ฐาน Smart Tech แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่โดรนอเนกประสงค์ สามารถ

โดรนอเนกประสงค์ สามารถพ่นปุ๋ย หรือยาฆ่าหญ้าได้ สามารถกำหนดพิกัดแปลงพืชที่เข้าไปปฏิบัติงานได้ เพื่อให้โดรนเข้าไปทำงานได้อัตโนมัตินั่นเอง
เครื่องวัดสีของใบพืช (ไนโตรเจนมิเตอร์) สามารถใช้วัดค่าไนโตรเจนของพืช (ส่วนมากจะใส่ปุ๋ยช่วงข้าวต้นเล็ก) ช่วยให้รู้ว่า พืชขาดแร่ธาตุชนิดไหน จะได้ใส่ปุ๋ยได้ตามความต้องการของพืชเฉพาะจุดได้ โดยไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยหมดทั้งแปลง
รถเตรียมดินเพื่อปลูก และรถปลูกข้าว เยาวชนที่เข้าโครงการได้ทดลองเตรียมดินก่อน จึงปลูกโดยใช้รถปลูกข้าว ทำให้การปลูกข้าวเป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว

ฐาน Smart farmer แบ่งเป็น 4 ฐานย่อย ได้แก่

ฐานเตรียมต้นกล้า ที่นี่เยาวชนจะได้เรียนรู้วิธีการปลูกพืช 2 วิธี คือ วิธีแรก เป็นการปลูกพืชในถาด 100 หลุม โดยใช้ปุ๋ยแกลบเผาสีดำและส่วนผสมของปุ๋ยหมักนำมาผสมรวมกัน รดน้ำ ปลูกต้นกล้าพืช และย้ายกล้า วิธีที่สอง เป็นการปลูกพืชโดยใช้สำลี
ฐานยกแปลงดินและปลูกต้นกล้า โดยใช้รถยกแปลงดินทำให้ดินสูงขึ้น ก่อนใช้รถปลูก ปลูกต้นกล้าลงไปในดินที่ยกขึ้น
ฐานการให้น้ำพืช แบ่งเป็น 3 รูปแบบ คือ รูปแบบแรก เป็นการให้น้ำแบบน้ำหยด รูปแบบที่สอง เป็นการให้น้ำแบบน้ำพุ่ง ส่วน รูปแบบที่สาม เป็นการให้น้ำแบบรางน้ำที่เหมาะสำหรับแปลงพืชที่มีขนาดใหญ่
ฐานการทำปุ๋ยหมัก โดยใช้แกลบข้าวมาผสมกับปุ่ยหมักแล้วรดน้ำ เพื่อทำให้เกิดการย่อยสลาย กลายเป็นปุ๋ยหมักสำหรับใช้ปลูกพืชต่อไป

ฐาน Smart design สอนให้เยาวชนได้เรียนรู้เรื่องการออกแบบแปลงปลูกพืชให้เหมาะสมในสภาพพื้นที่แต่ละประเภท เช่น พื้นที่ลุ่มควรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พื้นที่ลุ่มน้ำขัง ควรทำนาปลูกข้าว พื้นที่ลุ่ม น้ำไม่ท่วมขัง ควรปลูกพืชผักและผลไม้ ส่วนพื้นที่ดอนหรือพื้นที่ที่มีน้ำน้อย ควรปลูกอ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด ส่วนพื้นที่ราบสูงควรปลูกไม้ยืนต้น ประภทไม้ยางพารา เป็นต้น

ทั้งนี้ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้มีโอกาสสำรวจความพึงพอใจของเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่า หลังเรียนจบการศึกษา พวกเขาหันมาทำอาชีพเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นตั้ง 30% นับได้ว่า โครงการ KUBOTA Smart Farmer Camp ประสบความสำเร็จในการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ได้อย่างน่าพึงพอใจทีเดียว

