ช่วงแรกที่เริ่มปลูกกล้วยหอม ยังไม่มีประสบการณ์มากผลผลิต

ที่สวนจะออกช้ากว่าที่อื่นไป 3 เดือน กล้วยหอมของที่อื่นใช้เวลา 9 เดือน จะตกหวี แต่ที่สวนจะใช้เวลากว่าหนึ่งปีกล้วยถึงจะตกหวี ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะเธอไม่ได้มีเวลาเข้าไปดูสวนทุกวัน ปล่อยแบบตามมีตามเกิด แต่ช่วงหลังๆ เริ่มจริงจังมากขึ้น เริ่มมีการวางระบบน้ำที่สวน เป็นระบบน้ำอัตโนมัติ สามารถควบคุมการรดน้ำให้เป็นเวลาได้

ที่สวนจะตั้งเวลารดน้ำ วันละ 2 ครั้ง คือช่วงเช้ามืด ประมาณ ตี 4 และบ่าย 3 เพื่อที่ไม่ให้ไปเบียดเบียนการใช้น้ำของเกษตรกรในสวนอื่นๆ ช่วง ตี 4 สวนอื่นเขายังไม่ตื่น ก็ตั้งไว้ครึ่งชั่วโมง บ่าย 3 เปิดรดอีกครึ่งชั่วโมง ระบบจะทำงานแบบนี้ไปทุกวัน พอถึงวันเสาร์จะเข้าไปดูความเรียบร้อยว่าระบบยังใช้ได้อยู่ไหม มันก็เลยทำให้ควบคุมได้ดีขึ้น ผลผลิตจากเคยออกช้ากว่าที่อื่น ก็กลายเป็นออกเท่ากับที่อื่น นี่คือ การค่อยๆ ปรับเรียนรู้และพัฒนาจากคนที่ไม่มีพื้นฐานงานเกษตรเลย” พี่ปุ้ย พูดถึงประสบการณ์ปลูกกล้วย

การปลูกพืชแบบมือสมัครเล่น
แต่ผลลัพธ์ไม่เล่น
เจ้าของบอกว่า การปลูกกล้วยหอมที่สวนจะใช้วิธีการแยกหน่อจากต้นเดิม คือจะเสียเงินซื้อต้นพันธุ์แค่ครั้งแรกเท่านั้น หน่อพันธุ์กล้วยจะซื้อจากสวนข้างๆ หน่อละ 10 บาท ไม่ต้องมีค่าขนส่ง การปลูกกล้วยสำหรับพี่ปุ้ยจะเสียเงินลงทุนแค่ครั้งเดียว ปีต่อไปจะใช้วิธีแยกหน่อจากต้นเดิมมาปลูก โดยพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 300 ต้น

ระบบน้ำสปริงเกลอร์วางร่องกลางและติดตั้งการรดน้ำแบบอัตโนมัติ ต้นทุนการปลูกคือถูกมาก คิดเป็นตัวเลขกลมๆ 1 ไร่ ปลูกได้ 300 ต้น ลงทุนประมาณ 6,000 บาท ต่อไร่ ราคานี้คิดเผื่อคนที่ต้องซื้อต้นพันธุ์แพงกว่าต้นละ 10 บาทแล้ว ระบบน้ำถ้ามีเวลาเข้าสวนทุกวันก็ไม่ต้องทำ ใช้แรงงานตัวเองเดินรดได้ ทางที่ดีหากกำลังเริ่มทำ ไม่ควรจ้างแรงงาน เพราะรายรับจะไม่คุ้มรายจ่าย

การดูแล
เริ่มตั้งแต่การตัดหญ้าในสวน 8 ไร่ ตัดเดือนเว้นเดือน เพราะต้องการให้หน้าดินยังชุ่มชื้น ถ้าตัดเตียนแดดจะแรงทำให้ต้นไม่โต การใส่ปุ๋ยจะใส่ปุ๋ยคอก ดูตามช่วงเวลา ถ้าฝนตกจะเริ่มใส่ต้นไม้ ถ้าได้น้ำได้ปุ๋ยจะโตเร็ว เรื่องโรคแมลงมีเวลาดูน้อย แต่ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะที่สวนมีการป้องกันโดยการใช้ถุงห่อ ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน ลงทุนครั้งเดียวสามารถนำกลับมาใช้ได้อีกหลายครั้ง ช่วยป้องกันแมลงวันทองป้องกันฝุ่นและยังทำให้ผิวของกล้วยสวยไม่มีรอยดำ ขายได้ราคาอีกด้วย

