ช่วยกันทำ ช่วยกันออกความคิดเห็น นะครับเพื่อให้ได้เป็นรูปธรรม

ที่สุดและให้กิจกรรมของเราสามารถอยู่ไปได้นาน ๆ ครับ ถ้าเราสำเร็จก็ขอให้ทุกท่านใช้รูปแบบนี้ไปดำเนินการต่อได้ครับ มันอีกเป็ล้านไร่ครับที่เราจะช่วยกันได้ครับ พี่นที่ที่เรามองไว้ตอนนี้คือที่อ.สันติสุขครับ เนื้อที่ประมาณ 400-500 ไร่ครับ แลดูเล็กมากเทียบกับปัญหาแต่เราอยากให้เป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะขยายผลได้ครับ

ขั้นตอนคือ การสรุปวิธีการปลูกป่าและพันธ์ไม่ที่ถูกต้องตามหลักการ หลังจากนั้นจะทำการ Workshop ให้ทุกท่านได้ทราบวิธีการที่ถูกต้องพร้อมทั้งประสานงานกับทางหน่วยงานราชการและประชาชนในพื้นที่ให้ชัดเจน จะมีการเตรียมการร่วมกับหน่วยราชการให้เรียบร้อยเพื่อดำเนินการปลุกป่าในเดือนกรกฏาคมครับ อีกไม่นานแล้วครับ ติดตามความคืบหน้าต่อ ๆ ไปในรายละเอียดได้เรื่อย ๆ นะครับจากเพจของเราครับ

การใช้สารเคมีในการทำการเกษตรที่ผ่านมาหลายสิบปี กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ สารพิษที่ตกค้างอยู่ในพืชผัก อากาศ ดิน และแหล่งน้ำ เป็นอันตรายต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เกิดปัญหาการเจ็บป่วยเนื่องจากบริโภคอาหารที่มีสารพิษตกค้าง การใช้เคมีนานๆ ทำให้ดินเสื่อมไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก

โมกิจิ โอกาดะ นักปรัชญาชาวญี่ปุ่นได้ริเริ่มทำเกษตรธรรมชาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 หลักการของเกษตรธรรมชาติของโมกิจิ คือการทำให้ความสมดุลและวิวัฒนาการของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตมีความถาวร ด้วยการอนุรักษ์ระบบนิเวศที่สอดคล้องกับธรรมชาติและให้ความสำคัญต่อดินเป็นพื้นฐาน

โมกิจิ โอกาดะ กล่าวไว้ว่า “ตัวธรรมชาติเองซึ่งบริสุทธิ์และไม่มีการแต่งเติมนั่นแหละคือสัจธรรม ฉะนั้น ไม่ว่าจะกระทำสิ่งใดก็ตาม มนุษย์ควรยึดธรรมชาติเป็นหลัก การเรียนรู้จากธรรมชาติเป็นเงื่อนไขสูงสุดแห่งความสำเร็จ”

“พลังที่เป็นหลักสำคัญในการเจริญเติบโตของพืชนั้นมาจากธาตุดิน โดยมีพลังของธาตุน้ำและธาตุไฟเป็นส่วนเสริม เนื่องจากการเจริญเติบโตของพืชขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของดิน ซึ่งเป็นพลังหลักเป็นสำคัญ ดังนั้น เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดของการเพาะปลูกจึงต้องอยู่ที่ต้องปรับปรุงดินให้มีคุณภาพดี ทั้งนี้ เพราะดินยิ่งดีก็จะยิ่งได้ผล ส่วนวิธีการปรับปรุงดินก็คือการเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าให้ดิน ซึ่งทำได้โดยการทำดินให้มีความสะอาดและบริสุทธิ์ เพราะว่าดินยิ่งบริสุทธิ์ก็จะยิ่งทำให้พลังการเจริญเติบโตของพืชดีขึ้น”

โมกิจิ โอกาดะ ได้ขยายความคิดแนวทางเกษตรธรรมชาตินี้ไปทั่วโลก รวม 170 ประเทศ รวมทั้งเมืองไทยด้วย แต่ในทวีปเอเชียมีเฉพาะในไทย เกาหลี และญี่ปุ่น มูลนิธิเอ็มโอเอไทย สาขาลพบุรี ตั้งอยู่ เลขที่ 273 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับสุขภาพ เกษตรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงได้เริ่มทดลองทำเกษตรธรรมชาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 โดยเริ่มจากการปรับปรุงดินจนสามารถที่จะปลูกผักเกษตรธรรมชาติโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีสังเคราะห์ทางการเกษตรใดๆ เลย