หากใครอยากเรียนรู้นวัตกรรมเกษตรที่ทันสมัย ของ Kubota farm จังหวัดชลบุรีแห่งนี้ ทางบริษัท สยามคูโบต้า ยินดีต้อนรับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน หรือเกษตรกรที่เข้าร่วมชมเป็นหมู่คณะ โดยติดต่อขอเข้าชมงานล่วงหน้า (สำนักงานใหญ่ นวนคร โทร : 02-909-0300) ส่วนเกษตรกรรายรายย่อย จะมีโอกาสให้เข้าดูงาน Kubota farm หลังเปิดอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2563

สภาพอากาศร้อน และมีฝนตกในบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกพริกเตรียมรับมือการระบาดของโรคกุ้งแห้ง สามารถพบได้ในระยะที่ต้นพริกเจริญเติบโตทางลำต้นจนถึงในระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต มักพบแสดงอาการบนผลพริกที่เริ่มสุกหรือก่อนที่ผลพริกจะเปลี่ยนสี เริ่มแรกจะพบจุดหรือแผลช้ำยุบตัวเล็กน้อย ต่อมาแผลขยายใหญ่สีน้ำตาลหรือดำ ลักษณะเป็นวงรีหรือวงกลม บริเวณแผลพบส่วนของเชื้อราเป็นจุดสีดำขนาดเล็กเรียงเป็นวงซ้อนกัน กรณีที่สภาพอากาศชื้น จะเห็นเมือกเยิ้มสีส้มอ่อน ถ้าอาการรุนแรง จะทำให้ผลเน่าและร่วงก่อนเก็บเกี่ยว หากพบอาการที่ผลอ่อน จะทำให้ผลพริกโค้งงอบิดเบี้ยวลักษณะคล้ายกุ้งแห้ง

เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบเริ่มระบาด ให้เก็บผลพริกที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค และกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อไม่ให้แปลงปลูกมีความชื้นสูง ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการเกิดโรค หากพบว่าเริ่มมีการระบาดของโรค ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชอะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7-10 วัน

หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตพริกแต่ละรุ่นแล้ว เกษตรกรควรกำจัดวัชพืชและเก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคในแปลงไปเผาทำลายทิ้งให้หมด และควรจัดระยะปลูกพริกให้เหมาะสม ไม่ปลูกชิดกันเกินไป ก่อนเพาะ ควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น 50 องศาเซลเซียส นาน 20-30 นาที และควรเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าจากแหล่งที่ปราศจากโรค กรณีเก็บเมล็ดพันธุ์เอง ควรเลือกผลพริกที่ไม่เป็นโรค สำหรับในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรครุนแรง เกษตรกรควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เพื่อตัดวงจรของเชื้อสาเหตุโรค

สานฝัน คือการคิดและทำงานให้ประสบผลสำเร็จ งานเกษตร คือการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และการประมง ก่อนเกษียณ คือคนที่มีอายุไม่ถึง 60 ปี มีพันธกิจทั้งจากงานภาครัฐและเอกชน บางคนมีฝันก็เริ่มสร้างฝันอนาคตด้วยการสร้างสวนไม้ผลก่อนเกษียณ 3-5 ปี เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อก้าวเปลี่ยนสู่วิถีชีวิตใหม่ อนาคตที่มั่นคง คือมีงาน มีรายได้ มีสังคมที่ดี หรือมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง

เนื้อความข้างต้นเป็นแนวคิดของ ครูเอกชัย ตองอบ กับสมาชิกในครอบครัวที่ได้ร่วมใจร่วมแรงวางแผนและสร้างสวนไม้ผลเมื่อหลายปีก่อน ได้ร่วมพัฒนาการผลิตไม้ผลคุณภาพ ทุกวันนี้ได้ก้าวเดินมาสู่ความสำเร็จ และด้วยวัยเกษียณร่างกายเริ่มโรยรา ได้ให้ลูกสาวพร้อมกับสมาชิกทำหน้าที่สร้างและพัฒนาการผลิตไม้ผลคุณภาพสืบต่อไป

