ช่างเขียนแบบเทศบาลตำบลท่าขอนยาง มหาสารคามปลูก

กล้วยหอมทองกล้วยหอมทอง เป็นพืชเศรษฐกิจที่ใช้ระยะกว่าจะให้ผลผลิตประมาณ 9 เดือนเศษ แต่ก็ตอบแทนเจ้าของได้อย่างคุ้มค่า เพราะหากมีการวางแผนการผลิตที่ดี มีการบริหารจัดการที่ดี จะทำรายได้สูงถึงไร่ละนับแสนบาทเลยทีเดียว แม้แต่ช่างเขียนแบบก็สามารถเรียนรู้และปลูกให้ประสบผลสำเร็จได้ อย่างเช่น

คุณเกรียงไกร พิมภูธร อายุ 43 ปี อยู่ที่บ้านท่าขอนยาง หมู่ที่ 3 ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โทร. 082-118-1605 จบการศึกษา ปวช. และ ปวส. ด้านช่างจากวิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม จากนั้นไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีครุศาสตร์อุตสาหกรรม จากสถาบันราชภัฏมหาสารคาม ปัจจุบันทำงานในตำแหน่งช่างเขียนแบบ กองช่าง เทศบาลตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม แรงบันดาลใจในการปลูกกล้วยหอมทอง

เกิดจากการที่ได้ดูรายการทีวีเกี่ยวกับกล้วยหอมทอง ก็เลยสนใจคิดว่าเป็นไม้ผลที่คู่กับคนไทย สามารถบริโภคได้ทุกฤดูกาล จากนั้นได้ศึกษาการปลูก การดูแลรักษาอย่างจริงจัง จาก YouTube เป็นเวลา 1 ปี คือในปี 2559 ได้สอบถามราคาซื้อขายในตลาดที่จังหวัดมหาสารคาม ก็พบว่าราคาค่อนข้างดีและไม่มีตลาดค้าส่ง ดังนั้น ถ้าเรานำมาปลูกในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามน่าจะได้เปรียบในแง่ของการขนส่ง จากนั้น ปี 2560 ได้ซื้อพันธุ์จากอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี มาปลูกในพื้นที่ 3 ไร่เศษ ประมาณ 1,300 ต้น ใช้ระยะปลูก 2×2 เมตร (400 ต้น ต่อไร่) ราคาหน่อละ 18 บาท รวมค่าขนส่ง

เทคนิคการเตรียมดิน การปลูกและดูแลรักษา การเตรียมดิน เริ่มจากไถด้วยผาล 3 ตากดิน 2 สัปดาห์ จากนั้นไถด้วยผาล 7 แล้วปั่นและตีดิน ยกร่องห่างกัน 4 เมตร ความยาวตามสภาพของพื้นที่ เพื่อให้ระบายน้ำได้ดี จากนั้นขุดหลุม ขนาดกว้าง 50xยาว 50xลึก 30 เซนติเมตร ใส่ปูนขาวกันเชื้อรา รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหมัก (มูลโคหรือมูลกระบือ) หลุมละ 1 กิโลกรัม ผสมคลุกเคล้ากับดิน วางระบบน้ำและทดสอบระบบน้ำก่อนปลูก

นำหน่อกล้วยลงปลูก กลบดินให้ท่วมเหง้า แต่อย่าปลูกลึกจนเกินไป หลังปลูก 2 สัปดาห์ ให้ปาดหน่อสูงจากพื้นดินประมาณ 10 เซนติเมตร ทั้งนี้เพื่อให้ต้นอวบใหญ่สม่ำเสมอ จะส่งผลต่อการตกปลี และเก็บเกี่ยวระยะเวลาใกล้เคียงกัน

เดือนที่ 2 ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 46-0-0 ต้นละ 1 กำมือ โรยรอบๆ โคนต้น ห่างจากโคนต้น 10-20 เซนติเมตร ให้น้ำและกำจัดวัชพืช (ตัด)

เดือนที่ 3 ใส่ปุ๋ย สูตร 46-0-0 ประมาณ 1 กำมือ และใส่ปุ๋ยขี้ไก่ที่มีส่วนผสมของแกลบ ในอัตรา ต้นละ 2 กิโลกรัม (1 ถังปูน) จากนั้นให้น้ำให้ชุ่มอยู่สม่ำเสมอ อย่าให้ดินแห้ง

