ณ วันนี้ มะม่วงหิมพานต์ มีปลูกกันแพร่หลายไปทั่ว กำลังจะเป็นพืช

เศรษฐกิจตัวใหม่ของบ้านเรา ถึงแม้จะต้องแข่งขันกับประเทศต้นกำเนิดและประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ แต่เชื่อเหลือเกินว่าด้วยศักยภาพของพื้นที่ ของเกษตรกร ของระบบการพัฒนาผลิตผลการเกษตรของประเทศไทย เราสู้เขาได้สบายมาก โดยเฉพาะถ้าเกษตรกรเรามีแนวคิดเปลี่ยนปรับจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่มักจะได้รับผลกระทบเชิงลบ มาปลูกพืชผสมดูบ้าง แล้วเราคงจะห่างไกล และหลุดพ้นจากคำว่า “ปัญหา” ไปได้อย่างยั่งยืน

นายสุธรรม ธรรมปาโล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา (สศท.9) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการศึกษา เรื่อง การจัดการโลจิสติกส์สินค้าเกษตรอินทรีย์ กรณีศึกษา มังคุดอินทรีย์ ปี 2561 โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 (สศท.9) จังหวัดสงขลา ได้สำรวจข้อมูลเกษตรกรผู้ผลิตมังคุดอินทรีย์ พื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา พัทลุง และสตูล ที่ได้รับตราสัญลักษณ์เกษตรอินทรีย์ไทย (Organic Thailand) เพื่อศึกษาระบบโลจิสติกส์สินค้ามังคุดอินทรีย์ และแนวทางการพัฒนาโลจิสติกส์ สำหรับให้หน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานราชการต่างๆ เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ส่งออก รวมถึงผู้สนใจ สามารถใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการ ส่งเสริมและวางแผนในด้านการจัดการโลจิสติกส์มังคุดอินทรีย์

จากการสำรวจพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด พบว่า มีเกษตรกรผลิตมังคุดอินทรีย์ที่ได้รับตราสัญลักษณ์เกษตรอินทรีย์ไทย (Organic Thailand) รวม 8 ราย แบ่งเป็นเกษตรกรในจังหวัดสงขลา 3 ราย พัทลุง 2 ราย และสตูล 3 ราย โดยเกษตรกรมีเนื้อที่ผลิตมังคุดอินทรีย์ 3 จังหวัดรวม 24.62 ไร่ หรือเฉลี่ยรายละ 3.08 ไร่ ได้รับผลผลิตเฉลี่ย 1,683 กิโลกรัม/ปี หรือ 546 กิโลกรัม/ไร่ โดยมี ผลผลิตสูงกว่ามังคุดทั่วไปที่ให้ผลผลิต 522 กิโลกรัม/ไร่

สำหรับค่าใช้จ่ายโลจิสติกส์ พบว่า เกษตรกรผู้ผลิตมังคุดอินทรีย์ มีค่าใช้จ่ายโลจิสติกส์ประมาณ 9.77 บาท/กิโลกรัม/ปี แบ่งเป็น 1) ค่าใช้จ่ายกิจกรรมการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิต ได้แก่ ค่าสั่งซื้อปัจจัยการผลิตเฉลี่ย 0.07 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าขนส่งปัจจัยการผลิตเฉลี่ย 0.43 บาท/กิโลกรัม/ปี และค่าเสื่อมโรงเรือนเก็บปัจจัยการผลิตเฉลี่ย 0.47 บาท/กิโลกรัม/ปี 2) ค่าใช้จ่ายกิจกรรมการเคลื่อนย้ายมังคุดอินทรีย์ภายในแปลง ได้แก่ ค่าใช้จ่ายแรงงานในครัวเรือนที่ใช้ในการเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 2.04 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าใช้จ่ายแรงงานจ้างเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 3.55 บาท/กิโลกรัม/ปี

ค่าอาหารเครื่องดื่มสำหรับแรงงานเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 0.21 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าใช้จ่ายติดต่อลูกค้าเฉลี่ย 0.29 บาท/กิโลกรัม/ปี และค่าความสูญเสียของมังคุดอินทรีย์ จากการเคลื่อนย้ายในแปลง เฉลี่ย 0.40 บาท/กิโลกรัม/ปี และ 3) ค่าใช้จ่ายกิจกรรมการเคลื่อนย้ายขนส่งมังคุดอินทรีย์นอกแปลง ได้แก่ ค่าขนส่งผลผลิตเฉลี่ย 1.80 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าบรรจุภัณฑ์เฉลี่ย 0.26 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าทำตราสินค้าเฉลี่ย 0.25 บาท/กิโลกรัม/ปี ทั้งนี้ จากค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะเห็นได้ว่า เกษตรกรเสียค่าใช้จ่ายด้านแรงงานเพื่อจ้างเก็บเกี่ยวผลผลิตมากที่สุด รองลงมาคือ ค่าขนส่งผลผลิตนอกแปลง ค่าเสื่อมโรงเรือน ซึ่งเป็นค่าเสื่อมโรงเรือนในการเก็บปัจจัยการผลิต และค่าขนส่งปัจจัยการผลิต เช่น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าจ้างในการขนส่ง ตามลำดับ

