ซึ่งการกรีดยางโดยลดความถี่ในการกรีดยาง 1 วัน หยุด 2 วัน

แต่จะเพิ่มประสิทธิภาพโดยการใช้สารเคมีเร่งน้ำยางเข้ามาแทนที่ เกษตรกรก็จะได้ผลผลิตเท่าเดิมแต่จำนวนการทำงานน้อยลง ทำให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการฟาร์มของตนเองได้ การคิดใหม่ เน้นในเรื่องการพัฒนาสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ด้วยการสร้าง “ความเข้มแข็งจากภายใน” ขับเคลื่อนตามแนวคิด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” Thailand 4.0 นำเวลาว่างไปทำประโยชน์อย่างอื่น เช่น การเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชชนิดอื่นเสริมในสวนยาง จะช่วยในการลดความเสี่ยงในการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและเป็นการสร้างรายได้ในระยะยาวให้แก่เกษตรกร

และในด้าน รศ. ดร. พูนพิภพ เกษมทรัพย์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในคณะนักวิจัยของเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการด้านยางพารา HRPP ดำเนินการวิจัยเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ยางพาราธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เผยว่า ประเทศไทยผลิตยางพารามากที่สุดในโลกและยางพาราเป็นยางธรรมชาติซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะนี้ยางพาราต้องทำการแข่งขันกับยางสังเคราะห์ เมื่อใดที่ยางสังเคราะห์มีราคาแพงยางพาราก็จะมีราคาแพงตาม แต่เมื่อใดก็ตามที่ยางสังเคราะห์มีราคาถูกยางพาราก็จะมีราคาถูกตามไปด้วย ในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่จะมีเทคโนโลยีอื่นเข้ามา ทำให้ความต้องการใช้ปิโตรเลียมอาจจะไม่มากเท่าที่ควร จะส่งผลให้ยางสังเคราะห์ราคาถูกลง จึงควรเร่งพิจารณาพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งยางพาราของไทยเป็นยางธรรมชาติที่จะต้องให้ทุกคนทั่วโลกเห็นว่ายางพาราไทยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงเป็นที่มาที่ทำให้ทาง HRPP สนับสนุนทำงานวิจัยด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์

รศ.ดร.พูนพิภพ เกษมทรัพย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แปลงยางพาราสามารถเก็บคาร์บอนได้ไม่น้อยกว่า 10 ตันคาร์บอนต่อไร่ เมื่อนำไปคูณกับพื้นที่ปลูกยางในประเทศก็จะเป็นพื้นที่มหาศาลและปริมาณคาร์บอนที่ตรึงไว้ในต้นยางในแต่ละปีจะมีปริมาณมาก แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องดำเนินการงานวิจัยต่อไปเพื่อพิสูจน์และสร้างความเชื่อมั่นว่าต้นยางธรรมชาติสามารถจะตรึงคาร์บอนไว้ได้มากมายขนาดไหนและต้นยางพาราเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ต้นยางพารามีประโยชน์อย่างเดียวไม่ได้ ถ้ายังมีการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อมาปลูกยาง เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่หากเป็นพื้นที่ที่ปลูกพืชอื่นๆ อยู่แล้ว หันมาปลูกยางแทนเพื่อสร้างอาชีพ ควรจะส่งเสริม และให้การสนับสนุนเพื่อที่จะทำให้ยางพาราเป็นพืชที่มีประโยชน์ต่อคนไทยต่อไปในอนาคต

บุรีรัมย์ – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านบ้านหนองหว้า หมู่ที่ 10 ตำบลหนองขมาร อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ กว่า 50 ครัวเรือน ได้ปรับพื้นที่นาหลังเสร็จจากการเก็บเกี่ยวข้าว ลงทุนปลูกข้าวโพดพันธุ์หวานและข้าวโพดข้าวเหนียว ซึ่งเป็นพืชอายุสั้นและใช้น้ำน้อย ใช้ระยะเวลาเพียง 2 เดือนเศษ ก็สามารถเก็บผลผลิตได้ จากนั้นนำผลผลิตไปต้มสุกและวางขายสดตามเพิงริมถนนสายคูเมือง-พุทไธสง ให้กับประชาชนที่ขับรถสัญจรผ่านไปมา ในราคาถุงละ 20 บาท 3 ถุง 50 บาท ทั้งขายส่งให้กับแม่ค้าที่มารับซื้อไปขายต่อตามตลาดในราคา กิโลกรัมละ 13 บาท อีกด้วย ถือเป็นอาชีพเสริมให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี

ชาวบ้านมีรายได้จากการปลูกข้าวโพดขาย เฉลี่ยวันละ 1,000-2,000 บาท ซึ่งแต่ละปีสามารถปลูกได้ 2 ครั้ง ช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน ทำให้ชาวบ้านที่หันมาปลูกข้าวโพดขายหลังฤดูทำนามีรายได้เสริม ครั้งละ 3-4 หมื่นบาท

นางพวย เจริญยิ่ง และ นายวิชัย ปวงศิริ ชาวบ้านบ้านหนองหว้า บอกว่า หลังเสร็จจากการเก็บเกี่ยวข้าว จะปรับพื้นที่นาปลูกข้าวโพดทั้งสายพันธุ์หวานและข้าวโพดข้าวเหนียว เพราะเป็นพืชอายุสั้นและใช้น้ำน้อย ส่วนน้ำที่หล่อเลี้ยงต้นข้าวโพด อาศัยน้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ บางรายลงทุนเจาะน้ำบาดาล ส่วนผลผลิตที่ได้ก็จะนำไปขายสดและต้มสุกวางขายตามเพิงริมถนน แต่ละวันขายได้เฉลี่ย วันละ 1-2 พันบาท หากเป็นวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงเทศกาลจะขายดีเพิ่มขึ้นเท่าตัว เพราะมีคนขับรถผ่านไปมาตลอดทั้งวัน จะจอดรถแวะซื้อไปรับประทานและเป็นของฝากด้วย ซึ่งถึงแม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียง 4-5 เดือน แต่เป็นรายได้ที่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดีไม่ต้องอพยพไปทำงานยังนอกพื้นที่

คลินิคเทคโนโลยี วังรี ร่วมออกบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไส้กรอกเยอรมัน ในงานมหกรรมสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัย ณ.บริเวณลานจอดรถหน้าห้างโรบินสัน อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทราระหว่างวันที่ 21-26 มกราคม พ.ศ.2560 บูธ E7 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น.

อย่่าลืมแวะมาชิมไส้กรอกเยอรมันแท้ๆ นะคะ อร่อยมีชื่อเสียง จาก อ.กมลทิพ พยัฆวิเฃียร ค่ะ ผู้เลี้ยงไก่เนื้อยังยิ้มได้ เทศกาลปีใหม่-ตรุษจีนช่วยดันราคา นายกสมาคมมั่นใจจนถึงกลางปีนี้ยังไม่มีปัญหาล้นตลาดเหมือนหมู ด้านนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรราชบุรียอมรับราคาหมูตกทั่วโลก ระบุผู้เลี้ยงครบวงจรในไทยยังขาดทุนถึง กก.ละ 3-4 บาท คาดปีนี้รายย่อยทยอยเลิกเลี้ยงกันมากขึ้น

นายนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี พื้นที่เลี้ยงสุกรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์ราคาสุกรว่า ปัจจุบันราคาซื้อขายสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มลดลงมาเหลือ กก.ละ 58-60 บาท หลังจากสภาพภูมิอากาศเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติในกลางปีที่ผ่านมา และมีการเลี้ยงสุกรในประเทศเพิ่มขึ้น ต่ำกว่าราคาที่เคยขึ้นไปสูงสุดที่ กก.ละประมาณ 70 บาทในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ผู้เลี้ยงสุกรที่เลี้ยงแบบครบวงจรมีต้นทุนการเลี้ยง กก.ละ 62-63 บาท จึงขาดทุนอยู่ประมาณ กก.ละ 3-4 บาท คาดว่าผู้เลี้ยงสุกรที่ไม่ครบวงจรหรือเป็นรายย่อยจะต้องทยอยเลิกเลี้ยงมากขึ้นในปีนี้ เนื่องจากผลผลิตสุกรล้นและราคาตกต่ำทั่วโลก และในส่วนจังหวัดราชบุรีจะมีสุกรออกสู่ตลาดวันละ 8,000-10,000 ตัว

