ซึ่งร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงกับกลุ่ม JSC ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า

ประเทศญี่ปุ่น ในการดำเนินการวิจัยและนวัตกรรมการจัดการวัตถุดิบที่นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงจากไม้โตเร็ว สำหรับโรงไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่นระยะยาว โดยมุ่งเน้นการผลิตไม้โตเร็วเพื่อพลังงาน การจัดการสวนยางพาราแบบผสมผสาน โดยการใช้ระบบมาตรฐานการจัดการอย่างยั่งยืนตามแนวทาง FSC (Forest Stewardship Council) เข้ามาเพื่อการันตี มีความถูกต้องตามกฎหมายและความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นโอกาสดีสำหรับการเจริญเติบโตของไม้เศรษฐกิจ การสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่เกษตรไม่เหมาะสม ปรับมาปลูกไม้โตเร็วเพื่อพลังงาน รวมถึงการดำเนินการแบบเกษตรแปลงใหญ่ ตามนโยบายของรัฐบาล

“ไม้ยางพาราเป็นไม้ที่เป็นเป้าหมายในการนำไปผลิตเชื้อเพลิงจากไม้อัดเม็ด ซึ่งประเทศไทยจะโค่นยางก็ต่อเมื่อต้นยางพารามีอายุ 25 ปี เพราะระหว่างนั้นมูลค่าของยางพาราอยู่ที่น้ำยางพาราที่เกษตรกรสามารถกรีดนำไปจำหน่ายได้ ส่วนไม้โตเร็วในสกุลอะเคเซียนั้น เราจะส่งเสริมให้ปลูกร่วมยาง เป็นการปลูกแทรกระหว่างแถวและต้นในสวนยางพารา โดยสามารถตัดขายในอายุไม้ 3-5 ปี สำหรับต้นยูคาลิปตัส ซึ่งเป็นไม้ที่ให้พลังงานและเจริญเติบโตเร็ว ไม่สามารถปลูกร่วมในสวนยางพาราได้ เพราะจะทำให้หน้าดินเสื่อมสภาพเร็ว จึงควรปลูกในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการทำการเกษตร และสามารถตัดไปผลิตเชื้อเพลิงจากไม้อัดเม็ดได้ในอายุไม้ 3-5 ปี เช่นกัน ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยคณะวนศาสตร์ จะต้องเข้าไปดูเรื่องของการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจสูงสุดด้วย” ดร.จงรัก กล่าว

Mr.Masami Nakakubo CEO บริษัท JC Service จำกัด ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลญี่ปุ่น ในการผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าชีวมวล และมีกำหนดเริ่มเดินเครื่องในปี ค.ศ. 2019 จึงวางเป้าหมายการสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากไม้อัดเม็ด จำนวน 20 โรงงาน กำลังผลิตประมาณโรงงานละ 250,000 ตัน ต่อปี ซึ่งเบื้องต้นโรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากไม้อัดเม็ด จำนวน 6 โรงงาน จะก่อสร้างในประเทศไทย โดยพื้นที่เป้าหมายคือภาคใต้ เนื่องจากมีระบบการขนส่งทางเรือที่เหมาะสมด้วย อย่างไรก็ตาม การเลือกประเทศไทยในการก่อตั้งโรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากไม้อัดเม็ดนั้น เนื่องจากไม้ยางพาราของประเทศไทยมีศักยภาพ มีการโค่นไม้เพื่อปลูกทดแทนปีละประมาณ 4-5 แสนไร่ ต่อปี มีผลผลิตทางด้านเนื้อไม้เข้าสู่ตลาดประมาณ 43 ล้านตัน ต่อปี และหากมีการส่งเสริมให้ปลูกไม้โตเร็ว นำส่วนที่เหลือทิ้งหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำ เช่น รากไม้ยางพารา ปีกไม้ยางพารา นำมาทำอัดเม็ดเป็นเชื้อเพลิงจากไม้ ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้อีกทาง