ปัจจุบัน เกษตรกรมีการตื่นตัวและสนใจทำการผลิตมังคุดอินทรีย์เพิ่มขึ้น เนื่องจากการผลิตแบบอินทรีย์เป็นการให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคซึ่งแนวทางในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ควรมีการพัฒนาในด้านต่างๆ อาทิ มีระบบเตือนภัยล่วงหน้าในด้านสภาพอากาศ เพื่อการวางแผนในการจัดซื้อจัดหาปัจจัยการผลิตและการควบคุมคุณภาพ ผลผลิต มีการศึกษา วิจัยด้านนวัตกรรมที่นำมาใช้ในการเก็บเกี่ยวผลผลิต เคลื่อนย้ายผลผลิต และคัดเกรดผลผลิตเพื่อช่วยลดต้นทุนค่าจ้างเก็บเกี่ยวที่มีค่าใช้จ่ายสูง

พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางตลาดออนไลน์ สร้างเครือข่าย และประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างมังคุดอินทรีย์กับมังคุดทั่วไป ทั้งในเรื่องคุณภาพ รสชาติ และความปลอดภัย ตลอดจนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่ดำเนินการเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้มีสิทธิพิเศษที่แตกต่างจากการทำเกษตรทั่วไปเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเปลี่ยนมาทำการผลิตแบบอินทรีย์มากขึ้น สำหรับท่านที่สนใจผลการศึกษาข้างต้น สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 โทร. (074) 312-996 หรือ อี-เมล zone9@oae.go.th และในส่วนของเกษตรกรที่อยากผลิตมังคุดอินทรีย์หรือสินค้าเกษตรอื่นๆ สามารถขอคำปรึกษารวมไปถึงการขอตราสัญลักษณ์เกษตรอินทรีย์ไทย (Organic Thailand) ได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ผมปลูกมะนาวไว้ที่สวนหลังบ้านในวงบ่อซีเมนต์ 3 ต้น ระยะแรกต้นมะนาวก็เติบโตดี แต่เมื่อเติบโตขึ้น ใบมีจำนวนมากขึ้น กลับพบว่าที่ใบมีรอยเหมือนทางรถคดเคี้ยวไปมา สอบถามเพื่อนๆ ได้รับคำตอบว่า นั่นคือหนอนชอนใบเริ่มอาละวาดแล้ว บางช่วงระบาดรุนแรงมากทำให้ใบเสียหาย ไม่ทราบว่าผมจะป้องกันและแก้ไขได้อย่างไร ขอคำแนะนำด้วยครับ

ตอบ คุณสันติ วงศ์วัฒนชัย

หนอนชอบใบ (Leaf miner, Leafy worm) เป็นผีเสื้อกลางคืนชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็กมาก ตัวเต็มวัยเมื่อสยายปีกออก วัดความกว้างได้ 6.0-8.0 มิลลิเมตร ลำตัวสีหม่น ปีกสีขาวนวลมันวาว ปลายปีกมีจุดดำหลายจุด และมีแถบสีน้ำตาลเข้ม เพศเมียวางไข่ไว้ที่ใต้ใบมะนาวที่ผลิออกมาใหม่ คราวละ 1 ฟอง รูปร่างกลม สีเหลืองใส ขนาดเล็กมาก (ให้ดูภาพประกอบภายในวงหนังสติ๊ก) ตัวอ่อนฟักออกจากไข่ภายใน 3 วัน แล้วเจาะชอนเข้าในเนื้อใบ ดูดกินน้ำเลี้ยงคดเคี้ยวเป็นทางคล้ายทางรถยนต์ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน และจะดำรงเป็นตัวหนอนอยู่ได้ 7-10 วัน จากนั้นจึงเข้าดักแด้ การระบาดรุนแรงมักเกิดขึ้นในช่วงที่มะนาวผลิใบอ่อน ระหว่างเดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนกันยายนของทุกปี หรืออยู่ในช่วงฤดูฝน พอย่างเข้าฤดูหนาวการระบาดจะลดความรุนแรงลง การเข้าทำลายใบมะนาวนอกจากทำให้ประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงของใบมะนาวลดลงแล้ว ยังเปิดทางให้โรคแคงเกอร์เข้าร่วมทำลายได้ง่ายขึ้น