นอกจากนี้ ยังมีสุกรที่หนีน้ำท่วมจากภาคใต้ที่เลี้ยงกันมากในจังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พัทลุง และตรัง ขนขึ้นมาขายภาคกลางวันละ 3-4 เที่ยว สูงสุดถึงวันละ 1,000 ตัวก็มี ในขณะที่สุกรภาคอื่นจะส่งไปจำหน่ายภาคใต้ไม่ได้ เพราะเป็นเขตปลอดโรค ยกเว้นแต่ภาคใต้จะขาดแคลน กรมปศุสัตว์จึงจะกำหนดโควตาสุกรปลอดโรคลงไปจำหน่ายภาคใต้ได้ ซึ่งปัจจุบันปริมาณการบริโภคและปริมาณการเลี้ยงสุกรในภาคใต้ค่อนข้างสมดุล เพียงแต่ช่วงนี้ประสบปัญหาน้ำท่วมหนัก ทั้งนี้ ผู้เลี้ยงจากภาคใต้มีการรับซื้อวัตถุดิบจากภาคอื่นลงไปเลี้ยง

ทางด้านนายวีระพงษ์ ปัญจวัฒนกุล นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์ไก่เนื้อของไทยว่า ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการปรับราคารับซื้อไก่เนื้อมีชีวิตหน้าฟาร์มจาก กก.ละ 35 บาท เป็น 36 บาท จากต้นทุนการเลี้ยงประมาณ กก.ละ 32-33 บาท ทั้งนี้ เป็นการปรับราคาขึ้นมารับกับเทศกาลตรุษจีน รวมทั้งช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาผู้เลี้ยงทยอยขายไก่ขนาดเล็กและขนาดกลางไปทำไก่ย่างฉลองเทศกาลกันมาก ทำให้ไก่ในตลาดขาดแคลนเล็กน้อย

ปีที่ผ่านมาไทยส่งออกทั้งไก่สดและไก่ต้มสุกประมาณ 7.2 แสนตัน ปีนี้คาดว่าจะส่งออกได้ประมาณ 7.6 แสนตัน ถือว่าการส่งออกไก่ไทยยังไปได้ดี คาดว่าจนถึงกลางปีนี้ไก่จะไม่ล้นตลาด เนื่องจากปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นได้น้อย สาเหตุมาจากการนำเข้าปู่ย่าพันธุ์ไก่ช่วง 3-4 เดือนแรกปี 2559 มีการนำเข้าน้อย จากปัญหาแหล่งนำเข้าของไทยมีปัญหาไข้หวัดนก แต่หลังจากช่วงกลางปีนี้ไป คาดว่าผลผลิตไก่ที่จะออกสู่ตลาดจะเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10% ดังนั้น ช่วงครึ่งปีหลังนี้ราคาไก่จะขึ้นอยู่กับออร์เดอร์ต่างประเทศ และการบริโภคภายในประเทศจะฟื้นตัวมากน้อยแค่ไหน

“ปีที่ผ่านมาแม้การบริโภคสินค้าภายในประเทศโดยรวมจะไม่ดีแต่ในส่วนของการบริโภคไก่ภายในประเทศไม่ลดลงเพราะไก่เป็นอาหารประเภทโปรตีนราคาถูก อีกทั้งมีประชากรแฝงในประเทศ ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้น ในขณะที่มีการนำเข้าข้าวสาลีมาทำอาหารสัตว์ได้มากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จึงตรึงต้นทุนอาหารสัตว์ให้อยู่ที่ กก.ละ 32-33 บาทได้นาน”

นายเลิศชัย ศรีอนันต์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์สภาวะอากาศระยะนี้ว่า บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนอีกระลอกแผ่เสริมลงมาปกคลุมถึงประเทศเวียดนามตอนบนและทะเลจีนใต้แล้ว และจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือในวันที่ 20 มกราคม 2569 ทำให้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 20-21 มกราคม 2560 ภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณจ.นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ส่วนในช่วงวันที่ 22-25 มกราคม 2560 ภาคใต้จะมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจ.สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

