ช่วงระหว่างการสำรวจที่ดินนี้เอง ได้ตระเวนไปเรื่อยๆทุกจังหวัด

ทั่วประเทศ เพื่อขยายโรงงานแห่งต่างๆ ให้กับบริษัทญี่ปุ่น จนอายุได้ 36 ปี ก็ให้นึกขึ้นมาว่า ถ้าอายุมากขึ้น แก่แล้วเราต้องมีสวน ทำสวนเกษตร เราจะทำสวนอะไร จึงคิดขึ้นมาว่า ผลไม้เมืองไทยสมัยนั้น ไม่มีอะไรน่าสนใจ เท่ากับ มะปราง มะยงชิด เพราะเคยไปลิ้มรส มะปรางหวาน บ้านเพื่อนที่บางขุนนนท์ เมื่อตอนเป็นนักศึกษาแพทย์

“เวลามันสั้น แต่ประวัติผมมันยาว…” ฉะนั้น เรามาเข้าเรื่องจริงที่น่าจะมีประโยชน์กับเกษตรกร ต่อสังคม และประเทศชาติ ให้คนรุ่นหลังได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับตัวผม ซึ่งเป็นผู้พัฒนาสายพันธุ์ มะปราง กับ มะยงชิด มากที่สุดของโลกกว่า 60 สายพันธุ์ จากการเดินทางนับล้านกิโลเมตรทั่วประเทศ ในการสำรวจที่ดิน และถือโอกาสแวะเข้าเยี่ยมชมสวนมะปราง มะยงชิด ไปพร้อมๆ กัน

บนถนนแห่งการค้นพบต้นกำเนิดของ มะปราง กับ มะยงชิด เริ่มมาจากไหน…?

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจผลไม้อย่าง มะปรางหวาน กับ มะยงชิด… ที่สร้างความสับสนให้กับผู้บริโภคไม่ใช่น้อย ถึงความแตกต่าง ถ้ามองด้วยสายตา ก็มีลักษณะที่คล้ายๆ กัน ทั้งต้น ผล ใบ ดอก ดูยังไงก็แยกกันไม่ออก ว่า อันไหนคือ มะปราง อันไหนคือ มะยงชิด

“จริงๆ แล้ว มะปราง กับ มะยงชิด เป็นพืชตระกูลเดียวกัน พูดให้เข้าใจง่ายๆ ต้นตระกูลดั้งเดิมมันก็คือ มะปราง นั่นเอง ไม่มีอะไรแตกต่างกัน นอกจากรสชาติ มะปราง จะหวานแหลม มะยงชิด จะหวานอมเปรี้ยว”

นี่คือ โจทย์หัวข้อที่ คุณวิจิตร ตั้งคำถามที่ต้องศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง ช่วงระหว่างที่ตระเวนสำรวจหาที่ดินสร้างโรงงานให้กับบริษัทญี่ปุ่น เมื่อ 40 ปีก่อน ตนเองมีต้นทุนทั้งรถทั้งน้ำมัน เบิกค่าใช้จ่ายได้อย่างสะดวก ขับรถวนเวียนอยู่แถวภาคเหนือ สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก ตาก และกำแพงเพชร มากกว่าพื้นที่อื่นๆ และได้พบเห็นสวนมะปรางมากที่สุด อยู่ที่สุโขทัยและพิษณุโลก ไม่เพียงเฉพาะภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก กลาง อีสาน ก็แวะเวียนเข้าไปชิมรสชาติมาหมดแล้วเช่นกัน

ด้วยใจรักมะปราง กับรูปแบบการทำงาน จึงมีโอกาสซอกแซกได้พบเห็นพันธุ์มะปราง มะยงชิด มากมาย กับการเดินทางเป็นระยะทางนับล้านกิโลเมตร และตั้งคำถามในใจว่า จะมีใครสักกี่คน ที่ขับรถตระเวนเข้า-ออกสวนมะปราง มะยงชิด มากที่สุดเหมือนเรา