วิธีป้องกันกำจัด กรณีที่ปลูกต้นมะนาวไว้ใกล้บ้าน แนะนำให้ใช้สารกำจัดแมลงหมอเกษตร ทองกวาว ให้แช่ยาเส้น หรือยาฉุนครึ่งถุง ปัจจุบันราคาถุงละ 20 บาท มีจำหน่ายตามร้านขายของชำทั่วไป ในน้ำสะอาด 1 ลิตร อย่างน้อยเป็นเวลา 3 ชั่วโมง หากแช่ค้างคืนได้จะยิ่งดี ได้เวลาตามกำหนดใช้มือบีบคั้นให้ได้น้ำสีชา กรองด้วยผ้าขาวบาง เอาเส้นยาออกใส่น้ำลงในอุปกรณ์ฉีดพ่นขนาดเล็ก หรือฟ็อกกี้ ใช้สเปรย์น้ำรีดเสื้อผ้าก็ใช้ได้ เติมเหล้าขาว หรือเหล้าโรง 2 ช้อนโต๊ะ และเสริมด้วยน้ำสบู่เจือจางเล็กน้อย เขย่าให้เข้ากัน แล้วฉีดพ่นที่ใบอ่อนผลิออกมาตั้งแต่วันแรก อย่าให้พลาดและพ่นต่อให้ทั่วทรงพุ่ม ผสมครั้งเดียวใช้ให้หมด สารผสมสูตรนี้ฉีดพ่นมะนาวที่ปลูกในกระถาง หรือปลูกในวงบ่อซีเมนต์ได้ 5-7 ต้น ฉีด 3 ครั้ง ทุกๆ วัน จนใบอ่อนมีอายุครบ 9-12 วัน จึงจะปลอดภัยจากหนอนชอนใบ

ในกรณีที่ปลูกมะนาวไว้เป็นสวนขนาดใหญ่ ให้ใช้ปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์ อัตรา 40 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ 1 ปี๊บ ผสมให้เข้ากันดีก่อนฉีดพ่น และให้ฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 5 วัน และควรทิ้งระยะไว้ 1 สัปดาห์ ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต

จากประสบการณ์ในการปลูกทับทิมในเชิงพาณิชย์ของ คุณไพรัตน์ ไชยนอก เจ้าของสวนเทพพิทักษ์ บ้านเลขที่ 130 หมู่ที่ 9 ตำบลช่องแคบ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ปัจจุบัน ปลูกทับทิมในพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ศรีปัญญา ในขณะที่เกษตรกรหลายรายปลูกทับทิมในเชิงพาณิชย์ไม่ประสบผลสำเร็จ หรือต้นทับทิมออกดอกติดผลไม่ดกเท่าที่ควร ประการสำคัญเกิดจากการได้รับแสงไม่ดี

คุณไพรัตน์ บอกว่า เริ่มแรกของการปลูกทับทิมจะต้องปลูกตามตะวัน ปลูกเป็นแถวยาวจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ถ้าปลูกขวางตะวัน คือปลูกเป็นแถวยาวจากทิศเหนือไปทิศใต้จะส่งผลให้ต้นทับทิมออกดอกติดผลเพียงข้างเดียว หรือให้ผลผลิตไม่ดก

ในเรื่องของระยะปลูกสรุปได้จากคุณไพรัตน์ ใช้ระยะระหว่างต้น 4 เมตร และระยะระหว่างแถว 7 เมตร จะเหมาะที่สุด เนื่องจากเครื่องจักรหรือรถไถเข้าไปทำงานได้สะดวก และยังช่วยลดปัญหาการสะสมของเชื้อราที่เป็นปัญหาหลักของการปลูกทับทิม แปลงปลูกทับทิมในเชิงพาณิชย์จะต้องมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก แสงสว่างส่องได้ทั่วถึง

ลดต้นทุนปุ๋ยเคมี
ด้วยการใช้ปุ๋ยคอกเป็นหลัก
ในการปลูกทับทิมในพื้นที่ 500 ไร่ ของสวนเทพพิทักษ์ เรื่องการจัดการใช้ปุ๋ยเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ปริมาณของการใช้ปุ๋ยทางดิน ประมาณ 80% ของปุ๋ยที่ใช้คือ ปุ๋ยคอก และปุ๋ยคอกที่เลือกใช้ คุณไพรัตน์จะใช้ “ขี้หมู” ซึ่งมีการเลี้ยงหมูไว้เอง และนำขี้หมูที่ได้จากการล้างคอกในแต่ละครั้งนำมาตักราดบริเวณทรงพุ่มต้นทับทิมได้เลย

คุณไพรัตน์ได้เฝ้าสังเกตจากการใช้ขี้หมูพบว่า ต้นทับทิมแตกใบใหญ่และเขียวเป็นมัน เหตุผลที่ต้องเลี้ยงหมูเอง เนื่องจากถ้าซื้อขี้หมูจากฟาร์มที่ชาวบ้านหรือบริษัทเอกชนเลี้ยงมักจะมีการใช้ยาฆ่าเชื้อเพื่อดับกลิ่นเหม็นหรือฆ่าเชื้อราซึ่งมีสารโซดาไฟ เมื่อนำมาใส่ให้กับต้นทับทิมอาจจะเป็นพิษกับต้นทับทิมได้ จะต้องระวังเป็นพิเศษ สำหรับปุ๋ยเคมีที่ใช้จะเน้นสูตร 8-24-24 โดยใช้ในปริมาณ 20% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมดจะใส่ในช่วงเตรียมต้นก่อนออกดอก และมีการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์และปรับปรุงคุณภาพของผลบ้าง