ทดลองทำกล้วยให้มีกลิ่นขนม

ทำแล้วแต่ผลยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เคยใช้เทคนิคทำให้กล้วยมีกลิ่นเป็นช็อกโกแลต กลิ่นใบเตย และกลิ่นมะลิ โดยการรอช่วงจังหวะกล้วยออกหัวปลี แล้วกรีดที่ข้างต้น นำสำลีชุบกลิ่นที่ต้องการยัดเข้าไปเพื่อให้ต้นดูดซึมกลิ่น

ผลที่ได้คือ กล้วยมีกลิ่นตามที่ชุบสำลี แต่ยังมีความรู้สึกว่ากลิ่นยังไม่ออกมาชัดเจนเท่าที่ควรเนื่องจากเรามีการให้น้ำกล้วยตลอด น้ำอาจจะเข้าไปเจือจางกลิ่น แต่ถ้ามีเวลาจะทดลองทำอีกแน่นอน เพราะคิดว่านี่น่าจะเป็นจุดขายของสวนได้ในอนาคต

ผลผลิตที่ได้ เป็นที่น่าพอใจถ้าเทียบกับการดูแลแค่ช่วงเสาร์-อาทิตย์ ผิวสวย ผลผลิตต่อต้น 1 เครือ มี 8 หวี น้ำหนัก 1.2-1.5 กิโลกรัม ต่อหวี ตัดแบ่งขายราคาถูก เพราะเก็บไว้ก็กินไม่หมด เราจะทำตามแนวคิดทีแรกว่า ปลูกไว้กินเมื่อเหลือจึงขาย พอเหลือจริงๆ เราก็นำมาขาย แต่ขายในราคาที่ถูก เพราะอยากให้เพื่อนบ้าน เพื่อนที่ทำงาน ได้กินผลไม้ปลอดสารในราคาที่ไม่แพง ส่วนกำไรได้ตั้งแต่เริ่มทำแล้ว ได้กินและได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวตามที่ตั้งใจไว้

อาชีพเป็นเกษตรกรบนวิถีชีวิตมนุษย์เงินเดือน
ให้ประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด
พี่ปุ้ย บอกว่า เธอมองว่าอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่ยั่งยืน เกษตรเป็นอะไรที่ยั่งยืน ไม่เหมือนกับงานประจำที่วันหนึ่งอาจจะเจอปัญหาทางเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยต่อบริษัท แต่ถ้าทำเกษตรอย่างน้อยทำให้มีกิน ถึงแม้จะไม่ทำเงินให้มหาศาล แต่ทำให้มีกินมีใช้ และแน่นอนว่าเมื่อไรที่ทำเต็มที่ จะมีเงินเหลือเก็บแน่นอน

ที่สำคัญเรากินอะไร เราก็ปลูกอันนั้น มันเป็นอะไรที่มั่นคงและทำให้เธอกับครอบครัวได้อยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น วันหยุดเสาร์-อาทิตย์เวลาแต่ละนาทีมีค่ามาก ลูกสนุกไปกับการปลูกต้นไม้ วิ่งเล่นในสวน พ่อกับแม่แค่ได้เดินดูสวนก็สบาย หน้าตาสดชื่นเมื่อครอบครัวมีความสุข เราก็มีความสุขตามไปด้วย

แนะนำสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่อยากจะทำงานเกษตรควบคู่กับงานประจำไปด้วย ก็ทำได้ไม่ยากคือ

1. ห้ามอ้างเรื่องเวลา เพราะเวลาทุกคนมีเท่ากัน ถ้าอยากทำอย่าไปคิดว่าเวลาคืออุปสรรค อยากทำให้เริ่มทำเลย ถ้าทำแล้วสำเร็จ จะรู้สึกภูมิใจในตัวเองมาก

2. เริ่มจากทำอาชีพประจำให้มั่นคงก่อน อย่าสร้างหนี้สินเยอะ เพราะถ้ามีหนี้สินเยอะจะไปทำอย่างอื่นยาก เราจะถูกยึดติดว่าต้องทำงานใช้หนี้ไปก่อน แต่อย่างตัวเธอเองจริงๆ ก็มีหนี้ค่าบ้านที่ต้องผ่อนที่กรุงเทพฯ แต่คิดว่าทุกวันงานประจำที่ทำยังไปได้ดีและมั่นคง

ส่วนงานเกษตรวันหนึ่งที่คิดว่าจะเกษียณตัวเองไปดูแลแม่ ไปดูแลคนในครอบครัว ตรงนั้นเราถึงจะไปทำเต็มตัว แต่ระหว่างนั้นเราก็ต้องเจียดเงินเก็บเพื่อใช้ในยามฉุกเฉินด้วย หรือเพื่อใช้ในการที่อยากซื้อที่ทำการเกษตรเพิ่ม เราจะมีพร้อม ถือว่ามีอาชีพเป็นเกษตรกรหลังเกษียนเจอกันแน่นอน พี่ปุ้ย กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับมนุษย์เงินเดือนอยากใช้เวลาว่างมาทำงานเกษตร สามารถโทร. แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับ คุณอารีย์ นิลวดี (พี่ปุ้ย) ได้ที่เบอร์ 061-589-6446

