ซึ่งเคล็ดลับการเลี้ยงไก่ไข่นั้นไม่มีขั้นตอนอะไรยุ่งยาก

เพียงแค่ทำโรงเรือนนอนแบบง่ายๆ ให้ไก่ พร้อมทั้งมีที่สำหรับวางไข่ไว้ให้ก็พอ“ไก่โดยธรรมชาติแล้ว ไม่ควรขังให้อยู่ในกรงเลี้ยงมากไป เพราะจะทำให้สัตว์เครียด สุขภาพก็อาจจะไม่แข็งแรงเท่าที่ควร ดังนั้นก็เลยเลี้ยงแบบให้มีพื้นที่เดินเล่นได้ คุ้ยเขี่ยจะดีที่สุด เพราะไก่จะมีสุขภาพดี มีการผ่อนคราย ก็จะส่งผลต่อการออกไข่ที่มีปริมาณที่มากตามไปด้วย” คุณภิญโญ บอก

ไก่ไข่ที่นำมาเลี้ยงเป็นไก่สาวที่มีอายุประมาณ 6 เดือน และมีลูกไก่อายุ 3 วันบ้างซื้อมาทดแทนไก่ไข่บางตัวที่ตายไป โดยอาหารที่ใช้เลี้ยงจะมีเสริมด้วยรำข้าว ข้าวเปลือก สำหรับลูกไก่เล็กพอโตแล้วก็ปล่อยให้หาอาหารกินเองตามธรรมชาติ ซึ่งไก่ที่เขาเลี้ยงทั้งหมดไม่เน้นทำวัคซีนจะให้อยู่กับธรรมชาติเท่านั้น แต่ศัตรูที่ต้องระวังเป็นสำคัญ คือ สุนัข และงูที่จะมากัดและกินไก่ที่เลี้ยงไว้

เมื่อไก่เจริญเติบโตเต็มที่พร้อมวางไข่ให้เก็บขายได้นั้น คุณภิญโญ บอกว่า จะต้องมีอายุอย่างน้อยประมาณ 6 เดือนขึ้นไป สาเหตุที่ออกไข่ช้าเพราะเลี้ยงแบบธรรมชาติจึงทำให้การเจริญเติบโตช้าหน่อย แต่อายุการให้ไข่สามารถออกไข่ได้ถึง 3 ปี

“การวางไข่แต่ละช่วงก็จะมากน้อยไม่เท่ากัน ช่วงที่อากาศร้อนๆ ก็จะออกวันละ 40-50 ฟอง แต่ถ้าช่วงอากาศปกติ สามารถออกไข่ได้ 120-150 ฟองต่อวัน จากจำนวน 200 ตัวที่เราเลี้ยง คิดว่าการเลี้ยงด้วยวิธีนี้แม้จะได้ไข่ไม่มาก แต่ไข่ไก่ของเราก็มีคุณภาพ เห็นได้จากไข่ขาวที่เหนียวกว่าปกติ ตอนนี้ผลผลิตออกมาก็ไม่พอขาย มีลูกค้ามาซื้อ ซึ่งเราก็ขายคละไซซ์อยู่ที่ฟองละ 4 บาท ออกขายสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละประมาณ 20 แผง พร้อมกับพืชผลเกษตรอื่นๆ ด้วย เช่น ผัก ผลไม้อื่นๆ” คุณภิญโญ บอกถึงปริมาณการขาย

ซึ่งไข่ไก่ที่เลี้ยงแบบธรรมชาติในแบบของคุณภิญโญนั้น สามารถหาซื้อกันได้ที่ตลาดนัดโรงพยาบาลหัวหินทุกวันอังคาร และสำหรับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงสัตว์เพื่อไว้เป็นอาหารภายในครัวเรือน คุณภิญโญ แนะนำว่า สามารถเลี้ยงได้ 5-10 ตัว ก็จะช่วยให้สามารถมีโปรตีนจากไข่ไว้กินได้เป็นประจำทุกวัน จะมีพื้นที่มากหรือน้อยก็สามารถเลี้ยงได้ แต่ถ้าบริเวณบ้านมีพื้นที่มากพอก็สามารถเลี้ยงในจำนวนที่มาก และสามารถทำเป็นอาชีพเสริมสร้างเงินได้