เดือนที่ 4 ใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-16 อัตรา 2 กำมือ ต่อต้น และกลบโคนเพื่อให้รากออกหากินได้ดี เดือนที่ 5 ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 ผสมกับปุ๋ย สูตร 46-0-0 ในอัตรา 2 ต่อ 1 ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วใส่ในอัตราต้นละ 2 กำมือ โดยหว่านรอบโคนต้น

เดือนที่ 6 กล้วยจะเริ่มออกปลี ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 ต้นละ 2 กำมือ พร้อมกับกำจัดวัชพืช ในเดือนนี้ให้เตรียมไม้ไผ่สำหรับค้ำเครือกล้วยไว้ด้วย ยาวประมาณ 3 เมตร ต่อต้น เทคนิคในการค้ำ ไม่ควรใช้วิธีการขุด แต่ให้ใช้เหล็กกระทุ้งดินลึก 25-30 เซนติเมตร ก่อนที่จะนำหลักไม้ไปปัก เพราะหากขุดจะทำให้กระทบกระเทือนต่อระบบราก จะส่งผลถึงการเจริญเติบโตได้ ทั้งนี้ไม้ค้ำควรปักห่างจากโคนต้น ประมาณ 1 ฟุต ในช่วงนี้จะต้องเตรียมเชือกฟางสำหรับมัดเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในแต่ละรุ่น (ห่างกันไม่เกิน 7 วัน) โดยใช้สีเชือกฟางแตกต่างกัน พร้อมจดบันทึกวันเดือนปีในแต่ละรุ่น เพื่อให้ทราบวันเวลาที่จะเก็บเกี่ยว โดยปกติจะใช้จำนวน 4 สี หรือ 4 รุ่น

เดือนที่ 7 รดน้ำใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 ต้นละ 2 กำมือ พร้อมกับตัดแต่งหน่อที่เกิดใหม่ราว 20 วัน ออกให้หมด ไม่ให้แย่งอาหารจากต้นแม่ และตัดแต่งใบที่หลุดกาบหรือใบแก่ให้โปร่ง ป้องกันเชื้อรากินใบ หลังจากตกปลีแล้วควรคงใบไว้ 8-12 ใบ ต่อต้น (ก่อนออกปลี ไว้ใบมากเท่าไรยิ่งดี) เดือนที่ 8 ตัดปลี แต่งหวี โดยตัดปลีออกและตัดหวีที่ไม่สมบูรณ์ออก คงไว้เฉพาะหวีที่ให้ผล 12-14 ลูก หรือมากกว่า จากนั้นห่อเครือด้วยถุงสีฟ้า เป็นถุงสำหรับการห่อกล้วยโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันเชื้อราจับลูก ทำให้ลูกลาย สำหรับถุงห่อผลกล้วย ราคาถุงละ 3 บาท จะใช้ได้ 3 ครั้ง ตั้งแต่ เดือนที่ 8 เป็นต้นไป ให้ดูแลใบให้โปร่งโดยตัดแต่งใบแก่และใบที่มีเชื้อราพร้อมกับการตัดแต่งหน่อ และกำจัดวัชพืชให้โปร่งสะอาดอยู่เสมอ และใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 อัตรา 2 กำมือ ต่อต้น เพื่อบำรุงผล

เดือนที่ 9 ประมาณกลางเดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ (หลังตัดปลี 70 วัน) ทั้งนี้ ก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 15 วัน จะต้องติดต่อแม่ค้าว่าเจ้าไหนจะใช้จำนวนกี่หวี เพื่อไม่ให้มีปัญหาด้านการตลาด โดยปกติจะกำหนดคุณภาพของกล้วยหอมทองไว้ 2 เกรด ได้แก่ เกรดเอ ขนาดน้ำหนัก หวีละ 2.5 กิโลกรัมขึ้นไป ราคาส่งหวีละ 90 บาท เกรดบี น้ำหนักหวีละ 2.0-2.4 กิโลกรัม ขายส่งหวีละ 60 บาท ที่เหลือตกเกรดจะขายในชุมชน ซึ่งไม่มีปัญหาด้านการตลาด ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวผลผลิตจะประมาณ 45 ถึง 60 วัน ทั้งนี้ ได้นำหน่อกล้วยที่ตัดแต่งออก มาผลิตน้ำหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วย ทำให้เจริญเติบโตดี ลดต้นทุนการผลิตอีกทางหนึ่งด้วย