การเลือกใช้ ‘สารปราบศัตรูพืช’
ในการปลูกทับทิม
คุณไพรัตน์ บอกว่า สารฆ่าแมลงในกลุ่มของสารโปรฟีโนฟอส ซึ่งเป็นสารป้องกันและกำจัดแมลงชนิดครอบจักรวาลและเป็นที่นิยมใช้ในการปลูกไม้ผลหลากหลายชนิด แต่สำหรับต้นทับทิมแล้วไม่ควรใช้อย่างเด็ดขาด ผลคือ จะทำให้ใบทับทิมไหม้และร่วงจนหมดต้น “เพลี้ยหอย” นับเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญชนิดหนึ่งในการทำผลทับทิม

ถ้าจะเลือกใช้สารในกลุ่ม “คลอไพรีฟอส” จะต้องใช้ในอัตราต่ำกว่าปกติ ถ้าใช้ในอัตราสูงจะทำให้ใบทับทิมร่วงเช่นกัน ทางเลือกในการป้องกันและกำจัดเพลี้ยหอยของสวนเทพพิทักษ์ จะใช้สารไวท์ออยล์ผสมกับสารเมโทมิล (เช่น แบนโจ) จะดีกว่า

สำหรับปัญหาเรื่อง “เพลี้ยไฟ” ที่นับเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญของการปลูกทับทิม คุณไพรัตน์ แนะนำให้เลือกใช้สารโปรวาโด ซึ่งเป็นสารที่มีความปลอดภัยและใช้ในอัตราต่ำมาก โดยใช้โปรวาโด อัตรา 1-3 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร สามารถป้องกันและกำจัดเพลี้ยไฟได้ผลดี

ในขณะที่ในการป้องกันและกำจัดวัชพืชในสวนทับทิม คุณไพรัตน์ บอกว่า ใช้สารป้องกันและกำจัดวัชพืชได้ทั้งกลุ่มไกลไฟเสตและพาราควอต แต่ที่สวนเทพพิทักษ์จะประหยัดต้นทุนในการป้องกันและกำจัดวัชพืชด้วยการใช้เกลือแกงผสมร่วมกับสารพาราควอต โดยยกตัวอย่าง ถ้าใช้สารพาราควอต 7 ลิตร ที่สวนเทพพิทักษ์จะลดการใช้สารพาราควอตเหลือเพียง 5 ลิตร และผสมเกลือแกงลงไป อัตรา 2 กิโลกรัม เมื่อนำมาฉีดพ่นเพื่อฆ่าหญ้าได้ผลไม่แพ้กัน

เทคนิคในการแก้ปัญหา
‘ทับทิมผลแตก’
จากประสบการณ์ในการปลูกทับทิมมานานนับสิบปีของคุณไพรัตน์ได้สรุปปัญหาของทับทิมผลแตกจะเกิดจากสาเหตุใหญ่ๆ 2 ประการ คือ ผลถูกทำลายด้วยโรคแอนแทรกโนส ในช่วงระยะการเจริญเติบโตของผลทับทิมและมีเชื้อแอนแทรกโนสเข้าทำลายที่ผลอ่อนจนเกิดแผล ทำให้ผลไม่ขยายและแตกในที่สุด

คุณไพรัตน์ยังได้บอกว่าแอนแทรกโนสนับเป็นโรคที่สำคัญสำหรับการปลูกทับทิม และได้แนะนำให้มีการฉีดพ่นสารฆ่าเชื้อราในกลุ่มคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ แต่จะต้องฉีดในช่วงที่ต้นทับทิมยังไม่ออกดอก แต่ถ้าช่วงระยะทับทิมออกดอกและติดผลอ่อนแนะนำให้ใช้สารโวเฟ่น แต่การป้องกันโรคแอนแทรกโนสแบบยั่งยืนคือ เรื่อง “การจัดการแสงและทิศทางลม” เป็นที่สังเกตว่าเกษตรกรที่ปลูกทับทิมในระบบชิดจะเกิดปัญหาโรคแอนแทรกโนสระบาดง่ายและค่อนข้างรุนแรง

“ผลทับทิมโดนแดดเผา” หรือที่ภาษาทางวิชาการเรียกซันเบิร์น ผลทับทิมที่โดนแดดมากๆ จะทำให้ผิวเปลือกทับทิมด้าน ไม่สามารถขยายผลได้ เมื่อได้รับน้ำหรือมีฝนตกลงมาหรือมีการใส่ปุ๋ยจะทำให้ผลแตกได้