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ คุณวัชรีญา มณีรัตน์ อยู่บ้านเลขที่ 66 หมู่ที่ 6 ตำบลเสนางคนิคม อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ เล่าให้ฟังว่า เมื่อได้เรียนจบการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรี ได้ทดลองทำงานในบริษัทได้สักระยะรู้สึกว่าไม่ชอบงานทางด้านนี้ จึงได้ปรึกษากับทางครอบครัวว่าอยากจะกลับมาอยู่บ้าน โดยทำอาชีพทางด้านเกษตรกรรมเน้นแบบผสมผสาน จะทำให้มีรายได้หมุนเวียนในการใช้จ่ายภายในครัวเรือน

โดยพื้นที่ภายในบ้านก้จะแบ่งเป็นโซนปลูกพืชผักสวนครัว แปลงไม้ผล ไปตลอดจนหญ้าเนเปียที่ใช้สำหรับเลี้ยงโคเนื้อ และที่สำคัญเล้าหมูและไก่เป็ดที่เลี้ยงยังสร้างรายได้ให้กับเธอได้อีกด้วย

“พอเราปรึกษากับที่บ้านเรียบร้อยแล้ว ก็ย้ายกลับมาอยู่บ้านเลย ตอนนั้นก็นำเงินทุนที่ได้จากทำงาน มาค่อยๆ ลงทุน โดยที่ยังไม่ได้ลงทุนทีเดียวหมด ขั้นแรกก็มีซื้อโคเนื้อมาเลี้ยง เพราะมองว่าสามารถผลิตลูกโคให้เราได้ จากนั้นเราก็ขายไป พอมีรายได้เข้ามาเราก็ทำอย่างอื่นไปด้วย ก็จะเป็นรายได้ทดแทนกันไป ซึ่งการจะมีรายได้รายวัน เราก็ปลูกพืชผักสวนครัว ส่วนเงินรายเดือนก็ได้จากเป็ด ไก่ หมูปลา ก็จะเอาเงินที่ได้จากทางนี้มาใช้จ่ายซื้ออาหารสำหรับทำปศุสัตว์ มันก็ไม่มีปัญหาเรื่องเงินหมุนเวียน” คุณวัชรีญา บอก

ซึ่งการทำเกษตรผสมผสานของเธอนั้น พืชผักสวนครัวที่ปลูกอยู่รอบบริเวณสามารถเก็บผลผลิตไปจำหน่ายได้ทุกวันขั้นต่ำวันละ 300 บาท และรายได้เป็นรายปีที่สามารถเป็นเงินเก็บได้ เธอบอกว่าเป็นเงินที่ได้จากการจำหน่ายโคเนื้อ โดยที่ไม่ต้องนำเงินส่วนนี้ไปใช้อะไรก็สามารถเป็นเงินเก็บได้

“ลูกโคนี่พออายุได้ประมาณ 1 ปี เราก็สามารถขายได้เงินเป็นหลักหมื่นบาท มีกี่ตัวเราก็ขายได้ตามจำนวนนั้น ซึ่งเงินที่ได้จากรายปีนี่ถือว่าดีมาก เพราะเราทำเงินนได้เป็นก้อน สามารถนำไปเก็บหรือชำระหนี้ได้ จึงถือว่าเรามาถูกทางแล้ว ที่มาทำงานด้านเกษตรผสมผสาน สามารถสร้างเงินได้จริง ซึ่งอาหารที่ให้โคให้ไก่ให้เป็ดกิน ก็ปลูกเองรอบบ้านได้ เช่น หญ้าเนเปียร์ ก็ทำให้เราประหยัดต้นทุนไปได้อีก” คุณวัชรีญา บอก

ซึ่ง ณ เวลานี้ คุณวัชรีญา บอกว่า การที่มาทำอาชีพทางการเกษตร เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเธอมีความสุขมาก โดยได้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับครอบครัว ซึ่งการทำงานในแต่ละวันเธอเป็นผู้กำหนดเวลาการทำงานเอง ว่าจะทำอะไรที่บ้างในแต่ละวัน จึงทำให้รู้สึกมีความสุขในการได้เป็นนายของตัวเอง และที่สำคัญได้อยู่กับธรรมชาติกับสภาพแวดล้อมที่ดี เธอถึงกับบอกว่าทำให้มีสุขภาพจิตที่ดีตามไปด้วย ได้อยู่ดูแลคนที่เธอรักอย่างใกล้ชิดโดยที่ไม่ต้องออกไปทำงานไกลบ้าน