“สภาพฝนในพื้นที่ภาคใต้ มีฝนตกหนักลงมาเพิ่มเติมในพื้นที่ตอนล่างของภาค ณ วันที่ 20 มกราคม 2560 วัดปริมาณฝนสูงสุดในพื้นที่ต่างๆได้ คือ จ.นครศรีธรรมราช อ.เมือง 34 มิลลิเมตร (มม.) จ.ตรัง อ.เมือง 21 มม. จ.สงขลา อ.หาดใหญ่ 74 มม. จ.ปัตตานี อ.หนองจิก 55 มม. และที่จ.นราธิวาส มีฝนตกหนักถึงหนักมากในเขตอ.เมือง 272 มม. อ.ยี่งอ 335 มม. อ.เจาะไอร้อง 243 มม. และอ.ระแงะ 271 มม. ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโก-ลกและคลองตันหยงมัสสูงขึ้น โครงการชลประทานนราธิวาส ได้รายงานสถานการณ์น้ำไปยังจ.นราธิวาส เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมรับมือสถานการณ์น้ำแล้ว” นายเลิศชัย กล่าว

นายเลิศชัย กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ส่วนใหญ่เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว คงเหลือพื้นที่น้ำท่วมขังในบริเวณจ.สุราษฎร์ธานี ระดับน้ำในแม่น้ำตาปีลดลงอย่างต่อเนื่อง กรมชลฯ ได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติมบริเวณคลองบางกล้วยใหญ่และคลองพุนพิน เพื่อให้น้ำไหลไปลงแม่น้ำตาปีและออกสู่ทะเลได้เร็วขึ้น ปริมาณน้ำท่วมขังคงเหลือประมาณ 135 – 140 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ระบายน้ำออกสู่ทะเลได้ประมาณวันละ 50 – 60 ล้านลบ.ม. หากฝนไม่ตกเพิ่ม คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 4 – 6 วัน

ส่วนที่จ.นครศรีธรรมราชคงเหลือพื้นที่น้ำท่วมขังในบริเวณลุ่มน้ำปากพนัง ปริมาณน้ำที่ท่วมขังคงเหลืออยู่ประมาณ 280 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีฝนตกลงมาอีก การระบายน้ำยังเร่งสูบออกอย่างต่อเนื่องวันละประมาณ 80 – 100 ล้านลบ.ม. หากฝนไม่ตกเพิ่ม คาดว่าจะเข้าสู่ปกติภายใน 3 – 5 วัน
ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ยังคงมีน้ำท่วมขังในที่ลุ่มต่ำริมทะเลสาบสงขลา บริเวณอ.ระโนด อ.กระแสสินธุ์ อ.สทิงพระ และอ.สิงหนคร ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 0.1 – 0.3 เมตร แนวโน้มลดลง คงเหลือปริมาณน้ำท่วมขังประมาณ 23 ล้านลบ.ม. ศักยภาพการระบายน้ำได้วันละประมาณ 5 – 7 ล้านลบ.ม. หากไม่มีฝนตกคาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 3 – 4 วัน

สำหรับเครื่องสูบน้ำที่ได้ทำการติดตั้งตามพื้นที่ต่างๆในภาคใต้ ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 164 เครื่องที่ออกไปปฏิบัติการ ส่วนเครื่องผลักดันน้ำ มีจำนวนทั้งสิ้น 107 ลำที่ออกปฏิบัติการ และสถานีสูบน้ำอีก 10 สถานี ที่ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพการระบายน้ำ ทั้งนี้ กรมชลฯ ได้ย้ำทุกโครงการชลประทานในภาคใต้ จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และรายงานสถานการณ์น้ำให้ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมการรับมือสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงทีต่อไปแล้ว

ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าแม้ไกลโพ้นออกไปในห้วงอวกาศ อยู่ในความสนใจของชาวโลกเสมอ บางคนเชื่อว่ามีผลกระทบต่อเหตุการณ์ดี-ร้าย และความเป็นไปของชีวิตมนุษย์
ขณะที่ในทางวิทยาศาสตร์ก็สะกิดความสงสัยใคร่รู้ของมนุษย์ ดังนั้น ในปี 2560 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) จึงรวบรวมเอาปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่จะเกิดขึ้นตลอดปีให้ผู้สนใจได้ติดตาม
ดาวพฤหัสบดีใกล้โลก

วันที่ 7-8 เมษายน ดาวพฤหัสบดีจะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ และใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ระยะทางประมาณ 667 ล้านกิโลเมตร สังเกตเห็นตั้งแต่หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ตลอดทั้งคืนไปจนถึงรุ่งเช้า
ดาวเสาร์ใกล้โลก
วันที่ 15 มิถุนายน ดาวเสาร์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ และใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ระยะทางประมาณ 1,352 ล้านกิโลเมตร จึงมองเห็นดาวเสาร์พร้อมวงแหวนที่มีความสว่างมาก เมื่อดวงอาทิตย์ตก ดาวเสาร์จะขึ้นจากขอบฟ้า และเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น ดาวเสาร์จะตกลับขอบฟ้า ทำให้มีระยะเวลาสังเกตการณ์ยาวนานตลอดทั้งคืน