แต่สำหรับทับทิมพันธุ์ศรีปัญญามีข้อดีตรงที่ขนาดของผลใหญ่ ทำให้ผลมักจะห้อยตกอยู่ภายในทรงพุ่ม จึงไม่ได้สัมผัสแดดโดยตรง แต่ถ้าเป็นทับทิมสายพันธุ์อื่นๆ จะแก้ปัญหาด้วยการห่อผล โดยห่อในระยะผลมีอายุได้ประมาณ 40-45 วัน หลังจากติดผลอ่อนและจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลังจากห่อผลไป ประมาณ 1 เดือนครึ่ง หรือสังเกตง่ายๆ คือ ห่อในระยะที่ขนาดผลทับทิมใหญ่ใกล้เคียงกับผลส้มเขียวหวาน จะช่วยลดปัญหาเรื่องแดดเผาได้

น้ำทับทิมสด อนาคตไกล
ตลาดต้องการมาก
ปัจจุบัน รูปแบบการผลิตทับทิมของสวนเทพพิทักษ์เปลี่ยนไป แต่เดิมจะมุ่งเน้นผลิตเพื่อจำหน่ายผลสด จะต้องมีการจัดการในเรื่องการควบคุมคุณภาพของผลผลิต โดยเฉพาะในเรื่องของผิวและขนาดของผล นอกจากจะใช้แรงงานเป็นจำนวนมากในการห่อผล จะต้องมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างประณีต เพื่อไม่ให้ผลทับทิมร่วงหล่นตกพื้น ถ้าผลทับทิมตกลงมาจะทำให้เกิดรอยแผลและผลทับทิมจะเน่าบริเวณที่ตกกระแทก ถึงแม้จะมีข้อดีตรงที่ว่าผลทับทิมจะไม่เน่าทั้งผลก็ตาม แต่นำไปขายเป็นผลสดไม่ได้ แต่สามารถนำมาคั้นเป็นน้ำทับทิมสดได้

คุณไพรัตน์ ได้เล่าถึงขั้นตอนในการคั้นน้ำทับทิมพันธุ์ศรีปัญญาว่า เมื่อเก็บเกี่ยวผลทับทิมที่แก่จัดมาแล้ว จะนำผลทับทิมมาผ่าออกเป็น 4 ส่วน ล้างน้ำในอ่างขนาดใหญ่ที่ใส่น้ำสะอาดและผสมเกลือแกงลงไป ในอัตรา 500 กรัม (ครึ่งกิโลกรัม) ต่อน้ำ 500 ลิตร

ในการล้างผลทับทิมแต่ละครั้งจะต้องล้างให้สะอาดที่สุด สังเกตจนน้ำใสและไม่มีสีชาเลย หลังจากนั้น ให้นำผลทับทิมมาพักเพื่อให้สะเด็ดน้ำ นำมาบีบคั้นด้วยเครื่องบีบคั้นน้ำ ที่สวนเทพพิทักษ์ซื้อมาในราคาเครื่องละ 60,000 บาท เครื่องคั้นเครื่องนี้มีประสิทธิภาพในการคั้นผลทับทิมได้ถึง 4-5 ตัน ต่อวัน (4,000-5,000 กิโลกรัม)

ในการบีบคั้นยังมีเทคนิคตรงที่จะต้องนำผลทับทิมที่ล้างสะอาดและสะเด็ดน้ำแล้วมาใส่ในถุงแรงดันที่มีคุณสมบัติเหนียวและยืดหยุ่นได้ดี ในการบีบคั้นน้ำทับทิมศรีปัญญาถ้าจำหน่ายภายในประเทศ คุณไพรัตน์จะบีบซ้ำเพียง 2 ครั้ง แต่ถ้าจะส่งขายตลาดต่างประเทศจะบีบซ้ำถึง 3 ครั้ง เพื่อเพิ่มความฝาดของเปลือกทับทิม (ในการบีบคั้นจะบีบทั้งเปลือก และส่วนของเปลือกจะมีปริมาณสารแทนนินมาก สารแทนนินมีส่วนช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร) ผลทับทิมสด จำนวน 100 กิโลกรัม จะบีบคั้นเป็นน้ำทับทิมได้ประมาณ 45 ลิตร

“ชาดอกทับทิม”
เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ของสวนเทพพิทักษ์
เนื่องจากในช่วงที่ต้นทับทิมออกดอกนั้นจะมีปริมาณมาก ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะร่วงหล่นหรือปล่อยให้ติดผลอ่อน มีบางส่วนจะร่วงหล่นเอง เนื่องจากอาหารไม่เพียงพอ คุณไพรัตน์ จึงคิดว่าจะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้ดอกทับทิมเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ในช่วงที่ทับทิมศรีปัญญาออกดอกมากๆ จะใช้แรงงานเข้าไปเพื่อคัดเฉพาะดอกที่มีความสมบูรณ์ไว้

ส่วนดอกที่มีท่อน้ำเลี้ยงเล็กหรือก้านขั้วดอกเล็ก ให้ตัดเอามาผลิตเป็น “ชาดอกทับทิม” โดยนำมาหั่นเป็นฝอย โดยเครื่องสไลซ์ที่คุณไพรัตน์ได้คิดประดิษฐ์ขึ้นมาเอง หลังจากนั้นนำมาตากแดดให้แห้งกรอบ นำไปชงหรือบรรจุซอง จึงเป็นชาดอกทับทิมพร้อมดื่ม