ยิ่งเดินทาง ยิ่งค้นหา ยิ่งรู้ลึกถึงประวัติศาสตร์ ต้นกำเนิด มะปราง กับ มะยงชิด

มีหลักฐานปรากฏให้เห็นตามแถบหัวเมืองที่อยู่รายล้อมกรุงสุโขทัย ไม่ว่าจะเป็น พิษณุโลก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ พิจิตร ยังคงมีต้นมะปรางเก่าแก่หลงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง อย่างที่อำเภอเนินมะปราง อำเภอเล็กๆ ในบรรยากาศสวยงามของจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเคยเป็นราชธานีเมืองรองต่อจากสุโขทัย หลายๆ คน อาจจะงงกับชื่อ “อำเภอเนินมะปราง” มีมาได้อย่างไร ซึ่งก็เป็นที่น่าเสียดาย หลักฐานทางประวัติศาสตร์ต้นมะปรางโบราณหลายๆ แห่ง แทนที่ไปด้วยอาคารบ้านเรือนตามความเจริญ

“หลวงพ่อต้นมะปราง” ใครเคยได้ยินชื่อเสียงบ้างไหม เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย อายุเก่าแก่หลายร้อยปี ขนาดหน้าตัก 15 นิ้ว สูง 21 นิ้ว ที่ชาวบ้านขุดพบอยู่ในซากสถูปเจดีย์โบราณ บริเวณใต้ต้นมะปรางขนาดใหญ่ ที่วัดไทรย้อย หมู่ที่ 10 ตำบลย่านยาว อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ชาวบ้านจึงเรียกชื่อพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย ตามชื่อต้นไม้ว่า “หลวงพ่อต้นมะปราง”

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ยังค้นพบต้นไม้เก่าแก่ “ต้นมะปรางป่า” ที่อยู่คู่กับวัดพระแท่นศิลาอาสน์ พระอารามหลวง ที่ ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ อยู่ด้านหน้าพระวิหารพระแท่นศิลาอาสน์ มีขนาดเส้นรอบวง 2.60 เมตร ความสูงประมาณ 22 เมตร มีอายุ 150 ปี โดยครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือ และได้เสด็จฯ มานมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2444 ก็ปรากฏว่ามีต้นมะปรางป่านี้ขึ้นอยู่ก่อนแล้ว และกระทรวงวัฒนธรรมจึงได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็น รุกข.มรดกของแผ่นดินใต้ร่มพระบารมี ต้นไม้ทรงคุณค่า ในปี พ.ศ. 2561

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ยังกล่าวถึงผลไม้ทรงโปรด เรียกว่า “มะปรางเสวย” มีแหล่งปลูกอยู่แถว ตำบลท่าอิฐ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี จัดว่าเป็นมะปรางที่มีรสหวาน ผลขนาดใหญ่กว่าไข่ไก่ แต่ชาวบ้านชอบเรียก มะยงชิด และนำไปปลูกขยายพันธุ์ที่บางขุนนนท์ จึงได้ชื่อว่า “มะยงชิดพันธุ์บางขุนนนท์” ตั้งแต่นั้นมา

เรื่องเล่าบนถนนสายประวัติศาสตร์ “มะปราง มะยงชิด” ยังมีให้ติดตามต่อฉบับหน้า จนเป็นที่มาของการพิสูจน์ ดีเอ็นเอ (DNA) มะปราง มะยงชิด สายพันธุ์แท้ที่ดีที่สุดของโลก

คุณวิจิตร ไกรสรสวัสดิ์ ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 263/1 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร โทร. 081-283-8151 และ 081-379-6680 เป็นสำนักงานและที่แสดงต้นพันธุ์ ส่วนแปลงปลูกเก็บผลผลิต อยู่เลขที่ 199 หมู่ที่ 7 ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร

คุณอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน “กาแฟออร์แกนิก” (Organic Coffee) เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับกระแสความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นกาแฟที่ปลูกโดยวิธีทางธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงตอบโจทย์ผู้บริโภคกาแฟที่รักสุขภาพได้เป็นอย่างดี เกษตรกรจึงหันมาปลูกกาแฟเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจังหวัดเลยเป็นแหล่งผลิตกาแฟที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเกษตรกรในพื้นที่รวมกลุ่ม ในรูปของวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านหนองแคน ปลูกกาแฟโรบัสต้าออร์แกนิก 100% จนประสบผลสำเร็จ เป็นแห่งแรกของจังหวัดเลย ถือเป็นต้นแบบของวิสาหกิจชุมชนจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อพัฒนาผลผลิต สร้างรายได้ และยังเป็นแหล่งเรียนรู้ร่วมกันของเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) ติดตามสถานการณ์การผลิตกาแฟโรบัสต้าออร์แกนิกโดยสัมภาษณ์ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านหนองแคน (คุณสุปราณี มืดทับไทย) พบว่า เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2554 ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรกร 20 ครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูกประมาณ 300 ไร่ ให้ผลผลิต 23.4 ตัน ต่อปี มีต้นทุนการผลิต 4,487.64 บาท ต่อไร่ (เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในปีที่ 3) ระยะเวลาเก็บเกี่ยว ระหว่างเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 78 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 816.36 บาท ต่อไร่ ผลผลิตเกือบทั้งหมดทางกลุ่มจะจำหน่ายในรูปของสารกาแฟ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 70 บาท ต่อกิโลกรัม

ปริมาณร้อยละ 67 จำหน่ายให้แก่ผู้รวบรวมตัวแทนเกษตรกร และร้อยละ 29 จำหน่ายให้แก่พ่อค้าในท้องถิ่น ซึ่งมารับซื้อถึงพื้นที่แล้วนำไปส่งขายให้กับโรงงานแปรรูป ส่วนผลผลิตที่เหลือไม่ถึงร้อยละ 5 ทางกลุ่มนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น เมล็ดกาแฟคั่ว กาแฟสด กาแฟคั่วบดในซองดริป ชาดอกกาแฟ และสบู่กาแฟสมุนไพร ภายใต้ชื่อแบรนด์ “ชื่น-เลย คอฟฟี่” โดยจำหน่ายผ่านหน้าร้าน ชื่น-เลย คอฟฟี่ ตั้งอยู่ในอำเภอนาด้วง จังหวัดเลย และผ่านทางออนไลน์ facebook วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรผู้ปลูกกาแฟบ้านหนองแคน รวมถึงมีการออกบู๊ธตามงานต่างๆ ปัจจุบันสินค้ามียอดสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง ทำให้ทางกลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 60,000 บาท ต่อปี.

สำหรับกาแฟโรบัสต้าของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านหนองแคน นอกจากจะมีจุดเด่นในเรื่องของการเป็นกาแฟออร์แกนิก 100% แล้ว ทางกลุ่มยังให้ความใส่ใจการผลิตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูก ดูแลรักษา จนถึงเก็บเกี่ยวโดยพื้นที่ปลูกได้ผ่านการตรวจสอบจาก Central Lab Thai หน่วยงานภายใต้การสนับสนุนของสำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ว่าไม่มีสารเคมีปนเปื้อน การดูแลรักษาต้นกาแฟมีการตัดแต่งกิ่งให้เหมาะสม และรดน้ำพรวนดินอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ต้นกาแฟแข็งแรงไม่มีโรครบกวน ส่วนการเก็บเกี่ยวจะคัดเลือกเก็บเฉพาะเมล็ดที่สุกแล้วเท่านั้น เพื่อให้ได้เมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน และที่สำคัญทางกลุ่มได้ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และได้รับการคัดสรรเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อป ระดับ 4 ดาว ประเภทเครื่องดื่มอีกด้วย

คุณเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการ สศท.3 กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านหนองแคน ยังเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอนาด้วง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร หรือผู้ที่สนใจปลูกกาแฟออร์แกนิกให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน ซึ่งในอนาคตทางกลุ่มมีแนวโน้มจะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรในหมู่บ้านหันมาปลูกกาแฟออร์แกนิกมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มเพิ่มช่องทางการจำหน่ายออนไลน์มากขึ้น เพื่อขยายฐานลูกค้า รวมถึงให้ผู้บริโภคทั่วประเทศสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวก ง่าย และรวดเร็ว

ทั้งนี้ แนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรผู้ผลิตกาแฟในจังหวัดเลยให้มีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนนั้น ควรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนการผลิต สร้างตลาดใหม่ โดยเน้นการบริหารจัดการแบบครบวงจรบนพื้นฐานของศักยภาพและอัตลักษณ์ของกาแฟ รวมถึงการผลิตกาแฟเฉพาะถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วย สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลการผลิตกาแฟออร์แกนิก ทางกลุ่มยินดีให้เกษตรกรเข้ามาศึกษาดูงานได้ หรือขอคำปรึกษาได้ที่ คุณสุปราณี มืดทับไทย ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านหนองแคน หมู่ที่ 9 บ้านหนองแคน ตำบลนาด้วง อำเภอนาด้วง จังหวัดเลย โทร. (095) 541-2945