จันทรุปราคา
จันทรุปราคาเงามัว ในช่วงเช้ามืดก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นของวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560 ตั้งแต่เวลา 05.34-06.48 น. เงามัวบังมากที่สุดในเวลา 06.38 น. เนื่องจากดวงจันทร์โคจรเข้าไปในเงามัวของโลกบางส่วน ไม่ได้ผ่านเข้าไปในบริเวณเงามืด ดวงจันทร์จึงไม่เว้าแหว่ง ยังคงมองเห็นดวงจันทร์เต็มดวงแต่มีความสว่างลดลง ซึ่งสังเกตเห็นค่อนข้างยาก ต้องอาศัยการสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์หรือการถ่ายภาพเปรียบเทียบความสว่างขณะเกิดปรากฏการณ์ จึงจะสามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงความสว่างของดวงจันทร์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

จันทรุปราคาบางส่วน ในช่วงหลังเที่ยงคืนของวันที่ 7 สิงหาคม ถึงเช้ามืดของวันที่ 8 สิงหาคม ดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามัวของโลกตั้งแต่เวลา 00.22 น. และสิ้นสุดเมื่อเวลา 02.18 น. ดวงจันทร์เข้าไปอยู่ในเงามืดของโลกมากที่สุดในเวลา 01.20 น. จะสังเกตเห็นดวงจันทร์เว้าแหว่งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ฝนดาวตกในปี 2560 ยังคงมีให้ชมกันอย่างต่อเนื่องเกือบทุกเดือน แต่ที่น่าสนใจมีดังนี้

ฝนดาวตกไลริดส์ วันที่ 22-23 เมษายน (เฉลี่ย 18 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์ วันที่ 6-7 พฤษภาคม (เฉลี่ย 55 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกเดลต้า-อควอริดส์ วันที่ 28-29 กรกฎาคม (เฉลี่ย 16 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ วันที่ 12-13 สิงหาคม (เฉลี่ย 100 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกโอไรโอนิดส์ วันที่ 21-22 ตุลาคม (เฉลี่ย 25 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกลีโอนิดส์ วันที่ 17-18 พฤศจิกายน (เฉลี่ย 15 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกเจมินิดส์ วันที่ 13-14 ธันวาคม (เฉลี่ย 120 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกเออร์ซิดส์ วันที่ 21-22 ธันวาคม (สูงสุด 10 ดวงต่อชั่วโมง)

ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์หรือฝนดาวตกวันแม่ เป็นฝนดาวตกที่นักดาราศาสตร์ในซีกโลกเหนือให้ความสนใจไม่แพ้ฝนดาวตกลีโอนิดส์ และฝนดาวตกเจมินิดส์ เนื่องจากเป็นฝนดาวตกที่มีความสว่างเป็นอันดับสองรองจากฝนดาวตกลีโอนิดส์ และมีสีสันสวยงาม มีอัตราการตกเฉลี่ยค่อนข้างมาก
ดาวเคราะห์ชุมนุม การกลับมาเคียงคู่กันอีกครั้งของดาวศุกร์และดาวพฤหัสบดีในช่วงเช้าก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก บริเวณกลุ่มดาวหญิงสาว (Virgo) ของวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ดาวศุกร์จะเคียงชิดใกล้ดาวพฤหัสบดีที่ระยะเชิงมุม 0.6 องศา นับเป็นการเข้ามาใกล้กันของ 2 ดาวเคราะห์สว่างบนท้องฟ้าที่หาชมได้ไม่บ่อยนัก

-ปรากฏการณ์และกิจกรรมดาราศาสตร์อื่นๆ
ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี วันที่ 3 ธันวาคม ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี วันที่ 9 มิถุนายน
ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก จ.สงขลา วันที่ 8 เมษายน /กรุงเทพฯ วันที่ 27 เมษายน / นครราชสีมา วันที่ 30 เมษายน / เชียงใหม่ วันที่ 14 พฤษภาคม
วันที่ 21 มิถุนายน วันวสันตวิษุวัตหรือเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี วันที่ 20 มีนาคม นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง วันครีษมายัน หรือเวลากลางวันยาวที่สุดในรอบปี