จากนั้นจึงได้จัดอบรมเกษตรกรรมธรรมชาติให้แก่เกษตรกรผู้สนใจทั่วไปในจังหวัดลพบุรีและจังหวัดใกล้เคียง จนสามารถจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรทำการเกษตรธรรมชาติได้ นอกจากนี้ ยังมีคณะครู อาจารย์ นักเรียน นิสิตนักศึกษาทั้งในจังหวัดลพบุรีและจังหวัดใกล้เคียงมาศึกษาดูงาน

ต่อมาทางศูนย์ได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี ทำการพัฒนาและส่งเสริมการเกษตรในประเทศไทยโดยศึกษาวิจัยส่งเสริมพัฒนาและเผยแพร่เกษตรธรรมชาติเพื่อมุ่งสร้างระบบการเกษตรยั่งยืน นอกจากนี้ ศูนย์ยังได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาการเกษตรตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมล็ดพันธุ์เกษตรธรรมชาติ การปรับปรุงดินโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ การฝึกปฏิบัติในแปลงเกษตร การป้องกันและการกำจัดศัตรูพืชโดยไม่ใช้สารเคมี การวางแผนการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อคุณภาพชีวิตตามหลักโภชนาการ

สถานที่อบรมของสาขาลพบุรี มีอาคารขนาดกลางสามารถจัดเป็นห้องประชุมได้ และห้องพักสำหรับผู้อบรมประมาณ 30-50 คน และอำนวยความสะดวกครบ การอบรมเกี่ยวกับเกษตรธรรมชาติที่สาขาลพบุรีจะแบ่งเป็น 3 รุ่น รุ่นละ 35 คน ใช้เวลาอบรม 4 วัน นอกจากนี้ ยังมีฐานเรียนรู้ภาคปฏิบัติ เช่น การเตรียมแปลง การปลูกผัก และการทำปุ๋ยหมักอีกด้วย

สมาชิกที่ปลูกผักอินทรีย์จำหน่าย

อาจารย์ชูชาติ ดูสัจธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรอินทรีย์ของ MOA กล่าวว่า “หลังจากเกษตรกรหรือผู้สนใจผ่านการอบรมแล้ว ก็สามารถนำวิธีการไปปลูกผักอินทรีย์บริโภคได้ที่บ้านด้วยตัวเอง แต่ถ้ามุ่งมั่นที่จะผลิตเพื่อการค้าด้วย ทางมูลนิธิยินดีจะรับซื้อผลผลิตอินทรีย์ของเกษตรกร โดยจะมีการวางแผนการผลิตกับมูลนิธิ หลังจากนั้น มูลนิธิก็จะไปตรวจแปลงเกษตรกรเพื่อรับรองแปลงเกษตรตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่สากลยอมรับเพื่อรับซื้อผลผลิตจากสมาชิก มาจำหน่ายต่อไป”

ป้าอุทัย สายสะอาด อยู่บ้านบ่อหก ตำบลนิคมสร้างตนเอง อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี เล่าให้ฟังว่า “ไปอบรม ที่ MOA มาเมื่อปี พ.ศ. 2554 ก็กลับมาทำเลยโดยใช้พื้นที่ข้างบ้าน งานกว่าๆ ปลูกผักกาดขาว ผักบุ้ง คะน้า ผักโขม ผักชี วนเวียนกันไป แต่กระเทียมปลูกได้เฉพาะหน้าหนาว ปุ๋ยใส่แปลงจะใช้ขี้วัวมาหมักกับ พด.1 ใช้เวลาประมาณ 30 วัน ก็ใช้ได้ ผักปลูกตอนแรกๆ แมลงยังไม่มี พอปลูกซ้ำๆ กันก็จะมารบกวน ต้องเปลี่ยนชนิดผักปลูกไปเรื่อย ทุกครั้งที่รื้อแปลงจะต้องใส่ปุ๋ยขี้วัวหมักเพิ่มเข้าไปทุกครั้ง ทำแปลงปลูก กว้าง 1 เมตร ยาว 12 เมตร” นอกจากนี้ ป้าอุทัยได้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีก 20 ไร่