“ไม่เสียใจที่เราอายุเพียง 25 ปี แล้วมาทำเกษตร เพราะมองว่ายิ่งทำแล้วยิ่งมีความสุข อนาคตก็มองว่า ถ้าสามารถขยับขยายอะไรไปได้ ก็จะทำโคขุน เพราะสามารถทำรายได้ดี และถ้างานเกษตรอื่นๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้อีก ก็จะพัฒนาต่อไป เพราะเกษตรผสมผสาน เป็นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืน โดยที่ไม่ต้องปลูกพืชเชิงเดียวจำนวนมากๆ เราก็สามารถมีผลผลิตขายได้หลากหลายชนิด หลากหลายราคา ซึ่งที่นี่ก็เป็นแหล่งเรียนรู้ใครที่สนใจ ก็เข้ามาศึกษาได้ ยินดีให้คำแนะนำในเรื่องที่พอเป็นประโยชน์ สำหรับผู้ที่สนใจอยากทำเป็นอาชีพต่อไป” คุณวัชรีญา กล่าวแนะนำ

นายยงยุทธ จันทโรทัย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ พพ. ได้เร่งขยายผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เกิดการนำพลังงานทดแทนมาใช้ในกระบวนการผลิต สำหรับผลิตภัณฑ์ของชุมชนในท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมผ่านโครงการสนับสนุนการลงทุนติดตั้งใช้งานระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ (พาราโบลาโดม) สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในโครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน”

ปัจจุบัน วิสาหกิจชุมชนหลายจังหวัดได้นำไปดำเนินการเพื่อการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และเป็นที่ยอมรับของตลาดในและต่างประเทศ ซึ่งแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน ด้วยแนวทางโครงการไทยนิยมยั่งยืนตามเป้าหมายของกระทรวงพลังงานครอบคลุม 76 จังหวัด 878 อำเภอ 7,663 ตำบล รวมถึง 50 เขตในกรุงเทพมหานคร รวมเกือบ 83,151 หมู่บ้าน ทั่วประเทศ

โดย พพ. ได้ติดตามผลการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรบ้านโคกป่าฝาง หมู่ที่ 3 ตำบลปะโค อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เป็นชุมชนเกษตรกร ผู้เลี้ยงปลาน้ำจืด ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก พพ. ในการทำระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ หรือพาราโบลาโดม ที่สามารถประหยัดต้นทุนด้านพลังงานในการอบแห้ง ปลา แปรรูป จากเดิมใช้การตากแห้งต้องใช้ระยะเวลานาน ประมาณ 3 วัน และไม่ถูกสุขลักษณะ ขณะที่การใช้พาราโบลาโดม ทำให้เวลาการอบแห้งเหลือเพียง 6-8 ชั่วโมง ถูกหลักอนามัย ทั้งยังมีรสชาติดี ทำให้สามารถผลิตและจำหน่ายได้ทั้งปริมาณและราคาที่สูงอีกหลายเท่าตัว

“วิสาหกิจชุมชนเกษตรบ้านโคกป่าฝาง ส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจบ่อเลี้ยงปลากรอบแก้ว กว่า 100 แห่ง ที่ผ่านมาประสบปัญหาราคาปลาสดตกต่ำ ทำให้เกษตรกรรวมตัวเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการทำผลิตภัณฑ์ปลาในหลากหลายรูปแบบ เช่น ปลากรอบแก้ว ปลาอบรมควัน กุนเชียงปลา ปลาแผ่นอบแห้ง เป็นต้น โดยการนำปลาพันธ์ุต่างๆ ที่เลี้ยงอยู่ในชุมชน ทั้งปลายี่สก ปลาจีน ปลานวลจันทร์ มาสู่กระบวนการแปรรูป และส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น เกาหลี และฝรั่งเศส” นายยงยุทธ กล่าว

นายพงศภัค อุณารักษ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านโคกป่าฝาง กล่าวว่า วิสาหกิจชุมชนบ้านโคกป่าฝาง ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก พพ. ผ่านโครงการสนับสนุนการลงทุนติดตั้งใช้งานระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ของ พพ. มาดำเนินการก่อสร้างระบบการอบแห้งพาราโบลาโดม ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ มาทำความร้อนเพื่ออบปลาแปรรูป พร้อมการออกแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อจัดจำหน่ายในจังหวัด และจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงการนำส่งออกไปยังต่างประเทศ ส่งผลให้รายได้ของชุมชนเพิ่มสูงขึ้น จากเดิมที่เน้นจำหน่ายเพียงปลาสด ซึ่งมีราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวถึงการรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้งของจังหวัดนครราชสีมาว่า ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมายังจังหวัดนครราชสีมามีปริมาณที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาต่ำกว่าปีที่ผ่านมามากกว่า 1,000 มิลลิเมตร แต่ยังมีความโชคดีที่ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 5 แห่ง ของจังหวัดนครราชสีมา มีปริมาณน้ำกักเก็บเกินกว่า ร้อยละ 50 ของความจุ โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ. สีคิ้ว มีปริมาณน้ำกักเก็บล่าสุด อยู่ที่ ร้อยละ 80

