ซีพีเอฟ หนุนสัตวแพทย์จุฬาฯ จัดประชุมวิชาการนานาชาติ

ปีที่ 3 พร้อมชูแนวคิด “กินอย่างยั่งยืน” CUVC 2017 ต่อเนื่อง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ สนับสนุนคณะสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดประชุมวิชาการนานาชาติ “The 16th Chulalongkorn University Veterinary Conference, CUVC 2017: Time machine” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 พร้อมชูแนวคิด “กินอย่างยั่งยืน” จากวิสัยทัศน์ “ครัวของโลก”

นายสัตวแพทย์บดินทร์ สุวัฑฒน รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจขายเวชภัณฑ์สัตว์บก ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการมีส่วนร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยมีเป้าหมาย “ยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยตลอดกระบวนการ” ควบคู่ไปกับ “ส่งเสริมการเข้าถึงอาหาร” เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาตลอดกระบวนการผลิตอาหาร ขณะเดียวกัน ยังให้การสนับสนุนงานด้านวิชาการของสถาบันการศึกษาต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้สนับสนุนการจัดประชุมวิชาการนานาชาติ CUVC 2017 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ความรู้และวิทยาการที่ทันสมัยจากสัตวแพทย์ผู้มีชื่อเสียงระดับโลก รวมทั้งเปิดโอกาสให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้นำเสนอผลงานวิจัยทางด้านอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์

“ซีพีเอฟมุ่งขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน โดยการสร้างแบรนด์อาหารและผลิตภัณฑ์คุณภาพความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เน้นย้ำการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยแนวคิด “กินอย่างยั่งยืน” เพื่อสนับสนุนการบริโภคอาหารที่มีคุณค่า คุณภาพ และมีความรับผิดชอบในการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุ้มค่า โดยมุ่งเน้นการดูแลห่วงโซ่การผลิตอาหารที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” นายสัตวแพทย์บดินทร์ กล่าว

งาน CUVC 2017 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 มีนาคม 2560 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ โดยมีการบรรยายและการนำเสนอผลงานวิจัยด้านอุตสาหกรรมการผลิตสุกร สัตว์ปีก สัตว์เคี้ยวเอื้อง สัตว์น้ำ การรักษาสัตว์เลี้ยง และสัตว์ต่างถิ่น ซึ่งครอบคลุมหลากหลายหัวข้อ อาทิ โรคติดเชื้อ โรคอุบัติใหม่ โรคต่างถิ่นอุบัติซ้ำ การจัดการการผลิตสัตว์ สวัสดิภาพสัตว์ งานอนุรักษ์สัตว์ป่า อาหารสำหรับสัตว์ ภาวะดื้อยาปฏิชีวนะ ความปลอดภัยในอาหาร และสุขภาพหนึ่งเดียว (One health) ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังได้รับความสนใจในสังคม พร้อมกันนี้ ซีพีเอฟได้นำอาหารคุณภาพที่ผ่านกระบวนการผลิตยั่งยืนภายใต้แบรนด์ซีพี อาทิ เนื้อไก่ เกี๊ยวกุ้ง และอาหารเพื่อสุขภาพ CP Balance มาจัดแสดงภายในงาน.

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชิงเต่า เมืองชิงเต่า มณฑลซานตง ประเทศจีน จัดพิธีเเต่งตั้งนายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ เป็นอธิการบดีกิตติมศักดิ์ของ วิทยาลัยนานาชาติ ยางพาราไทย-จีน มหาวิทยาลัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชิงเต่า ซึ่งเป็นมหาลัยที่เป็นความร่วมมือระหว่าง สภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์, บริษัท รับเบอร์วัลเลย์ กรุ๊ปและสถาบันการศึกษาคือ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชิงเต่า ของประเทศจีน และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ของประเทศไทย

จากนั้นมีพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) เรื่อง การร่วมมือพัฒนาวิทยาลัยนานาชาติ ยางพาราไทย-จีน ระหว่าง นายพินิจ และนายหม่า เหลียน เซียงอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชิงเต่า โดยมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร และนางวรพรรณี ดำรงมณี รองกงสุลใหญ่ รักษาราชการแทน เมืองชิงเต่า ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามความร่วมมือครั้งนี้

