้นตอนการปลูกพริกไทยของสวนพี่แม็ก ทำการปักเสาทำค้างพริก ที่นี่ใช้เสาปูน ความสูง 3 เมตร ฝังลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ใช้ระยะปลูกที่ 2.5×2.5 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 320 หลัก ปักเสาแล้วเตรียมดินให้มีความโปร่งร่วนซุย เน้นให้ระบายน้ำได้ดี โดยการใส่ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายตัวดีผสมคลุกเคล้ากับดินให้เข้ากัน

ปล่อยให้ดินยุบตัวให้ดีก่อนถึงค่อยปลูก เพราะหากปลูกเลยดินที่เราผสมไว้จะเกิดการยุบตัวทำให้เวลารดน้ำจะเกิดน้ำขังบริเวณโคนต้นทำให้ต้นพริกไทยตายได้ การดูแลพริกไทยก็ไม่ยาก รดน้ำแต่อย่าให้ดินแฉะ ใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักทุก 15 วัน ไม่เกิน 1 ปีต้นพริกจะสูงถึงปลายค้าง

วิธีการเก็บเกี่ยวพริกไทย morepoweracing.com พริกไทยที่ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำลำต้น จะเริ่มให้ผลผลิตออกมาตั้งแต่เริ่มปลูกได้ 3-4 เดือนแรก แต่จะให้ผลผลิตสูงเมื่ออายุ 2 ปีไปแล้ว พริกไทยจะทยอยออกผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้ทุก 3 เดือนครั้ง ซึ่งในการผลิตพริกไทยดำ 1 กิโลกรัม ต้องใช้พริกไทยสดประมาณ 3 กิโลกรัม เมื่อถามพี่แม็กว่า ผลผลิตพริกไทยต่อไร่นั้นมีปริมาณเท่าไหร่ พี่แม็ก บอกว่า เราจะวัดแบบนั้นไม่ได้ เพราะค้างพริกไทยของแต่ละแปลงสูงไม่เท่ากัน แต่เราพอจะประมาณเอาได้คร่าวๆ คือ ความสูงค้าง 1 เมตร จะผลิตพริกไทยแห้งออกมาได้ประมาณ 1.5 กิโลกรัมต่อปี สวนหลังบ้านของพี่แม็ก มีค้างพริกไทยอยู่ 18 ค้างเท่านั้น สามารถให้ผลผลิตในปีที่ผ่านๆ มา อยู่ที่ประมาณ 50-60 กิโลกรัม ถ้าคิดเป็นตัวเงิน ก็คงจะอยู่ประมาณ 20,000-24,000 บาท แต่เอาเข้าจริงรายได้มันไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เพราะมันไม่ได้ขายทั้งเพ ขายบ้างแถมบ้าง ใครไปใครมาก็ให้เขาไปบ้าง พี่แม็กพูดพลางหัวเราะพลาง

การเก็บรักษาพริกไทย ในพริกไทยดำที่ตากจนแห้งดีมีความชื้นต่ำสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานหลายปี จะทราบได้อย่างไรว่าพริกไทยที่เราซื้อมานั้นแห้งดี พี่แม็ก บอกว่า ให้เอาพริกไทยใส่ถุงพลาสติกใสปิดปากถุงให้แน่นแล้วนำไปตากแดด ถ้ามันไม่แห้งพอตากแดดมันจะมีไอน้ำเป็นฝ้าขึ้นมาติดกับถุงพลาสติก

พี่แม็ก เล่าถึงความแตกต่างของพริกไทยพันธุ์ปะเหลียนกับพริกไทยพันธุ์อื่นให้ฟังว่า พริกไทยปะเหลียนรสชาติจะเผ็ดหอม พริกไทยซีลอน ซึ่งปกติจะนิยมทำเป็นพริกไทยอ่อน รสชาติจะเผ็ด แต่ไม่หอม ส่วนพริกไทยซาราวัก รสจะออกไปทางเผ็ดมัน ส่วนด้านตลาดพริกไทยตรังพันธุ์ปะเหลียนนั้น ปัจจุบันพี่แม็กและกลุ่มพริกไทยแปลงใหญ่ ส่วนใหญ่จำหน่ายให้กับคนในท้องถิ่น ซึ่งในอนาคตคิดว่าจะขยายตลาดออกไปภายนอกให้มากขึ้น ขณะนี้ทางกลุ่มกำลังดำเนินการขอมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม หรือ GAP ให้กับพริกไทยของกลุ่มโดยได้รับความช่วยเหลือจากสำนักงานเกษตรอำเภอวังวิเศษ เข้ามาให้คำแนะนำและตรวจประเมินแปลงเบื้องต้น

หากติดตามข่าวคราวการเกษตรในบ้านเรา จะเห็นได้ว่าไม่กี่ปีมานี้เกษตรกรในบ้านเราหลายพื้นที่นิยมเลี้ยง “ชันโรง” หรือผึ้งจิ๋ว กันมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความที่ว่ามันเป็นตัวผสมเกสรดอกไม้ชั้นเยี่ยม อีกทั้งไม่ต้องลงทุนมาก แต่ได้ผลเกินคุ้ม โดยเฉพาะสวนผลไม้ที่มีเนื้อที่เยอะๆ หากนำชันโรงไปเลี้ยงจะทำให้ผลไม้ติดลูกจำนวนมาก ที่สำคัญเลี้ยงง่ายและไม่ต้องดูแลอะไรมาก อีกทั้งขายน้ำผึ้งได้ในราคาสูงกว่าน้ำผึ้งทั่วไป และยังนำไปแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามได้หลายอย่าง อาทิ สบู่ หรือโลชั่น

ใช้น้ำผึ้งทำสบู่
วันก่อน คุณวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นำทีมนักข่าวจากส่วนกลางไปสำรวจโครงการ “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้องป่าชายเลน” ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการส่งเสริมชาวประมง ตำบลชะแล้ จังหวัดสงขลา ให้เลี้ยงชันโรงเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ชุมชนร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อคืนสมดุลธรรมชาติอย่างยั่งยืน