ส่วนเกษตรกรอีกรายซึ่งอยู่รั้วติดกันคือ ป้าสุบิน สารีพันธุ์ ปลูกบร็อกโคลี่ ผักชี กวางตุ้ง คะน้าฮ่องเต้ ขึ้นฉ่าย เรดโอ๊ก สวนมะนาว และมีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีก 10 ไร่ ผักอินทรีย์ที่ปลูกส่งให้กับ MOA เป็นงานอดิเรกที่ใช้พื้นที่ข้างบ้านประมาณ 200 ตาราวา

ป้าบำรุง ตรัสกุล อยู่ที่บ้านวังน้ำดำ ตำบลนิคม ปลูกผักอินทรีย์บนพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ ข้างบ้าน นอกเหนือจากทำไร่มันสำปะหลัง จะปลูกผักเลื้อย เช่น ถั่วฝักยาว บวบ และผักกินใบเป็นหลัก ยาที่ใช้ฉีดไล่แมลงจะใช้มะพร้าวขูดครึ่งกิโลกรัม ผสมกับยาสูบแห้ง 1 กำมือ ใช้น้ำ 1 ลิตร คั้นออกมา แช่ตู้เย็นไว้ เวลาจะใช้ อัตรา 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น ตอนเช้าหรือเย็นก็ได้ตอนที่ไม่มีแดดจัด ถั่วพอเริ่มมีใบ 2 ใบ ก็จะต้องฉีด ฉีดซ้ำทุกๆ 7 วัน ป้องกันแมลงรบกวนถั่วฝักยาว

ป้าบุญเรือน กะโปรงทอง รายนี้ตั้งใจทำผักอินทรีย์เป็นอาชีพ ไม่ได้เป็นงานอดิเรกเหมือนท่านอื่นเขา ด้วยพื้นที่เกือบ 3 ไร่ แต่อีก 20 ไร่ ทำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ไม่ต้องเอาใจใส่มาก ป้าบุญเรือนเป็นคนดูแลกับน้องสาวสำหรับผักอินทรีย์นี้ ผลผลิตของสวนนี้มีจำนวนมากพอสมควรเพราะนอกจากส่งให้ MOA แล้ว ผลิตส่วนหนึ่งจะขายที่ตลาดนัดใกล้บ้าน ของที่ปลูกจึงหลากหลาย เช่น คะน้า กวางตุ้ง ปวยเล้ง บวบ ตะไคร้ กะเพรา โหระพา พริก มะเขือ และกล้วยไข่ ส่วนปวยเล้ง ป้าบุญเรือนบอกเราว่า สามารถปลูกได้ทั้งปี ผู้เขียนขอซื้อปวยเล้งมาผัดน้ำมันหอย แต่ป้าบุญเรือนไม่ยอมเอาเงิน ถอนมาให้เฉยๆ ซะงั้น 2 กิโล เลยต้องแจกเพื่อนฝูงไปบางส่วน แต่แปลกมากปวยเล้งอินทรีย์ผัดแล้วไม่ยุบเหมือนปวยเล้งเคมีทั่วไป การทำผักของป้าบุญเรือนได้เปรียบคนอื่นเนื่องจากน้องชายที่อยู่ติดกันเลี้ยงหมูจึงได้ขี้หมูกับขี้วัวมาใส่ในสวน ผักจึงงามกว่าที่อื่นๆ

สมาชิกส่วนใหญ่ที่ได้รับการอบรมมักจะนำความรู้ทางเกษตรอินทรีย์ไปปลูกกินที่บ้าน มีจำนวนน้อยที่สามารถผลิตพืชผักอินทรีย์เพื่อจำหน่ายให้กับ MOA โดยปกติ MOA จะไปรับผักเพื่อจำหน่ายทุกวันในจังหวัดลพบุรี ส่วนวันอาทิตย์จะนำผักเข้าศูนย์รวบรวมผักที่ปัฐวิกรณ์ 10 โดยจะมีผักจากสระแก้ว สิงห์บุรี และเชียงราย มาสมทบเพื่อจำหน่ายในกรุงเทพฯ