ผักหวาน มีลักษณะเป็นไม้ทรงพุ่มขนาดกลาง ความสูงตั้งแต่ 1-3 เมตร ขึ้นไป เปลือกต้นมีลักษณะขรุขระ กิ่งที่ยังอ่อนจะมีลักษณะเป็นสีเขียวผิวเรียบ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ผิวใบเกลี้ยงเรียบทั้งสองด้าน โดยนิยมนำใบอ่อนมาประกอบอาหารหลากหลายเมนู ซึ่งการขยายพันธุ์ของไม้ชนิดนี้นั้น นิยมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและปักชำกิ่ง

จากความนิยมของตลาดที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง ทำให้ตลาดยังมีความต้องการไม้ชนิดนี้อย่างมาก เพราะบางฤดูกาลผลผลิตมีน้อย จึงส่งผลให้ราคาแพงตามไปด้วย เป็นโอกาสสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกได้เป็นอย่างดี

คุณนิมิตร อุ่นหลำ อยู่บ้านเลขที่ 23 หมู่ที่ 4 ตำบลสร่างโศก อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ได้ปลูกผักหวานเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้มาหลายสิบปี โดยชาวบ้านในพื้นที่นี้ปลูกผักหวานเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นสินค้าประจำอำเภอเลยก็ว่าได้ โดยในทุกปีจะมีเทศกาลผักหวานที่จัดขึ้น ให้ผู้ที่สนใจได้มาซื้อหาและชิมผักหวานของชุมชนในย่านนี้ได้ จึงเกิดการสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เป็นอย่างดี

คุณนิมิตร เล่าให้ฟังว่า ย้อนไปเมื่อประมาณ 25 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นเขาจบการศึกษาใหม่ๆ ได้ไปสมัครงานหลายบริษัท เพื่อรอเรียกตัวเข้าไปทำงานในช่วงนั้น โดยในระหว่างนั้นคุณนิมิตรก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงได้นำผักหวานมาทดลองปลูกกับคุณแม่ เพราะช่วงนั้นครอบครัวก็มีการทำเกษตรอยู่บ้าง จึงมองเห็นถึงโอกาสที่จะได้นำผักหวานมาปลูกอีกหนึ่งชนิด เพื่อเป็นสินค้าสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวในขณะนั้น

“อำเภอบ้านหมอนี่ ส่วนใหญ่จะมีการปลูกผักหวานกันมาก เพราะผักหวานสามารถเจริญเติบโตได้ดี จะสังเกตได้จากดินที่นี่จะค่อนข้างดำ ใครมาเห็นก็อิจฉา เพราะมันทำให้เห็นว่าที่นี่ดินยังมีความอุดมสมบูรณ์ เมื่อนำผักหวานมาปลูกแล้ว จึงสามารถให้ผลผลิตที่ดี โดยที่ไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีในการปลูกเลย” คุณนิมิตร บอก

ต้นผักหวาน เน้นใช้แบบเพาะเมล็ด

ในขั้นตอนแรกก่อนที่จะนำต้นผักหวานมาลงปลูกภายในแปลงนั้น คุณนิมิตร บอกว่า จะเพาะเมล็ดผักหวานตามวิธีการให้ถูกต้องเสียก่อน เพราะเมล็ดผักหวานเป็นพืชที่ค่อนข้างเพาะยาก หากทำไม่ถูกกรรมวิธี เมล็ดก็จะเน่าและไม่เกิดต้นอ่อนให้เห็น โดยส่วนใหญ่แล้วการเพาะจะต้องกะเทาะเปลือกออก และนำมาล้างทำความสะอาด จากนั้นผึ่งเมล็ดพันธุ์ให้แห้งในที่ร่ม 1-2 วัน

จากนั้นนำผ้าชุบน้ำให้เปียกมาคลุมลงบริเวณเมล็ดพันธุ์ 7-9 วัน พอผ่านเวลาช่วงนี้ไปเมล็ดจะเริ่มแตกออก แต่ก็ยังไม่มีต้นอ่อนให้เห็น จากนั้นนำเมล็ดที่แตกออกไปเพาะลงในถุงดำอีกครั้งหนึ่ง ผ่านไปไม่นานก็จะเริ่มเห็นต้นอ่อนงอกออกมาให้เห็นและนำไปเตรียมปลูกลงในแปลงปลูกต่อไป