ในทางสมุนไพรพบว่า “ชาดอกทับทิม” จะมีส่วนช่วยลดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย ป้องกันการอักเสบในลำไส้ใหญ่ ล้างไต ลดไขมัน และลดน้ำตาลในเลือดได้ ราคาขายชาดอกทับทิมของสวนเทพพิทักษ์จะขายในราคาขีดละ 50 บาท (จำนวน 100 กรัม) เมื่อนำไปชงผสมน้ำได้มากถึง 35 ลิตร หลังจากนั้น นำไปสเตอริไลซ์กรอกขวดขายจะได้ผลิตภัณฑ์น้ำชาดอกทับทิมที่มีสีแดงสวยน่าดื่มและมีประโยชน์ต่อร่างกาย

“ศรีสยาม” ทับทิมสายพันธุ์ใหม่
ของสวนเทพพิทักษ์
คุณไพรัตน์ ได้ประสบความสำเร็จในการนำพันธุ์ทับทิมศรีปัญญามาผสมพันธุ์กับทับทิมสเปน คัดเลือกพันธุ์จนได้ต้นที่ดีที่มีคุณสมบัติดี คือ “มีเมล็ดนิ่ม เนื้อมีสีแดง ขนาดผลใหญ่ (แต่ขนาดผลเล็กกว่าพันธุ์ศรีปัญญา) ต้นมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมในบ้านเราได้ดี”

ปัญหาของการปลูกทับทิมเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยไม่ประสบความสำเร็จนั้น นอกจากจะพบปัญหาเรื่องเมล็ดในผลทับทิมไม่นิ่มเหมือนกับทับทิมสเปน ทับทิมอินเดีย ฯลฯ แล้ว ต้นพันธุ์จะต้องมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมและไม่อ่อนแอ โดยคุณไพรัตน์ได้ขยายความต้นทับทิมที่ไม่อ่อนแอจะต้องเป็นสายพันธุ์ที่ใบไม่ร่วงง่าย และทนทานต่อโรคแอนแทรกโนสได้ดี

ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของทับทิมพันธุ์ศรีสยามคือ รสชาติของน้ำจะหวานมาก หวานมากกว่าน้ำทับทิมศรีปัญญา ปัจจุบันในการผลิตน้ำทับทิมของสวนเทพพิทักษ์ได้ปรับปรุงคุณภาพของน้ำทับทิมด้วยการผสมน้ำทับทิมพันธุ์ศรีสยามกับพันธุ์ศรีปัญญาใน อัตรา 1 : 5 (น้ำทับทิมศรีสยาม 1 แกลลอน ผสมกับน้ำทับทิมศรีปัญญา 5 แกลลอน) ผลปรากฏว่าตลาดยอมรับมากยิ่งขึ้น

สายพันธุ์มะพร้าว ที่เกษตรกรนิยมปลูกในปัจจุบัน ได้แก่ พันธุ์สวีลูกผสม 1 พันธุ์ชุมพรลูกผสม 60-1 พันธุ์ชุมพรลูกผสม 2

ผลผลิตมะพร้าวแก่ ส่วนใหญ่ถูกใช้ทำน้ำตาล มะพร้าวกะทิ เป็นต้น มะพร้าวผลแห้งคละ 100 ผล แปลงเป็นเนื้อมะพร้าวแห้งได้ 25 กิโลกรัม หรือมะพร้าวผลแห้งคละ 100 กิโลกรัม แปลงเป็นนํ้ามันมะพร้าวดิบได้ 12.83 กิโลกรัม

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ผลผลิตมะพร้าวในประเทศปี 2562 ว่า มีปริมาณ 874,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.51 แต่ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ของอุตสาหกรรมมะพร้าวในประเทศ ที่มีความต้องการใช้มะพร้าวผลแก่ถึง 1.04 ล้านตัน

มะเขือเทศ เป็นพืชพื้นเมืองของอเมริกา ที่คนพื้นเมืองใช้เป็นอาหารมาแต่ดั้งเดิม แต่ก็เข้ามาอยู่ในสังคมอาหารและผลไม้ของไทยมานานแล้ว บางครั้งนำเข้าครัวไปเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่ขาดไม่ได้เลย เช่น ผัดเปรี้ยวหวาน ส้มตำ บ้างก็นำมาแปรรูปเป็นซอสก็เป็นที่นิยม น้ำมะเขือมีบรรจุกล่องขายกันทั่วทุกแห่งหน บางคนก็นำมารับประทานสดๆ เป็นผลไม้ บ้างก็ใช้ประดับจานอาหารเพื่อความสวยงาม