ดร.วระชาติ ทนังผล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นัมเบอร์ไนน์ คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทร่วมทุนการก่อสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากไม้อัดเม็ดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย กำลังผลิตประมาณ 700 ตัน ต่อวัน เป็นโรงงานแรกในประเทศไทย ที่จังหวัดพังงา ให้ข้อมูลว่า ทางกลุ่ม JSC ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่น เข้ามายังพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ รวมถึงศักยภาพไม้โตเร็วในพื้นที่ของประเทศไทยมากว่า 1 ปีแล้ว ก่อนจะตัดสินใจเลือกพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย เป็นฐานการผลิตใหญ่ เนื่องจากภาคใต้เป็นพื้นที่ปลูกยางพารามากที่สุดของประเทศไทย ซึ่งไม้ยางพาราที่มีอายุ 25 ปี ต้องขายไม้ ส่วนที่เป็นลำต้นจะถูกนำไปแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือวัสดุที่มีมูลค่าสูงได้ ยกเว้น ส่วนปลายไม้ ปีกไม้และรากไม้ ซึ่งถูกนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจได้ต่ำ และทั้งสามส่วนที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำนี้ เมื่อนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงจากไม้อัดเม็ด จะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรมากกว่าเดิม

“สำหรับโรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากไม้อัดเม็ด โดยบริษัท นัมเบอร์ไนน์ คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด เป็นผู้ร่วมทุนในการก่อสร้างโรงงานแห่งแรกในจังหวัดพังงา และอีก 2 แห่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดกระบี่ มูลค่าการก่อสร้าง 800 ล้านบาท ต่อโรง ความคุ้มทุนอยู่ที่ 3-4 ปี เป็นการถือหุ้นในสัดส่วนต่างชาติ 40 เปอร์เซ็นต์ มีความสามารถในการผลิตเชื้อเพลิงจากไม้โตเร็วในพื้นที่ รวม 3 โรงงาน ได้มากถึง 7.5 แสนตัน ต่อปี ไม้ที่โรงงานรับซื้อ หากเป็นไม้ยางพาราต้องอายุไม่ต่ำกว่า 6-7 ปี ส่วนไม้โตเร็วประเภทอื่น ควรมีอายุ 2-3 ปี ก็สามารถตัดมาจำหน่ายได้ เพราะเป็นไม้ที่มีค่าความร้อนในระดับที่สามารถนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงจากไม้อัดเม็ดได้”

สำหรับการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้โตเร็วร่วมยางพาราระหว่างร่องสวน ก็เป็นวิธีการเพิ่มรายได้จากการทำสวนยางพาราอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะสามารถขายไม้โตเร็วเหล่านั้นได้ในระหว่างที่ต้นยางพาราอยู่ในระยะกรีด และแม้ว่า ไม้ยางพาราจะสามารถตัดขายเพื่อส่งเข้าโรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากไม้อัดเม็ดได้ขณะที่ไม้ยางพารามีอายุ 6-7 ปีก็ตาม แต่ไม้ยางพารายังสามารถกรีดน้ำยางจำหน่ายได้ ซึ่งได้ราคาดีกว่าการจำหน่ายเนื้อไม้ขณะอายุไม้ 6-7 ปี อีกด้วย จึงควรใช้เฉพาะส่วนที่เป็นปีกไม้ ปลายไม้และรากไม้ของยางพาราในการนำเข้าโรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากไม้อัดเม็ดจะดีกว่า

การก่อสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงไม้อัดเม็ด หากมองในมุมของการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรแล้ว ดร.วระชาติ คำนวณจากความสามารถในการใช้ไม้สำหรับผลิตเชื้อเพลิงไม้อัดเม็ดในแต่ละวัน ไม่เกิน 1,000 ตัน ต่อโรงงาน คาดว่าจะสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไร่ละ 3,000-5,000 บาท ต่อปี

น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรในการเพิ่มมูลค่าไม้โตเร็ว ร่วมกับการจัดการพื้นที่สวนยางพาราให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อเพิ่มรายได้ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม นายไชยพร นิยมแก้ว นายอำเภอเมืองปัตตานี เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบจุดจำหน่ายอาหารทะเลสดกว่า 10 ร้าน ในเขตพื้นที่บ้านแหลมนก ตำบลบานา อำเภอเมืองปัตตานี โดยจุดดังกล่าวทาง อบต.บานา จัดให้เห็นจุดรวมร้านขายสัตว์น้ำทะเลสดจากชาวประมงพื้นบ้าน หรือเรือประมงขนาดเล็ก ได้นำสัตว์น้ำที่จับได้มาขายในช่วงเช้าทุกวัน และยังเป็นจุดให้บรรดาร้านอาหารทะเล และนักท่องเที่ยวเดินทางมาเลือกซื้ออาหารทะเลสดในแต่ละวันจำนวนมาก โดยการตรวจสอบในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากพบมีผู้ป่วยจากอาการอาหารเป็นพิษรุนแรงและจากการซักประวัติให้การตรงกันว่ากินหอยมีชื่อเรียกเป็นภาษาท้องถิ่นว่า “หอยตีเบง” โดยบางรายให้ข้อมูลว่าซื้อหอยตีเบงมาจากตลาดสด จึงได้นำหอยชนิดนี้ไปตรวจสอบอย่างละเอียดที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยห้ามไม่ให้หาซื้อไปประกอบอาหารจนกว่าผลจะออกมาเสียก่อน

ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ป่วยหลังจากกินหอยชนิดนี้เข้าไปจำนวนมากจะมีอาการที่คล้ายคลึงกัน คือ ชาปลายมือปลายเท้าและที่ปาก คลื่นไส้อาเจียนจนหมดเรี่ยวแรง โดยพบมากในพื้นที่อำเภอไม้แก่น อำเภอสายบุรี โดยพบผู้ป่วยเข้ารักษาตัวและนอนรอดูอาการแล้วกว่า 20 ราย และเริ่มพบการแพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วเข้ามาถึงทะเลเขตพื้นที่เมืองปัตตานีและใกล้เคียง โดยขั้นต้น นายไชยพร นายอำเภอเมืองปัตตานี จะใช้เครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้านเข้ามามีส่วนช่วยประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับลักษณะความแตกต่างและอันตรายของหอยชนิดนี้

ด้านแม่ค้าขายอาหารทะเลสดรายหนึ่ง กล่าว่า ไม่ทราบมาก่อนว่ามีหอยชนิดนี้และมีอันตราย จากนี้ไปจะตรวจสอบอย่างละเอียดทุกครั้งในยามที่มีประมงพื้นบ้านมาขายให้ และอยากให้ลูกค้าสบายใจว่าจะดูแลให้รอบคอบ

นายไชยพร นิยมแก้ว นายอำเภอเมืองปัตตานี กล่าวว่า หอยน่าสงสัยอยู่ตามแหล่งธรรมชาติแถบชายฝั่งทะเล โดยทั่วไปหอยจะมีลักษณะสีอ่อนออกน้ำตาล จากข้อมูลพบว่ามีผู้ป่วยนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสายบุรีอยู่แล้วหลายราย ส่วนของอำเภอเมืองปัตตานีก็พบเจอหอยชนิดนี้เริ่มขยายพันธุ์เข้ามาแล้ว จึงขอให้อย่าไปเก็บมาขายมากินก่อนจะมีการตรวจผลออกมาอย่างชัดเจน จึงแจ้งเตือนให้งดและหยุดกินหอยชนิดนี้ก่อนเพื่อความปลอดภัย

บิ๊กตู่ใช้ ม.44 แก้ปมแรงงานต่างด้าว ชะลอบังคับใช้ 3 มาตราบทลงโทษหนักอีก 120 วัน ขีดเส้นลูกจ้าง-นายจ้างทำให้ถูกต้องก่อนลุยลงดาบเข้ม แจงยิบไม่เร่งแก้สินค้าส่งออก 2 แสนล้าน เจอกีดกันการค้า กกร.ถกตัวเลขต่างด้าว 6 ล้านคน ผิดกฎหมาย 50% หวั่นคุมเข้มกระทบแรงงานขาดทั้งระบบ สมาคมประมงต้องการ 7.4 หมื่นคน วอนรัฐกู้วิกฤต กรมการจัดหางานออก 6 มาตรการช่วย ส่งทีมบินด่วนเจรจาเมียนมา ก่อนถกกัมพูชา-ลาว

แม้ข้อเรียกร้องให้รัฐบาลผ่อนปรนการบังคับใช้ พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ที่มีผลตั้งแต่ 23 มิ.ย. 2560 ของสมาคม องค์กรภาคเอกชนหลายหน่วยงานจะถูกหยิบยกขึ้นพิจารณาในที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการเมื่อ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งการให้กระทรวงแรงงานลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แต่ผู้ประกอบธุรกิจส่วนใหญ่ยังเคลื่อนไหวเรียกร้อง เพราะวิตกกังวลอัตราโทษตาม พ.ร.ก.ดังกล่าว เนื่องจากกฎหมายกำหนดบทลงโทษทั้งปรับ จำคุกไว้ค่อนข้างหนักและรุนแรง