เทคนิคการทำจุลินทรีย์หน่อกล้วย

ส่วนผสม

1.หน่อกล้วย (ใบแหลมยังไม่บาน) สับหยาบๆ

นมเปรี้ยวชนิดใดก็ได้ 2 ขวด
ไข่ไก่ดิบ 4 ฟอง
กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม นำหน่อกล้วยที่สับแล้ว ใส่ลงในภาชนะ 1/3 ของความสูงของภาชนะหมัก นำไข่ กากน้ำตาล นมเปรี้ยว ใส่ลงถังหมัก ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน เติมน้ำ 1 ส่วน ของถังหมัก คนให้เข้ากันอีกรอบ แล้วปิดฝาถังตั้งไว้ในที่ร่ม อากาศถ่ายเทได้สะดวก ทิ้งไว้ 5-7 สัปดาห์ แล้วนำมาใช้ อัตรา 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบและปล่อยไปพร้อมกับระบบน้ำ สัปดาห์ละครั้ง

ประโยชน์

ช่วยย่อยสลายเศษวัชพืชได้ดี ทำให้ดินร่วนซุย สร้างภูมิคุ้มกันเรื่องเชื้อราทางดิน ใบเขียวแข็งแรงสามารถดึงสารอาหารทางใบไปบำรุงพืชได้ไว ช่วยสร้างระบบรากของพืชให้แข็งแรง

เทคนิคการผลิตในรุ่นต่อไปโดยไม่ต้องปลูกใหม่ ภายหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตหมดแล้ว ให้ขุดหน่อออกขาย หรือนำไปปลูกในแปลงใหม่ ซึ่งปกติเฉลี่ยจะให้หน่อประมาณ 4-6 หน่อ ต่อหลุม จำหน่ายในราคาหน่อละ 35 บาท หรือ 3 หน่อ 100 บาท แต่ถ้าสั่งซื้อตั้งแต่ 1,000 หน่อขึ้นไป จะจำหน่ายในราคา 4 หน่อ ต่อ 100 บาท หรือถ้าเกิน 2,000 หน่อ จะจำหน่ายในราคา 5 หน่อ ต่อ 100 บาท พื้นที่ปลูก 3 ไร่ จะมีรายได้จากการขายหน่อกล้วยประมาณ 120,000 บาท
แต่ละกอที่เหลือจากการขุดหน่อออกขายแล้ว ให้เหลือหน่อไว้ 1 หน่อ แล้วปาดหน่อสูงจากพื้น ประมาณ 10 เซนติเมตร เพื่อดูแลให้เจริญเติบโต ให้ผลผลิตต่อไป โดยไม่ต้องปลูกใหม่ ในรุ่นนี้จะลดต้นทุนลงได้มาก
หากต้องการให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดหมุนเวียนตลอดปี ควรแบ่งเป็นแปลง และปลูกระยะเวลาห่างกันทุก 3 เดือน ซึ่งตนยังเหลือพื้นที่อีก 4 ไร่ เตรียมขยายพื้นที่ปลูกในรุ่นต่อไป

ปัญหาอุปสรรค… ที่สำคัญคือ ลมพายุ ถ้าลมแรงจะทำให้หักล้มเสียหาย ป้องกันโดยปลูกไม้บังลม เช่น ไผ่ กล้วยน้ำว้า ฯลฯ

ปัจจุบันได้ใบรับรองมาตรฐานจีเอพี จากกรมวิชาการเกษตร ล่าสุดได้มีบริษัทเอกชนขอตัวอย่างส่งไปตรวจสอบคุณภาพเพื่อส่งออกไปประเทศสิงคโปร์ ปรากฏว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐาน เขาจะให้ออเดอร์ (order) มา ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไป “ผมปลูกกล้วยหอมทอง 3 ไร่ ขายผลผลิตได้เกือบ 300,000 บาท ขายหน่อได้อีกประมาณ 120,000 บาท รวมประมาณ 400,000 บาท อยากฝากถึงเกษตรกรและท่านที่สนใจ หากต้องการมีรายได้เสริม คิดว่ากล้วยหอมทองเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ยินดีที่จะให้ความรู้ทั้งในด้านการผลิตและการตลาด หรือมาศึกษาดูงานได้” เป็นคำกล่าวยืนยันของช่างเขียนแบบเทศบาลตำบลท่าขอนยาง