โดยก้นหลุมที่จะนำต้นผักหวานปลูกนั้น คุณนิมิตร บอกว่า จะนำปุ๋ยคอกจำพวกขี้หมูมารองที่ก้นหลุมก่อน เพื่อให้บริเวณที่ปลูกมีความสมบูรณ์ โดยระยะก็ไม่ได้ตายตัว เน้นให้อยู่แบบป่าและมีร่มรำไร จากนั้นดูแลต่อไปประมาณ 2-3 ปี ต้นผักหวานก็จะสามารถให้ผลผลิตเก็บยอดขายได้

“ที่บ้านจะมีคอกหมูอยู่ ก็จะเอามูลตรงนั้นที่ปล่อยให้เก่า อย่างน้อยประมาณ 1 ปี มาใส่ปรับปรุงบำรุงดิน ปีละ 2 ครั้ง การปลูกผักหวานของที่นี่จะไม่ใส่ปุ๋ยเคมีเลย จะเน้นใส่แต่ปุ๋ยขี้หมูที่เราเลี้ยงเอง ส่วนเรื่องน้ำก็ไม่ต้องรดบ่อย อาทิตย์ละ 1 ครั้ง หรือถ้าช่วงไหนร้อนมาก อาจจะรดอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ก็ได้ เพราะผักหวานไม่ต้องการพื้นที่ให้แฉะมากจนเกินไป ดังนั้น พื้นที่ปลูกควรระบายในเรื่องน้ำให้ดี” คุณนิมิตร บอก

ในเรื่องของโรคและแมลงศัตรูพืชที่จะทำลายต้นผักหวาน คุณนิมิตร บอกว่า ตั้งแต่ปลูกมา 20 กว่าปี ยังไม่พบโรคระบาดหรือแมลงที่เข้ากัดกินจนเกิดความเสียหาย ถึงมีแมลงศัตรูพืชมากินยอดอ่อนบ้าง แต่ก็เป็นอัตราส่วนที่น้อย จึงไม่จำเป็นต้องใช้สารกำจัดในการฉีดพ่น แต่ต้นผักหวานจะตายได้ง่ายๆ ส่วนใหญ่เกิดจากการโยกต้นมากเกินไป จะทำให้รากได้รับการกระทบกระเทือน ส่งผลให้ต้นตายได้

แต่ละช่วงฤดูกาล ผลผลิตมีมากน้อยไม่เท่ากัน

เนื่องจาก ผักหวาน เป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตตามฤดูกาล ดังนั้น ใน 1 ปี ผลผลิตที่ได้จะมีไม่มากเท่ากับช่วงฤดูฝน จึงส่งผลให้ราคาที่ขายแต่ละช่วงฤดูกาลแตกต่างกันไปด้วย โดยในช่วงที่มีผลผลิตออกมาก ราคาขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 50 บาท และช่วงที่ผลผลิตมีน้อย ส่งผลให้ราคาผักหวานสูงขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 200 บาท เลยทีเดียว

“เนื่องจากที่บ้านปลูกมานานแล้ว ก็จะมีแม่ค้าที่รู้จักกัน มารับซื้อถึงที่สวน โดยเราจะเริ่มเก็บยอดผักหวานตั้งแต่ 6 โมงเช้า พอสายๆ ได้เวลาแม่ค้าเขาก็จะมารับซื้อ แต่ช่วงที่ผลผลิตมีน้อย บางครั้งการเก็บขายก็ไม่คุ้ม เราก็จะเอายอดบางส่วนที่พอมีอยู่ในแปลง มาแปรรูปเป็นส่วนผสมในขนม โดยผู้ที่คิดค้นขึ้นมาก็คือ น้องสาว นำยอดผักหวานมาผสมกับแป้ง ทำเป็นขนมเปี๊ยะแป้งเหนียวนุ่ม ในสูตรหวานน้อย ให้กับผู้ที่รักสุขภาพได้ทาน และมากด้วยคุณประโยชน์จากผักหวานเข้ามาเสริมด้วย” คุณนิมิตร บอกถึงเรื่องการตลาดและการแปรรูป

โดยขนมเปี๊ยะแป้งเหนียวนุ่ม ราคาขายส่งอยู่ที่ กล่องละ 70 บาท ซึ่งใน 1 กล่อง บรรจุประมาณ 10 ลูก ซึ่งผู้ที่สนใจอยากสั่งไปลองชิม ก็สามารถบริการส่งตรงถึงบ้านให้กับลูกค้าได้เช่นกัน ด้วยระบบการขนส่งในปัจจุบันที่สะดวกและง่ายในการจัดการ

ซึ่งการปลูกผักหวานจึงเป็นงานที่สามารถสร้างเงินเป็นอาชีพเสริมได้ จนคุณนิมิตร บอกว่า ถึงจะมีงานประจำที่ทำอยู่ก็ไม่เป็นอุปสรรค เพราะเขารักการทำเกษตรถึงจะมีงานประจำที่ต้องไปทำ ก็จะแบ่งเวลาให้ลงเพื่อมาทำการเกษตรอยู่เสมอๆ