ล่าสุด นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หัวหน้า คสช.จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ผ่อนปรนให้กับนายจ้าง โดยให้ระยะเวลา 120 วันแก้ไขปัญหาลูกจ้างคนต่างด้าวให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ม.44 ชะลอ 3 มาตราโทษหนัก

นายวิษณุกล่าวภายหลังการหารือร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ รมว.แรงงาน อธิบดีกรมจัดหางาน ตัวแทนสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตัวแทนจากคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย สถาบันภาคเอกชน (กกร.) เพื่อพิจารณาการแก้ปัญหาผลกระทบจากการบังคับใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ เห็นชอบให้ใช้อำนาจหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 ชะลอหรือเลื่อนการบังคับใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าว รวม 3 มาตรา ได้แก่ มาตรา 101, 102 และ 122 ออกไป 120 วัน ทั้ง 3 มาตราเป็นฐานความผิดสถานหนักที่จะลงโทษผู้ประกอบการและลูกจ้างต่างด้าวผิดกฎหมาย โดยมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ 23 มิ.ย. 2560 ระหว่างนี้จะไม่มีการกวดขัน จับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ยกเว้นความผิดฐานค้ามนุษย์

นายวิษณุกล่าวว่า ในช่วงการชะลอการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉบับนี้บางมาตรา จะแบ่งกลุ่มแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ไม่ได้อนุญาตตั้งแต่ต้น จะผลักดันออกนอกประเทศ เพื่อขออนุญาตให้ถูกต้องในประเทศต้นทาง เช่น เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา

โดยกระทรวงแรงงานจะใช้ช่องทางการเจรจากับประเทศต้นทาง เพื่อจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายบริเวณชายแดน โดยเจ้าหน้าที่ของประเทศต้นทางตรวจสอบและออกใบอนุญาต นอกจากนี้ยังมีช่องทางจดทะเบียนเพื่อออกใบอนุญาตที่ศูนย์บุคคลของเมียนมาในไทย 5 ศูนย์ อาทิ จ.สมุทรสาคร สมุทรปราการ อ.แม่สอด แม่สาย และช่องทางอื่นหากประเทศต้นทางอนุญาต เช่น การจดทะเบียนออกใบอนุญาตผ่านระบบออนไลน์

2.กลุ่มที่เข้าเมืองมาถูกกฎหมาย แต่ไปใช้แรงงานในสถานที่หรือบริษัทผู้ประกอบกิจการที่ใบอนุญาตไม่ได้กำหนดไว้ ให้เดินทางไปยังสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด แจ้งเปลี่ยนสถานที่ใช้แรงงาน ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงดำเนินการ ช่องทางนี้สามารถทำได้เกินกว่า 120 วัน

สำหรับข้อเสนอ กกร. 4 ข้อ รัฐบาลรับข้อเสนอ 3 ข้อ ได้แก่ ข้อ 2 ขอให้ภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการออกกฎหมายลูก ข้อ 3 ปัญหาการจ่ายเงินชดเชยกรณีลูกจ้างต้องกลับไปประเทศต้นทาง เพื่อกลับเข้ามาใหม่ และข้อ 4 เรื่องการประชาสัมพันธ์ให้เกิดความเข้าใจแก่นายจ้าง

“ยกเว้นข้อ 1 ที่เสนอให้รัฐบาลตั้งหน่วยหรือศูนย์จดทะเบียนขึ้นใหม่ในประเทศเนื่องจากไทยได้ลงนาม MOU ไว้กับ3 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา ว่า จะแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมายโดยส่งกลับไปยังประเทศต้นทางเพื่อตรวจสอบ ถ้าหากเปลี่ยนให้มาจดทะเบียนภายในประเทศจะผิดเงื่อนไข พันธะการลงนาม MOU เปรียบเสมือนรัฐบาลไทยเองล้มกระดานที่เคยได้เจรจากันไว้ และต้องมีการเจรจากันใหม่อีกครั้ง”

นอกจากนี้ยังเปิดช่องให้แรงงานต่างด้าวที่รออยู่บริเวณตามแนวชายแดนทะลักเข้ามาในประเทศจำนวนมากเพื่อมาจดทะเบียนในประเทศโดยผิดกฎหมายเข้าเมืองจนมีปัญหาอื่นตามมา