นายพินิจ จารุสมบัติ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแห่งนี้กับประเทศไทย เป็นกำไรของประชาชนชาวไทยและชาวจีน เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตยางพาราเป็นอันดับ 1 ของโลก ปีละประมาณ 4 ล้าน 2 แสนตัน ขณะที่ประเทศจีนเป็นประเทศผู้ใช้ยางพารามากเป็นอันดับ 1 ของโลกเช่นเดียวกัน เเละซื้อผลผลิตจากประเทศไทย ปีละประมาณ 2 ล้าน 6 แสนตัน นับเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ของการใช้ยางพาราของประเทศ เมื่ออับดับ 1 ของการผลิตและการใช้งานมาเจอกัน เชื่อว่าจะเป็นผลกำไรทั้งสองฝ่าย

“ผมรู้สึกดีใจที่ได้รับตำแหน่งอันมีเกียรตินี้ ไม่เคยคิดว่าจะได้มาเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยชิงเต่าหรือมหาวิทยาลัยประเทศไทย ผมคาดไม่ถึงว่าความร่วมมือในการจัดงานวันยางพาราที่จังหวัดบึงกาฬ จะผลิดอกออกผลขยายความร่วมมือออกไปและมีผลงานออกมามากมาย ซึ่งมาจากความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนสถาบันการศึกษา กลายเป็นต้นแบบของประชารัฐ เป็นยุทธศาสตร์ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จนได้รับคำชมเชย ตลอดจนเป็นยุทธศาสตร์ในเรื่องเส้นทางสายไหม ของรัฐบาลจีน และวันนี้มีความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นเมื่อ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชิงเต่า ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในภาคตะวันออกของประเทศจีน ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยของประเทศไทย ในการสร้างบุคคลากรด้านยางพาราร่วมกัน” นายพินิจ กล่าว

นายหลิว ซิง หยุน เลขาธิการพรรค มหาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชิงเต่า กล่าวว่า ย้อนไปเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2015 มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชิงเต่า ได้มีความร่วมมือกับจังหวัดสงขลาเเละรับเบอร์วัลเลย์กรุ๊ป ก่อตั้งวิทยาลัยนานาชาติ ยางพาราไทย-จีน ขึ้นที่ประเทศไทย เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความร่วมมือเชิงวิชาการในเรื่องของยางพาราระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน ซึ่งเป็นการสอนวิชาชีพยางพาราแห่งเเรกของมณฑลซานตง ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ นับเป็นก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่

“เวลานี้ถือเป็นเวลาที่สำคัญ และเป็นเกียรติที่ได้มาแต่งตั้ง นายพินิจ เป็นอธิการบดีกิตติมศักดิ์ของ วิทยาลัยนานาชาติ ยางพาราไทย-จีน เชื่อว่าจะเป็นกำลังสำคัญที่จะยกระดับมหาวิทยาลัยมากขึ้น ทางมหาลัยมีความมั่นใจ มีกำลังใจที่จะอบรมส่งเสริมและพัฒนาบุคคลากรที่ศักยภาพเรื่องยางพาราทั้ง 2 ประเทศ โดยในปี 2017 ที่กำลังจะเปิดรับนักศึกษาเชื่อว่าจะมีนักศึกษาทั้งจากไทยและจีนเข้าร่วมวิทยาลัย” นาย หลิว ซิง หยุน กล่าว

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง กล่าวว่า ในนามของ กรุงเทพมหานคร ได้ทราบว่ามหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชิงเต่า ได้ร่วมมือกับประเทศไทยโดยมี นายพินิจ เป็นผู้ผลักดัน จัดตั้งวิทยาลัยยางพาราขึ้น ถ้าเป็นภาษาไทยเทียบกับ คณะการยาง โดยจะเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เกิดความร่วมมือกัน โดยประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตวัตถุดิบยางพารา แต่เทคโนโลยีต่างๆ เชื่อว่าจะได้รับการประสานและร่วมมือจากมหาลัยและเทคโนโลยีชิงเต่า