จะเห็นว่า กล้วยหอมทอง เป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ทำรายได้ต่อไร่ค่อนข้างสูง และน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจที่กำลังมองหาช่องทางการประกอบอาชีพ ไม่แน่เหมือนกันนะครับ ท่านอาจมีรายได้เสริมปีละหลายแสนบาทก็เป็นได้ ใครจะไปรู้ สนใจสอบถามเพิ่มเติม โทร. 082-118-1605

คุณไพฑูรย์ ฝางคำ เกษตรกรต้นแบบ กลุ่มเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ ตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ และเจ้าของรางวัลเกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพทำนา ทำการเกษตรผสมผสานโดยได้น้อมนำเอาแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ในไร่นาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใช้แนวคิดปลูกถั่วเขียวอินทรีย์หลังทำนา เพื่อปรับสภาพหน้าดินให้มีธาตุอาหารที่อุดมสมบูรณ์นั่นเอง

จุดเริ่มต้น คุณไพฑูรย์ เล่าให้ฟังว่า เดิมทีสภาพพื้นดินของจังหวัดศรีสะเกษนั้น เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตจากข้าว ชาวบ้านจะปล่อยให้พื้นที่รกร้างว่างเปล่า ทางกลุ่มเครือข่ายเกษตรอินทรีย์จึงมีความคิดที่จะทำให้พื้นที่ดินดังกล่าวของชาวบ้านนั้นให้เกิดประโยชน์ รวมถึงปรับปรุงและบำรุงดินให้มีแร่ธาตุอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ จึงลงมือปลูกถั่วเขียวแบบอินทรีย์ โดยใช้การปลูกแบบหมุนเวียน เพื่อพักและฟื้นฟูหน้าดินหลังการทำนาปี

“ตอนที่รวมกลุ่มเกษตรกรแรกเริ่มก็มีจำนวนไม่เยอะครับ แต่ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้ามาร่วมกลุ่มกับทางเราเพิ่มมากขึ้น มีสมาชิกทั้งหมด 106 ราย พื้นที่รวมกันก็ประมาณ 1,900 กว่าไร่ โดยสภาพพื้นที่ของจังหวัดศรีสะเกษ เดิมหลังจากที่ชาวบ้านทำนาแล้ว เขาก็จะไม่ได้ทำอะไรครับ ก็ปล่อยพื้นที่ว่างไว้ ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร ทางกลุ่มเกษตรกรของเราจึงมีแนวความคิดว่าจะใช้ประโยชน์จากพื้นที่หลังการทำนาที่ว่างอยู่ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไรครับ รวมถึงเน้นในเรื่องปรับปรุง บำรุงดิน เพราะเราทำเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว เราจึงหาวิธีการในการที่จะปรับปรุง บำรุงดิน เพื่อที่จะเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินครับ ซึ่งการปลูกของเราจะเริ่มหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าว เพราะทางจังหวัดศรีสะเกษ ใน 1 ปี เราจะปลูกข้าว 1 ครั้ง เป็นข้าวนาปี เราก็จะเริ่มปลูกถั่วเขียวกันครับ นอกจากนั้น เราก็ส่งเสริมปลูกพืชหลายตัวครับ ไม่ว่าจะเป็นถั่วเหลือง ปอเทือง กระเจี๊ยบแดง และอีกหลายชนิดครับผม”

การปลูกถั่วเขียวหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากข้าว มีประโยชน์ ดังนี้

ใช้ประโยชน์จากที่ดินที่ว่างเปล่า หลังการทำนา
ไถกลบตอซังข้าว เพื่อปลูกถั่วเขียวบำรุงดิน
เมื่อสอบถามถึงขั้นตอนการปลูกถั่วเขียว คุณไพฑูรย์ เล่าว่า การปลูกถั่วเขียวไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงแต่ต้องรีบปลูกหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางนาเสร็จ เพราะดินยังมีความชื้นอยู่มาก เหมาะแก่การเจริญเติบโตของถั่วเขียวได้เป็นอย่างดี