ถึงอย่างไรก็ตาม จากการสำรวจล่าสุด ขณะนี้ จ.นครราชสีมา ได้ประกาศพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งแล้วทั้งสิ้น 14 อำเภอ จากทั้งหมด 32 อำเภอ โดยมีพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบแล้วกว่า 700,000 ไร่ แบ่งเป็นนาข้าวที่ได้รับผลกระทบกว่า 550,000 ไร่ และพืชสวนเกษตรอื่นๆ 150,000 ไร่ ซึ่งขณะนี้ได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งแล้ว และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจเพื่อให้การช่วยเหลือชดเชย นาข้าวไร่ละ 1,100 บาท พืชสวนเกษตร ไร่ละ 1,400 บาท

สำหรับการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้ง ในปี 2562 โดยเฉพาะเรื่องน้ำอุปโภค-บริโภค ได้สั่งการให้ทุกอำเภอ ทั้ง 32 อำเภอ สำรองน้ำไว้ใช้โดยเฉพาะการกั้นฝายประชารัฐให้ทุกอำเภอเริ่มดำเนินการเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ โดยใช้ประโยชน์จากฝายประชารัฐที่ได้ดำเนินการสร้างขึ้น เริ่มดำเนินการรับมือภัยแล้ง ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม เป็นต้นไป หลังจากที่กั้นน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ ตามแผนที่วางไว้แล้วจะให้ดำเนินการสูบน้ำเข้าแหล่งกักเก็บ พร้อมกันนี้ให้ทุกอำเภอทำข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง รายงานมายังจังหวัดเพื่อจะได้สั่งการแก้ไขกับหมู่บ้านที่ขาดแคลนน้ำ เมื่อถึงฤดูแล้ง ทุกหมู่บ้านจะต้องมีน้ำใช้ไปถึงเดือนมิถุนายน 2562 และจะไม่มีหมู่บ้านใดขาดแคลนน้ำ

นายวิเชียร กล่าวว่า สำหรับการปลูกพืชฤดูแล้ง ทางจังหวัดกำลังพิจารณาจะอนุญาตให้พื้นที่ใดสามารถปลูกข้าวนาปรังได้ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาการปลูกข้าวนาปีของพี่น้องเกษตรกรอาจจะไม่ได้ผลตอบแทนเท่าที่ควร จึงเตรียมที่จะวิเคราะห์และสำรวจ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนปลูกข้าวนาปรังได้ตามความเหมาะสม

คุณภัทรา จันทร์ศรี เจ้าของ “บ้านสวนไผ่หวาน” เลขที่ 77/4 หมู่ที่ 13 ตำบลด่านนาขาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (081) 366-4142 ที่ปลูกไผ่บงหวานมานานเกือบ 14 ปี ปลูกไผ่บงหวาน 10 กว่าไร่ไว้ที่จังหวัดแพร่

ในช่วงที่ปลูกไผ่บงหวานช่วงแรกๆ นั้น เนื่องจากต้นไผ่ยังเล็กมาก จึงมีพื้นที่เหลือว่างระหว่างแปลงอยู่ ได้ปลูกผักแซมตามแปลงไผ่ ซึ่งได้แก่ ผักบุ้ง พริก มะเขือ เพื่อให้มีรายได้ในช่วงแรกๆ

หลังจากปลูกมาประมาณ 10 เดือน เริ่มเก็บหน่อไม้ขายได้บ้างแล้ว ในตอนแรกได้นำไปวางขายในตลาด แต่ประสบปัญหาคือ คนซื้อไม่เชื่อว่าหน่อไม้จะรับประทานดิบได้จริงๆ และไม่เชื่อว่าจะหวานจริงๆ