“ได้ทราบว่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชิงเต่ามีโครงการจะรับนักเรียนจากประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนในสังกัด กทม. ซึ่งมีโรงเรียนในสังกัด 400 กว่าแห่ง อนาคตอาจจะได้รับทุนการศึกษาหรือทุนแลกเปลี่ยนมาศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันที่โรงเเรมแชงการีล่า เมืองชิงเต่า มณฑลซานตง ประเทศจีน มีการพบปะพูดคุยระหว่าง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร กับ นายหลี่ ฉวิน เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เเห่งประเทศจีน ประจำเมืองชิงเต่า จากนั้นมีการลงนาม LOI ระหว่าง Qingdao Construction Investment Group กับ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เพื่อการเผยแพร่เทคโนโลยีร่วมกัน โดยมีนายบัณฑิต ศิริตันหยง ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพธนาคมและ นายซิง ลู่ เจิ้ง ประธานบริษัท Qingdao Construction Investment Group เป็นตัวแทนร่วมลงนามความร่วมมือ

ทั้งนี้การลงนาม LOI เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทการก่อสร้างและการลงทุนกลุ่มเมืองชิงเต่า ประเทศจีน กับบริษัท กรุงเทพธนาคมประเทศไทย โดยสมาคมมิตรภาพต่างประเทศ เมืองชิงเต่า ได้ริเริ่มให้ทั้ง 2 บริษัทลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงร่วมมือในด้านโครงสร้างพื้นฐานในเมือง สังคม เทคโนโลยัสารสนเทศน์ การลงทุน และด้านอื่นเพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน

กรณีที่ ปศุสัตว์จังหวัดสระแก้ว ร่วมกับ สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งในจังหวัดสระแก้ว ทำการณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ในสัตว์ และลดการแพร่เชื้อโรคพิษสุนัขบ้ามาสู่คน และได้จัดกิจรณรงค์ทุกปี แต่ก็ยังพบมีการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าอยู่ โดยครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 พบที่ตำบลทัพไทยและตำบลตาพระยา อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว

นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ ปศุสัตว์จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 ปศุสัตว์จังหวัดสระแก้วร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแวง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว จัดกิจกรรม รณรงค์ป้องกันพิษสุนัขบ้า ที่วัดหนองแวง บ้านหนองแวง ต.หนองแวง อ.โคกสูง จ.สระแก้วและบริการฉีดวัคซีน ผ่าตัดทำหมัน แมว และสุนัข ฟรี เพื่อควบคุมและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ในสุนัขและแมว ซึ่งเป็นสัตว์ที่ใกล้ชิดกับคน อย่างต่อเนื่อง จะเป็นการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคพิษสุนัขบ้า ในสัตว์ และลดโอกาสแพร่เชื้อโรคพิษสุนัขบ้าสู่คนด้วย เพื่อให้ประเทศไทยปลอดจากพิษสุนัขบ้า ในปี 2563

“พื้นที่จังหวัดสระแก้ว พื้นที่ด้านทิศตะวันออกมีอาณาเขตติดกับประเทศกัมพูชา ประกอบกับตามแนวชายแดน เป็นพื้นที่ราบ ไม่มีสิ่งกีดขวางตามธรรมชาติ ดังนั้น ประชากรสุนัข ของชาวกัมพูชา ที่เลี้ยงไว้ตามบ้าน สามารถข้ามมาในเขตประเทศไทยได้ตลอดเวลา และสุนัขเหล่านี้ ทางฝ่ายกัมพูชาอาจยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า จึงเป็นปัญหากับการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้เต็มร้อย แต่อย่างไรก็ดี ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ที่มีสัตว์เลี้ยงจำพวกสุนัข แมว นำไปฉีดวัคซีนทุกตัว เพื่อป้องกันโรคระบาดที่เกิดจากโรคพิษสุนัขบ้า ทุกตัว ส่วนสุนัขจรจัด ก็จะนำมาทำหมัน เพื่อลดจำนวนประชากรสุนัข ที่ไม่มีคนดูแลต่อไป” นายอำพันธุ์ กล่าวอีก

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากลักษณะอากาศทั่วไปและการพยากรณ์อากาศ ประจำวันที่ 20 มีนาคม 2560 ประเทศไทยได้รับหย่อมความกดอากาศสูงปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและทะเลจีนใต้ ประกอบกับคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจากประเทศเมียนมาได้เคลื่อนเข้ามาปกคลุมภาคเหนือตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น สภาพภูมิอากาศเหมาะสมกับการขึ้นบินปฏิบัติการฝน กรมฝนหลวงฯจึงได้เร่งการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้งตามพื้นที่ที่ร้องขอทั้ง 6 จังหวัด ได้แก่บริเวณ จ.กำแพงเพชร น่าน เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ บุรีรัมย์ และประจวบคีรีขันธ์ ขณะเดียวกันได้เลี่ยงการปฏิบัติการฝนหลวงในเขตพื้นที่การเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตร ซึ่งการปฏิบัติการฝนหลวงเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 มีการขึ้นบิน จำนวน 255 เที่ยวบิน ปริมาณใช้สารฝนหลวง 209.70 ตัน พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ 296 นัด ปรากฏว่ามีฝนตกในพื้นที่เป้าหมายในเขตพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ พื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง พื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแก่งกระจาน และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนบางลาง คิดเป็น 96.3% ของการปฏิบัติการ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างสะสมรวม 39.48 ล้านลูกบาศก์เมตร

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง จังหวัดตาก ได้บันทึกภาพวิดีโอเสือดำไว้ตรงบริเวณถนนเส้นคลองลาน-อุ้มผาง หรือถนนทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 1117 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางได้ ช่วงระหว่างวันที่ 15-18 มีนาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เสือดำเป็น 1 ในสัตว์ 10 ชนิด อยู่ระหว่างการติดตามการฟื้นฟู เพื่อให้ทราบถึงความสมบูรณ์ของสัตว์ป่าที่กระจายตัวในป่าแถบนี้ หลังเปิดใช้ถนนเส้นดังกล่าว ในปี 2520 เพื่อให้ธรรมชาติกลับมาสมบูรณ์ดังเดิม หลังจากถนนเส้นนี้เคยถูกใช้เป็นยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงในการปราบปรามขบวนการคอมมิวนิสต์ในเขตอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ภาพวิดีโอที่บันทึกเสือดำไว้ได้ถือเป็นหลักฐานชี้ให้เห็นสภาพป่าที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยเฉพาะสัตว์ที่อยู่ระดับบนของห่วงโซ่อาหาร มีการกระจายตัวมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าความสมบูรณ์ของป่าเริ่มฟื้นกลับมา และครั้งนี้บันทึกเป็นภาพเคลื่อนไหวได้เป็นครั้งแรก

ไทยสบโอกาสเปิดตลาดส่งออก หลังอินเดียแล้งหนัก 2 ปี ต่อเนื่อง ขาดวัตถุดิบมันสำปะหลังป้อนโรงงานสาคู 250 โรง เอกชนจี้รัฐเร่งลดกำแพงภาษีนำเข้าแป้งอินเดียสูงกว่า 50%

รายงานข่าวจากสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทยเปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ทางสมาคมได้นำคณะสมาชิกสมาคม 12 ราย เดินทางไปศึกษาภาวะการผลิตและการค้าแป้งมันสำปะหลังและสาคู ณ รัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย เพื่อสำรวจศักยภาพการผลิตมันสำปะหลัง การแปรรูปผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง รวมถึงปัญหาอุปสรรค และโอกาสทางการค้าการลงทุน เพื่อต่อยอดจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้เคยนำคณะผู้แทนการค้าจากเมืองเชนไน ประเทศอินเดีย เดินทางมาประเทศไทยเพื่อเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทย ช่วงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 โดยการเดินทางครั้งนี้ประชุมร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองเชนไน ประเทศอินเดีย และเยี่ยมชมโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง แป้งข้าวโพด และสาคู ในเมืองซาเล็ม เอโรด และนามักกาล 3 โรงงาน

จากข้อมูลการสำรวจภาวะการผลิตมันสำปะหลัง ประเทศอินเดีย คาดว่าในปี 2560 ผลผลิตมันสำปะหลังของรัฐทมิฬนาฑู ยังคงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี 2559 ซึ่งมี 7,840,000 ตัน ลดลง 2% จากปี 2558 ที่ผลิตได้ 8,000,000 ตัน และลดลง 4% จากปี 2557 ที่ผลิตได้ 8,139,430 ตัน ทั้งนี้ ผลผลิตจะออกสู่ตลาดราวเดือนกุมภาพันธ์-กันยายนของทุกปี

เนื่องจากผลผลิตมันสำปะหลังในรัฐทมิฬนาฑู ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมันสำปะหลังที่สำคัญของประเทศอินเดีย มีผลผลิตประมาณ 2 ล้านตัน ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งรุนแรงและเกิดโรคระบาด ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย ไม่เพียงพอสำหรับโรงงานสาคู 250 โรง ต่อเนื่องมาเป็นเวลา 2 ปี ทำให้โรงงานต้องหยุดดำเนินการผลิต เนื่องจากขาดแคลนน้ำ และผลผลิตมันสำปะหลังได้รับความเสียหาย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงาน ส่งผลให้อินเดียอยากจะขายกิจการ หรือหาผู้สนใจร่วมลงทุนและต้องการนำเข้าแป้งมันสำปะหลังจากไทย ประมาณ 50,000 ตัน ด้วย

สำหรับราคารับซื้อมันสำปะหลัง อายุหัวมัน 8-10 เดือน เชื้อแป้ง 23-27% ประมาณ 11,500 รูปี/ตัน (5,980 บาท/ตัน) ส่วนราคาขายแป้งมันสำปะหลัง ประมาณ 45,000 รูปี/ตัน (23,400 บาท/ตัน) สูงกว่าราคาขายแป้งข้าวโพด ประมาณ 22,000 รูปี/ตัน (11,400 บาท/ตัน) โดยข้าวโพดผลิตจากทางตอนเหนือของอินเดีย ส่งผลให้โรงงานในอินเดียต้องหันไปผลิตแป้งมันสำปะหลังดัดแปร เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมกระดาษ ส่วนแป้งข้าวโพดถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรม เช่น สิ่งทอ สารให้ความหวาน เวชภัณฑ์ยา เป็นต้น

โอกาสในการส่งออกขณะนี้ อินเดียใช้สาคูเป็นส่วนผสมของอาหารหลากหลายชนิดเช่นเดียวกับข้าวและข้าวสาลี และในอินเดียมีโรงงานผลิตสาคูมากถึง 70 รูปแบบ มีกระบวนการผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล โดยใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบหลัก ที่ผ่านการผสมน้ำและส่วนผสมอื่นๆ เป็น Wet Cake ก่อนนำไปขึ้นรูปเป็นเม็ดสาคู มีการคัดแยกขนาดสาคูตามมาตรฐาน และใช้ความร้อนคั่วสาคูเพื่อไล่ความชื้น เป็นต้น โดยปัจจุบันราคาขายสาคู ประมาณ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน (34,960 บาท/ตัน)

อย่างไรก็ตาม โรงงาน Venkatrayar Sago Factory www.sbobetsix.com ให้ข้อมูลว่า รัฐบาลอินเดียได้กำหนดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังและกำหนดราคาขั้นต่ำเพื่อใช้ในการคำนวณฐานภาษีโดยทั่วไปในอัตราที่สูง เช่น แป้งมัน มีอัตราภาษี 60% จากราคาตันละ 350 เหรียญสหรัฐ ต่อตัน แป้งมันสำปะหลังดัดแปร จากราคาตันละ 500 เหรียญสหรัฐ และสาคู อัตราภาษี 44-50% จากราคาตันละ 700 เหรียญสหรัฐ ต่อตัน ซึ่งทางรัฐบาลทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อผ่อนปรนเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนของ Sree Narrayanagiri Starch Industries เมืองซาเล็ม (Salem) โรงงานผลิตสาคูจากมันสำปะหลัง มีกำลังการผลิตสาคู วันละ 50 ตัน โรงงาน SPAC Starch Products (India) Ltd. เมืองเอโรด (Erode) โรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังและแป้งข้าวโพด มีกำลังการผลิตแป้งมัน วันละ 200 ตัน และกำลังการผลิตแป้งข้าวโพด วันละประมาณ 200 ตัน และโรงงาน Venkatrayar sago Factory เมืองนามักกาล (Namakkal) โรงงานผลิตสาคูจากมันสำปะหลัง มีกำลังการผลิตสาคู วันละประมาณ 200 ตัน โดยในเมืองซาเล็ม และนามักกาล มีโรงงานผลิตสาคู รวม 250 โรงงาน ในจำนวนนี้ 90% เป็นโรงงานที่มีขนาดกำลังการผลิตสาคู วันละ 5-10 ตัน รวมกำลังการผลิตสาคู วันละ 3,000 ตัน

นายศิริพล พิพัฒน์รัตนเสรี นายอำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง พร้อมด้วย นายประสิทธิ์ ทองขาว เกษตรอำเภอย่านตาขาว เดินทางไปยังแปลงต้นขาไก่ หมู่ที่ 1 บ้านโลหะหาร ตำบลหนองบ่อ ที่มี นางอำไพ ตันธนาภินันท์ เป็นเจ้าของ เนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าส่งเสริม เพื่อปลูกแซมในสวนยางพารา หรือสวนผลไม้ สร้างรายได้ดี เป็นที่ต้องการของตลาดในท้องถิ่น โดยเก็บใบอ่อนขาย ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท ดีกว่าผักเหมียง ที่ขายกิโลกรัมละ 50-60 บาท

อีกทั้งยังนำไปปรุงอาหารได้หลากหลาย อาทิ ผักลวกจิ้มน้ำพริก ผัดน้ำมันหอย แกงเลียง เนื่องจากเป็นพืชที่มีคลอโรฟิลล์สูง ช่วยระบบขับถ่าย บำรุงสายตาและบำรุงโลหิต

สำหรับต้นขาไก่ มีลักษณะทรงพุ่มคล้ายต้นผักเหมียง มีรสชาติหวาน หอม และมัน

ทั้งนี้ นอกจากนางอำไพแล้วยังมีเกษตรกรหลายรายทั้งในตำบลหนองบ่อ อำเภอย่านตาขาว และจากตัวเมืองตรัง มาสั่งซื้อต้นพันธุ์ ผู้สนใจ โทร.สอบถามได้ที่ (089) 593-0489 สถานการณ์ภัยแล้งเริ่มส่งผลกระทบต่ออาชีพเกษตรกรรม แต่ชาวบ้านโคกนาดี ตำบลแมดนาท่ม อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร นำโดย นายกาไสย พรหมสาขา ณ สกลนคร อายุ 72 ปี และสมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร รวมตัวกันผลิตสมุนไพรลูกประคบรักษาโรค ที่มีใช้มาแต่โบราณแต่สามารถผันเป็นเงินได้ เนื่องจากภัยแล้งเริ่มคุกคามต้องหาอาชีพใหม่เพื่อให้มีรายได้ โดยใช้เวลาว่างระหว่างรอฤดูกาลทำนา สำหรับลูกประคบประกอบด้วยสมุนไพร คือ ไพล ใบมะกรูด ตะไคร้หอม ใบมะขาม ขมิ้นชัน การบูร ใบส้มป่อย พิมเสน เถาวัลย์เอ็นอ่อน สรรพคุณ ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย การอักเสบกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการวิงเวียน บำรุงหัวใจ และลดความดัน

นายกาไสย กล่าวว่า ในช่วงนี้การทำเกษตรลำบากเนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้ง จึงหันมาหาอาชีพที่ทำแล้วมีรายได้แน่นอน คือสมุนไพรลูกประคบ ยิ่งช่วงนี้อากาศร้อนสมุนไพรแห้งไว จะทำให้ผลิตได้มาก ส่งขายตามร้านสปาและโรงแรม รายได้ถือว่าค่อนข้างดี เฉลี่ยคนละ 4-5 พันบาท ต่อเดือน เพราะส่วนมากคนยังรักสุขภาพจึงนิยมใช้สมุนไพรไทยอยู่ ทั้งนี้ ท่านใดสนใจอยากส่งเสริมรายได้ให้กับชาวบ้าน สามารถสั่งสมุนไพรลูกประคบ ได้ที่โทร. (089) 941-0341