ข้อมูลจาก คุณต้น หรือ คุณพรศักดิ์ ชัยศักดานุกูล จาก อากงฟาร์ม กล่าวไว้ว่า “เมื่อก่อนนั้น ปี พ.ศ. 2525 อากงฟาร์ม เป็นฟาร์มเลี้ยงหมูที่อากงกับคุณพ่อเริ่มต้นทำ มีทั้งหมูพ่อแม่พันธุ์และหมูขุน รวมกันประมาณ 2,000 กว่าตัว กิจการที่ทำก็ดำเนินก้าวหน้าไปด้วยดี แต่เนื่องจากความเจริญและชุมชนอยู่อาศัยที่ขยายเข้ามาใกล้ฟาร์มเข้าทุกที ทำให้มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและกลิ่น จึงต้องลดปริมาณหมูที่เลี้ยงลง จนกระทั่งเลิกเลี้ยงไปในที่สุด ในปี พ.ศ. 2558 หลังจากเลี้ยงหมูมายาวนานถึง 33 ปี”

เริ่มแรกปลูกเมล่อนในโรงเรือน

ก่อนที่จะเลิกเลี้ยงหมู พอดีคุณต้นได้มีโอกาสไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ในช่วงจังหวะที่อยู่ฮอกไกโด ได้มีโอกาสชิมเมล่อนฮอกไกโด รู้สึกติดใจในรสชาติ ซึ่งไม่เคยได้กินที่เมืองไทย ในระหว่างการเที่ยวได้เห็นโรงเรือนเล็กๆ อยู่ข้างทางหลายโรงเรือน ไม่มีโอกาสเข้าไปดู ได้แต่ยืนดูรอบนอก แล้วก็จำเอามาดัดแปลงทำเป็นโรงเรือนของเราเอง

ต่อมาในปี 2559 จึงดัดแปลงเล้าหมูให้กลายเป็นโรงเรือนปิดที่มีหลังคาเป็นพลาสติกเพื่อรับแสงแดดตามปกติและสามารถกันฝนได้ ส่วนด้านข้างเป็นตาข่ายที่สามารถกันแมลงได้ โดยไม่คิดว่าจะทำเป็นธุรกิจ เพียงคิดว่าอยากกินเมล่อนที่อร่อยเหมือนกับกินที่ฮอกไกโด จากนั้นได้เข้ากลุ่มเพื่อนคนที่ชอบเมล่อนด้วยกัน ในเฟซบุ๊ก ชื่อ คนรักเมล่อน ได้ความรู้มามากมาย และได้ปรึกษากับอาจารย์เบส ซึ่งทำเมล่อนจนเชี่ยวชาญที่จังหวัดหนองคาย ได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้ นอกจากนี้ คุณต้น ยังเดินสายไปตามฟาร์มเมล่อนต่างๆ ในเมืองไทย เพื่อเรียนรู้และทดลองชิมมาแล้วเกือบทั่วทุกสวน เมื่อมั่นใจว่าสามารถทำได้ จึงสั่งเมล็ดพันธุ์เมล่อนมาจากญี่ปุ่นทดลองปลูกดู ครั้งแรกๆ ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะหลังจากชิมแล้วรสชาติยังไม่ถูกใจเหมือนที่ฮอกไกโด จึงเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ไป 4-5 รอบ จนกระทั่งได้สายพันธุ์ที่ถูกใจ และได้ใช้เมล็ดพันธุ์นี้มาตลอดจนถึงปัจจุบัน

นอกจากสายพันธุ์ที่ใช่แล้ว การจัดการปริมาณน้ำและแร่ธาตุที่พืชต้องการจะต้องเหมาะสมกับสายพันธุ์นั้นด้วย สายพันธุ์ที่สวนอากงใช้มี 2 สายพันธุ์ คือ ฟุระโนะ เปลือกตาข่ายสีเขียวเนื้อส้ม ฮอกไกโดฟูยุ เปลือกตาข่ายสีทองเนื้อสีเขียว แต่เป็นที่น่าเสียดายเนื่องจากภาวะอากาศของบ้านเราหนาวไม่เพียงพอ จึงปลูกได้เฉพาะในฤดูหนาวเท่านั้น และแต่ละปีจะปลูกได้เพียงครั้งเดียว เพราะจะใช้เวลาถึงสองเดือนครึ่งต่อรอบการผลิต ผลผลิตที่ได้มีรสชาติใกล้เคียงกับของฮอกไกโดมาก แต่ผลผลิตที่ได้ยังมีจำนวนไม่มากเหมือนที่ญี่ปุ่น

คุณต้น บอกว่า เมล่อนที่คนไทยชอบจะมีความกรอบ สมัครเล่นสล็อต แต่ของญี่ปุ่นจะไม่กรอบมาก แต่จะละลายในปาก ความหวานหอมจะติดลิ้นอวลอยู่ในปากอยู่หลังจากกลืนไปแล้ว ความหวานที่ดีของเมล่อนจะต้องหวานใกล้เคียงกันทั้งลูก แต่ถ้าความหวานในลูกแตกต่างกัน เช่น หัวท้ายหวานน้อยกว่าช่วงกลางผล ก็จะถือว่าไม่ได้มาตรฐาน ปลูกครั้งแรกเอาไว้กินในบ้าน แจกเพื่อนฝูงบ้าง แต่เมื่อเพื่อนได้ชิมแล้วก็ติดใจในรสชาติ จึงสั่งซื้อไปฝากคนที่เคารพนับถือหรือผู้หลักผู้ใหญ่ จึงได้คิดปลูกเป็นการค้า ปัจจุบัน สวนอากงมีเมล่อนขายเฉพาะในฤดูหนาว ราคาขาย ผลละ 500-1,200 บาททีเดียว