ครูเอกชัย ตองอบ ผู้ปลูกสร้างสวนไม้ผล เล่าให้ฟังว่า ก่อนนี้ดำรงตำแหน่งอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนนาแก้ววิทยา โดยพื้นฐานแล้วคุณพ่อ-แม่เป็นชาวไร่ชาวนา เมื่อครั้งเป็นเด็กได้ช่วยท่านทำงานไร่นา สวน จึงได้ซึมซับความรู้ และทักษะเกษตรไว้พอสมควร เมื่อเรียนจบปริญญาตรีทางด้านการศึกษา ได้เข้าทำหน้าที่ครูที่ โรงเรียนนาแก้ววิทยา อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งก็เป็นไปตามความมุ่งหวังของคุณพ่อ-แม่ ที่ต้องการให้ช่วยเหลือสังคม

อดีต คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นและผ่านช่วงเวลาไปนานกระทั่งเป็นตำนาน ปัจจุบัน คือสังคมมนุษย์ที่มุ่งทำงาน เป็นสังคมแบบแข่งขัน ถ้าเป็นสังคมเกษตรก็ผลิตให้มีอาหารกินหรือขาย อนาคต คือการวาดฝันว่าอยากเป็นนั่นทำนี่ หรืออยากสร้างสวนไม้ผลให้ก้าวสู่ความความสำเร็จเพื่อให้ชีวิตในอนาคตมีความมั่นคงสดใส

วางแผนครอบครัว ก่อนเกษียณไปได้ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิอากาศ สภาพแวดล้อมของพื้นที่อำเภอขุนหาญ ว่าสภาพดินมีแร่ธาตุอาหารมากมาย เนื่องอยู่ในเขตพื้นที่ภูเขาไฟที่มอดดับไปนานแล้ว จึงเหมาะสมต่อการปลูกไม้ผลหลายชนิดที่ทำให้ได้คุณภาพ และได้พบอีกว่ามีเกษตรกรในพื้นที่ได้ปลูกสร้างสวนไม้ผลประสบความสำเร็จ เมื่อนำข้อมูลนี้ให้สมาชิกครอบครัวพิจารณาจึงเห็นพ้องต้องกันว่า “ปลูกสร้างสวนไม้ผลผสมผสาน” มีความเสี่ยงน้อยที่สุด

แผนปฏิบัติงาน ได้บริหารจัดการใช้ที่ดิน เงินทุน แรงงานหรือใช้ปัจจัยการผลิต เลือกชนิดไม้ผลที่จะปลูก การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาหรือเก็บเกี่ยว ได้แบ่งงานทำเป็น 2 ส่วน คือ วันจันทร์-ศุกร์ ให้ภรรยา หรือ คุณเบญจลักษณ์ ตองอบ เป็นแกนนำ และ น้องจิ๊บ หรือ สุขุมาภรณ์ ตองอบ ลูกสาวเป็นผู้ช่วย และจ้างแรงงาน 3-5 คน มาทำงาน มีทั้งจ้างประจำและครั้งคราว ส่วนตนเองสนับสนุนด้านวิชาการและปฏิบัติงานวันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุด

มีพื้นที่ 30 ไร่ ได้จัดการปลูกทุเรียน 575 ต้น แบ่งปลูกหมอนทอง 550 ต้น ก้านยาว 15 ต้น ชะนี 7 ต้น พวงมณี 2 ต้น และกระดุม 1 ต้น ปลูกเงาะ 32 ต้น ลองกอง 35 ต้น มังคุด 56 ต้น สะตอ 12 ต้น และปาล์มน้ำมัน 889 ต้น

กรณีตัวอย่าง การปลูกทุเรียน เมื่อเตรียมดินแล้วได้ขุดหลุมปลูก กว้าง ยาว และลึก ด้านละ 30-50 เซนติเมตร ปลูกระยะห่างระหว่างต้นและแถว 8×8 เมตร นำต้นพันธุ์ทุเรียนลงปลูก เกลี่ยดินกลบ ให้น้ำแต่พอชุ่ม

การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา ปีที่ 1-7 ได้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เดือนละครั้งรอบทรงพุ่ม ช่วงต้นฝนได้ใส่ปุ๋ยคอกแห้ง 1 ครั้ง ต่อปี หลังดอกบาน หรือ 8 สัปดาห์ หรือช่วงติดผล ขนาด 1.5 กิโลกรัม ได้ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ในอัตรา 0.5 กิโลกรัม ต่อต้น ทุก 15 วัน เพื่อช่วยเพิ่มขนาดและความหวาน และหยุดใส่ปุ๋ยก่อนเก็บเกี่ยว 30 วัน

การให้น้ำ ทุเรียนต้องได้รับน้ำเพียงพอจึงจะเจริญเติบโตได้ดี ปีที่ 1-7 ได้ให้น้ำ 1 วัน เว้น 2 วัน เมื่อเริ่มติดผลได้ให้น้ำวันเว้นวัน ให้ไปถึงช่วงเก็บเกี่ยว การให้น้ำทุกครั้งจะพิจารณาดูความชุ่มชื้นในดินด้วย

การตัดแต่งดอก หลังจากดอกบาน 1 เดือน ได้เลือกตัดดอกที่มีจำนวนมากออกเพื่อให้การติดผลที่บริเวณกิ่งได้จำนวนเหมาะสม เช่น ใน 1 กิ่ง มี 10 ช่อดอก ก็อาจตัดแต่งให้เหลือไว้ 5 ดอก หรือได้ 5 ผล วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้กิ่งไม่ต้องรับน้ำหนักของผลทุเรียนมากเกินไป ได้ผลทุเรียนมีขนาดเหมาะสม และเนื้อภายในผลดีมี ครูเอกชัย ตองอบ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ผลทุเรียนที่แก่สุกจะรู้ได้ 2 วิธี คือ อาศัยความชำนาญดูเปลือกผลหรือเคาะผลฟังเสียง อีกวิธีคือ จดบันทึกเพื่อนับวัน โดยจะเริ่มนับตั้งแต่ออกดอกถึงผลทุเรียนแก่สุก จะใช้เวลา 100-130 วัน

วิธีตัดเก็บ ได้จ้างผู้ที่มีความชำนาญมาตัดเก็บ โดยจ่ายค่าจ้างตัดเก็บ 1,000 บาท ต่อตัน วิธีตัดเก็บผู้รับจ้างได้ขึ้นไปบนต้นแล้วเลือกตัดเฉพาะผลทุเรียนแก่สุกตามเป้าหมายเท่านั้น โดยใช้มีดคมตัดที่ขั้วผล โยนลงมาให้ผู้รับที่อยู่ด้านล่างใช้กระสอบป่านรองรับเพื่อป้องกันไม่ให้ผลทุเรียนช้ำ รวบรวมนำผลทุเรียนเข้าโรงเรือน คัดแยกขนาด จัดการส่งตลาดผู้บริโภค ส่วนผลทุเรียนแก่สุกรุ่นต่อไปได้ทยอยตัดเก็บกันเอง

การตลาด ได้คัดเลือกผลทุเรียนคุณภาพส่งห้างแม็คโคร สาขาศรีสะเกษ ตามข้อตกลงที่ได้ลงนามร่วมกัน อีกส่วนหนึ่งพ่อค้าคนกลางจะเข้ามารับซื้อเพื่อนำไปขายที่ตลาดทั่วไป ส่วนราคาซื้อ-ขาย 120-150 บาท ต่อกิโลกรัม ถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับฤดูกาล ทำให้ทั้งปีมีรายได้ต่อเนื่องเป็นเงินกว่าแสนบาทที่ยังไม่หักค่าต้นทุนการผลิต

ประโยชน์การสร้างสวนไม้ผลผสมผสานคือ การปลูกไม้ผลหลายชนิดเพื่อลดความเสี่ยงด้านผลิตและตลาด การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาได้จัดการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ป้องกันกำจัดศัตรูพืช หรือเก็บเกี่ยวตามระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ได้สินค้าเกษตรคุณภาพมาตรฐานที่ตลาดผู้บริโภคพึงพอใจ

