ซีพีเอฟ รายงานยอดขายปี’61 จำนวน 541,937 ล้านบาทเติบโต

ร้อยละ 8 จากปีก่อน สัดส่วนยอดขายกิจการต่างประเทศ ร้อยละ 67 หนุนการเติบโตต่อเนื่องบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารมีการลงทุนใน 17 ประเทศทั่วโลก รายงานผลการดำเนินงานปี 2561 ด้วยยอดขายจำนวน 541,937 ล้านบาท และกำไรสุทธิของบริษัทจำนวน 15,531 ล้านบาท

นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) กล่าวถึงสถานการณ์ธุรกิจในภาพรวมว่า หากพิจารณาผลการดำเนินธุรกิจในสกุลเงินของแต่ละประเทศ ซีพีเอฟ จะมีการเติบโตของยอดขายถึง ร้อยละ 12 โดยมองว่าในปี 2562 นี้ น่าจะเติบโตได้ต่อเนื่องจากปี 2561 ร้อยละ 8-10 จากการเติบโตต่อเนื่องของกิจการในต่างประเทศอันเป็นผลมาจากการขยายงานทั้งธุรกิจสัตว์บกและสัตว์น้ำ

นายสุขวัฒน์ ด่านเสริมสุข ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจอาหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) กล่าวว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก นอกเหนือไปจากการให้ความสำคัญในการวิจัยและพัฒนาสินค้าอาหารที่มีรสชาติสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละท้องถิ่น การพัฒนาสูตรอาหารที่ใส่ใจในวัตถุดิบที่มีคุณภาพตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง รวมไปถึงบรรจุภัณฑ์ที่รักษ์โลก ช่องทางการจำหน่ายสินค้าของบริษัทเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่บริษัทต้องให้ความสำคัญ โดยวันนี้ (20 กุมภาพันธ์ 2562) มีการเปิดร้านอาหารฮาร์เบอร์ บุฟเฟ่ต์อาหารทะเลที่ไอคอนสยาม ซึ่งเป็นการร่วมมือกับไห่หลายกรุ๊ป ผู้นำด้านร้านอาหารบุฟเฟ่ต์จากไต้หวัน

น.สพ. สุจินต์ ธรรมศาสตร์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ สายธุรกิจสัตว์น้ำ ได้กล่าวว่า หลังจากที่มีการเกิดขึ้นของโรคตายด่วน หรือ EMS และโรคท้องถิ่นอื่นๆ เช่น EHS ในหลายประเทศในเอเชีย บริษัททราบแนวทางจัดการแก้ไขจึงได้มีการขยายการดำเนินธุรกิจในประเทศอื่นๆ ที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น ทำให้วันนี้มีการลงทุนธุรกิจสัตว์น้ำใน 8 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย จีน เวียดนาม อินเดีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บราซิล และสหรัฐอเมริกา ซึ่งในปี 2561 ที่ผ่านมามียอดขายรวมทั้งสิ้นจำนวน 74,513 ล้านบาท คาดว่า ยอดขายปี’62 นี้น่าจะเติบโตได้มากกว่า 15% และน่าจะมีอัตรากำไรที่ดีขึ้น โดยเฉพาะกิจการในประเทศไทย

คณะกรรมการบริษัทได้มีมติกำหนดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2562 ในวันที่ 24 เมษายน 2562 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคารคอนแวนชั่นฮอลล์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เลขที่ 85/1 หมู่ 2 ถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และมีมติให้เสนอผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานของบริษัท ประจำปี 2561 ให้ แก่ผู้ถือหุ้นรวมทั้งสิ้นในอัตราหุ้นละ 0.65 บาท โดยเงินปันผลดังกล่าว บริษัทได้มีการจ่ายครั้งแรกเป็นเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นแล้วในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท เมื่อวัน ที่ 7 กันยายน 2561 คงเหลือเป็นเงินปันผลจ่ายครั้งที่สองในอัตราหุ้นละ 0.30 บาท

จากข้อมูลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปีการผลิต 2561/62 (สรุปข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562) พบว่า ทั่วประเทศ เกษตรกรมีการเพาะปลูกแล้ว จำนวน 12.10 ล้านไร่ คิดเป็น 75% ของแผน (16.08 ล้านไร่) เป็นข้าวนาปรัง 10.27 ล้านไร่ คิดเป็น 92% ของแผน (11.21 ล้านไร่) นอกจากนี้เป็นพืชไร่ พืชผัก 1.83 ล้านไร่ หรือ 38% ของแผน (4.87 ล้านไร่) กรมส่งเสริมการเกษตรได้เร่งทำความเข้าใจและสร้างการรับรู้กับเกษตรกร เพื่อควบคุมให้การเพาะปลูกพืชฤดูแล้งเป็นไปตามแผนที่ได้กำหนด และให้สร้างการรับรู้เพิ่มเติมในเรื่องของสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ที่ปีนี้ คาดว่าจะมีน้ำน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจทำให้ไม่มีน้ำเพียงต่อต่อการเพาะปลูกพืชในบางพื้นที่ได้

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมฯ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรทุกระดับ ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจและให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์น้ำต้นทุน และข้อมูลผลตอบแทนของพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อยทดแทนข้าวนาปรัง อาทิเช่น สถิติราคาและผลตอบแทนผลผลิตในช่วงฤดูแล้งปีที่ผ่านมา ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2561 ซึ่งพบว่าพืชใช้น้ำน้อยให้ผลตอบแทนสูงกว่าข้าวนาปรัง เช่น ข้าวโพดหวานทั้งเปลือก ถ้าปลูกช่วงกุมภาพันธ์-เมษายนราคาประมาณกิโลกรัมละ 7.21 บาท สามารถทำรายได้ 15,652 บาท ต่อไร่ กำไรประมาณ 8,791 บาท ต่อไร่ข้าวโพดฝักอ่อน ถ้าปลูกช่วงกุมภาพันธ์-เมษายน ราคาประมาณกิโลกรัมละ 17.98 บาท รายได้ 16,464 บาท ต่อไร่ คิดเป็นกำไร 11,080 บาท ต่อไร่ โดยข้าวนาปรัง (โดยปกติจะปลูกช่วงมีนาคม-พฤษภาคม จะขายได้ราคา ตันละ 7,830 บาท รายได้ 5,293 บาท ต่อไร่ คิดเป็นกำไร 398 บาท ต่อไร่ ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ดังนั้น เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกที่ดีในการหันมาปลูกพืชอื่นแทนการทำนาปรัง ซึ่งจากการสร้างความเข้าใจให้ข้อมูลในพื้นที่ พบว่ามีเกษตรกรที่ได้รับการแนะนำจากเจ้าหน้าที่ให้ความสนใจปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อยแทนการทำนาปรัง เพราะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการปลูกข้าวนาปรัง และมีตลาดรองรับแน่นอน เช่น ที่จังหวัดชัยนาท ในหลายพื้นที่ของอำเภอวัดสิงห์ เกษตรกรนิยมปลูกถั่วเขียวหลังฤดูทำนา ได้ราคากิโลกรัมละ 23.75 บาท รายได้ 3,206 บาท ต่อไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 135 กิโลกรัม ต่อไร่ คิดเป็นกำไร 1,406 บาท ต่อไร่ และพื้นที่ของอำเภอเมืองชัยนาท มีเกษตรกรปลูกแตงกวาทดแทนการทำนาปรัง ได้ราคากิโลกรัมละ 16.50 บาท รายได้ 41,250 บาท ต่อไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 2,500 กิโลกรัม ต่อไร่ กำไร 28,655 บาท ต่อไร่ ในขณะที่รายได้จากการปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่เดียวกันได้กำไรน้อยกว่า 1,000 บาท ต่อไร่

รองอธิบดีฯ ย้ำเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ในช่วงฤดูแล้งปีนี้ ยังคาดว่าน้ำต้นทุนจะเหลือน้อย ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำในอนาคต กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกร เปลี่ยนมาปลูกพืชอายุสั้น แทนการทำนาปรัง รอบ 2

เมื่อชีวิตยังหายใจดีอยู่ข้อแรกที่พึงคิดเสมอคือ ต้องรู้จักตัวเองเสียก่อน ค้นหาตัวตนพร้อมกับทำความเข้าใจกับตัวเองให้มากและดีที่สุด เราต้องคือเรา เราต้องไม่เหมือนคนอื่น ย่อมมีความคิดที่จะเลือกเส้นทางเดินให้กับความต้องการของเราได้เสมอ สิ่งแรกที่ควรถาม คือหัวใจของเราว่า นี่คือความต้องการหรือไม่ และโปรดจำไว้ว่าทุกวันขณะที่เราก้าวเดินทุกก้าวต้องมีความสำคัญและดีที่สุด

สวัสดีครับแฟนๆ ที่เคารพรักทุกท่าน ก่อนอื่น ขอกราบขอบพระคุณแฟนๆ อย่างมากๆ จากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียน ที่ได้ให้แรงใจตลอดมา เนื่องจากจะได้รับการส่งเสียงไปหาที่ โทร. (081) 846-0652 หรือในเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ นายสมยศ ศรีสุโร หรือ ID Line. Janyos ตลอดเวลา คอลัมน์นี้ได้นำเสนอเรื่องราวของการออกแบบบรรจุภัณฑ์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร. ธัญบุรี) ไปเมื่อปีที่ผ่านมา มีแฟนๆ สนใจกันมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการสายพันธุ์ใหม่ที่ได้สรรค์สร้างผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ ออกมาพร้อมกับมีความต้องการในเรื่องของบรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์นั้นๆ ผมขอแนะนำว่าสามารถติดต่อได้กับนักออกแบบที่เรียกได้เลยว่า พวกเขาคือ นักออกแบบบรรจุภัณฑ์สายพันธุ์ใหม่เหล่านี้ได้เลยนะครับ

ก่อนอื่น ผู้เขียนขอขอบพระคุณอย่างสูงที่ได้อำนวยความสะดวกทุกเรื่องราว สำหรับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จุฑามาศ เจริญพงษ์มาลา อาจารย์ประจำหลักสูตรออกแบบผลิตภัณฑ์ สำหรับผลงานที่นำเสนอนี้เป็นวิชาการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ เป็นการจัดการเรียนในระดับชั้นปีที่ 4 หลักสูตรระดับปริญญาตรี เพื่อให้เป็นนักออกแบบบรรจุภัณฑ์สายพันธุ์ใหม่สำหรับนำความรู้ไปสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ที่มีความหลากหลายเพื่ออัตลักษณ์ให้กับตัวสินค้า เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมและชุมชนหลังจากที่ได้จบการศึกษา

ปักษ์นี้จึงนำเสนอผลงานที่เยี่ยมมากๆ จากหลากหลายบรรจุภัณฑ์ที่น่าสนใจจากนักออกแบบบรรจุภัณฑ์สายพันธุ์ใหม่ ผลงานชิ้นแรก เป็นการออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับผักออร์แกนิก (Organic) จากการออกแบบของ คุณมาดากานต์ ถือบุญ โทร. (086) 000-7078 ที่เน้นการเพิ่มมูลค่าให้สวยงามพร้อมการดึงดูดความสนใจต่อผู้บริโภค เลือกใช้วัสดุที่เป็นกระดาษคราฟท์ที่มีสีน้ำตาลแทนสีของดิน และสามารถเก็บในห้องเย็นได้ด้วย

ผลงานต่อมา เป็นบรรจุภัณฑ์ขนม มาชเมลโล่ (MarshmaIIows) เป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นและเด็กๆ ผลงานที่ผู้ออกแบบต้องการเน้นถึงความน่ารักด้วยสีสัน ผลงานของ คุณวันวิสา มาลา โทร. (080) 574-5737

ชิ้นต่อมาเป็นผลงานของ คุณพัทธศิษฐ์ ธรรมอธิคม โทร. (083) 649-6954 น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้ออกแบบได้นำรูปแบบผลิตภัณฑ์กระบองเพชร (cautus if-ven) มาเป็นแนวความคิดเพื่อให้ออกมาเป็นบรรจุภัณฑ์ที่พยายามเน้นสำหรับกลุ่มเป้าหมายสำหรับเด็กๆ ให้มีความรักดอกไม้ จึงมีสีสันสดสวยพร้อมรูปแบบพกพาได้สะดวกอีกด้วย

บรรจุภัณฑ์ชิ้นนี้สิครับน่าสนใจเช่นกัน บรรจุภัณฑ์ขนมเปี๊ยะ บรรจุจำนวน 6 ชิ้น คุณศศิประภา จิตระวัง โทร. (085) 837-5866 ผู้ออกแบบได้นำเรื่องราวต่างๆ มาใช้ เนื่องจากขนมเปี๊ยะถือเป็นขนมที่มักจะใช้ประกอบในเทศกาลงานมงคลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวมังกร หรือหงส์ เป็นสัตว์มงคล ตลอดจนสีสันที่นำมาได้อย่างสวยงามและลงตัว

ผลงานชิ้นต่อมาเป็นของ คุณศุกร์ธิศักดิ์ เมืองสงวน โทร. (095) 562-0391 บรรจุภัณฑ์เพื่อธุรกิจไก่เขย่า ที่จะเห็นทั่วไปตามสถานที่ต่างๆ แต่ผู้ออกแบบได้นำมาออกแบบเพื่อให้ได้ประโยชน์ 2 รูปแบบ คือสามารถให้ผู้บริโภครับประทานได้ทันที และสามารถปิดผนึกกรณียังไม่ต้องการรับประทานทันทีหรือเพื่อนำไปเป็นของฝาก

บรรจุภัณฑ์ปุยฝ้าย ผลงานของ คุณนัทมณ ยะถา โทร. (092) 683-4038 เป็นการพัฒนาสร้างสรรค์สำหรับร้านที่ผลิตขนมชนิดนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับตัวผลิตภัณฑ์ และส่งเสริมการขาย เน้นเรื่องสีสัน พร้อมสามารถรักษาขนมปุยฝ้ายไม่ให้เสียหายอีกด้วย

ผลงานชิ้นต่อมาคือ บรรจุภัณฑ์ดอกบัวเซรามิก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ผู้ออกแบบคือ คุณทศพร เทียนทอง โทร. (097) 210-3797 ใช้ลวดลายจากดอกบัวมาสร้างสรรค์ให้เกิดความสวยงาม เน้นรูปแบบที่สามารถเห็นตัวผลิตภัณฑ์ได้อย่างเด่นชัดพร้อมตัวสินค้าจะบรรจุได้อย่างไม่เสียหาย

สำหรับชิ้นสุดท้าย ผลงานของ คุณศศิพร จงเพิ่มวัฒนะผล โทร. (087) 644-1246 โมเดลสวนสัตว์ของเล่น ที่ต้องการเน้นบรรจุภัณฑ์มากกว่าความเป็นแค่กล่อง เมื่อพับปิดกล่องจะได้รถสวนสัตว์ แต่เมื่อเปิดออกจะพบกับสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่า เพื่อให้เด็กได้สร้างจินตนาการ

ผศ. จุฑามาศ เจริญพงษ์มาลา บอกสุดท้ายก่อนจากกัน “มีผลงานที่น่าสนใจอีกมากมายหากต้องการนำไปเผยแพร่ ยินดีมากเพราะอย่างน้อยผู้ออกแบบจะได้มีความภูมิใจผลงานของตัวเอง” ขอบคุณมาก แล้วผมจะกลับมาอีกครับ

เพราะตัวเราคือทรัพย์สินที่ดีที่สุด เราจึงสมควรดูแลร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณให้ดีอยู่เสมอ อย่าพยายามเผลอไปกับชีวิต เพราะจะทำให้เราอ่อนแอและเปราะบางลงไปทันที มองทุกอย่างในแง่บวก เปิดใจให้กว้าง มองโลกให้สดสวยทุกมุม คิดในสิ่งที่ดีๆ เพราะคนเดียวที่อยู่กับเราและที่พร้อมช่วยเราได้เสมอก็คือตัวเราเท่านั้น ขอบคุณ สวัสดี

อาจารย์คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี วิจัยและพัฒนา “หมูส้มเสริมด้วยข้าวยีสต์แดง” ให้สีสวย ปลอดภัย เพิ่มคุณค่าอาหาร และลดคอเลสเตอรอล คว้ารางวัลวิจัยนานาชาติเหรียญเงิน ประเทศจีน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เลอลักษณ์ เสถียรรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เล่าว่า หมูส้มเป็นอาหารคาวที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นในการถนอมอาหารเพื่อให้สามารถเก็บไว้ได้นานหลายวัน กรรมวิธีดั้งเดิมของหมูส้มทำจากเนื้อหมูหั่นเป็นเส้น เติมเกลือ ข้าวสุก กระเทียม น้ำตาลทราย ผสมให้เข้ากัน ห่อเป็นมัดหรือบรรจุในภาชนะที่มิดชิด จากนั้นหมักด้วยระยะเวลาหนึ่งจนเกิดรสเปรี้ยวจากกรดแลกติก แล้วนำไปทอด หลน ย่าง หรือใช้เป็นวัตถุดิบร่วมกับอาหารอื่น เช่น ชุบไข่เจียว ที่สำคัญสามารถเก็บไว้ได้นาน

วิธีการทำหมูส้มได้แปรเปลี่ยนไปโดยเฉพาะส่วนผสม มีการใช้ส่วนผสมอื่นเพิ่มเติมเพื่อลดระยะเวลาการหมักหมู รวมถึงปรุงแต่งสีและกลิ่นในอาหาร ดังเช่น การใช้สารไนเตรตและไนไตรตเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีสีชมพูหรือสีแดง ซึ่งพบบ่อยในอาหารจำพวกแหนม ไส้กรอก รวมทั้งเต้าหู้ยี้ เมื่อบริโภคบ่อยและติดต่อกันก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้สารไนเตรตและไนไตรต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เลอลักษณ์ จึงได้ศึกษาวิจัย และนำข้าวยีสต์แดงมาใช้เป็นส่วนผสมในหมูส้ม เพื่อปรับปรุงคุณภาพของหมูส้ม และลดการใช้สารไนเตรตและไนไตรต ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เนื่องจากเมื่อถูกความร้อนจะเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็ง

จุดเด่นของข้าวยีสต์แดงที่สำคัญ คือมีสีแดงเข้ม ซึ่งให้สารโมนาคอลินส์ช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ขณะเดียวกัน ยังมีสารไคโตซานช่วยดักจับไขมันตามระบบทางเดินอาหาร อีกทั้งมีสารไคตินช่วยเสริมสร้างไขข้อและและลดการเสื่อมของไขข้อในผู้สูงอายุ ในข้าวยีสต์แดงยังมีสารกาบาซึ่งเป็นสารสื่อประสาท ช่วยรักษาสมดุลในสมอง ช่วยให้สมองเกิดการผ่อนคลาย และยังมีสารแอนติออกซิแดนต์ที่ปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ

หมูส้มเสริมด้วยข้าวยีสต์แดง มีส่วนผสมสำคัญคือ เนื้อหมู ข้าวหอมมะลิ ข้าวยีสต์แดง กระเทียมสดและเกลือป่น และมีขั้นตอนการทำที่พอจะสรุปได้ดังนี้ เริ่มต้นจากการล้างทำ ความสะอาดเนื้อหมู หั่นเป็นเส้น แล้วคลุกเคล้ากับข้าวหอมมะลิ ข้าวยีสต์แดงบดละเอียด กระเทียมสับและเกลือป่น ให้เข้ากัน แล้วบรรจุลงในถุงพลาสติก รัดยางให้แน่นเพื่อให้เกิดสภาวะที่ไม่มีอากาศ เก็บไว้ประมาณ 3-4 วัน เพื่อให้เกิดการหมักและเกิดรสเปรี้ยว จากนั้นนำไปแปรรูปเป็นอาหารตามที่ต้องการ โดยส่วนใหญ่นิยมนำไปทอด รับประทานคู่กับข้าวสวยหรือข้าวเหนียว เคียงกับผักสด

การวิจัยและพัฒนาหมูส้มเสริมด้วยข้าวยีสต์แดง ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความแปลกใหม่ ที่นอกจากจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาด้านสุขภาพ ยังสามารถถ่ายทอดการวิจัยสู่ชุมชนให้สามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ต่อไป ที่สำคัญยังถือเป็นการพัฒนาคุณภาพหมูส้มให้ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคโดยตรง ผลงานวิจัยนี้ยังคว้ารางวัลเหรียญเงินจากการเข้าร่วมประชุมวิชาการและแสดงผลงานวิจัยระดับเวทีนานาชาติ ในงาน IEI & WIIF 2018 เมืองฝอซาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และล่าสุดได้เข้าร่วมจัดแสดงในส่วนของ RMUTT Food Innovation ในงาน Thailand Industrial Fair 2019 & Food Pack Asia 2019 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ที่ผ่านมา

ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการทรัพย์สินทางปัญญา ผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมโดยตรงได้ที่ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี หรือโทร.สอบถาม 087 -518-1144

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ภายหลังพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษฉบับใหม่เปิดทางให้ใช้พืชกัญชา–กระท่อม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ในฐานะตัวแทนเกษตรกรรู้สึกยินดี

ชื่นชมและมีความสุขที่รัฐบาลเข้าใจ แล้วนำปัญหาที่หมักหมมมาช้านานไปปรับปรุงแก้ไข “กัญชา” แม้เป็นยาแต่ยังคงเป็นยาเสพติดประเภท 5 อยู่ แต่กฎหมายเปิดทางให้นำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้ สิ่งที่กังวัลใจอย่างมากคือขั้นตอนการขึ้นทะเบียน ทราบกันอยู่ว่าเกษตรกรบ้านเราส่วนใหญ่เพาะปลูกอยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกลไม่ค่อยเข้าใจเรื่องกฎ ระเบียบ กติกา หรือว่าขั้นตอนในการทำงานของภาคราชการเท่าใดนัก หากปล่อยให้เกษตรกรเตรียมดำเนินการเองก็มั่นใจว่าจะไม่มีเกษตรกรเครือข่ายไหนได้รับการพิจารณาเลย ภาคราชการจึงไม่ควรวางขั้นตอนซับซ้อนมากเกินไป ขอให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นหลักก็พอแล้ว

“แนวโน้มกฎกระทรวงเท่าที่อ่านตามหน้าข่าว ดูเหมือนว่าค่อนข้างจะทำงานยาก อาทิเช่น เกษตรกรในเครือข่ายที่รักษาผู้ป่วยอยู่ ทั้งหมดหากเอกสารผิดหรือไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ทั้งหมดจะผิดกฎหมาย วัตถุดิบ อุปกรณ์ในการสกัดกัญชาทั้งหมดก็จะถูกทำลายทิ้งนั่นคือสิ่งที่เป็นห่วงมาก ภาคราชการไม่ควรใช้กฎระเบียบหยุมหยิมจนลืมเจตนารมณ์ของกฎหมายไป” นายประพัฒน์ กล่าว

และด้วยคำนึงถึงความซับซ้อนขั้นตอนการขึ้นทะเบียนสภาเกษตรกรแห่งชาติจึงจะตั้งคณะทำงานเล็กๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นพี่เลี้ยงและกระจายข่าวให้เข้าถึงเกษตรกรให้ได้มากที่สุด พร้อมทั้งจะเข้าประสานมหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ทันตกรรมศาสตร์ เป็นต้น ตามที่กฎหมายกำหนด ภาคกลางจะประสานมหาวิทยาลัยรังสิตโดยในวันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 10.00 น. จะเข้าพบ ดร. อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี ส่วนในภาคเหนือจะเข้าประสานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคอีสานมหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ต่อไป

จึงขอแนะนำเกษตรกรที่รักษาตนเอง ญาติพี่น้องและเครือข่ายด้วยพืชกัญชาอยู่ใช้เวลานี้รีบทำเอกสารประวัติของผู้ป่วยบันทึกเป็นทางการแล้วจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน โดยรวมตัวกัน 7 คน ขึ้นไป แล้วไปที่เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอหรือกรมส่งเสริมการเกษตร แล้วเข้าไปหารือกับส่วนราชการเช่น อบต. อบจ. หรือหน่วยราชการของรัฐต่างๆ พร้อมกับสถาบันการศึกษาที่มีคณะแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ เพื่อที่จะเตรียมการทำโครงการเสนอ โดยต้องพยายามขึ้นทะเบียนให้เสร็จภายใน 30 วัน อีก 60 วัน สามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นได้ เช่น จัดสัมมนา พบปะ พูดคุยทำให้เข้าหลักเกณฑ์ ถูกต้องตามระเบียบราชการ ส่วนราชการต้องการเอกสารอะไรต้องปฏิบัติตามนั้น ต้องการให้มีแพทย์แผนปัจจุบันเป็นพี่เลี้ยงดูแล เก็บเอกสาร คอยชี้แนะการรักษาก็จะได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการได้ทันที หากไม่เสร็จสิ้นหลังจาก 90 วันไปแล้วจะกลายเป็นบุคคลผิดกฎหมายเช่นเดิม ซึ่งการผิดกฎหมายครั้งนี้จะเปิดเผยหน้าและตัวตน ด้วยเพราะทั้งหมดได้จดทะเบียนไว้แล้ว อาจจะถูกจับกุมดำเนินคดีได้

“พี่น้องเกษตรกรต้องศึกษารายละเอียดให้ดี (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/019/T_0001.PDF ) และการขึ้นทะเบียนครั้งนี้ไม่ใช่การเปิดเสรีกัญชา ไม่ใช่เพื่อสันทนาการเป็นการเปิดเพื่อใช้ทางการแพทย์และมีขั้นตอนในการขออนุญาต ที่เขียนเอาไว้ในกฎกระทรวงซึ่งบัดนี้เราเองก็ยังไม่เห็น แต่ขอท่านทั้งหลายใจจดใจจ่อคอยติดตามข่าวสาร ซึ่งสภาเกษตรกรแห่งชาติจะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมประสานในการเอาข้อมูลต่างๆ กระจายไปถึงท่านโดยเร็ว” ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวปิดท้าย

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 ณ ห้องประชุมรวงข้าว กรมการข้าว นายประสงค์ ประไพตระกูล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ประชุมร่วมกับสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว นำโดย นายเกษม ผลจันทร์ นายกสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาการปลูกข้าวหอมพวงที่ไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจนในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดใกล้เคียง

นายประสงค์ ประไพตระกูล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า กรมการข้าวไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยการทำความเข้าใจ ตลอดจนขอความร่วมมือทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกวดขันสถานที่รวบรวมเมล็ดพันธุ์ควบคุมข้าวเปลือกและร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 ล่าสุดเก็บตัวอย่างข้าวจากท่าข้าวในจังหวัดนครสวรรค์มาทำการวิเคราะห์และตรวจสอบตามหลักวิชาการ ในเบื้องต้นนั้นยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นข้าวพันธุ์ใดกันแน่ แม้ตามความเข้าใจของเกษตรกรจะเรียกว่า “ข้าวหอมพวง” ซึ่งหมายถึงข้าวจัสมิน 85 ตามชื่อที่โรงสีใช้เรียกข้าวพันธุ์นี้ แต่ข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการนั้น ทั้งข้าวหอมพวงและข้าวจัสมิน 85 เป็นข้าวคนละพันธุ์กัน

“ในประเทศไทยมีข้าวที่ใช้ชื่อหอมพวงอยู่จริง แต่เป็นข้าวที่มีการเก็บรักษาพันธุ์อยู่ในธนาคารเชื้อพันธุ์ข้าว ส่วนข้าวจัสมิน 85 นั้น เป็นพันธุ์ข้าวจากสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (International Rice Research Institute : IRRI) ซึ่งเวียดนามได้ขอเมล็ดพันธุ์มาพัฒนาพันธุ์เพื่อการค้าจนเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน สำหรับประเทศไทยได้ขอเมล็ดพันธุ์เพื่อทำการศึกษาเท่านั้น ดังนั้น เพื่อให้เกิดความกระจ่าง กรมการข้าวจึงดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาพันธุ์ที่แท้จริงใน 2 แนวทาง คือ 1. การประเมินทางสัณฐานวิทยาด้วยการปลูกเปรียบเทียบกับข้าวพันธุ์หอมพวงในธนาคารเชื้อพันธุ์และข้าวจัสมิน 85 ประมาณ 5-6 เดือน และ 2. การประเมินทางพันธุศาสตร์ด้วยการตรวจสอบ DNA ซึ่งการตรวจสอบตัวอย่างทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 3 เดือน” นายประสงค์ กล่าว

กรมการข้าวมีความเป็นห่วงทุกฝ่ายที่ยังคงปลูกและมีการซื้อขายข้าวพันธุ์นี้ เนื่องจากยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชจากกรมวิชาการเกษตร ดังนั้น หากเกษตรกรมีความต้องการปลูกข้าวพื้นนุ่ม ควรเลือกพันธุ์ที่ภาครัฐส่งเสริม เช่น กข 21 กข 31 กข 39 กข 43 กข 53 กข 77 เป็นต้น ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์มีคุณภาพตามหลักวิชาการ และมีเมล็ดพันธุ์คุณภาพจำหน่ายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม สมาคมผู้รวบรวมฯ ได้เสนอให้กรมการข้าวเร่งรัดพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นนุ่มเพื่อตอบโจทย์ความต้องการข้าวพื้นนุ่มที่มีคุณภาพและราคาถูกกว่าข้าวหอมมะลิซึ่งมีราคาสูงในรอบหลายปี กรมการข้าวได้ตอบรับข้อเสนอนี้ จึงเร่งรัดให้มีการประชุมคณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าวในวันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อรับรองพันธุ์ข้าวพื้นนุ่มพันธุ์ใหม่ที่มีความโดดเด่นที่ให้ผลผลิตสูงประมาณ 1 ตัน ต่อไร่ และมีความต้านทานต่อโรคและแมลงกว่าพันธุ์อื่น โดยกำหนดเป็นพันธุ์ กข 79 พร้อมทั้งเร่งผลิตเมล็ดพันธุ์และวางแผนการกระจายพันธุ์ไปสู่พื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้เพาะปลูกได้โดยเร็วที่สุด พร้อมเชื่อมโยงกับตลาดรับซื้อไว้ด้วย

หากจะกล่าวถึง บอนไซ เชื่อว่าคนที่รักต้นไม้ทุกคนจะต้องหลงใหลกับมนต์เสน่ห์ของบอนไซ จนหลายคนพยายามเสาะแสวงหามาไว้ในครอบครองต้นแล้วต้นเล่า ซึ่งในปัจจุบัน บอนไซ ส่วนใหญ่ถูกนํามาตกแต่ง จัดวาง ในส่วนต่างฯ ของบ้าน ที่สถาปนิก และมัณฑนากรจะนิยมนํามาจัดตกแต่งวางไว้ที่ห้องนั่งเล่น หรือวางไว้ที่ระเบียง ในบ้านพักตากอากาศริมชายหาดสามารถเพิ่มเสน่ห์และเสริมฮวงจุ้ยให้กับบ้าน

บอน ไซ หรือ ไม้แคระ เป็นศิลปะในการปลูกต้นไม้โดยการย่อส่วนจากต้นไม้ขนาดใหญ่ มาปลูกในกระถาง และหมั่นดูแลตัดแต่งกิ่ง ใบ ซึ่งต้นไม้ที่นำมาอาจจะเป็นไม้ต้นตรง ไม้ต้นคู่ ไม้เอน ไม้กลุ่ม ฯลฯ แล้วแต่โครงสร้างของต้นไม้ที่ได้มา