“นายกฯได้ให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาว่า 1.รัฐบาลยังเคารพพันธกรณีที่ทำไว้กับต่างประเทศ 2.การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ จะไม่ใช้ปัญหาของการใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ มาเป็นอุปสรรคและจะเข้มงวดมากขึ้น 3.เพื่อผ่อนคลายผลกระทบควรชะลอหรือเลื่อนการบังคับใช้บางมาตราออกไป เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน”

ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เรื่องการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ว่า รัฐบาลนี้ยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากเกี่ยวพันกับหลายภาคส่วนและส่งผลกระทบรุนแรง ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม มีปัญหาเชื่อมโยงมากมาย ทั้งแรงงานทาส แรงงานต่างด้าว ขอทาน โสเภณี และการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นต้น

ความเสียหายทางเศรษฐกิจ เฉพาะในส่วนของการประมงที่ผิดกฎหมาย (IUU) ที่เชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์และแรงงานทาส หากไม่เร่งแก้ไข อาจถูกกีดกันสินค้าประมง มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

เมื่อรัฐบาลและ คสช.เข้ามา ได้จัดการกับปัญหาอย่างครบวงจร ส่งผลให้รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report) ของไทย อันดับดีขึ้นในปีที่ผ่านมา และคงอยู่ในระดับเดิมในปีนี้ มาจากความทุ่มเทและบูรณาการ การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด และเจ้าหน้าที่อย่างเด็ดขาด การป้องกันผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อ คุ้มครองเหยื่อและพยาน และสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งในและระหว่างประเทศ

คาดโทษวินัย-อาญา จนท.รัฐ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญกว่าการประเมินใด ๆ ซึ่งเป็นมุมมองจากภายนอก ก็คือการปกป้องคุ้มครอง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ภายใต้หลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเป็นสำคัญ จึงขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมกันแก้ปัญหาเรื้อรังของประเทศนี้ให้ได้อย่างยั่งยืน

“ซึ่งจะทำได้ก็จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือ จากข้าราชการพลเรือน-ตำรวจ- ทหาร-อัยการ-ศาล ต้องช่วยกันขจัดวงจรค้ามนุษย์ออกจากบ้านเมืองให้ได้ รัฐบาลจะเข้มงวด ลงโทษ ผู้ที่เกี่ยวข้องผู้ที่ไม่ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ หากมีการเรียกรับผลประโยชน์จะต้องปรับย้าย สอบสวนในทันที เมื่อพบว่ามีการกระทำผิดจริง ก็ต้องมีโทษทั้งทางอาญา และทางวินัย ไล่ออก ปลดออก”

ออก 6 มาตรการแก้ปัญหา

นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นอกจากผ่อนปรนให้ 120 วันแล้ว ในส่วนของกรมการจัดหางานมีมาตรการแก้ไขปัญหาเพื่อลดผลกระทบอีก 6 มาตรการ 1.กรณีใช้ลูกจ้างโดยไปเอาลูกจ้างของคนอื่น ถือเป็นความผิด ตามกฎหมายมีโทษปรับไม่เกิน 4 แสนบาท จะผ่อนปรนให้เปลี่ยนตัวนายจ้างได้ โดยให้ออกใบอนุญาตทำงานหรือ Work Permit ใหม่ ค่าใช้จ่าย 100 บาท

2.ต่างด้าวที่มีบัตรสีชมพู ให้ออกใบพิสูจน์สัญชาติให้เรียบร้อยก่อนไปขอ Work Permit ภายใน 15 วัน สามารถทำงานต่อได้ 4 ปี 3.กรมการจัดหางานได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่เดินทางด่วนไปเมียนมาเมื่อ 29 มิ.ย.เจรจาขยายกรอบความร่วมมือตาม MOU ด้านแรงงานที่ทำไว้กับเมียนมา ให้ต่างด้าวที่มีหนังสือเดินทางชั่วคราว มาออกใบพิสูจน์สัญชาติได้เลยก่อนขอ Work Permit

ให้อธิบดีประมงแก้แรงงานขาด

4.กลุ่มที่มี Passport และมี VISA นักท่องเที่ยว แต่อยู่เกินเวลา และลักลอบทำงาน จะหารือเมียนมาให้เปลี่ยนมาเป็น VISA 5.กลุ่มที่ไม่มีเอกสารใด ๆ แต่ลักลอบเข้ามประเทศผิดกฎหมาย จะเรียกบริษัทจัดหางาน 90 บริษัทมาหารือ 5 ก.ค. 2560 นี้ แบ่งกลุ่มตามความเชี่ยวชาญ แยกเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญเมียนมา ลาว กัมพูชา จากนั้นจะแจ้งนายจ้างที่ต้องการแรงงานต่างด้าวแต่ละประเทศทราบ ขณะเดียวกันก็จะขอความร่วมมือไม่ให้คิดค่าใช้จ่ายในการจัดหาแรงงานต่างด้าวสูงกว่า 1.5-2 หมื่นบาท/ราย 6.การแก้ไขปัญหาแรงงานภาคการประมง พ.ร.ก. ฉบับใหม่ให้อำนาจอธิบดีกรมประมงเป็นดูและแก้ปัญหาทั้งระบบ