ในเมื่อเมล่อนปลูกได้เฉพาะในฤดูหนาว แล้วโรงเรือนก็ถูกปล่อยว่างไว้ จึงทำให้คุณต้นต้องคิดต่อว่าจะปลูกอะไรได้อีกบ้าง ก็มาจบที่มะเขือเทศ เนื่องจากคุณต้นคิดว่าทั้งโลกบริโภคมะเขือเทศเป็นอันดับหนึ่ง และมะเขือเทศมีหลายร้อยสายพันธุ์ แต่ละพันธุ์ก็ใช้ประโยชน์ต่างกัน บ้างกินเป็นผลไม้ ทำซอส ทำน้ำผลไม้ ประกอบอาหารบ้าง แต่ด้วยความที่ตัวเองไม่ได้พิสมัยกับมะเขือเทศมากนัก เนื่องจากไม่ชอบกลิ่นและความนิ่มของไส้มะเขือเทศที่คนไม่ชอบมะเขือเทศรังเกียจ จึงต้องหามะเขือเทศสายพันธุ์ที่ไม่มีปัญหาเรื่องนี้ จึงเริ่มศึกษาสายพันธุ์ในกลุ่มที่รู้จักก็ยังไม่ถูกใจ จนกระทั่งได้เมล็ดพันธุ์จากเพื่อนที่อเมริกา แต่เมล็ดพันธุ์ที่ใช้มีราคาถึงเมล็ดละ 50 บาท ซึ่งมีราคาแพงมาก จึงจำเป็นต้องดูแลการปลูกอย่างพิถีพิถันตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว

วิธีการปลูกมะเขือเทศองุ่น

สวนอากง จะใช้วิธีการเพาะเมล็ดมะเขือเทศองุ่นด้วยการนำเมล็ดมาวางไว้บนทิชชูที่พรมน้ำ แล้ววางเมล็ดลงบนทิชชูที่วางในกล่องทึบแสง เมื่อเรียงเมล็ดเรียบร้อยแล้ว ก็จะฉีดพ่นฝอยด้วยฟ็อกกี้อีกครั้ง แล้วเทน้ำในกล่องออกให้หมด นำไปไว้ในที่มืด เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ก็จะนำมาใส่ถาดเพาะ โดยใช้พีชมอสส์ หลังจากนั้นรดน้ำด้วยฟ็อกกี้เช้าเย็น โดยระวังไม่ให้วัสดุปลูกแฉะ นำมาวางในโรงเรือนที่ไม่โดนฝนและมีแสงแดดรำไร ใช้เวลาประมาณ 14-15 วัน ต้นมะเขือเทศจะมีความสูงประมาณ 4-5 นิ้ว ก็สามารถนำมาปลูกในโรงเรือนได้แล้ว

โรงเรือนของสวนอากงจะมีหลังคาพลาสติกกันน้ำและตาข่ายกันแมลงรอบข้าง ส่วนในโรงเรือนจะเป็นพื้น 3 ระดับเพื่อให้เหมาะสมกับการระบายน้ำและการจัดการตามภาพที่เห็น (หน้า 34) โดยครั้งแรกจะใช้กระถางพลาสติกแต่ต่อมาเห็นว่าจังหวัดราชบุรีมีกระถางมังกรเป็นผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น จึงเปลี่ยนมาใช้กระถางมังกรแทน เพราะจะลดการใช้พลาสติกได้อีกด้วย

นอกจากนี้ กระถางมังกรยังใช้งานได้นานกว่า เทแกลบดำใส่กระถางเป็นวัสดุปลูก ซึ่งทางสวนอากงใช้เพียงอย่างเดียวเพราะเห็นว่าเป็นวัสดุที่ผ่านความร้อนมาเชื้อโรคที่ติดมาจึงไม่มี ส่วนธาตุอาหารทางสวนฯ ผสมมากับน้ำ ซึ่งรดทุกวันอยู่แล้ว เมื่อเทแกลบใส่กระถางก็จะเปิดน้ำเปล่าใส่น้ำให้เต็มจนล้นออกมา วันละหนึ่งรอบ ทำอย่างนี้อยู่ 3-4 ครั้ง ก็พร้อมที่จะปลูก ในช่วงหน้าร้อนถ้าจะพรางแสงตอนปลูก และเลือกการปลูกต้นกล้าในตอนเย็น เพราะแสงแดดไม่ร้อนมาก