“เพราะในตอนนั้นไม่ว่าหน่อไม้อะไร คนขายก็มักจะโฆษณาว่าเป็นหน่อไม้หวานเสมอ ทำให้คนซื้อไม่แน่ใจ เราจึงได้แจกให้ชิม เพื่อจะทำตลาด และก็ได้นำเอาหน่อไม้หวานไปประชาสัมพันธ์ในงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานเกษตรธรรมชาติที่จังหวัดสระบุรี นิทรรศการงานต่างๆ ที่หน่วยงานราชการต่างๆ จัดขึ้น เพื่อเปิดตัวหน่อไม้หวานสายพันธุ์ใหม่ คือ ไผ่บงหวาน ที่หวาน หอม กรอบ อร่อย และรับประทานสดๆ ได้” คุณภัทรา กล่าว

ปี 2550 ปีแรกที่จำหน่ายหน่อไม้ จากต้นไผ่ 1,700 กอ จากสมุดบันทึกที่จดไว้พบว่า สามารถสร้างรายได้ถึง 60,000 กว่าบาท ทำให้มีแรงบันดาลใจที่จะทำให้ไผ่บงหวานเป็นพืชตัวหลักของสวน และมีความคิดที่จะขยายจนเต็มพื้นที่ 9 ไร่ เพราะคิดว่าพืชตัวนี้ได้ผลตอบแทนเร็ว ลงทุนน้อย และใช้สารชีวภาพ อีกทั้งโรคและศัตรูพืชไม่มี ยิ่งกว่านั้นก็ได้กระแสตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดีมาเรื่อยๆ

จากคำบอกเล่าของคุณภัทรา ได้ชี้ให้เห็นว่า รายได้ที่มาจากไผ่บงหวานที่ปลูกไว้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่าง ในปี 2551 มีรายได้ถึง 250,000 บาท จึงทำให้ตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูกไผ่เพิ่มจนเต็มทั้ง 14 ไร่ มาถึงปัจจุบัน

“อย่าง ปี 2557 ทิศทางตลาดของหน่อไม้บงหวานมีกระแสตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ ราคาขายหน้าสวนของแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกันไป ตั้งแต่กิโลกรัมละ 50-200 บาท มีร้านอาหารหลายร้านติดต่อเข้ามาขอซื้อ เพื่อนำไปเป็นเมนูอาหารประจำร้าน ไม่ว่าจะเป็น ส้มตำหน่อไม้ ยำหน่อไม้หวาน ผัดหน่อไม้หวานน้ำมันหอย ห่อหมกหน่อไม้ และอีกหลากหลายเมนู

จากที่ตลาดได้ให้ความสนใจและมีความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ครอบครัวจันทร์ศรีได้มีการต่อยอดทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ด้วยการเปิดร้าน “บ้านสวนไผ่หวาน” ขึ้น ที่อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เน้นการใช้จุดเด่นของไผ่บงหวาน คือความอร่อย มาเป็นสารพัดเมนูประจำร้าน

นับเป็นการต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้ไผ่บงหวานอีกทางหนึ่ง ซึ่งได้การตอบรับเป็นอย่างดี และสวนไผ่บงหวานได้ย้ายมาปลูกใหม่ในส่วนของหลังร้าน ราวๆ 2 ไร่ เพื่อนำผลผลิตมาใช้ที่ร้านและแบ่งขายเป็นหน่อไม้สด ซึ่งจำหน่ายได้สูงถึงกิโลกรัมละ 80-100 บาท

คุณภัทรา เล่าประสบการณ์ว่า ผลิตหน่อไม้ไผ่บงหวานออกจำหน่าย ผลปรากฏว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ด้วยลักษณะเด่นอยู่ที่หน่อไผ่มีรสชาติหวาน ไม่ขม สามารถรับประทานเป็นหน่อไม้ดิบเหมือนผักสด และไม่ขมติดลิ้นเหมือนหน่อไม้ไผ่พันธุ์อื่นๆ นำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู อาทิ ต้มจิ้มน้ำพริก ผัดน้ำมันหอย ชุบแป้งทอด และต้มจืดกระดูกหมู เป็นต้น คุณภัทรายังได้บอกถึงเทคนิคในการบริโภคไผ่บงหวานให้ได้รสชาติอร่อย จะต้องต้มน้ำให้เดือดแล้วค่อยใส่ไผ่บงหวานลงไปในน้ำเดือด เฉลี่ย 5-7 นาที เท่านั้น นำมารับประทานได้เลย ไม่ต้องต้มน้ำทิ้ง