ซึ่งการปลูกถั่วเขียวของที่นี่ จะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ การปลูกแบบหว่านปกติ จะใช้เมล็ดถั่วเขียวอยู่ที่ 7 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ ถัดมาคือการปลูกแบบการใช้เครื่องหยอดข้าว ซึ่งวิธีนี้จะสามารถประหยัดเมล็ดถั่วเขียวกว่าการหว่านปกติได้ประมาณ 1 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ และจะได้ผลลัพธ์ทางด้านการเจริญเติบโตของถั่วเขียวได้ดีกว่าการหว่านแบบปกติ

“การปลูกถั่วเขียวไม่ยากครับ เพียงแต่เราต้องเริ่มปลูกในช่วงหลังการเก็บเกี่ยวใหม่ๆ เพราะดินยังมีความชื้นอยู่ จากนั้นไถกลบฟางเพื่อหว่านถั่ว และใช้โรตารีเพื่อปั่นกลบเมล็ดถั่วเขียวครับ ซึ่งของเราจะแบ่งออกเป็น 2 วิธี แบบแรกคือแบบหว่าน จะใช้อยู่ที่ 7 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ ต่อมาอีกแบบหนึ่งเราใช้เป็นเครื่องหยอดข้าวของเราที่เรามีอยู่แล้วครับ ก็นำมาประยุกต์ ดัดแปลงเป็นเครื่องหยอดเมล็ดถั่วเขียว ซึ่งการหยอดจะมีความสม่ำเสมอในการปลูกก็จะได้ผลดี การฝังเมล็ดลงดินมีความลึกตามที่เราต้องการ การงอกก็จะดี และสามารถประหยัดเมล็ดถั่วเขียวได้ครับ ก็จะอยู่ 5-7 กิโลกรัมครับ ซึ่งจะประหยัดกว่าการหว่านปกติครับ”

ด้านวิธีการดูแลบำรุงต้นถั่วเขียวในแปลงปลูก จะใช้การปลูกแบบอินทรีย์ธรรมชาติ ไม่มีการใส่ปุ๋ยบำรุงแบบพิเศษ อาศัยเพียงความชื้นจากดินและน้ำค้างเพียงเท่านั้นในการเจริญเติบโต รวมถึงมีการฉีดพ่นน้ำหมักและสารชีวภาพทางใบเท่านั้น เพื่อให้ต้นถั่วเขียวเจริญเติบโตอย่างแข็งแรง

“ปกติของเราเอง ถ้าเป็นการปลูกพืชหลังนา จะไม่มีการใส่ปุ๋ยเลยครับ เพราะว่ามันจะไม่มีน้ำ อาศัยความชื้นจากในดินและความชื้นจากน้ำค้างเท่านั้น มีการฉีดพ่นน้ำหมัก สารอาหารพืช ให้เฉพาะทางใบครับ ก็จะเป็นน้ำหมักที่เราหมักจากพวก พด.2 อย่างนี้ครับ เราก็จะใช้วัสดุทางการเกษตรที่เหลือใช้มาหมัก จะเป็นจำพวกผักสีเขียว ผลไม้ เพราะว่าทางกลุ่มของเราเน้นเรื่องการทำเกษตรแบบอินทรีย์ เราจึงไม่ใช้ปุ๋ยและสารเคมีครับ”

ระยะเวลาการเก็บเกี่ยวถั่วเขียวจะอยู่ที่ 65-70 วัน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อนำไปขายสู่ท้องตลาดได้นั่นเอง

คุณไพฑูรย์ เล่าว่า จากประสบการณ์การปลูกถั่วเขียว ส่วนใหญ่นั้นมักจะไม่ค่อยพบโรคและแมลงรบกวน หากมีการปลูกในช่วงเวลาที่เหมาะสม

“จากประสบการณที่ปลูกมาโรคแมลงจะไม่เจอปัญหาครับ ส่วนหนึ่งพอเราทำไป เราก็ได้เรียนรู้ว่าถ้าเราปลูกถูกช่วงเวลาที่เหมาะสมของการปลูก ก็จะไม่มีโรคแมลง แต่ถ้าเราปลูกผิดช่วงเวลาก็จะเจอปัญหาเรื่องโรคแมลงครับ”