“ผมมองว่าการเกษตรนี้ เป็นสิ่งที่อยู่ในสายเลือดผมมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะตั้งแต่จำความได้ ผมก็ชอบการอยู่ในป่าในดง ตามแบบเด็กต่างจังหวัดที่ชอบเล่นซน เลยทำให้ชินและมีความคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้ ส่วนผู้ที่สนใจ แต่ยังไม่ได้ลงมือทำอย่างจริงจัง สิ่งแรกที่จะบอก ว่าให้ทำการศึกษาก่อน โดยเรียนรู้จากผู้ที่เขาประสบผลสำเร็จแล้ว ว่าเขามีการทำอะไรบ้างที่ทำให้เขาได้ผลผลิตที่ดี ยิ่งเดี๋ยวนี้สิ่งเรียนรู้มีมากมาย หาได้ง่ายทั้งหนังสือและข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ก็เป็นตัวช่วยที่ให้การทำเกษตรประสบผลสำเร็จเพิ่มขึ้นตามไปด้วย” คุณนิมิตร แนะนำ

ท่านใดที่สนใจเรื่องการปลูกผักหวาน หรืออยากจะลองชิมขนมเปี๊ยะแป้งเหนียวนุ่ม ก็สามารถติดต่อสอบถามกันได้ที่ คุณนิมิตร อุ่นหลำ หมายเลขโทรศัพท์ “ลำไย” เป็นไม้ผลที่สำคัญทางเศรษฐกิจของอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ก่อเกิดรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนลำไย เพียงเปลี่ยนวิธีคิด วิธีปฏิบัติ จากเกษตรกรรายคนที่ต่างคนต่างผลิต ต่างคนต่างขาย และพื้นที่ปลูกลำไยมากน้อยรวมเป็นกลุ่มและร่วมกันทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ ประสบผลสำเร็จได้อย่างไร ต้องตามไปดู

ผู้เขียนได้เดินทางพร้อมกับ คุณวิลาศ กล่อมสุนทร อดีตประมงอำเภอจอมทอง ไปดูเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อนำเนื้อหาสาระดีๆ ของเกษตรกรแบบแปลงใหญ่ลำไยนอกฤดูมาให้ผู้อ่านได้รู้เรื่องราวการผลิตลำไยของเกษตรกรคนหนึ่ง ที่มีความเพียรและพัฒนาตนเองจนมีความเข้มแข็ง ประสบผลสำเร็จในอาชีพเกษตรกรรม ได้ในระดับหนึ่ง เมื่อเข้มแข็งแล้วก็ถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ สู่เกษตรกรคนอื่นๆ ได้เกี่ยวก้อยร้อยพวงไปด้วยกันเป็นกลุ่ม และทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ น่าศึกษาว่ากลุ่มมีกระบวนการในการขับเคลื่อนงานกันอย่างไร

ความเข้มแข็งของเกษตรกรแบบแปลงใหญ่ ดูที่ความรู้ ความสามารถของสมาชิกรายคน : กรณีตัวอย่าง คุณสุธรรม อ๊อดต่อกัน

คุณสุธรรม เป็นเกษตรกรผู้ผลิตลำไยมาตั้งแต่เริ่มแรกของอาชีพเกษตรกรรม แต่ด้วยเป็นเกษตรกรที่ขยัน อดทน มีความเพียร ผ่านการอบรมมาหลายหลักสูตร ทั้งก่อนและเข้าร่วมเป็นสมาชิกเกษตรแบบแปลงใหญ่ ได้นำข้อมูล-ความรู้ มาพัฒนา เปลี่ยนแปลงระบบเกษตรของตนอย่างจริงจัง และประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ ทั้งได้นำประสบการณ์ ความรู้ ถ่ายทอดสู่เพื่อนเกษตรกรในวงกว้าง จนหลายหน่วยงานทางภาคเกษตรทั้งภาครัฐ และเอกชน ยอมรับในความรู้ ความสามารถของคุณสุธรรม