อาจารย์ชูชาติ กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “MOA จะจัดอบรมปีละ 3 ครั้ง โดยปีนี้ได้จัดอบรมไปแล้ว ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจเข้ารับการอบรมติดต่อได้ที่ มูลนิธิเอ็มโอเอไทย เลขที่ 273 หมู่ที่ 2 ซอยวิเศษสุข ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี โทรศัพท์ (036) 422-597 และ (036) 414-242 โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และไม่มีข้อผูกมัดว่าจะทำเกษตรอินทรีย์หรือไม่ นอกจากนี้ ทางมูลนิธิจะจัดที่พักและอาหาร 3 มื้อ ให้ทุกท่านอีกด้วย”

สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต หากมีโอกาสที่จะปลูกผักอินทรีย์กินเอง ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หากทำไม่ได้ก็จำเป็นต้องเสาะหาพืชผักปลอดภัยเพื่อสุขภาพ สุขภาพที่แข็งแรงไร้โรคภัย เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนายิ่งกว่าทรัพย์ใดๆ

เนื่องในโอกาสที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2559 กรมหม่อนไหม ได้จัดทำโครงการสำคัญหลายโครงการเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้ทรงทุ่มเทพระวรกายในการพัฒนางานศิลปาชีพและส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมแก่พสกนิกรไทยมายาวนานกว่า 40 ปี และทรงเป็น “พระมารดาแห่งไหมไทย” ซึ่ง “โครงการหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้าน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2559” เป็นหนึ่งโครงการที่กรมหม่อนไหมได้สนองพระราชดำริและสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการอนุรักษ์อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมทั้งอนุรักษ์ไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน วิธีการเลี้ยงไหม และการผลิตเส้นไหมไทยพื้นบ้านให้คงอยู่เป็นมรดกทางภูมิปัญญาของประเทศสืบไป

คุณอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหมได้ดำเนินโครงการหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้าน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จำนวน 84 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 24 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี หนองบัวลำภู สกลนคร บึงกาฬ หนองคาย เลย ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ ขอนแก่น มุกดาหาร นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ฉะเชิงเทรา สระแก้ว เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ชุมพร อุทัยธานี ราชบุรี และนราธิวาส มีเกษตรกรเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเข้าร่วมโครงการหมู่บ้านละไม่น้อยกว่า 10 คน เป้าหมายรวมกว่า 840 คน ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ พร้อมสนองพระราชดำริของพระองค์ในการอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ทั้งยังมุ่งพัฒนายกระดับการเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านของเกษตรกรรายย่อยให้มีประสิทธิภาพ และเป็นแหล่งผลิตเส้นไหมที่มีคุณภาพมาตรฐานสำหรับนำไปผลิตผ้าไหมไทยภายใต้เครื่องหมายรับรองตรานกยูงพระราชทานสีทอง (Royal Thai Silk) ขณะเดียวกันยังมุ่งให้ความรู้และฝึกทักษะอาชีพด้านหม่อนไหมให้แก่นักเรียนในโรงเรียน เป็นช่องทางสร้างรายได้เสริม และให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้มีส่วนร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้านหม่อนไหมด้วย

เบื้องต้นได้สำรวจและคัดเลือกหมู่บ้านที่มีเกษตรกรเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเข้าร่วมโครงการ จากนั้นกรมหม่อนไหมก็บูรณาการร่วมกับเกษตรกร ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่วางแผนพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบครบวงจร โดยเริ่มตั้งแต่การจัดการแปลงหม่อนเพื่อเพิ่มผลผลิตใบ เช่น พัฒนาระบบน้ำในแปลงหม่อน หรือสนับสนุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมี เพื่อใช้บำรุงแปลงหม่อนครอบคลุมทั้ง 84 หมู่บ้าน นอกจากนั้น ยังปรับปรุงพื้นที่และส่งเสริมการปลูกหม่อนพันธุ์ดีในโรงเรียน จำนวน 8 โรงเรียน ซึ่งอยู่ใกล้เคียงหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้าน พร้อมผลักดันให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมของเกษตรกรไปสู่เยาวชนในสถานศึกษา ทั้งการผลิตหม่อน การเลี้ยงไหม สาวไหม ย้อมสี ทอผ้า และการแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหม เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาและองค์ความรู้ของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบต่อไป