ต่างด้าว 6 ล้านผิด กม. 3 ล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุม กกร. ได้หยิบยกปัญหาแรงงานต่างด้าวขึ้นหารือหลายเรื่อง รวมทั้งตัวเลขต่างด้าวที่เข้ามาอยู่อาศัยทำงานในไทยว่า น่าจะมีทั้งหมด 6 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นการอยู่อาศัยและทำงานโดยผิดกฎหมาย 3 ล้านคน

ประมงเจอ 2 เด้ง

นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวถึง ปัญหาการใช้แรงงานต่างด้าวในเรือประมงตลอด 2 ปีที่ผ่านมาว่า เจ้าของเรือประมงต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก ทั้งจาก พ.ร.บ.การประมง พ.ศ. 2558 ที่มีบทลงโทษหนัก นอกจากจะถูกปรับ 400,000-800,000 บาทต่อคนแล้ว ยังถูกยึดใบอนุญาตการทำประมงด้วย ส่วนกรณีที่รัฐออก พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว จะส่งผลกระทบต่อเจ้าของเรือประมงพาณิชย์ 10-29 ตันกรอส จำนวน 3,000-4,000 ลำ ซึ่งปัจจุบันไม่ต้องถูกตรวจสอบจากศูนย์รับแจ้งเรือประมงเข้า-ออก (PIPO) รวมทั้งเรือประมงพื้นบ้านอีก 28,000 ลำที่ไม่ต้องแจ้งเข้า-ออกกับ PIPO อาจเกิดความปั่นป่วนขาดแคลนแรงงานหนัก

ทั้งนี้สมาคมการประมงแห่งประเทศไทยสำรวจความต้องการใช้แรงงานของเรือประมงมีทั้งสิ้น 74,892 คน จากเรือประมงพาณิชย์ 6,257 ลำต้องการแรงงาน 73,048 คน เรือประมงพื้นบ้าน 384 ลำต้องการแรงงาน 1,412 คน กลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีเรือประมง 32 ลำต้องการแรงงาน 432 คน

ซ้ำเติมขาดแรงงานประมง

นายพิพัฒน์ ฤกษ์สหกุล ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.ตราด และนายณรงค์ ไชยศิริ เลขานุการสมาคมประมง จ.ตราด ชี้ว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ซ้ำเติมการขาดแคลนแรงงานให้เห็นปัญหาหนักขึ้น ตอนนี้เจ้าของเรือ 20-30% จอดเรือไม่ได้ออกจับปลารอดูท่าทีที่ชัดเจนจากรัฐ และส่วนหนึ่งต้องการเลิกทำอาชีพประมง นอกจากนี้ภาคเกษตร เอสเอ็มอี จ.ตราด ก็กระทบมาก เพราะโทษหนัก

และปฏิบัติยาก ขณะที่แรงงานต่างด้าวต้องทพาสปอร์ตเสียค่าใช้จ่ายที่สูงถึง 10,000 บาท บอร์เดอร์พาส 3,000-3,500 บาท ส่วนใหญ่นายจ้างออกเงินให้ก่อนทยอยหักเงินภายหลังแต่ต่างด้าวมักจะเปลี่ยนงาน

แนะตั้ง บ.จัดหางานร่วมกัมพูชา

นายสว่าง ชื่นอารมณ์ ประธานสภาเกษตรกร จ.ตราด kodiakcamera.com กล่าวว่าเห็นด้วยในการจัดระเบียบแรงงานให้ถูกต้อง แต่ขอยืดระยะเวลา 2-3 เดือน และควรจัดตั้งบริษัทจัดหางานร่วมกันในระดับจังหวัดชายแดน (ตราด) กับจังหวัดของกัมพูชา เพื่อนำเข้าแรงงานตามโควตา และอำนวยความ รวมทั้งขอความร่วมมือจากทางการกัมพูชาช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องเอกสารและค่าใช้จ่าย

ส่วนนายกำจร มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร กล่าวว่าในส่วนของภาคประมง (ในเรือ)ไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก เพราะเริ่มปรับตัวได้แล้วจากการคุมเข้มแรงงานต่างด้าวในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แต่อยากให้รัฐช่วยผลักดันให้มีการนำแรงงานข้ามชาติมาใช้ในเรือประมง มิฉะนั้นเรือประมงทุกลำก็ต้องจอด เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องไปถึงประมงบนฝั่งและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

“มังคุด” ราชินีแห่งไม้ผล (Queen of Fruit) เป็นไม้ยืนต้นที่ให้ผลผลิตเป็นฤดูกาล อาจนับได้ว่าเป็นไม้คู่บ้านคู่เมืองของอำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช จากการสืบค้นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ การบอกกล่าวของผู้รู้ตำนาน และลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของต้นมังคุด บ่งชี้ว่ามีอายุยาวนาน จนต้องเรียกว่ามังคุดโบราณหลายร้อยปี ที่ยังคงยืนต้นอย่างแข็งแรง สมบูรณ์ ยังให้ผลผลิตดกเป็นปกติ แถมมีรสชาติหวานอร่อย ผิวเปลือกบาง เนื้อสีขาวสด เมล็ดน้อย เป็นผลไม้ที่หารับประทานยาก ทางราชการกำลังเร่งรัดขึ้นทะเบียนมังคุดโบราณลานสกา เพื่อหามาอนุรักษ์ รักษา และส่งเสริมให้เกิดการรัก หวงแหน ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ และเชื่อมโยงกับการศึกษาดูงานและการท่องเที่ยวเกษตร สร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชนแห่งนี้

คุณชลินทร์ ประพฤติตรง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ข้อมูลว่า ในพื้นที่อำเภอลานสกา โดยเฉพาะตำบลลานสกา และตำบลขุนทะเล ยังคงมีมังคุดโบราณยืนต้นอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่น่าจะต่ำกว่า 200 ต้น กระจายอยู่ในหมู่บ้าน ชุมชน บ้านเกษตรกร วัด โรงเรียน และที่ต่างๆ จากการบอกกล่าว และคาดคะเนอายุโดยอ้างอิงบริบท สิ่งแวดล้อม และประวัติศาสตร์ที่พอเทียบเคียงได้ ไม่น่าจะต่ำกว่า 300 ปี โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดได้ร่วมกับเกษตรกรในชุมชนได้มีความคิดที่จะสำรวจมังคุดโบราณ และจัดทำทะเบียนประวัติไว้ให้ชัดเจน มีระบบการจัดเก็บอย่างดี มีการถ่ายภาพต้นมังคุด ประวัติต้นมังคุด พิกัดที่ตั้ง เพื่อจัดเก็บในระบบคอมพิวเตอร์ และบันทึกในแผนที่ออนไลน์เพื่อการเผยแพร่สู่สากลต่อไป

“มอบให้กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรอำเภอลานสกา เกษตรกรภายใต้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เกษตรกรเจ้าของต้นมังคุดโบราณ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวชุมชน/ท่องเที่ยวเกษตร ได้ดำเนินการสำรวจ และขึ้นทะเบียนมังคุดโบราณอย่างจริงจัง”

คุณนิพนธ์ สุขสะอาด หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า แรงบันดาลใจให้คิดและนำเรื่องมังคุดโบราณมาเป็นประเด็นในการทำงานเชิงรุกและสร้างสรรค์ จากปี 2559 สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครศรีธรรมราช และอำเภอลานสกา จัดกิจกรรม “ปันตะลุยสวนลานสกา” โดยนำนักปั่นและสื่อมวลชน ปั่นไปชิมผลผลิตมังคุด 300 ปี ที่วัดสรรเสริญ (วัดสอ) ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา ปรากฏว่าผู้ที่ได้ชิมมังคุดทุกคนติดใจในรสชาติความอร่อยและหารับประทานยาก จึงเกิดแนวคิดร่วมกันว่าจะต้องสำรวจ ทำประวัติ (Story) อนุรักษ์และส่งเสริมให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว และนำสู่การหารือกับผู้เกี่ยวข้อง และสรุปตกลงใจกันเพื่อสำรวจจัดทำทะเบียนมังคุดโบราณที่มีอายุตั้งแต่ 100 ปีขึ้นไป