ภาษิตโบราณที่ว่า “ช้างเผือกอยู่ในป่า จะไร้คุณค่า ไร้ราคา ถ้าไม่ถูกนำมาชุบเลี้ยง” ภาษิตนี้ยังคงสะท้อนความเป็นจริงของสรรพสิ่งที่มีอยู่ทุกหนแห่งบนโลกใบนี้ ยังมีของดีอีกมากมายที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ ทั้งที่มีคุณสมบัติที่ดีอยู่อย่างครบครัน สับปะรดท้ายวัง เป็นอีกหนึ่งของดีที่กำลังรอการส่งเสริมและพัฒนา ด้วยคุณลักษณะที่ผลขนาดใหญ่กว่าพันธุ์ทั่วไป รสชาติหวานฉ่ำได้มาตรฐาน คงอีกไม่ช้านานคงได้ไปอยู่ชั้นแนวหน้า สร้างคุณค่าสับปะรดผลสดของจังหวัดตราดและของประเทศไทย

จังหวัดตราด เป็นเมืองผลไม้ขึ้นชื่อของภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน เงาะ มังคุด และที่ขึ้นชื่อที่สุดก็เป็นสับปะรดตราดสีทอง ผลไม้อมตะซิกเนเจอร์ของที่นี่ ผู้เขียนได้เข้าไปทำงานที่จังหวัดตราด ตั้งแต่ ปี 2528 เมื่อเดินทางไปรับราชการที่สำนักงานส่งเสริมการเกษตรภาคตะวันออก จังหวัดระยอง (ชื่อขณะนั้น) โดยผู้อำนวยการได้มอบหมายให้รับผิดชอบงานส่งเสริมการผลิตสับปะรด เลยต้องออกเดินทางไปสำรวจข้อมูลทุกจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกสับปะรด ช่วงนั้นก็มีจังหวัดชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และจังหวัดตราด ที่จังหวัดตราดได้รับความช่วยเหลือจาก พี่นิโรจน์ ประถมวงษ์ อดีตเกษตรอำเภอเมือง จังหวัดตราด ได้พาออกพื้นที่ในเขตอำเภอ ที่เป็นแหล่งปลูกสับปะรดเขตหนึ่งของจังหวัดตราด ซึ่งได้สัมผัสกับสับปะรดตราดสีทอง สับปะรดสิงคโปร์-ปัตตาเวีย และสับปะรดท้ายวัง

หลังจากนั้น ผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับสับปะรดสิงคโปร์-ปัตตาเวีย และสับปะรดตราดสีทองไว้ ส่วนพันธุ์ท้ายวังช่วงนั้นยังไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก เพราะยังไม่ค่อยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากเท่าสองพันธุ์ข้างต้น แต่ก็ได้เก็บเอาไว้ในความทรงจำตลอดว่า สักวันหนึ่งมีโอกาสจะได้ศึกษาข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น แล้วจะได้นำออกเสนอต่อสาธารณะ เพื่อให้ได้รู้จักกันในวงกว้าง อันจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะชาวไร่ที่เป็นผู้ปลูกสับปะรดพันธุ์นี้ และจะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของจังหวัดตราดได้อีกระดับหนึ่งด้วย

เมื่อปี 2561 ผมได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากรบรรยายการพัฒนาสับปะรดผลสดที่จังหวัดตราด จุดหนึ่งที่ได้ผ่านไปคือบ้านท้ายวัง ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมือง จังหวัดตราด ได้พบกับ คุณสินสมุทร ฟองมาศ ประธานกลุ่มชาวไร่สับปะรดจังหวัดตราด ได้แนะนำให้รู้จักกับสับปะรดท้องถิ่น เขาว่าเป็นพันธุ์ผลใหญ่ รสชาติดี ที่คนแถบนั้นปลูกต่อๆ กันมาอย่างยาวนาน เรียกชื่อกันว่า “สับปะรดท้ายวัง” ตามชื่อของหมู่บ้าน/ชุมชน ข้อมูลนี้มันก็เข้าทางผมพอดี เพราะมีความหลังกับสับปะรดพันธุ์นี้เมื่อหลายสิบปีมาก่อน ไม่รีรออะไร หลังเลิกจากการบรรยาย ก็ตามไปดูกันเลยว่าจริงไหม

โอ…ใช่เลย…สับปะรดท้ายวัง ลูกใหญ่ เนื้อฉ่ำน้ำชุ่มคอ รสชาติหวาน อร่อยดี มีอยู่จริง แต่ถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างไร้คุณค่า รอเวลาที่จะมีใครตาถึง ที่จะนำไปต่อยอด พัฒนาเพิ่มมูลค่า สร้างเม็ดเงิน สร้างอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม

คุณสินสมุทร ฟองมาศ สมาชิกหมู่บ้านท้ายวัง ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมือง จังหวัดตราด ปลูกสับปะรดตราดสีทอง ปัตตาเวีย และสับปะรดท้ายวัง ทั้งขายแม่ค้าผลสดและส่งโรงงานแปรรูป โดยปลูกสืบต่อกันมาในครอบครัว/บรรพบุรุษ ปลูกจำนวน 4,500-5,000 ต้น ต่อไร่ ปลูกไปพร้อมกับพันธุ์ตราดสีทอง พันธุ์ปัตตาเวียและท้ายวัง เพื่อส่งโรงงานแปรรูป สำหรับพันธุ์ท้ายวัง เป็นพันธุ์ดั้งเดิมของหมู่บ้านนี้ มีการปลูกสืบต่อกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ เพื่อเอาไว้กินและชายผลสด

สับปะรดท้ายวัง ผมทำแบบชุมชนในหมู่บ้าน โดยปลูกแซมในสวนยางพารา สัก 2-3 รอบ แล้วก็เลิกไปเมื่อต้นยางพาราโตขึ้น ที่นี่เขาเรียกชื่อพันธุ์ท้ายวังเลย เขาไม่เรียกปัตตาเวียนะ เพราะมีลักษณะที่แตกต่างจากพันธุ์ปัตตาเวียคือ ขนาดผลใหญ่ น้ำหนักดี เนื้อมีเส้นใยแต่นิ่ม ต้นใหญ่โตมาก เนื้อฉ่ำน้ำ รสชาติหวานฉ่ำชุ่มคอ แต่ช่วงหน้าหนาวจะออกหวานอมเปรี้ยวบ้างนิดหน่อย ต่อมาก็ปลูกปัตตาเวียส่งโรงงานกันมากขึ้น ตอนนี้มันมีปัญหาด้านราคาและต้นทุนการผลิต เกษตรกรขาดทุนจึงต้องหาทางลดต้นทุน หาตลาดใหม่ๆ ใช้วิชาการเข้ามาบริหารการผลิต การแปรรูป ต้องทำหลายอย่างเพื่อให้อยู่ได้ แต่หลายรายเขาก็อยู่ไม่ได้ เลิกรากันไปเพราะมันไม่คุ้มกัน แต่สับปะรดท้ายวัง ก็ยังคงปลูกกันต่อไป

ระยะหลังนี้ เราเปลี่ยนมาปลูกด้วยจำนวนต้นต่อไร่ที่ 6,000-7,000 ต้น เพื่อให้ได้ขนาดผลเล็กลงตามมาตรฐานที่โรงงานรับซื้อ แต่โดยทั่วไปชาวไร่ปลูกเพื่อหวังจะได้ผลขนาดใหญ่ เพราะโรงงานซื้อผลผลิตแบบชั่งน้ำหนักเป็นหลัก ในรอบ 4-5 ปีนี้ เริ่มมีปัญหาโรคต้นเหี่ยวที่ระบาดรุนแรงมากขึ้น เป็นโรคจากเชื้อไวรัสที่กำลังเร่งแก้ไขกันอยู่ ชาวไร่เรียก “โรคเอ๋อ” ต้นที่แสดงอาการโรคนี้จะไม่ได้ผลผลิต/คุณภาพไม่ผ่าน เสียหายมาก แต่ผมใช้การบำรุงต้นให้ต้นสมบูรณ์/ฟื้นตัวขึ้นมา ก็พอจะยังได้ผลผลิตขึ้นมาบ้าง

กระบวนการผลิตสับปะรดให้ได้คุณภาพทั้งสับปะรดท้ายวัง ปัตตาเวีย และตราดสีทอง จะต้องเริ่มที่การเตรียมต้นพันธุ์/หน่อพันธุ์ ที่ต้องปลอดโรคเหี่ยว โดยนำมาจากแหล่ง/แปลงที่ปลอดโรค และคัดหน่ออย่างพิถีพิถัน พวกรายใหม่จะไม่ค่อยรู้เรื่อง จะทราบตอนที่ต้นสับปะรดแสดงอาการของโรคปรากฏให้เห็นแล้ว เพราะไม่ค่อยปรึกษาใคร ไม่เหมือนพวกมืออาชีพที่ปลูกกันมาก่อนๆ เขามีประสบการณ์ และมีการคัดเลือกหน่อ จึงรอดจากจุดนี้ไป หรือมีปัญหาน้อยกว่า ปกติจะปลูกสับปะรดกันช่วงต้นฤดูฝน ได้น้ำพอดี ต้นจะแข็งแรง ไม่ค่อยตาย

การใช้ปุ๋ยเคมี เป็นสูตรทั่วไป คือช่วงแรกที่สับปะรดเริ่มตั้งตัว-เติบโตอายุ 1-2 เดือน ผมใช้สูตร 18-4-5 ใส่ที่กาบใบล่าง ราคาไม่สูงมาก เทียบกับสูตร 15-5-20, 16-16-16 ปุ๋ยจะละลายน้ำได้จากน้ำที่ขังอยู่ที่ซอกใบสับปะรด และเมื่อสับปะรดเติบโตมาสักช่วงหนึ่ง 3-5 เดือน เป็นระยะที่สร้างลำต้นและส่วนโคน (สะโพก) ใช้ปุ๋ย สูตร 20-8-20, 0-16-16 ต้นละช้อนแกง หลังจากนั้น ฉีดสารไคโตซาน 2 ครั้ง ใช้อัตราผสม 30 แคปซูล ผสมปุ๋ยเกล็ด 10-10-30 หรือสูตร 10-20-30 กับ ปุ๋ยเกล็ดโพลีพลัส 1,500 ซีซี ผสมกับน้ำ 1,000 ลิตร, จากนั้นฉีดสารไคโตซานอีกครั้งช่วงระยะดอกแห้ง (อายุดอก 60-70 วัน) เพื่อช่วยให้ผลสับปะรดมีทรงผลที่ดี และเพิ่มขนาดให้ใหญ่สมบูรณ์ขึ้น

การให้น้ำ เนื่องจากจังหวัดตราดมีปริมาณของฝนที่ตกบ่อยและกระจายหลายเดือนในรอบปี จึงไม่ค่อยมีปัญหาจากความแห้งแล้งหรือฝนทิ้งช่วงนานมากนัก แต่ในฤดูร้อน หากสับปะรดออกดอกผลช่วงนี้ จำเป็นต้องฉีดน้ำช่วยเหมือนกัน ให้น้ำเดือนละ 1-2 ครั้ง หรืออาทิตย์ละ 1 ครั้ง จนถึงระยะก่อนเก็บผลผลิต 40-50 วัน จึงหยุดเพื่อคุณภาพที่ดี

ในรอบ 2-3 ปีมานี้ สถานการณ์สับปะรดไม่ค่อยดี สมัคร UFABET ราคาตกต่ำมาก อาศัยว่าทำมาก่อนจึงมีความพร้อมหลายด้าน ทั้งหน่อพันธุ์ เครื่องมืออุปกรณ์ ทำให้ยังพออยู่ได้ ซึ่งช่วงก่อนหน้าโชคดีที่ราคาพอไปได้ จึงพอมีทุนสะสมไว้บ้าง ที่สำคัญผมเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติเพื่อลดต้นทุนลง ทั้งการใช้ปุ๋ยเคมี บริหารแรงงาน กำหนดแผนปลูกให้รอบตัดสับปะรดได้ในช่วงที่ผลผลิตออกตลาดน้อย ทำผลผลิตให้มีคุณภาพ ห่อผลสับปะรด ผสมปุ๋ยใช้เอง ฯลฯ ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้อยู่ได้ เพราะมันเป็นอาชีพของผม

สับปะรดท้ายวังนั้น จริงๆ แล้ว ก็ปลูกเป็น 2 แบบ ทั้งส่งโรงงานและขายผลสดบ้าง ซึ่งทางชาวไร่เองก็ไม่ได้เน้นขายตลาดผลสดมากนัก เพราะที่นี่มีสับปะรดตราดสีทองเป็นสับปะรดประจำจังหวัด และมีตลาดที่กว้าง มีพื้นที่และผลผลิตตลอดปี แม่ค้ามาซื้อประจำ ราคาก็เป็นไปตามแต่ละช่วง ถูกแพงตามปริมาณผลผลิต ได้บ้างเสียบ้างก็ยังพอมีอาชีพ เพราะมีที่ดินอยู่แล้ว พวกเราถนัดสับปะรดจะให้ไปปลูกพืชใหม่ๆ มันจะจบที่การตลาด สับปะรดมีโรงงานรองรับ สลับกับยางพาราและผลไม้อื่นปะปนกันไป ก็พออยู่ได้ครับ

นอกจากการได้เข้าดูแปลงสับปะรดท้ายวังของ คุณสินสมุทร ฟองมาศ และของชาวไร่บางส่วนแล้ว ยังมีบันทึกการสัมภาษณ์ผู้อาวุโสในชุมชนแห่งนี้ อีกหลายท่านที่เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ว่า สับปะรดท้ายวัง มีการปลูกในชุมชนนี้มาอย่างยาวนาน และอาจเป็นข้อสรุปได้ว่า สับปะรดท้ายวัง มีจุดกำเนิดที่ชุมชนแห่งนี้อย่างแท้จริงก็เป็นได้

คุณตาเทศ เงาฉาย อายุ 97 ปี บ้านเลขที่ 17 หมู่ที่ 6 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมือง จังหวัดตราด เป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุดในหมู่บ้าน ให้ข้อมูลว่า “สับปะรดท้ายวัง มีมานานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยพ่อของลุง เรื่องหน่อพันธุ์เกิดมาก็เห็นแล้ว อยู่ตามสวนยาง โดยการขอหน่อไปปลูกกัน สมัยนั้นไม่มีการใส่ปุ๋ย ไม่มีการเร่งให้ออกลูก ปล่อยให้ออกเองตามธรรมชาติ ลูกจะใหญ่มาก หวานฉ่ำ”

คุณอัมพร ฟองมาศ บ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 6 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมือง จังหวัดตราด “น่าจะมีมาเป็นร้อยปีแล้ว เพราะมีมาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อแม่ของยาย ยายเกิดมาก็เห็นแล้ว พ่อของยายปลูกไว้ที่สวน ปลูกไม่กี่ร้อยต้น ปลูกไว้กิน เหลือก็แจกบ้างขายบ้าง สมัยนั้นไม่ค่อยทำอะไร ปล่อยตามธรรมชาติ ลูกจะใหญ่ น้ำเยอะ หวานฉ่ำ”

คุณยายเฉลิม อินทสาร บ้านเลขที่ 25 หมู่ที่ 9 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมือง จังหวัดตราด “ยายปลูกเมื่อ 60 กว่าปีมาแล้ว สมัยนั้นปลูกไม่มีรถไถ ไม่มีการใส่ปุ๋ย ไม่ใส่สารเร่งให้ออกลูก ไม่มียาฆ่าหญ้า ไม่มีโรคเหี่ยวเหมือนทุกวันนี้ ยายปลูกแล้วจะปล่อยให้ต้นโตเองตามธรรมชาติ พอครบอายุก็ออกเอง รสชาติหวาน หอม อร่อย ลูกใหญ่ ยายใส่เข่งสามถึงสี่ลูกก็แบกแทบไม่ไหว”

คุณยายตั๋น สุมะโน บ้านเลขที่ 23 หมู่ที่ 6 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมือง จังหวัดตราด “ยายจำได้ว่าปลูกมาเกิน 60 ปีแล้ว ลูกใหญ่มากๆ ไม่เคยรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ฉีดยาเลย คนรุ่นราวคราวเดียวกับยายสมัยนั้นถ้ากินไม่หมดจะขึ้นรถรับจ้างของยายไปขายที่ตลาด”