ขณะเดียวกันยังส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพไหมไทยพื้นบ้าน โดยให้คำปรึกษาและวางแผนการผลิตไข่ไหม การเลี้ยงไหม และการผลิตเส้นไหมไม่น้อยกว่า 6 รุ่น/ปี ทั้งยังให้ความรู้เรื่องการคัดเลือกพันธุ์ไหมไทยพื้นบ้านเพื่อขยายพันธุ์ในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น รวมถึงการสาวไหม การสาวไหมเส้นยืน การตีเกลียวเส้นไหม และให้การสนับสนุนวัสดุสำหรับทำห้องเลี้ยงไหมแบบประหยัด วัสดุการเลี้ยงไหมและการผลิตไข่ไหมให้แก่เกษตรกรในโครงการ

นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนายกระดับคุณภาพเส้นไหมไทยสู่มาตรฐาน โดยส่งเสริมให้ความรู้เรื่องการจัดทำเส้นไหมไทยตามมาตรฐานเส้นไหมไทย (มกษ. 8000-2555) มาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และมาตรฐานเส้นไหมอินทรีย์ เป็นต้น และคัดเลือกเกษตรกรที่มีความพร้อมในการผลิตเส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านสำหรับเป็นเส้นไหมยืน พัฒนารูปแบบป้ายติดเส้นไหม พัฒนาบรรจุหีบห่อเส้นไหม จัดทำระบบตรวจสอบรับรองคุณภาพเพื่อจัดชั้นคุณภาพเส้นไหม และระบบการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิตเส้นไหม

ที่สำคัญยังส่งเสริมการผลิตและการตรวจรับรองผ้าไหมไทยของ 84 หมู่บ้าน ภายใต้เครื่องหมายมาตรฐานตรา “นกยูงพระราชทานสีทอง” ซึ่งเป็นผ้าไหมที่ผลิตโดยใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน มีกระบวนการผลิตที่อนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยอย่างแท้จริง สามารถช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับเกษตรกรได้

คุณอภัย กล่าวอีกว่า ทั้ง 84 หมู่บ้าน ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนรับรองให้เป็นหมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติฯ โดยกรมหม่อนไหมจะจัดทำฐานข้อมูลแหล่งผลิต สินค้าที่ผลิต และเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในรูปแบบข้อมูลสารสนเทศ ตลอดจนส่งเสริมการสร้างอัตลักษณ์ด้านหม่อนไหมประจำหมู่บ้าน ซึ่งพิจารณาจากจุดเด่นของแต่ละแห่ง อาทิ อัตลักษณ์ด้านเส้นไหม และลวดลายผ้า เป็นต้น และมีแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวหม่อนไหมเชิงอนุรักษ์ และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิตและผู้บริโภคเพื่อขยายช่องทางการตลาดให้เกษตรกรด้วย

“อนาคตคาดว่า หมู่บ้านอนุรักษ์ไหมไทยพื้นบ้านฯ จะช่วยเพิ่มผลผลิตเส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านที่มีคุณภาพมาตรฐานสำหรับใช้ทอผ้า เกิดระบบการผลิตไข่ไหมและเส้นไหมยืนในชุมชนที่มีการผลิตตามหลักวิชาการและมีการควบคุมคุณภาพ และเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการผลิตไข่ไหม เลี้ยงไหม การผลิตเส้นไหมไทยพื้นบ้าน แก่นักเรียน เยาวชน และผู้สนใจทั่วไป มีการขยายผลทายาทด้านหม่อนไหม ซึ่งจะช่วยสืบสานและอนุรักษ์ไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านให้คงอยู่ต่อไป” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

คำเอ่ยปากคำแรกของลูกทุกคนที่จะเอ่ยได้คือคำว่า “แม่” ซึ่งทุกชาติ ทุกภาษาต้องเอ่ยที่มีความหมายของคำนี้

อังกฤษ สิงคโปร์ มาเลเซีย เรียก Mother หรือ Mom mam ลาว เรียก อิแม่ ฝรั่งเศส เรียก La mere ลาแมร์ เขมร เรียก แม จีน เรียก ม๊ะ หรือ ม่า เวียดนาม me ออกเสียง แหมะ โซ่ เรียก เม๋เปะ มลายู มาเลเซีย บรูไน เรียก เมาะ หรือ แมะ จีนกลาง เรียก mama ม๊ามะ อินโดนีเซีย เรียก Ibu อิบู เมียนมา อะเหม่ ไทไต้คง เรียก เม ฟิลิปปินส์ (ตากาล็อก) เรียก Ina อินา