ขอถ่ายทอดข้อมูลการผลิตลำไยนอกฤดูของคุณสุธรรมในเบื้องต้นว่า ถ้ามีความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะผลิตแล้วผลที่ได้จะส่งผลต่อระบบกลุ่มอย่างไร คุณสุธรรม ให้ข้อมูลว่า ตนเองเป็นเกษตรกรปลูกลำไย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 พื้นที่ 30 ไร่ อายุต้นราวๆ 11-15 ปี เป็นลำไยพันธุ์อีดอทั้งหมด ผลผลิตปีละประมาณ 30-40 ตัน และได้เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่าการผลิตลำไยเมื่อหลายปีก่อน ก่อนเข้าร่วมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ก็ได้ปฏิบัติเหมือนๆ กันกับเพื่อนๆ เกษตรกรทั่วไป ที่ผลผลิตลำไยตามฤดูกาล แต่ทำไปแล้วรู้เลยว่าต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง จากการใช้ปัจจัยการผลิต ผลผลิตออกมาก็ไม่ได้คุณภาพ เวลาขายก็ไม่ค่อยได้ราคา ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางอยู่ตลอด บางปีก็หาแรงงานเก็บผลลำไยยาก ซ้ำบางปีสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ยิ่งมีความเสี่ยง เพราะได้ลงทุนไปแล้ว ผลผลิตจะได้หรือไม่ หรือได้แล้วจะมีคุณภาพหรือไม่ ล้วนสร้างความปริวิตกให้แก่เกษตรกรรวมทั้งตนเองด้วย

เมื่อพบเจอกับปัญหา-อุปสรรค ก็กลับมานึกทบทวนตรึกตรองดูว่า เราจะทำอย่างนี้ต่อไปหรือ… ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่… ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติเสียใหม่…แล้วจะเริ่มอย่างไร? หาความรู้ เข้าหาแหล่งข้อมูล ขอไปเข้าอบรมนำความรู้มาปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตลำไยเสียใหม่ ผลิตลำไยนอกฤดู คือทางออกเริ่มผลิตเมื่อปี พ.ศ. 2535 ตัดแต่งกิ่งเสียใหม่ ตัดแต่งเพื่อให้ได้ทรงพุ่มที่ดี เป็นทรงพุ่มเตี้ย โดยนำหลักการตัดแต่งทรงพุ่มที่ตนเองผ่านการอบรมมาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มาดัดแปลง เพราะต้นลำไยมีอายุหลายปี ต้นสูง ทำให้ลดแรงงานและต้นทุนค่าจ้างในการเก็บผล ทั้งยังลดการซื้อไม้ไผ่มาค้ำยันกิ่งอีกด้วย

คุณสุธรรม ได้ใช้สมุดบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ หรือบัญชีฟาร์ม บันทึกข้อมูลตัวเลข ทำให้รับรู้รายได้-ค่าใช้จ่าย และกำไรของแต่ละปี ที่สำคัญได้นำข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ในสมุดบันทึกนั้น มาทำเป็นปฏิทินการปฏิบัติงานในสวนลำไยได้อีกด้วย ว่าหลังการเก็บเกี่ยวผลลำไยไปแล้ว จะต้องทำอะไร 1…2…3…

คุณสุธรรม ได้เล่าให้ฟังดังนี้ หลังการตัดแต่งกิ่ง ให้น้ำ ให้ปุ๋ย ให้ใบชุดแรกแตกออกมา ซึ่งใบชุดแรกสำคัญที่สุด และรอให้ต้นลำไยแตกใบใหม่ได้ 3 ชุดใบ จะราดสาร แต่ก่อนหน้านั้น… ดูระบบรากก่อน… ระบบรากต้องมีการฟื้นฟู เพราะการผลิตลำไยนอกฤดูมีการราดสารโพแทสเซียมคลอเรต หากราดสารดังกล่าวไป 1 ครั้ง ก็จะเสียรากไปประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ฟื้นฟูรากต้นก็จะตาย

วิธีการฟื้นฟูราก ก็ทำโดยการพรวนดิน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์รอบทรงพุ่ม ต้องคอยดูแลการพัฒนาของระบบรากด้วย ถ้าไม่ดูแลหรือดูแลไม่ทั่วถึง ลำไยก็จะไม่ออกดอกติดผล การให้น้ำก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่สวนนี้จัดวางระบบน้ำไว้อย่างดี มีทั้งใช้สปริงเกลอร์ และเปิดวาล์วท่อน้ำ กรณีต้องอัดน้ำเข้าโคนต้นในปริมาณมาก แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูฝน การผลิตลำไยนอกฤดูก็จะมีต้นทุนต่ำ เพราะเป็นการประหยัดค่าน้ำ-ค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม แต่ถ้าไปผลิตนอกฤดูในเดือนสิงหาคม กันยายน หรือตุลาคม เมื่อผลลำไยออกมาแล้วไม่มีฝนก็ต้องให้น้ำ ทำให้เพิ่มต้นทุนเข้าไปอีก