สำหรับพันธุ์ไผ่บงที่ปลูก คือ พันธุ์เพชรน้ำผึ้ง ประวัติความเป็นมาของ ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง เป็นการพัฒนาพันธุ์ไผ่บงหวานเมืองเลย นำเมล็ดมาเพาะเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ เป็นต้นที่คัดมาจากต้นที่เพาะเมล็ด เมื่อ ปี 2549 และขุดแยกเหง้าจากต้นแม่มาขยายพันธุ์ ทำให้มีอายุอยู่ได้มากกว่า 50 ปี แน่นอน และลักษณะเหมือนต้นแม่ทุกประการ

ลักษณะเด่น คือสามารถทำหน่อนอกฤดูได้ หน่อดก หน่อใหญ่เต็มที่มีน้ำหนัก 300 กรัม ขึ้นไป สามารถขุดหน่อได้ตั้งแต่ 8 เดือน ขึ้นไป มีรสชาติหวาน หอม กรอบ อร่อย และที่สำคัญรับประทานสดๆ ได้ ทำให้สามารถนำไปประกอบเมนูอาหารได้อย่างหลากหลาย เช่น ส้มตำ ยำ สลัด ห่อหมก ผัด ชุบแป้งทอด ต้มจืด ไม่มีสารไซยาไนด์ ปลูกง่าย ดูแลจัดการง่าย ไม่มีโรคและแมลงรบกวน

ปัจจุบัน ได้คัดเลือกออกมาหลายเบอร์ ซึ่งมีลักษณะพิเศษแตกต่างกันออกไป เช่น ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง เบอร์ 1, 2, 3, 9 เป็นต้น

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการปลูกไผ่บงหวานที่คุณภัทราได้ให้ข้อมูลคือ สามารถทำได้ในครอบครัว ไม่ต้องจ้างคนงานเยอะ ในครอบครัวมีลูกสาวอยู่ 2 คน ช่วงเวลาปิดเทอมฤดูร้อน ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์-ต้นเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงในการทำหน่อไม้นอกฤดู และเป็นช่วงที่มีรายได้ดีมากๆ ในช่วงนี้รายได้ตกอยู่ที่เดือนละแสนกว่าบาท เมื่อหักต้นทุนแล้ว

“สามารถมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้อย่างมีความสุข อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมเสริมสัมพันธ์ของครอบครัว เพราะดิฉันและแฟนเป็นคนขุดหน่อไม้ แล้วนำมาให้ลูกสาวคนเล็กเป็นคนล้างและแพ็กใส่ถุง ส่วนลูกสาวคนโตเป็นคนตัดแต่งและแพ็กหน่อไม้ใส่ถุง ขายในตลาดหมู่บ้าน และที่ตลาดอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่

“บางส่วนก็เริ่มมีลูกค้าโทร.สั่งตามโทรศัพท์ ครั้งละ 10-20 กิโลกรัม เพื่อนำไปเป็นของฝาก เพราะถือว่าเป็นของที่ไม่เหมือนใคร และเป็นของฝากที่น่าประทับใจ” คุณภัทรา กล่าว

ในการปลูกไผ่บงหวานนั้น แนะให้ปลูกระหว่างต้น 2 เมตร ระหว่างแถว 4 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 200 ต้น ที่เว้นให้ระยะระหว่างแถวให้กว้าง เพื่อให้เกษตรกรเข้าไปทำงานได้สะดวก เช่น นำขี้เถ้าแกลบไปใส่ได้ง่าย

สำหรับการปลูกก็ไม่ยุ่งยาก ขุดหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่า หลังปลูกเสร็จรดน้ำให้ชุ่ม เคล็ดลับในการปลูกไผ่บงหวาน ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนแนะนำให้ปลูกเสมอกับดินเดิม แต่ถ้าปลูกในช่วงฤดูแล้งจะต้องปลูกให้ต่ำกว่าดินเดิม หรือทำเป็นแอ่งกระทะ

หลังจากปลูกไผ่บงหวานเสร็จ จะต้องหมั่นตัดหญ้า ที่สวนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งจะมีการให้ปุ๋ยและให้น้ำเฉลี่ย เดือนละ 1 ครั้ง ปุ๋ยคอกจะใช้ได้ทั้งขี้วัวเก่าหรือขี้ไก่ หรือแม้แต่เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรใช้ได้หมด เช่น ซังข้าวโพด กากอ้อย เปลือกถั่วต่างๆ กากยาสูบ ขี้เถ้าแกลบ

สิ่งที่มีความจำเป็นจะต้องปฏิบัติเป็นประจำทุกเดือนคือ จะต้องมีการสางลำไผ่ขนาดเล็กที่แตกมาจากตาหน่อเก่าหรือแตกมาจากตาบนลำไผ่เดิมออก โดยใช้มีดพร้าสับออกเลย เพื่อให้ข้างล่างโล่ง ให้ใบไผ่อยู่ส่วนบนเท่านั้น

เกษตรกรที่ปลูกไผ่บงหวานใหม่ๆ จะมีหน่อเกิดขึ้นข้างใน ประมาณ 5-6 หน่อ ให้ขุดหน่อข้างในไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ ส่วนหน่อที่ออกมานอกกอก็สามารถเก็บขายได้ พอเมื่อเข้าฝนก็ต้องปล่อยให้หน่อนอกกอโตให้มันขึ้นเป็นลำไผ่

ส่วนความต้องการของตลาดโดยทั่วไปแล้ว ตลาดมีความต้องการหน่อไม้ไผ่บงหวานที่มีขนาดน้ำหนักของหน่อ 6-8 หน่อ ต่อกิโลกรัม เนื่องจากเมื่อซื้อเป็นของฝากแล้วจะดูน่าซื้อ คือขนาดไม่เล็กเกินไป จริงแล้วหน่อไม้ไผ่บงหวานจะมีคุณภาพและรสชาติดีที่สุด เมื่อนำมาบริโภคสดๆ และเร็วที่สุด ถ้าปล่อยทิ้งไว้หลายวันความหวานจะลดลงเช่นเดียวกับข้าวโพดหวาน ดังนั้น การเก็บหน่อไม้จะมีการขุดขายกันแบบวันต่อวัน ถึงแม้จะเก็บไว้ในตู้เย็น ความหวานก็จะลดลง แต่จะเก็บไว้บริโภคนานวันควรจะต้มให้สุก แล้วนำมาแช่แข็งจะดีกว่า

คุณภัทรา กล่าวต่อไปว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ปลูกไผ่บงหวานมักจะปลูกแบบฝากเทวดาเลี้ยง น้ำก็ไม่ให้ หญ้าก็ไม่กำจัด ไม่มีการสางกอ แต่ที่สวนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งจะมีการจัดการสวนที่ดี และมีการปฏิบัติเป็นประจำทุกเดือน อาทิ ภายในกอจะต้องโล่ง จะต้องขุดหน่อที่อยู่ภายในกอออกมาบริโภคหรือจำหน่าย ในการให้ปุ๋ยกับต้นไผ่บงหวาน จะให้ปุ๋ยเคมีเพียง 10% เท่านั้น ที่เหลือเป็นปุ๋ยคอกทั้งสิ้น ในแต่ละเดือนจะนำปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46-0-0) อัตรา 10 กิโลกรัม นำมาผสมคลุกเคล้ากับปุ๋ยคอกเก่า อัตรา 90 กิโลกรัม แล้วใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพรดตามลงไป หมักทิ้งไว้ 1 คืน นำไปใส่ให้กับต้นไผ่บงหวาน ต้นละ 5-10 กิโลกรัม

สิ่งสำคัญในการผลิตไผ่บงหวานนอกฤดูก็คือ การจัดการเรื่องการให้น้ำ ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นมาก “การให้น้ำจะใช้วิธีการแบบปล่อยน้ำเข้าร่องก็ได้ แต่ก่อนปลูกเกษตรกรจะต้องมีการปรับพื้นที่ปลูกเพื่อให้ไล่ระดับน้ำจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ถ้ามีการติดระบบการให้น้ำอย่างดีและมีประสิทธิภาพ จะมีการวางระบบน้ำแบบแถวเดี่ยวหรือแถวคู่ก็ได้ โดย 1 หัวน้ำ จะได้ 4 ต้น วางให้ห่าง ระยะ 3 เมตร ใช้สปริงเกลอร์หัวสูง” คุณภัทรา กล่าวทิ้งท้าย

นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานคณะกรรมการด้านพืชไร่ สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตอนนี้สับปะรด เกิดวิกฤติทางผู้ผลิตสับปะรด สมาคมสับปะรดทางภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ได้เสนอประเด็นปัญหามาที่สภาเกษตรกรแห่งชาติและมอบหมายให้คณะทำงานด้านพืชไร่จัดการสัมมนาเพื่อ หาทางออกและข้อเสนอแนะสู่รัฐบาลว่าแนวทางการขับเคลื่อนจะทำกันอย่างไร

ทั้งนี้ ประเด็นปัญหาที่ราคาสับปะรดตกต่ำเกิดจากวิกฤตที่ไม่สามารถควบคุมได้ เนื่องจากสับปะรด ปี 60 ผ่านแล้งมาก่อนทำให้มีราคาสูงขึ้นเกษตรกรปลูกกันมากขึ้น กอปรกับฤดูหนาวต่อเนื่องยาวนานทำให้สับปะรดออกมากผิดปกติจึงทำให้ราคาตกต่ำเป็นประวัติการ สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงทำข้อเสนอไปยังรัฐบาลให้กำหนดลดปริมาณที่มีอยู่ลงไป โดยส่งเสริมเชื่อมโยงไปสู่จังหวัดที่ไม่มีการปลูกสับปะรดให้บริโภคผลสดมากขึ้น ซึ่งจะเป็นมาตรการหนึ่งที่จะดึงราคาให้สูงขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไปใกล้ถึงฤดูกาลผลผลิตออก สภาเกษตรกรแห่งชาติจะทำบันทึกถึงส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอใช้มาตรการการเชื่อมโยงกับผู้บริโภคในพื้นที่ที่ไม่มีการปลูกสับปะรดต่อไป ซึ่งสภาเกษตรกรฯ ได้

สรุปประเด็นปัญหาตามกรอบยุทธศาสตร์นโยบายสับปะรดได้เดินไว้ด้วยเห็นพ้องว่าควรกำหนดพื้นที่ เป้าหมายที่ 1 ได้แก่ ในรอบรัศมี 100 กิโลเมตรรอบโรงงานผลิต ควรเป็นพื้นที่ผลิตส่งโรงงาน พื้นที่เป้าหมายที่ 2 คือนอกรัศมี 100 กิโลเมตรโรงงานผลิต หรือในเขตภาคอีสานและเขตภาคเหนือบางส่วนควรเป็นพื้นที่ผลิตเพื่อบริโภคผลสดหรือการแปรรูป และควรปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแปรรูปผลิตเป็นสับปะรดอบแห้ง ไซรัป หรือน้ำสับปะรดร้อยเปอร์เซ็นต์จะทำให้เพิ่มมูลค่าได้

โดยการแยกส่วนหรือพื้นที่ปลูกจากกันหรือจัดโซนนิ่งจะทำให้เกิดเสถียรภาพดีขึ้น ซึ่งจากการจัดเวทีรับฟังเกษตรกรส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะปรับเปลี่ยนแต่ ณ วันนี้เกษตรกรไม่รู้จะปรับเปลี่ยนยังไงเนื่องจากขาดแหล่งพันธุ์, แหล่งองค์ความรู้ และแหล่งรับซื้อ ภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรเข้าช่วยเหลือในเรื่องที่เกษตรกรต้องการอย่างแท้จริงเพื่อยกระดับคุณภาพของผลสดให้มีคุณภาพสูงเพื่อการส่งออกหรือการบริโภคภายในไปสู่ตลาดยุโรป ตลาด EU ตลาดสหรัฐ และตลาดจีน ซึ่งมีความต้องการสูงโดยการถนอมอาหารจะทำให้สร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างสูงสุดด้วย

“เกษตรกรต้องรู้เท่าทันการผลิตสินค้า การคำนวณต้นทุนการผลิต ศักยภาพของสินค้าที่จะผลิต ความต้องการอุปโภค-บริโภค ตลาดอยู่ที่ไหนให้นึกถึงตลาดนำการผลิตก่อน แล้วย้อนมองตัวเองมีองค์ความรู้ในการผลิตนั้นหรือไม่ การผลิตออกมามากไม่ใช่การทำให้ราคาสูงแต่เป็นการลดราคาผลผลิตตัวเอง ตลาดเสียหาย ต้องฝากพี่น้องเกษตรกรให้ตระหนักเท่าทันเรื่องภาวะการตลาด ภาวะการผลิตด้วย” นาย เติมศักดิ์ กล่าวปิดท้าย

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปริมาณความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในตลาดโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นน้อยกว่าปริมาณการผลิต ทำให้สต็อกน้ำมันปาล์มโลก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประกอบกับอินเดียซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าลำดับที่ 1 ของโลก (นำเข้าปีละ 10 ล้านตัน) ปรับขึ้นภาษีนำเข้าจาก ร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 44 ส่งผลทำให้ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก คือ อินโดนีเซียและมาเลเซียส่งออกได้ลดลง สต็อกน้ำมันปาล์มโลกเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลง โดยในปี 2561 คาดราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงและเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง กิโลกรัมละ 17.00- 20.50 บาท