หากจะประมวลคำเรียก “แม่” ทั่วทั้งโลก สำเนียงกล่าวคงไม่แตกต่างกันมากนัก แม้จะอยู่คนละซีกโลก หรือต่างเชื้อชาติ แต่เชื่อว่าความหมายและความรู้สึกคงจะเป็นทิศทางเดียวกันทุกชาติ ทุกภาษา

“แม่” ผู้หญิงที่ให้กำเนิดลูก คนไทยเราให้สมญานาม มารดา มารดร และชนนี ถือเป็นความยิ่งใหญ่ที่หาตัวแทนมิได้ เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบทั้งขอบเขตที่ใหญ่ยิ่ง นักวิชาการทางภาษาได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คำว่า “แม่” ของทุกๆ ภาษา มาจากการออกเสียงของเด็ก หรือทารก ที่มีคำขึ้นต้นด้วยพยัญชนะจากริมฝีปากคู่ ได้แก่ คำ ม, พ, ป, บ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นพยัญชนะชุดแรกที่เด็กสามารถออกเสียงได้ โดยการใช้ริมฝีปากบนและล่าง

ทุกๆ ปี และหลายปีที่ผ่านมา มีคำขวัญที่เอ่ยถึงพระคุณของแม่ และสำนึกอันพึงสำเหนียกถึงผู้ให้กำเนิด โดยเปรียบเทียบอุปมาอุปมัยกับสารพัดสิ่ง แต่ก็ไม่ได้เทียบเคียงความเป็นจริงซึ่งได้รับจากแม่ ดังบทเพลง “ใครหนอ” ที่กล่าวไว้ว่า “…จะเอาโลกมาทำปากกา แล้วเอานภามาเป็นกระดาษ เอาน้ำหมดมหาสมุทรแทนหมึกวาด ประกาศพระคุณไม่พอ…ฯลฯ” ดังจะขออนุญาตนำคำขวัญมาเป็นอุทาหรณ์ตรึงใจเรา เช่น หมอคนแรกผู้ถือช้อนคอยป้อนยา รวมคุณค่านี้ได้แก่แม่เราเอง

คำขวัญวันแม่ ปี 2545 แม่คือพระประจำอยู่ในบ้าน บูชาท่านไว้เถิด เกิดมิ่งขวัญ

พระคุณแม่เลิศล้ำเกินรำพัน แม่จึงเป็นคนสำคัญทุกวันไป

คำขวัญวันแม่ ปี 2546

สามร้อยหกสิบห้าวันคือวันแม่ มิใช่แค่วันใดให้นึกถึง

สม่ำเสมอสมัครจิตคิดคำนึง เหมือนแม่ซึ่งรักลูกครบทุกวัน

คำขวัญวันแม่ ปี 2555

มือของแม่นั้นคือมือช่างปั้น ขึ้นรูปอันอ่อนลออ จนหล่อเหลา

อยากให้เป็นงานดีที่งามเงา อยู่ที่คอยขัดเกลาแต่เบามือ

คำขวัญวันแม่ ปี 2556

คำโบราณว่าดูนางดูอย่างแม่ คือคำแปลว่าแม่ดีมีลูกเด่น

จะชายหญิงรู้ชั่วดีมีกฎเกณฑ์ เพราะจัดเจนแบบอย่างในทางดี

จากสำนึกของทุกคนที่ระลึกถึงพระคุณของแม่ virtualracersedge.com อันเป็นที่มาของ “วันแม่แห่งชาติ” ซึ่งประชาชนทุกหมู่เหล่าเห็นด้วย และสนับสนุนจนขยายขอบข่ายของงานกว้างขวาง รวมทั้งจัดพิธีกรรมทางศาสนา และประกวดคำขวัญวันแม่ ประกวดเรียงความเกี่ยวกับแม่ กล่าวบทร้อยแก้วร้อยกรองสรรเสริญพระคุณของแม่ รวมทั้งการประกวดแม่แห่งชาติ แม่ดีเด่น เพื่อเชิดชูเกียรติและตระหนักถึงความสำคัญของแม่ จึงเป็นที่มาของการจัดงานวันแม่ประจำปีแห่งชาติ ตามประกาศจากรัฐบาล ตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งงานวันแม่ได้จัดขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ สวนอัมพร