คุณสุธรรม บอกว่า ตนเริ่มผลิตลำไยนอกฤดู ในเดือนเมษายน โดยดูจากปฏิทินการผลิตลำไยนอกฤดู จากที่ได้บันทึกข้อมูลไว้ในบัญชีฟาร์ม ก่อนจะราดสาร 1 เดือน จะใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 8-24-24 ต้นละ 1 กิโลกรัม แต่ถ้าต้นลำไยที่มีอายุ 15 ปี ก็จะใส่เพิ่มอีกต้นละครึ่งกิโลกรัม และก่อนจะราดสาร 15 วัน ต้องตรวจดูสภาพดินว่ามีความชุ่มชื้นพอหรือไม่ ทั้งหลายทั้งปวงก่อนเริ่มต้นต้องประเมินความพร้อมของสภาพลม ฟ้า อากาศ จากเครื่องวัดอากาศที่ติดตั้งไว้ที่หน้าที่ทำการแปลงใหญ่ ส่วนทางใบก็จะมีการพ่นปุ๋ย สูตร 0-52-34

กับน้ำตาลทางด่วน พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน จากนั้นก็จะราดสาร การราดสารจะส่งเสริมให้ลำไยเกิดการออกดอกมีเปอร์เซ็นต์สูงขึ้น เมื่อราดสารแล้วก็ต้องคอยดูแลไม่ให้มีโรคและแมลงมารบกวน โดยใช้สารชีวภัณฑ์และน้ำหมักชีวภาพเป็นตัวช่วย จากนั้น 30-45 วัน ลำไยก็จะแตกช่อดอก ดอกจะมีความสมบูรณ์มาก ช่วงที่ลำไยดอกบานถึงติดผลจะหยุดการให้ปุ๋ย ต้องรอดูว่าติดผลแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ จะใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี สูตร 15-0-0 เมื่อผลมีเมล็ดเริ่มมีสีดำก็จะใส่ปุ๋ยเคมีต่อเนื่อง แต่เป็นปุ๋ยสั่งตัดตามค่าการวิเคราะห์ กล่าวถึงเรื่องปุ๋ย คุณสุธรรม บอกว่า แต่ก่อนที่จะเข้าร่วมเกษตรแบบแปลงใหญ่นั้น ค่าใช้จ่ายค่าปุ๋ยเป็นเงินมากทีเดียว แต่เมื่อผ่านการอบรมเริ่มผสมปุ๋ยใช้เอง ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง ก็ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายลงไปมาก แต่… ปุ๋ยเคมีนั้น คุณสุธรรม บอกว่า ขาดไม่ได้ เพราะหากใช้แต่ปุ๋ยอินทรีย์จะทำให้สีของลำไยไม่สวย ผลจะไม่เป็นสีทอง คุณภาพไม่ดี ลำพังจะผลิตแต่ลำไยอินทรีย์นั้นต้องเป็นลำไยในฤดูจะดีกว่า

เมื่อเมล็ดในผลลำไยเป็นสีดำก็จะดูแลเป็นพิเศษ ก็คือ เรื่องเชื้อรา เพราะมีผลต่อการส่งไปขาย หรือหากนำส่งต่างประเทศ ราคาก็จะแตกต่างกัน อย่างถ้าลำไยไม่สวยส่งไปขายที่ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียได้ ราคาจะประมาณกิโลกรัมละ 30 บาท แต่ถ้าเป็นประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ผิวต้องสวย ราคาจะเป็น 40 บาท ต่อกิโลกรัม การใช้ฮอร์โมนหรือสาร NAA ก็มีผลต่อผลผลิต หากใช้ปริมาณมากไป เนื้อในขยาย แต่เปลือกไม่ขยาย หรือขยายไม่ทันก็จะทำให้ผลแตก แล้วก็ได้รับความเสียหาย จึงต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์ให้เปลือกมันขยาย แล้วใส่ปุ๋ยเคมีตามเพื่อเพิ่มเนื้อ เปลือกจะไม่แตก
การปฏิบัติการต่อไปก็คือ การตัดแต่งช่อผล เก็บผลไว้ไม่ให้เกิน 60 ผล ต่อช่อ มิฉะนั้นแล้วผลจะไม่โต ไม่ได้น้ำหนัก

เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามปฏิทินที่จะต้องเก็บผลผลิต คุณสุธรรมจะเก็บผลส่งให้กับแปลงใหญ่ และส่งต่อให้ล้งในพื้นที่ แต่เขาก็จะคัดแต่ผลดีๆ ส่วนที่มีปัญหาก็ต้องขายเอง แต่ปัจจุบันวิธีการรวบรวมผลผลิตลำไย ได้มีตลาดเข้ามารองรับ เมื่อมีเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