สำหรับท่านใดที่สนใจเกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ สามารถติดต่อสอบถาม คุณไพฑูรย์ คำฝาง เกษตรกรต้นแบบ กลุ่มเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ ตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ได้ทางเบอร์โทรศัพท์ 081-579-3108

ในแต่ละภาคของประเทศไทย ย่อมมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่างกันไป ความเหมาะสมในการปลูกพืชแต่ละชนิดให้อุดมสมบูรณ์ มีผลผลิตดีและได้คุณภาพ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่าง มีส่วนทำให้ผลผลิตในแต่ละพื้นที่มีจุดเด่นที่ต่างกัน

แตงโม-ท่าอุเทน เป็นไม้ผลชนิดหนึ่งที่รสชาติขึ้นชื่อของจังหวัดนครพนม และอำเภอท่าอุเทน เป็นอำเภอที่ปลูกแตงโมมากที่สุดของจังหวัด

เท่าที่ทราบจากเกษตรกร แต่ไม่เป็นที่แน่ชัดถึงสาเหตุของรสชาติแตงโมที่หวานกรอบ เป็นเพราะพื้นที่ปลูกเป็นวัสดุที่ไม้ผลชนิดนี้ชอบคือ ดินทรายเม็ดใหญ่ ดินดง ทรายดำ มีกรวดบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่พบว่า แตงโม-ท่าอุเทน จะไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะปัจจุบันแตงโมเกินกว่าครึ่งที่วางจำหน่ายในตลาดไท ซึ่งเป็นแหล่งซื้อขายสินค้าทางการเกษตรขนาดใหญ่ เป็นแตงโมที่รับมาจากอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

หากไม่ใช่คนพื้นที่อำเภอท่าอุเทนแล้ว อาจนึกภาพไม่ออก เพราะแม้จะซอกแซกการเดินทาง ผ่านหมู่บ้านและตำบลในเขตพื้นที่อำเภอท่าอุเทน จะพบแต่พื้นที่ทำสวนไม้ผลชนิดอื่น หรือที่พบมากที่สุดคือ การทำสวนยางพารา หากจะมองหาสวนแตงโมยังเป็นเรื่องยาก ต้องคนท้องถิ่นเท่านั้น จึงจะชี้เป้าได้ถูกจุด ว่าตรงไหนเป็นบริเวณทำสวนแตงโม

เทคโนโลยีชาวบ้าน มีนัดกับ คุณผล สมพร เกษตรกรทำสวนแตงโม ที่พื้นเพเดิมเป็นเกษตรกรมายาวนาน แต่ไม่ได้ทำสวนแตงโมตั้งแต่แรกเริ่ม คุณผลบอกกับเราว่า เขาและครอบครัวทำนาในพื้นที่ลุ่มมีน้ำขัง ส่วนพื้นที่ที่เป็นเนินสูง เขาเลี้ยงวัว และใช้เวลาว่างรับจ้างเก็บค่าไฟฟ้าให้กับหน่วยงานภาครัฐ รายได้ไม่น้อย แต่ก็ไม่มากถึงกับมีเก็บสะสมจนเหลือใช้เป็นระยะเวลานาน

“พอสวนยางพาราเริ่มกระจายเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ภาคอีสาน ผมก็ทำสวนยางพารา ในช่วง 1-2 ปีแรกของการทำสวนยางพารา มีพื้นที่ว่างจำนวนมาก สามารถปลูกพืชได้หลายชนิด สำหรับผมก็มองหาพืชปลูกเพิ่มรายได้เช่นกัน เมื่อเห็นบางพื้นที่ปลูกแตงโม มีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวน เพียง 3 เดือน ก็เก็บผลผลิตได้ ทั้งยังปลูกหมุนเวียนในพื้นที่ได้อีก”

คุณผล ไม่มีประสบการณ์และความรู้ในการปลูกแตงโม แต่ก็ไขว่คว้าความรู้ด้วยการตามเพื่อนเกษตรกรใกล้บ้าน ไปดูการปลูกแตงโมกับเพื่อนบ้านใกล้เคียง เริ่มจากความสงสัยว่าปลูกอย่างไรและขายอย่างไร สิ่งที่คุณผลเห็นคือ หลังการปลูกและเก็บเกี่ยวเสร็จ มีรถเข้ามารับซื้อถึงสวน เกษตรกรเหล่านั้นทำหน้าที่เพียงปลูก ดูแล เก็บผลผลิต คัดเลือกผลผลิต จากนั้นก็รอจำหน่าย ซึ่งแตงโมจากสวนทุกลูกนำมาขายเป็นราคาได้ทั้งหมด

ขั้นตอนการปลูกแตงโมในเขตอำเภอท่าอุเทน เริ่มต้นไม่ต่างกัน เกษตรกรสวนแตงโมเกือบทั้งหมด ซื้อเมล็ดพันธุ์จากพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเป็นตัวแทนรับซื้อ ส่งขายยังตลาดไท เป็นการการันตีว่า ผลผลิตที่ได้ หากได้คุณภาพตามที่ตลาดต้องการ จะรับซื้อตามราคาซื้อจากสวน ส่วนผลผลิตที่น้ำหนักไม่ได้ตามที่ตลาดต้องการ ก็ขึ้นกับเจ้าของสวนว่าจะจำหน่ายให้กับพ่อค้าหรือแม่ค้าทั่วไป ที่เข้ามารับซื้อถึงสวนเช่นกันในราคาเท่าไร ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลว่าจะขายได้หรือไม่

สวนแตงโมของคุณผล แรกเริ่ม 1-2 ปีแรกที่เริ่มปลูก คุณผลปลูกแทรกในสวนยางพารา ดูแลไปตามที่เพื่อนบ้านเกษตรกรด้วยกันแนะนำ ผลผลิตยังไม่ดีเท่าที่ควร แต่ก็ไม่ถึงกับขาดทุน กระทั่งยางพาราเริ่มเข้าสู่ปีที่ 3 ให้ร่มเงา ทำให้ไม่สามารถปลูกพืชแซมได้ คุณผลจึงเริ่มปลูกแตงโมเต็มพื้นที่ 23 ไร่

ระบบการปลูกของเกษตรกรสวนแตงโมในอำเภอท่าอุเทน เป็นลักษณะการปลูกแบบเหลื่อมกันในแต่ละสวน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ไม่ตรงกัน และมีแตงโมออกจำหน่ายตลอดปี ส่วนเมล็ดพันธุ์ ซื้อจากพ่อค้าคนกลางรายใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่รับซื้อคืนด้วย

แตงโมที่คุณผลปลูก มี 5 สายพันธุ์ คือ แฮปปี้แฟมิลี่ ไดอาน่า ตอร์ปิโด ซอนย่า และเหลืองสีจันทร์

เมล็ดพันธุ์ที่ซื้อ ราคาอยู่ระหว่างเมล็ดละ 1.25-3 บาท

คุณผล อธิบายว่า เมื่อซื้อเมล็ดพันธุ์มาแล้ว ต้องนำมาเพาะกล้าในกระบะเพาะกล้าก่อน อัตรารอดของกล้าแตงโม 90 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างที่เพาะกล้า ให้ไถดินตากแดดไว้ หว่านปูนขาวให้ทั่ว ป้องกันเชื้อรา และขึ้นแปลงปลูก ยกร่องสูง 30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างร่องอยู่ที่ 6 เมตร หรือ 6.50 เมตร ขึ้นกับผู้ปลูก

แต่สำหรับแปลงปลูก morepoweracing.com คุณผลใช้ระยะห่างระหว่างร่องที่ 6.50 เมตร เพื่อสะดวกต่อการเดินแปลงใส่ปุ๋ยและเก็บผลผลิต หลุมปลูกห่างกัน 60 เซนติเมตร ใช้ผ้าพลาสติกหน้ากว้าง 1.20 เมตร คลุม เจาะรูตรงหลุมปลูก เดินสายยางตามแนวยกร่อง เจาะรูสำหรับรดน้ำตรงหลุมปลูก

เมื่อกล้าโต ประมาณ 7-9 วัน ให้นำกล้าลงปลูก ก่อนปลูกใช้ปุ๋ยคอก ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ รองก้นหลุม จากนั้นให้น้ำเฉพาะตอนเช้า ประมาณ 2 ชั่วโมง ต่อ 20 ไร่ เพิ่มให้น้ำเช้าและเย็นเมื่อสังเกตเห็นแตงโมติดลูก ส่วนปุ๋ยให้ทุกๆ 2 วัน

“เมื่อสังเกตเห็นแตงโมออกดอกและติดผล หากติดผลมาก ให้ปลิดผลทิ้งบ้าง เพื่อให้ผลแตงโมใหญ่และสวย ขายได้ราคาดี และควรเพาะลงแปลงให้เสร็จพร้อมกัน เพื่อเก็บผลผลิตในคราวเดียวกัน”

คุณผลบอกด้วยว่า การดูแลรักษาสวนแตงโม ทำไม่ยาก แต่ควรหมั่นสังเกตแมลงศัตรูพืชเป็นระยะ แตงโมเป็นพืชไม่ชอบน้ำ แต่ต้องให้น้ำมากในช่วงติดดอกออกผล ซึ่งปัญหาในการปลูกช่วงฤดูฝนคือ เชื้อรา ส่วนฤดูร้อนก็ต้องระวังเพลี้ยไฟ ซึ่งข้อควรระวังเหล่านี้ หากให้น้ำ ให้ปุ๋ย ตามความเหมาะสมก็ช่วยลดปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชได้

รอบการปลูกแตงโม ตั้งแต่เพาะกล้าจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่าย ใช้เวลาประมาณ 90 วัน จึงเป็นการปลูกพืชทำเงินระยะสั้น ซึ่งคุณผลบอกว่า หลังการเก็บเกี่ยวทุกครั้งจะต้องไถดินตากแดดทิ้งไว้ และย้ายแหล่งปลูก โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ซึ่งดินอุ้มน้ำได้น้อย ต้องย้ายที่ปลูกลงพื้นที่นา หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ เพื่อใช้นาเป็นที่กักเก็บน้ำสำหรับปลูกแตงโม

ในแต่ละครั้งของการเก็บเกี่ยว คุณผลต้องจ้างแรงงานเก็บ เพื่อให้ทันต่อการจำหน่าย โดยจะคัดแตงโมที่มีน้ำหนักมาก ตามความต้องการของตลาดไว้ส่วนหนึ่ง และแตงโมตกเกรด หรือแตงโมที่น้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ (ผลเล็ก) ไว้อีกส่วนหนึ่ง ส่วนที่ได้น้ำหนักตามความต้องการของตลาดกลาง (ตลาดไท) จะมีรถบรรทุกเข้ามาซื้อถึงสวน ส่วนแตงโมตกเกรด จะเป็นพ่อค้าที่รับซื้อทั่วไปเข้ามาซื้อถึงสวนเช่นกัน

นอกจากนี้ คุณผลยังแนะเทคนิคการเก็บเกี่ยวผลแตงโม ว่าควรรอให้แดดตอนเช้าออกสักนิดก่อนลงมือเก็บ เพราะจะช่วยลดอัตราการแตกของผลแตงโมลงได้

ราคารับซื้อจากสวน แต่ละสายพันธุ์ไม่เท่ากัน อยู่ที่ 8-12 บาท

สำหรับแตงโมตกเกรด ซึ่งมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับจากสวนไปขายปลีกอีกทอดนั้น คุณผลขายได้ตามขนาดของผล เช่น ผลน้ำหนัก 3 กิโลกรัมขึ้นไป ราคากิโลกรัมละ 5 บาท ส่วนผลที่น้ำหนักไม่เกิน 3 กิโลกรัม ขายได้กิโลกรัมละ 3 บาท แต่ผลผลิตแตงโมในแต่ละปีไม่เคยเหลือทิ้งให้คุณผลเสียใจ แม้กระทั่งแตงโมผลแตก คุณผลก็ยังได้ประโยชน์ โดยนำไปหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพใช้ภายในสวนได้

ปริมาณผลผลิตแตงโม แต่ละรอบการผลิต อยู่ที่ 2.5 ตัน ต่อไร่ เมื่อระยะเวลาต่อรอบการผลิตน้อย ทำให้คุณผลสามารถปลูกแตงโมได้ปีละหลายรอบ ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ของครอบครัวได้มากทีเดียว