วันที่ 23 กันยายน วันศารทวิษุวัต เวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ
วันที่ 21 ธันวาคม วันเหมายัน กลางวันจะยาวที่สุดในรอบปี คนไทยเรียกว่า “ตะวันอ้อมข้าว” สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือนับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ ช่วงกลางวันจะยาวที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน
ติดตามความก้าวหน้ายานสำรวจอวกาศ ประกอบด้วย ภารกิจสำรวจดาวเสาร์ของยานแคสสินี ยานสำรวจอวกาศจูโนสำรวจดาวพฤหัสบดี การสำรวจดาวศุกร์ของยาน Akatsuki ภารกิจการสำรวจดาวอังคาร
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติคลี่โปรแกรมออกมาให้แล้ว นักไล่ล่าห้วงอวกาศเชิญเฝ้าเกาะติดตามอัธยาศัย

วันที่ 20 มกราคม เฟชบุค Thailand Tiger Project ได้เผยแพร่ภาพ พฤติกรรมของเสือโคร่ง เพศผู้ 2 ตัว กำลังแสดงอาณาเขตของตัวเอง ที่ทางนักวิจัย สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช บันทึกเอาไว้ โดยระบุว่า เสือโคร่งเพศผู้แสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และการตรวจสอบรั้วบ้าน เสือโคร่งอู๋มาหมายอาณาเขตแนวขอบบ้านเวลากลางคืน เช้าวันถัดมาเสือโคร่งอุทิศเข้าตรวจสอบว่ามีการบุกรุกหรือไม่ อีกหนึ่งพฤติกรรมที่ได้พบจาการศึกษาของทีม THAILAND TIGER PROJECT”

นายศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า icid2018.org สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพที่บันทึกว่า เสือโคร่งทั้ง 2 ตัว คือ อู๋ และอุทิศ เป็นเสือโคร่งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เป็น 2 ในเสือโคร่งประมาณ 10 กว่า ตัว ที่นักวิจัย ติดเครื่องหมาย เพื่อติดตามพฤติกรรมการดำรงชีวิต ทั้ง 2 กำลังแสดงพฤติกรรม ตะกุยหน้าดิน ที่แสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ หรืออาณาจักรที่ตัวเองครอบครอง ซึ่งเป็นทฤษฎี ที่ทุกคนต้องทราบว่า เสือมีอาณาเขต หรืออาณาจักรเป็นของตัวเอง และหน้าที่ของพวกมันคือ ป้องกันอาณาเขตของตัวเองไม่ให้ใครเข้ามารุกราน ไม่ให้ใครเข้ามาแย่งชิง ถือเป็นภาพ ที่หาดูได้ไม่ง่ายนัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลการสำรวจราคาขายปลีกหมวดอาหารสดในตลาดสดในเขตกรุงเทพฯ ของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ก่อนเข้าเทศกาลตรุษจีน พบว่า ราคาไก่สดขยับราคาขึ้นแล้ว เฉลี่ยตัวละ 5 บาท โดยไก่สดทั้งตัว(รวมเครื่องใน)ตัวละ 60- 65 บาท ในวันที่ 19 มกราคม 2560 เพิ่มเป็นตัวละ 65 – 70 บาท ในวันที่ 20 มกราคม หรือเพิ่มขึ้น 5 บาท เช่นเดียวกับไก่สดทั้งตัว (ไม่รวมเครื่องใน)ตัวละ 65- 70 บาท ในวันที่ 19 มกราคม เพิ่มเป็นตัวละ 70 – 75บาท ในวันที่ 20 มกราคม หรือ เพิ่ม 5 บาท ขณะที่ราคาเนื้อหมูทรงตัวกิโลกรัมละ 115-130 บาท ไข่ไก่(เบอร์3) ฟองละ 3.00 -3.10 บาท ปลานิลกิโลกรัมละ 65-75 บาท ผักบุ้งจีนกิโลกรัมละ 15-18 บาท กวางตุ้งกิโลกรัมละ 25-28 บาท ผักกาดขาวปลีหรือกะหล่ำปลี กิโลกรัมละ 15-18 บาท ส้มเขียวหวาน เบอร์ 5 กิโลกรัมละ 65-75 บาท กล้วยหอมทองใหญ่ผลละ 6-7 บาท เป็นต้น