แต่เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีการงดในบางปี เมื่อสงครามสงบลง ก็มีการร่วมกันให้มีงานวันแม่ขึ้นมาอีก โดยมีการเปลี่ยนกำหนดการวันแม่อีกหลายครั้ง และมีการรับรองโดยรัฐบาลประมาณเดือนเมษายน พ.ศ. 2493 แต่ก็งดไปอีกเมื่อกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ทำให้ขาดหน่วยงานที่สนับสนุน และมีการจัดขึ้นอีกครั้งในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2515 ซึ่งจัดได้เพียงปีเดียว แล้วในที่สุด เมื่อปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ตกลงเปลี่ยนแปลงกำหนดวันแม่แห่งชาติขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่แน่นอน โดยถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ และกำหนดให้ดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่คือ ดอกมะลิ

ดอกมะลิ ดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม ตั้งแต่ดอกตูมถึงบาน ส่งกลิ่นหอมได้ไกล และหอมได้นาน ทั้งสดและแห้ง อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดปี เปรียบได้ดั่งความรักของแม่ที่มีต่อลูกอย่างผูกพันธ์ บริสุทธิ์ ไม่มีวันเสื่อมคลายตลอดไป นอกเหนือจากคุณค่าความรู้สึกด้านจิตใจพันผูกระหว่างแม่กับลูกแล้ว ในส่วนของดอกมะลิ ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นคุณค่าในตัวดอกเอง เช่น การนำไปใช้ปรุงยาหอมบำรุงหัวใจ กลิ่นดอกหอมเย็น นำมาลอยในน้ำดื่ม น้ำเชื่อมขนมหวาน กลิ่นหอมเย็นชุ่มชื่นใจ และยังมีสรรพคุณทางยา ซึ่งใช้ได้ทุกประเภทยา รวมทั้งตั้งแต่สมัยโบราณมา ถือว่ามีต้นมะลิในบ้านเป็นสิริมงคล

มะลิ ถือเป็นไม้ดอกเศรษฐกิจที่สำคัญ คนไทยส่วนใหญ่ หรือกล่าวได้ว่าทุกคนรู้จักดอกมะลิเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย บ้านใดปลูกไว้ในรั้วรอบขอบชิดบ้าน ก็จะทำให้เกิดความรักความคิดไมตรีต่อกัน ดังความหอมเย็นของกลิ่นดอกที่เชื่อมโยงกับทุกคน สัญลักษณ์แสดงความกตัญญู เป็นเครื่องสักการะบูชาพระ เก็บมาใช้โดยตรง หรือเก็บดอกมาร้อยมาลัยประดับพานพุ่มบูชา ทำพวงหรีด อบขนม โรยหน้าขนมหวาน จนกระทั่งสกัดทำน้ำมันหอมระเหย (absolute) ซึ่งเป็นที่นิยม และมีราคาแพงในตลาดโลก มะลิ มีชื่อสามัญ Jasmine Arabian

ชื่อวิทยาศาสตร์ Jasmine sambac

ชื่อวงศ์ OLEACEAE

ชื่ออื่นๆ มะลิป้อม มะลิหลวง มะลิขี้ไก่ มะลิไก่ มะลิเศรษฐี

ไม้ดอกพุ่มเล็ก ก้านเขียว ใบเข้ม ดอกขาวบริสุทธิ์ กลิ่นหอม มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน หรือกึ่งร้อนชื้น มีทั้งประเภทไม้พุ่ม ไม้เลื้อย และไม้กึ่งเลื้อย พบโดยทั่วไปไม่น้อยกว่า 200 ชนิด แต่ที่พบในประเทศไทย ประมาณ 45 ชนิด เรียกชื่อเป็นที่คุ้นเคยรู้จักกันดี และที่เป็นไม้พื้นเมืองของไทยเรา ประมาณ 15 ชนิด ที่เรียกชื่อเป็นที่นิยมในกลุ่มมะลิ เช่น มะลิซ้อน มะลิลา มะลิย่าน มะลิไส้ไก่ มะลิทะเล มะลิเขี้ยวงู มะลิป้อม มะลิวัลย์ มะลิพิกุล มะลิฉัตร มะลิพวง มะลิเถา มะลิต้น มะลิเลื้อย มะลิถอด เป็นต้น ซึ่งแต่ละสายพันธุ์เหล่านี้ก็สามารถซื้อหามาปลูก มาขยายพันธุ์ได้ไม่ยาก