ความมั่นคง สมาชิกในครอบครัวร่วมกันคิดและสร้างงานเกษตร สานฝัน คือ คิดและทำงานให้ประสบผลสำเร็จ

งานเกษตร คือปลูกสร้างสวนไม้ผลผสมผสาน ก่อนเกษียณ คือ เริ่มสร้างสวนไม้ผลผสมผสานก่อนเกษียณ 3-5 ปี เพื่อเตรียมก้าวเปลี่ยนสู่วิถีชีวิตใหม่ อนาคตที่มั่นคง คือมีงาน มีรายได้ มีสังคมที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง

เรื่องของ ครูเอกชัย…สานฝัน งานเกษตร ก่อนเกษียณ เพื่ออนาคตครอบครัวที่มั่นคง เป็นก้าวเดินเพื่อเติมสุขและอบอุ่นกับครอบครัว สอบถามเพิ่มได้ที่ ครูเอกชัย ตองอบ หมู่ที่ 16 บ้านน้ำมุด ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (088) 752-7975 หรือ คุณสุริยา บุญเย็น สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ โทร. (045) 616-829 ก็ได้ครับ

ปัจจุบัน กระแสรักสุขภาพและการรับประทานอาหารที่ปลอดภัยกำลังได้รับความนิยม โดยผู้บริโภคได้เล็งเห็นถึงการเลือกซื้อวัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหาร ต้องไม่มีสารปนเปื้อน ทั้งสารกำจัดวัชพืช สารกำจัดแมลง และปุ๋ยเคมี ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค จึงทำให้การผลิตพืชผักในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้จัดตั้งโครงการ “ต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์ KMITL” (The KMITL organic agriculture model) เพื่อพัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ให้เกิดความยั่งยืน โดยนำวิทยาการและองค์ความรู้ต่างๆ ของสถาบันฯ ที่มีความพร้อมในทุกด้านมาเป็นกำลังสำคัญในการผลิตพืชผักในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างเป็นต้นแบบให้เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจได้เรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ที่ถูกต้องและเป็นอาชีพที่ยั่งยืน

ศ.ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า สถาบันฯ มีความพร้อมในเรื่องงานวิจัยและเทคโนโลยีต่างๆ โดยคณะวิทยาศาสตร์ ได้ใช้แนวคิดด้านวิทยาศาสตร์นาโนเทคโนโลยีเคมีหรือด้านฟิสิกส์ และด้านคณิตศาสตร์ เข้ามาช่วยทำการเกษตรให้ปลอดสารและมีประสิทธิภาพสูง นำมาสู่การจัดตั้งโครงการ “ต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์ KMITL” โดยใช้พื้นที่ ตำบลองค์พระ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 80 ไร่ เป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ให้กับผู้ที่สนใจ ตลอดจนเป็นสถานที่ฝึกงานให้กับนักศึกษาในสถาบันฯ อันจะนำไปสู่การต่อยอดทำเป็นธุรกิจของตนเองในอนาคตได้

“เมื่อเรามีฟาร์มต้นแบบแล้ว เมื่อผลผลิตเริ่มมีออกมา ทางสถาบันฯ ได้ทำโครงการตั้งร้าน KMITL organic shop ขึ้นภายในคณะวิทยาศาสตร์ เพื่อนำผลผลิตเกษตรอินทรีย์มาจำหน่ายให้กับบุคลากรภายในองค์กร และผู้บริโภคที่ใส่ใจในด้านสุขภาพ ได้เลือกซื้อสินค้าที่มีกระบวนการผลิตที่ถูกต้องตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ไปประกอบอาหารในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผลผลิตทุกชิ้นที่ซื้อจากร้านของเรา เกิดจากความใส่ใจในแบบที่สถาบันฯ ใส่ใจในเรื่องของคุณภาพอย่างแท้จริง” ศ.ดร. สุชัชวีร์ กล่าว

ด้าน ผศ.ดร. สุพัตรา โพธิ์เอี่ยม หัวหน้าโครงการวิจัย “ต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์ KMITL” อธิบายว่า ในพื้นที่เพาะปลูก ตำบลองค์พระ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี มีจำนวน 600 ไร่ ได้กันพื้นที่ในการเพาะปลูกเกษตรอินทรีย์ของ KMITL ไว้จำนวน 80 ไร่ เริ่มแรกได้เข้าไปปรับปรุงดินให้มีความพร้อมสำหรับการทำเกษตรอินทรีย์ โดยใช้สารชีวภัณฑ์จากผลงานการวิจัยของอาจารย์ในสถาบันฯ โดยเน้นปลูกพืชผักที่ตลาดมีความต้องการ เช่น หน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบเขียว ข้าวโพด มันม่วง มะม่วง มะเขือเทศ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีกล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง ที่สามารถนำมาแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไปได้

“พืชผลที่ปลูกจะต้องดูความเหมาะสมของพื้นที่นั้นๆ ด้วย พืชผักบางชนิดปลูกไม่ประสบความสำเร็จในบางฤดูกาล เช่น คะน้า ขณะที่หน่อไม้ฝรั่ง ผลผลิตออกมาได้ตามมาตรฐาน และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค ทั้งนี้ผลผลิตที่ปลูกได้รับรองมาตรฐานการผลิตที่ปลอดภัยจาก อาจารย์เกษม สร้อยทอง สมาคมเทคโนโลยีการเกษตรภาคตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย จึงทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า สินค้าที่ออกจากแปลงเกษตรอินทรีย์ของเรามีมาตรฐาน และเป็นไปตามหลักการปฏิบัติที่ถูกต้อง” ผศ.ดร. สุพัตรา กล่าว

ในเรื่องของขั้นตอนการผลิตผักนั้น ผศ.ดร. สุพัตรา เล่าว่า เป็นสิ่งที่ทางโครงการหรือผู้ปฏิบัติงานทุกคน มีความใส่ใจและตั้งใจอย่างแท้จริงที่จะผลิตพืชผักและวัตถุทางการเกษตรต่างๆ ออกมาให้มีคุณภาพได้มาตรฐานการทำเกษตรแบบอินทรีย์ โดยตั้งแต่การเตรียมดินปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยวจะไม่มีการใช้สารเคมีทุกขั้นตอน ดังนั้น ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าผลผลิตที่ได้ปลอดภัยจากสารเคมีแน่นอน

“การทำเกษตรอินทรีย์ เรื่องสารเคมีต้องไม่เข้ามาเกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด ดังนั้น ตั้งแต่การไถเตรียมแปลงปลูก ไปตลอดช่วงการดูแลในเรื่องของการปลูกจนสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เราจะไม่มีการนำสารเคมีเข้ามาใช้ อย่างช่วงของการเตรียมแปลง ถ้าพบเห็นหญ้าหรือวัชพืชต่างๆ ขึ้นภายในแปลง จะเน้นใช้แรงงานคนหรือเครื่องตัดหญ้าเข้ามาช่วยเป็นหลัก รวมทั้งมีการจัดการเรื่องของระบบน้ำที่ดี ก็จะช่วยในเรื่องของการป้องกันวัชพืชได้ดีอีกด้วย” ผศ.ดร. สุพัตรา กล่าว

ส่วนในเรื่องของการป้องกันโรคพืชและแมลงศัตรูพืชอื่นๆ นอกจากการนำสารชีวภัณฑ์ที่เป็นผลจากการวิจัยก่อนหน้านี้มาใช้แล้ว ยังมีการต่อยอดและทำงานวิจัยอยู่ตลอดเวลา โดยทั้งคณาจารย์และนักศึกษาภายในสถาบันฯ เป็นผู้ทำงานวิจัยเพื่อรองรับงานด้านโรคพืชต่างๆ ที่อาจมาทำลายหรือก่อความเสียหายต่อพืช และเพื่อเป็นการพัฒนาต่อยอดอย่างต่อเนื่อง แบบบูรณาการโดยใช้บุคลากรจากหลายคณะที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยกันทำงานวิจัย

จากองค์ความรู้และเทคโนโลยีทุกด้านที่มีอยู่ ในการทำเกษตรอินทรีย์ต้นแบบนี้ ผศ.ดร. สุพัตรา บอกว่า ที่เหลือก็เป็นระยะเวลาสร้างความเชื่อมั่นของเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจอยากจะปรับเปลี่ยนการทำเกษตร จากเดิมที่มีการใช้สารเคมีมาสู่กระบวนการเกษตรแบบอินทรีย์ ว่าสามารถให้ผลผลิตที่ดีและจำหน่ายได้ราคา

“บางครั้งคนมองว่า การทำเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ผลตอบแทนที่ได้อาจจะไม่ได้ดี แต่สิ่งแรกของผู้ที่ทำเกษตรอินทรีย์ได้รับคือ ปัจจัยเรื่องสุขภาพของตัวเขาเอง เพราะจากที่เราเห็นเกษตกรหลายพื้นที่ ได้มองเห็นถึงความสำคัญของเรื่องสุขภาพมากขึ้น จึงได้มีการปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชแบบไม่ใช้สารเคมีหลายราย และมีการผลิตพืชผักแบบอินทรีย์ ทำให้มีบริษัทที่จำหน่ายสินค้าเหล่านี้ เข้ามารับซื้อผลผลิตถึงฟาร์ม พร้อมทั้งให้ราคาดี สามารถจำหน่ายได้ราคาสูงกว่าพืชผักแบบที่ปลูกแบบเดิม รวมทั้งมีการวางแผนการผลิตที่ชัดเจน ทำให้สินค้าที่ผลิตไม่ออกมาล้นตลาด สามารถจำหน่ายได้ราคาอีกด้วย” ผศ.ดร. สุพัตรา กล่าว

การจำหน่ายผลผลิตที่ออกจากฟาร์มต้นแบบ ผศ.ดร. สุพัตรา บอกว่า มีทั้งส่งจำหน่ายไปยังตลาดข้างนอกที่มาติดต่อขอซื้อและอีกส่วนหนึ่งจำหน่ายที่ร้าน KMITL Organic Shop ในสถาบันฯ ทั้งนี้ยังมีผลผลิตบางชนิดที่รับมาจากชุมชนในพื้นที่นำไปจำหน่ายในร้าน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับชาวบ้าน

ทั้งนี้ สำหรับท่านที่สนใจในเรื่องของการทำเกษตรอินทรีย์ แต่ยังไม่รู้วิธีการและต้องการศึกษาองค์ความรู้ ผศ.ดร. สุพัตรา บอกว่า สามารถติดต่อเข้าศึกษาดูงานหรือเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจรได้ที่แปลง ต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์ KMITL ตั้งอยู่ที่ ตำบลองค์พระ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำกับผู้ที่สนใจเข้ามาชมการปลูกพืชในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้ไปปรับใช้กับการทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ของตนเอง อย่างน้อยถ้ายังไม่ได้เน้นทำเพื่อจำหน่าย ก็สามารถปลูกรับประทานเองที่บ้าน ช่วยลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือนและได้วัตถุดิบที่ปลูกด้วยตนเองมาปรุงอาหาร พร้อมทั้งได้มีกิจกรรมยามว่างทำหลังจากเลิกงานประจำ เมื่อผลผลิตมีมากพอสามารถจำหน่ายเป็นอาชีพเสริมมีรายได้อีกด้วย

หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งผู้ที่สนใจอยากเข้าศึกษาดูงานที่แปลง ต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์ KMITL ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (092) 312-6499

ผมปลูกมะนาวไว้วงบ่อซีเมนต์ไว้ข้างบ้าน จำนวน 3 วงบ่อ พบว่าการเจริญเติบโตเป็นปกติดี ที่บริเวณใกล้เคียงผมปลูกกล้วยไว้จำนวนหนึ่ง ต่อมาเมื่อมะนาวติดผลแล้วปรากฏว่าผิวเปลือกเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาลเกือบดำ ผมขอเรียนถามว่า มะนาวของผมเกิดอะไรขึ้น แล้วจะแก้ไขอย่างไร ขอคำแนะนำด้วยครับ

อาการของผลมะนาวที่เล่ามา เว็บเล่นบาคาร่า เกิดจากการเข้าทำลายของ ไรสนิม ไรชนิดนี้มีขนาดเล็กมาก มีวงจรชีวิตตั้งแต่ฟักออกจากไข่ถึงตัวเต็มวัย ใช้เวลา 7-12 วัน การเข้าทำลายด้วยการดูดกินน้ำเลี้ยงที่ผลและใบ เข้าทำลายได้ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย เพศเมียวางไข่ได้คราวละ 400-500 ฟอง การดูดกินที่ผลและใบ ภายใน 2 สัปดาห์ ผลมะนาวจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมดำปรากฏให้เห็น

หากพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว แสดงว่าไรสนิมชนิดนี้ต้องการน้ำมันจากผิวเปลือกมะนาวนำไปใช้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในขณะเดียวกันตัวไรสนิมอาจผลิตสารบางอย่างออกมาเปลี่ยนเปลือกสีเขียวให้เป็นสีน้ำตาลอมดำ นอกจากนี้ เปลือกมะนาวจะแข็งกระด้างและแห้ง ส่งผลทำให้มะนาวแคระแกร็น ปริมาณน้ำมะนาวลดลง การระบาดของไรชนิดนี้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เกิดกับผลที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของทรงพุ่ม หรืออาจเป็นร่มเงาของต้นไม้ข้างเคียง หรือร่มเงาของอาคารที่อยู่อาศัย

วิธีแก้ไข
ต้องตัดแต่งทรงพุ่มให้แสงแดดส่องได้ทั่ว และตัดต้นไม้ข้างเคียงออกบ้าง ส่วนอยู่ใต้ร่มเงาอาคารที่พักอาศัยดังกล่าว จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายออกไปให้ได้รับแสงแดด อย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมง หากยังพบมีการระบาดอยู่บ้างให้ฉีดพ่นด้วย กำมะถันผง ที่มีจำหน่ายตามร้านค้าวัสดุการเกษตรทั่วไป อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ หรือ 20 ลิตร ฉีดเพียง 2 ครั้ง ห่างกัน 5 วัน อาการผลสีม่วงอมดำจะหมดไป

แต่ทั้งนี้ ต้องทิ้งระยะเวลาไว้ 3 วัน ก่อนเก็บผลมะนาวไปบริโภค หรือจำหน่ายต่อไป เห็ดโคน หรือ เห็ดปลวก คนละชนิดกับเห็ดโคนน้อย ความจริงเห็ดโคนน้อยคือเห็ดถั่ว โดยทั่วไปมักพบขึ้นอยู่ตามกองซากถั่วเหลือง หรือถั่วเขียว ส่วนเห็ดโคนหรือเห็ดปลวกนั้น วงจรชีวิตของมันต้องพึ่งพาปลวกเข้ามาช่วย จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า ปลวกงานจะนำเอาสปอร์ ซึ่งเป็นหน่วยขยายพันธุ์ที่มีขนาดเล็กมาก ทำหน้าที่เช่นเดียวกับเมล็ดพืชอื่นๆ ไปปลูกในรังให้เป็นอาหารของปลวกวัยอ่อน ส่วนสปอร์ที่หลงเหลือ เมื่อได้รับความชื้นในฤดูฝนก็จะเติบโตโผล่พ้นผิวดินขึ้นมาปรากฏให้เห็น และเป็นอาหารอันโอชะของมนุษย์เรา