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้หารือกับผู้ประกอบการค้าปลีกขอให้ตรุษจีนจัดเตรียมชุดของไหว้ที่มีราคาหลากหลาย และราคาไม่สูงต่อชุดไว้ให้ประชาชนชาวจีนได้เลือกซื้อ พร้อมกับเตรียมจัดงานธงฟ้ารับตรุษจีน และลงพื้นที่ตรวจสอบราคาอาหารเพื่อการเซ่นไหว้ในเทศกาลตรุษจีนตั้งแต่วันที่ 25-26 มกราคมนี้ อาทิ ที่เยาวราช ตลาดยิ่งเจริญ และห้างค้าปลีกชั้นนำ 1-2 แห่ง เบื้องต้นได้รับรายงานว่าอาหารสดส่วนใหญ่ราคายังทรงตัว

ผ่านไปแล้วสำหรับกิจกรรมสร้างสรรค์สังคม ที่จัดขึ้นโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายใต้ชื่อกิจกรรม NONG-MAI SLOW LIFE DIARY “น้องใหม่ สโลว์ไลฟ์ ไดอารี่” ในวันที่ 14-15 ธันวาคม 2559 จังหวัดน่าน นับว่าเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ ให้ความรู้ และยังน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี

โดยจุดประสงค์ของกิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อพาเหล่าผู้โชคดีที่เข้าร่วมสนุกตอบคำถามชิงรางวัลเพื่อร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ จำนวน 14 ชีวิต ไปสัมผัสศิลปะของการใช้ชีวิตตามรอยพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เพียงแค่ในเรื่องของการทำเกษตร หรือด้านการทำประมงเท่านั้น จริงๆ คำว่าพอเพียงคือพื้นฐานของการมีชีวิตที่ดีและมีความสุข เป็นภูมิคุ้มกันปัญหาต่างๆ ที่จะเข้ามาถึงตัวเรา

คุณฤดีมาศ ปางพุฒิพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจการพัฒนาสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในครั้งนี้ว่า ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อยากปลูกฝังให้ประชาชนรู้จักความพอเพียง เรียนรู้ชีววิถี เรื่องคำสอนของในหลวง นั่นคือนำวิธีคิดมาประกอบกับวิธีทำและปฏิบัติ ในเรื่องของการนำจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในชีวิตประจำวัน ในเรื่องของการพึ่งพาตัวเอง ปลูกผัก ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์กินในครัวเรือน เมื่อเหลือจึงนำไปขาย หรือเอาไปแลกกับเพื่อนบ้านสร้างมิตรภาพขึ้นมาได้ และยังกล่าวถึงความสำคัญของจังหวัดน่าน ว่าทำไมต้องมาทำกิจกรรมชีววิถี ที่จังหวัดน่าน เพราะจังหวัดน่านมีความสำคัญกับชีวิตคนไทยมาก แม่น้ำน่าน เป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา กว่า 44 เปอร์เซ็นต์ จังหวัดน่านไม่ได้ให้แค่น้ำคนไทย จังหวัดน่านยังให้ไฟฟ้ากับคนไทย น่านเป็นจุดเชื่อมโยงไฟฟ้าระหว่างประเทศลาวมาที่ประเทศไทย ไม่มีน่าน คนภาคกลางก็ขาดไฟขาดน้ำ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราควรมองเห็นความสำคัญของพี่น้องชาวน่าน

นอกจากเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบพอเพียงแล้ว ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศยังได้พาเหล่าผู้โชคดีทั้ง 14 ชีวิต เยี่ยมชมบ่อเกลือโบราณ ที่มีอายุมากกว่า 800 ปี เรียนรู้สัมผัสถึงวีธีและขั้นตอนต่างๆ ที่กว่าจะมาเป็นเกลือได้ คนสมัยโบราณเขาทำกันอย่างไร หลังจากเยี่ยมชมบ่อเกลือโบราณแล้ว ได้เดินทางต่อไปที่ โครงการภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ซึ่งนับได้ว่าเป็นศูนย์ช่วยเหลือชาวจังหวัดน่าน ทั้งในเรื่องของปากท้อง การศึกษา ฝึกอาชีพ เพื่อให้ประชาชนได้ประกอบอาชีพได้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่