ผลผลิตลำไยนอกฤดูของคุณสุธรรม Royal Online และสมาชิกแปลงใหญ่จะมีผลผลิตที่ดี มีคุณภาพพอๆ กัน อันเป็นผลานิสงส์จากการเข้าร่วมแปลงใหญ่ ที่ว่าลำไยคุณภาพนั้น คุณสุธรรม ได้ขยายความไว้ว่า ต้องเป็นลำไยที่มีผลใหญ่เกรด AA หรือ A ซึ่งผลผลิตของตนในน้ำหนัก 100 กิโลกรัม จะเป็นเกรด AA 40 เปอร์เซ็นต์ เกรด A 30 เปอร์เซ็นต์ สีผิวเหลืองหรือสีเหลืองทอง สีนี้ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นที่นิยมมาก กับต้องมีรสชาติหวาน มีกลิ่นหอมของลำไย เนื้อหนา เมล็ดในเล็ก ไม่แฉะหรือไม่ฉ่ำน้ำ ถ้านำไปแปรรูป หรือทำลำไยอบแห้งเนื้อจะแห้งเร็ว คุณสุธรรม ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ลำไยคุณภาพนั้นมีปัจจัยที่ช่วยเกื้อหนุนอย่างมาก ก็คือ สภาพลมฟ้าอากาศ ที่เอื้ออำนวยให้มีความเหมาะสมกับธรรมชาติของลำไย

กรณีตัวอย่างของคุณสุธรรม ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์มามากมาย ทั้งจากการปฏิบัติจริง และจากการเข้ารับการอบรม แล้วนำมาใช้กับสวนลำไย โดยมีการบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูการผลิต แล้วแก้ไขปรับปรุง พัฒนา ผลของความสำเร็จจึงได้ผลผลิตลำไยที่มีคุณภาพ “การได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเกษตรแบบแปลงใหญ่ ก็ดีมีประโยชน์นะครับ อย่างผมนี่ได้มีโอกาสไปเข้าอบรมหลายเรื่อง จากหลายหน่วยงาน ได้นำความรู้มาใช้หลายเรื่องเลยครับ” คุณสุธรรม กล่าว

ผลผลิตและต้นทุนการผลิตลำไยนอกฤดู
คุณสุธรรม บอกว่า หลังการเข้าร่วมกลุ่มเกษตรแบบแปลงใหญ่ ก็ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำ และตามที่ผ่านการอบรมมา ผลก็คือ ผลผลิตลำไยต่อไร่เพิ่มขึ้นและต้นทุนก็ลดลงไปมาก ต้นทุนที่ลดลงไปก็ได้จากการทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง การใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าการวิเคราะห์ดิน การผลิตสารชีวภัณฑ์ น้ำหมักชีวภาพ และน้ำส้มควันไม้ การปรับปรุงดิน การตัดแต่งกิ่งทรงพุ่ม และการตัดแต่งช่อผล

คุณสุธรรม ให้ข้อมูลต้นทุนการผลิต เฉลี่ย 3 ปี ช่วงปี พ.ศ. 2559-2561 เป็นดังนี้
-ผลผลิตต่อไร่ 1,700 กิโลกรัม
-ราคาขายเฉลี่ยต่อกิโลกรัม 30 บาท
-รวมรายได้ต่อไร่ 51,000 บาท
-รวมค่าใช้จ่ายต่อไร่ 14,440 บาท หรือคิดเป็นต้นทุน กิโลกรัมละ 5-8 บาท
-กำไรสุทธิต่อไร่ 36,560 บาท

เมื่อตนเองเข้มแข็งอย่างพอเพียงแล้ว
เกี่ยวก้อยร้อยพวงไปด้วยกันกับเพื่อนเกษตรกร
ผลผลิตลำไยนอกฤดูของคุณสุธรรม นับว่าเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพ สามารถผลิตลำไยได้ตลอดปี ได้รับการ ยกย่องให้เป็นเกษตรกร GAP ดีเด่น ปี พ.ศ. 2562 จากกรมวิชาการเกษตร ทั้งยังเป็นเกษตรกรที่มีองค์ความรู้ นำไปแบ่งปันให้แก่เพื่อนสมาชิกแปลงใหญ่ เสียสละเป็นวิทยากรเชี่ยวชาญในด้านการตัดแต่งกิ่งลำไย ทรงพุ่มแบบต่างๆ ให้แก่หลายหน่วยงาน เป็นวิทยากรประจำของศูนย์ปราชญ์สวนออมโชค อำเภอจอมทอง สวนลำไยของคุณสุธรรมยังได้รับการออกแบบให้เป็นแปลงสาธิตถ่ายทอดความรู้ เป็นแหล่งเรียนรู้แก่สถาบันการศึกษา และเป็นจุดแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร-เทคโนโลยี-นวัตกรรม ในการผลิตลำไย การชักนำลำไยให้ออกดอก การตัดแต่งกิ่งทรงพุ่มลำไยรูปทรงต่างๆ โดยจัดแบ่งพื้นที่ภายในแปลงเป็นแปลงย่อยเพื่อวางแผนการผลิตลำไยออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี