ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวอีกว่า การขยายกำลังผลิตโดยใช้เทคโนโลยี

สมัยใหม่เป็นการเตรียมความพร้อมรองรับปริมาณน้ำนมดิบของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่เป็นสมาชิกสหกรณ์และศูนย์รวบรวมนมดิบ จำนวน 56 แห่ง ซึ่งได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ซื้อขายน้ำนมโคกับ อ.ส.ค.คาดว่าปริมาณน้ำนมดิบจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ปีละประมาณ 10% นอกจากนั้น ยังช่วยลดอัตราการสูญเสียในการผลิต ช่วยประหยัดพลังงาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเป็นการเพิ่มขีดความสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คแข่งขันได้ในตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ

“ปัจจุบัน อ.ส.ค.อยู่ระหว่างการติดตั้งเครื่องบรรจุนมแบบไฮสปีดที่โรงงานนม อ.ส.ค.ขอนแก่น นำร่องก่อนหนึ่งเครื่องคาดว่าจะสามารถเริ่มเดินเครื่องผลิตนมเต็มรูปแบบได้ในต้นปี 2561 นี้ และมีกล่องนมไทย-เดนมาร์ครูปทรงสลิมลีฟออกมาวางจำหน่ายในท้องตลาดแถบภาคอีสาน จากนั้น อ.ส.ค.เตรียมแผนติดตั้งเครื่องไฮสปีดใหม่เพิ่มอีกหนึ่งเครื่องที่โรงงานนมปราณบุรี เป็นโรงงานที่ 2 ซึ่งคาดว่า สามารถรองรับน้ำนมดิบได้เพิ่มขึ้นถึงวันละ 120-160 ตัน เป็นการเตรียมพร้อมรองรับปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดช่องทางหนึ่ง” ผอ.อ.ส.ค.กล่าว

แม้ว่ารัฐบาลเมียนมาภายใต้การบริหารของ “ออง ซาน ซู จี” พยายามจะยกเครื่องกฎดึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม ผนวกกับแรงกดดันจากวิกฤตปัญหาโรฮีนจาที่ยังคุกคามความเชื่อมั่นนักลงทุนว่าอาจลุกลามเป็นความเสี่ยงให้เมียนมาถูกคว่ำบาตรอีกครั้ง

ล่าสุดกระทรวงแรงงาน ประกาศแผนการส่งออกแรงงานชาวเมียนมาไปต่างประเทศ หลังเศรษฐกิจของประเทศส่งสัญญาณชะลอตัว รอยเตอร์ส รายงานอ้างผลการสำรวจของ “โรแลนด์ เบอร์เกอร์” บริษัทที่ปรึกษาสัญชาติเยอรมนี และสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเมียนมา ระบุว่า รายงานความเชื่อมั่นทางธุรกิจในระยะสั้นฉบับล่าสุด ศึกษามุมมองของนักธุรกิจเมียนมาและต่างประเทศ 500 บริษัทพบว่า ความเชื่อมั่นของนักธุรกิจที่มีต่อเศรษฐกิจเมียนมาในปีนี้ ลดลงเหลือ 49% เทียบกับปีก่อนที่ 73%

โดยนัยสำคัญที่ทำให้ความเชื่อมั่นลดลงมุ่งมาที่ 2 ประเด็นหลัก คือ “การขาดแคลนนโยบาย” และ “แผนพัฒนาทางเศรษฐกิจที่คลุมเครือ”

นายโทมัส คล็อส์ ผู้จัดการหุ้นส่วนของโรแลนด์ เบอร์เกอร์ ในเอเชียตะวันเฉียงใต้ กล่าวว่า “สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการคือความชัดเจน โดยเฉพาะโรดแมปที่ชัดเจน กรอบเวลา และผลงานทางรูปธรรมที่รวดเร็ว”

แม้ว่าปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกนโยบายเศรษฐกิจฉบับหนึ่ง แต่หลายคนกลับมองว่ายังขาดรายละเอียด หรือแผนการที่จะบรรลุเป้าหมาย และในเดือนเม.ย.ปีนี้ สภาได้ผ่านร่างฎหมายการลงทุนที่ช่วยให้กระบวนการด้านการลงทุนง่ายขึ้น และช่วยให้นักลงทุนต่างชาติได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับนักลงทุนท้องถิ่น แต่ผลงานดูยังไม่น่าประทับใจอย่างที่ควรจะเป็น

เห็นได้จากอัตราการเติบโตในการลงทุนของต่างชาติและจีดีพีของประเทศ ที่ชะลอตัวลงนับตั้งแต่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยเข้ามาบริหารประเทศเมื่อปีก่อน โดยมูลค่าการลงทุนจากต่างชาติในปีนี้ เฉลี่ยเพียง 739 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน อยู่ในระดับต่ำกว่ารายงานในปี 2015 ที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเผด็จการทหาร

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานเมียนมา ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐกระทรวงแรกที่ออกมาเคลื่อนไหว หลังจากที่รายงานความเชื่อมั่นออกมาได้ไม่นาน โดยเว็บไซต์ เรดิโอ ฟรี เอเชีย รายงานว่า กระทรวงแรงงานเมียนมากำลังหาลู่ทางเพื่อทำข้อตกลงกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค เพื่อส่งออกแรงงานหญิงในอาชีพแม่บ้านอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเพื่อแก้ปัญหาการลักลอบเข้ามาทำงานของแรงงานเมียนมาที่ยังเป็นประเด็นร้อน โดยกระทรวงตั้งเป้าที่จะเจรจากับ 4 ประเทศได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย

เพราะความต้องการแรงงาน โดยเฉพาะ “แม่บ้าน” หรือ “คนรับใช้ในบ้าน” ในอัตราค่าจ้างที่ค่อนข้างต่ำ ข้อมูลขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ระบุว่าแรงงานเมียนมามากถึง 70% ของทั้งหมด อพยพและอาศัยอยู่ในประเทศไทย รองลงมาคือ มาเลเซีย 15%, จีน 4.6% และสิงคโปร์ 3.9% ซึ่งส่วนใหญ่แรงงานเหล่านี้มาจากรัฐมอญและรัฐกะยีน หรือที่คนไทยเรียกว่า รัฐกะเหรี่ยง และบางส่วนมาจากรัฐฉาน

ขณะที่ประมาณการของรัฐบาลระบุว่า มากกว่า 5% ของแรงงานเมียนมาทำงานอยู่ในตะวันออกกลาง ส่วนใหญ่ทำงานด้านการประมงและการเกษตร ส่วนผู้หญิงจะทำงานเป็นหญิงรับใช้

ทั้งนี้ นายวิน เชียน อธิบดีกรมแรงงานและสอบสวนคดีแรงงาน กล่าวว่า”การย้ายถิ่นของแรงงานอย่างถูกกฎหมาย นอกจากจะแก้ไขปัญหาการลักลอบทำงานยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการจัดหางานให้กับคนยากจนและเพิ่มรายได้ที่จะส่งกลับบ้าน”

ก่อนหน้านี้ เมียนมาเคยได้พูดคุยกับรัฐบาลสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย ฮ่องกง และไต้หวัน มานานแล้วในประเด็นการส่งออกแรงงานอย่างถูกกฎหมาย แต่การเจรจาครั้งใหม่นี้จะครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์ของแรงงาน การคุ้มครองแรงงานเมียนมาในต่างแดนรวมถึงการเอื้อความสะดวกในการทำธุรกรรมข้ามชาติที่เข้มแข็งขึ้น

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า โอกาสที่รัฐบาลเมียนมาจะประสบความสำเร็จจากการเพิ่มการส่งออกแรงงานนั้นมีอยู่สูง แม้ว่าหลายประเทศในอาเซียนจะมีนโยบายเช่นเดียวกัน แต่หากเทียบกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ จะพบว่าอัตราค่าจ้างแรงงานชาวเมียนมาต่ำกว่า อยู่ที่ 330 ดอลลาร์ต่อเดือน ขณะที่แรงงานอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ จะอยู่ที่ 385 ดอลลาร์ และ 460 ดอลลาร์ต่อเดือน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักวิเคราะห์ยังกังขาก็คือ การประกาศรับกลุ่มโรฮีนจากลับประเทศ โดยที่รัฐบาลซู จียังไม่มีนโยบายการจัดการที่ดี นัยของแผนการส่งออกแรงงานจึงเป็นอีกหนึ่งความเป็นไปได้ที่ผู้เชี่ยวชาญกำลังให้ความสนใจ และลงความเห็นว่าต้องติดตามต่อไป

จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางเป้าหมายจะดันราคายางพาราให้สูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 65 บาท รวมจำนวน 7 โครงการ ทั้งโครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกร , สินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับผู้ประกอบกิจการยาง , โครงการควบคุมปริมาณผลผลิต มีเป้าหมายลดพื้นที่การปลูกยางถาวร รวมทั้งโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยภาครัฐ 7 กระทรวง จำนวน 2 แสนตัน โดยการบังคับใช้มาตรา 44 เข้ามากำกับการโครงการ

นายสมปอง บุญมี เกษตรกรชาวสวนยางพาราและเป็นพ่อค้ารับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกร กล่าวว่า พอใจในมาตรการช่วยเหลือของรัฐที่ออกมาเป้าหมายผลักดันให้ราคายางสูงขึ้น โดยเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ราคายางกระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว โดยตนรับซื้อกิโลกรัมละ 40 บาท เพราะนำมาส่งขายให้แก่สถาบันเกษตรกรของการยางแห่งประเทศไทย (ส่วนราคาพ่อค้าทั่วไปประมาณ 38 – 39 บาทต่อกก. ) โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการใช้ยางภายประเทศถ้ารัฐบาลทำจริงจัง เชื่อว่าจะทำให้ราคายางดีขึ้นอย่างแน่นอน

นายถนอมเกียรติ ยิ่งฉ้วน ที่ปรึกษาประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เครือข่ายชาวสวนยางฯ พอใจทั้ง 7 มาตรการที่รัฐบาลออกมาซึ่งถือได้ว่ารัฐบาลรับฟังเสียงสะท้อนและแนวทางการแก้ปัญหาของชาวสวนยางแล้วนำมาซึ่งมาตรการปฏิบัติที่แท้จริง เพื่อแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ โดยเฉพาะทางเครือข่ายฯได้ต่อสู้เรียกร้องเรื่องให้รัฐบาลประกาศใช้ มาตรา44 สนับสนุนยางในหน่วยงานภาครัฐมาประมาณ 1 ปี เต็ม แต่อยากเสนอเพิ่มเติม คือ ขอให้กระทรวง ทบวง กรม ที่จะใช้ยางตามโครงการดังกล่าว ออกเป็นคำสั่งไปยังหน่วยงานในพื้นที่ให้ชัดเจน เพื่อเกิดการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม รวมทั้งการสนับสนุนเงินจำนวน 4,000 บาทต่อราย เพิ่มเติมให้แก่เกษตรกรที่ได้รับจากเงินสวัสดิการไร่ละ 16,000 บาทต่อไร่ รวมเป็นเงินไร่ละ 20,000 บาทต่อไร่ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้สำหรับคนที่ต้องการลดพื้นที่ปลูกที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น มาตรการทั้ง 7 โครงการที่ออกมา เชื่อว่าจะทำให้ยางพารามีราคาที่สูงขึ้นกิโลกรัมละ 65 บาท สำหรับที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้อย่างแน่นอน

“กฤษฎา” ร่วมวงเสวนารวมพลังขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ จ.ยโสธร ยันรัฐเดินหน้านโยบายเข้มข้นพร้อมดึงเอกชนร่วมสร้างความเชื่อมั่นด้านตลาด มั่นใจขยายพท.เกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศได้อีกกว่า 6 แสนไร่

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานพิธีเปิด และร่วมเสวนาโครงการ “รวมพลังขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ณ กลุ่มเกษตรกรทำนานาโส่ ต.นาโส่ อ.กุดชุม จังหวัดยโสธร โดยมีนายนิกร สุกใส ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร กล่าวต้อนรับ พบปะหัวหน้าส่วนราชการและเกษตรกร มอบวงเงินสินเชื่อโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2560/61 ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำนานาโส่ วงเงิน 20 ล้านบาท กลุ่มสหกรณ์การเกษตรธรรมชาติอินทรีย์หนองยอ วงเงิน 4 ล้านบาท สหกรณ์เกษตรอินทรีย์เลิงนกทาและไทยเจริญ จำกัด วงเงิน 12 ล้านบาท กลุ่มเกษตรกรทำนาบากเรือ วงเงิน 9 ล้านบาท

การพัฒนาคุณภาพสินค้าทางการเกษตรให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เกิดการยอมรับจากผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยมีแผนยุทธศาสตร์พัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560 – 2564 ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การส่งเสริมการวิจัย การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาการผลิตสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์ , ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ และการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ซึ่งโดยจะใช้งบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนและส่งเสริมบูรณการยุทธศาสตร์ทั้งหมดให้เกิดความต่อเนื่อง

ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะเพิ่มพื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์ได้ถึง 6 แสนไร่ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมกลไกในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เพื่อให้มีความชัดเจนและแนวทางในการให้ความรู้แก่เกษตรกรที่จะมาใช้แนวทางเกษตรอินทรีย์ไว้แล้ว โดยแบ่งเกษตรกรออกเป็น 3 กลุ่มสำคัญ คือ กลุ่มที่ 1 จะเป็นกลุ่มที่รับสมัครเพื่อเข้าร่วมโครงการ โดยจะได้รับการสนับสนุนทั้งปัจจัยการผลิตและความรู้เบื้องต้น กลุ่ม 2 จะเป็นกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมยกระดับต่อยอดความรู้ที่มีอยู่แล้ว และกลุ่มที่ 3 คือ เกษตรกรที่ได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์แล้ว

โดยทั้งหมดภาครัฐจะเข้าไปช่วยเหลือในการหาตลาดและเพิ่มช่องส่งเสริมการขายที่มากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นและคุณภาพให้กับสินค้าทางการเกษตรที่ผลิตออกมากลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์โป้งเสริญ (กุดแข้ด่อน) วงเงิน 1 ล้านบาท จากนั้นได้ร่วมกิจกรรมเสวนา “แนวทางการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม) นายโจน จันได พ่อมั่น สามสี พ่อบุญส่ง มาตขาว ก่อนตรวจเยี่ยมกิจกรรมเกษตรอินทรีย์

ของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ตรวจเยี่ยมการรับซื้อผลผลิตข้าวอินทรีย์ ของกลุ่มเกษตรกรทำนานาโส่ ตรวจเยี่ยมงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนในช่วงบ่ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พร้อมคณะได้เดินทางต่อไปยัง สวนตาผอง บ้านสุขเกษม ต.โนนเปือย อ.กุดชุม จ.ยโสธร เพื่อตรวจเยี่ยมงาน Young Smart Farmer และคนกล้าคืนถิ่น (Young Farmer Club) โดยมี นางสาวรสสุคนธ์ สุวรรณเพชร บรรยายสรุป

และที่สำคัญที่สุดเพื่อยกระดับการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไปสู่ระดับที่เข้มข้นมากขึ้น จะต้องมุ่งเน้นไปที่การทำงานร่วมกับเกษตรกรมากยิ่งขึ้นซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการวิจัยด้านเกษตรอินทรีย์ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมอันได้แก่การเข้าถึงความรู้และข้อมูลข่าวสารผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ และสร้างความไว้วางใจและสร้างเครือข่ายกับหุ้นส่วนการพัฒนารายใหม่ๆ ระหว่างเกษตรกรและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน การให้สิทธิประโยชน์ทางการค้าแก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบธุรกิจเพื่อเอื้อให้เกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ รวมไปถึงการสนับสนุนระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เป็นต้น ซึ่งการที่จะบรรลุผลสำเร็จเหล่านี้ได้ต้องอาศัยเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรเอกชน ทั้งหมดนี้ถือเป็นโอกาสที่จังหวัดยโสธรจะพัฒนาให้เป็น “เมืองเกษตรอินทรีย์” หรือ “Land of Organic” ซึ่งถือเป็นทางเลือกในการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในด้านของคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

จังหวัดยโสธร ปัจจุบันมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน รวมพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั้งสิ้น 134,406.25 ไร่ แบ่งเป็น มาตรฐานสากล จำนวน 54,906.75 ไร่ มาตรฐาน มกษ.9000 จำนวน 55,054.50 ไร่ การรับรองมาตรฐานตามระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม(PGS) จำนวน 24,445 ไร่ พืชอื่นๆ เช่น แตงโม ไผ่ กระเจียวหวาน ถั่วลิสง หอมแดง เป็นต้น ไข่ไก่อินทรีย์ จำนวน 74 ราย ประมงอินทรีย์ จำนวน 3 ราย ทั้งนี้ การจัดโครงการ “รวมพลังขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” มีวัตถุประสงค์ เพื่อขยายผลการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ให้แพร่หลาย เพิ่มจำนวนเกษตรกรทำอินทรีย์และพื้นที่เกษตรอินทรีย์ของจังหวัดให้มากขึ้น ที่ครอบคลุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดเพิ่มขึ้น เกิดเครือข่ายเกษตรอินทรีย์และความร่วมมือในการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด โดยผู้ร่วมงานในวันนี้ เป็นเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ ทั้งกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่ จำนวน 300 คน

“ระบบเกษตรพันธสัญญา” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “คอนแทรคท์ ฟาร์มมิ่ง” (Contract Farming) เป็นระบบที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านสินค้าเกษตรมาอย่างยาวนาน แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังคงมีปัญหาอย่างมากในการนำระบบเกษตรพันธสัญญามาใช้ในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะการทำสัญญาที่เอารัดเอาเปรียบเกษตรกร ทำให้เกษตรกรกลายเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงทั้งหมดในกระบวนการผลิต และแม้ว่าฝ่ายผู้ประกอบธุรกิจเป็น ผู้ผิดสัญญาเสียเอง เกษตรกรก็ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะฟ้องร้องหาความเป็นธรรมให้กับตนเอง จากช่องโหว่ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการผลักดัน“พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560” โดยมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา

นายพีรพันธ์ คอทอง รองโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ระบบเกษตรพันธสัญญา” ว่าเป็นระบบการผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตร ที่เกิดขึ้นจากสัญญาการผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรประเภทเดียวกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรฝ่ายหนึ่งกับบุคคลธรรมดา ซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรมตั้งแต่สิบรายขึ้นไป หรือกับสหกรณ์การเกษตรหรือกลุ่มเกษตรกรซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเกษตรกรตกลงที่จะผลิต จำหน่ายหรือรับจ้างผลิตผลิตผลทางการเกษตรตามจำนวน คุณภาพ ราคาหรือระยะเวลาที่กำหนดไว้ และผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรตกลงที่จะซื้อผลิตผลดังกล่าวหรือจ่ายค่าตอบแทนตามที่กำหนดไว้ตามสัญญา โดยที่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรเข้าไปมีส่วนในกระบวนการผลิต เช่น เป็นผู้กำหนดผลิต จัดหาพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หรือปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร

“การที่รัฐตรากฎหมายมากำกับดูแลระบบดังกล่าว มีจุดมุ่งหมายสำคัญ คือ เพื่อสร้างหลักเกณฑ์การทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ป้องกันปัญหาการโฆษณาชวนเชื่อหรือชี้ชวนเกินจริง การทำสัญญาที่ขาดความชัดเจน ไม่โปร่งใส มีข้อความผูกมัดเพื่อเอาเปรียบคู่สัญญาจนกลายเป็น “สัญญาไม่เป็นธรรม” ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้ง” นายพีรพันธ์ กล่าว
นายพีรพันธ์ กล่าวถึงประโยชน์ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ด้วยว่า ประกอบด้วย 3 ด้านหลักๆ คือ 1) ช่วยส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้เป็นธรรมอย่างยั่งยืน กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงด้านการตลาด มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่มีมาตรฐานไปยังเกษตรกร เกษตรกรมีความมั่นคงทางด้านรายได้ ส่วนผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรได้รับผลผลิตที่มีคุณภาพและมาตรฐานตรงตามระยะเวลาที่กำหนดไว้

2) ช่วยให้เกษตรกรได้รับความคุ้มครองในการทำสัญญาให้เกิดความเป็นธรรม ป้องกันปัญหาการโฆษณาชวนเชื่อและชี้ชวนเกินจริง กำกับดูแลการทำสัญญาให้มีความชัดเจน โปร่งใส ไม่ให้เกิดการเอาเปรียบคู่สัญญาอีกฝ่าย หรือทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายต้องรับภาระเกินกว่าสมควร และ
3) ช่วยลดความขัดแย้งที่เกิดจากการทำสัญญาและลดการนำคดีขึ้นสู่ศาล โดยมีกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ทำให้การแก้ปัญหาข้อพิพาทมีความรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายและยืดหยุ่นกว่ากระบวนการในศาลยุติธรรม รวมทั้งมีมาตรการคุ้มครองคู่สัญญาระหว่างกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่จะเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญามีหน้าที่จะต้องดำเนินการใน 2 เรื่อง คือ 1. ต้องมาจดแจ้งการประกอบธุรกิจในระบบเกษตร พันธสัญญา ต่อสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ในจังหวัดที่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ หรือภูมิลำเนาตั้งอยู่ ก่อนเริ่มประกอบกิจการ และในกรณีที่ประกอบธุรกิจอยู่ก่อนแล้วต้องมาแจ้งภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 60 เป็นต้นไป โดยช่องทางในการแจ้งมี 2 ช่องทาง คือ ผ่านเว็บไซต์ http://www.opsmoac.go.th/contractfarming หรือแจ้งด้วยตนเอง และ 2. การทำสัญญากับเกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องจัดทำเอกสารสำหรับชี้ชวนและร่างสัญญาที่มีรายละเอียดตามที่กฎหมายกำหนด ให้เกษตรกรทราบล่วงหน้าก่อนเข้าทำสัญญา

กฎหมาย “ระบบเกษตรพันธสัญญา” จึงถือเป็นการเปิดมิติใหม่ taniavaughan.com ในการสร้างความเป็นธรรมระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบธุรกิจแบบยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทร. 0-2281-5955 ต่อ 354 หรือสายด่วน 1170

เมื่อ วันที่ 19 ธันวาคม 2560 คณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม มีมติเห็นชอบ 6 โครงการ ช่วยเหลือและแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบ เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคา

ดร.ธี ธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบ 6โครงการ เพื่อแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบ ตามแนวนโยบายดูดซับปริมาณยาง เพิ่มปริมาณการใช้ และลดปริมาณผลผลิต เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและความยั่งยืนในการประกอบอาชีพการทำสวนยาง

โครงการชดเชยดอกเบี้ย 3% เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) เพื่อใช้ในการเก็บรวมรวมยาง ในวงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อดูดซับปริมาณยางออกจากระบบประมาณร้อยละ 11 ของผลผลิตยางแห้ง 350,000 ตันจากผลผลิตทั้งปี โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยในอัตราตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี (ไม่เกิน 600 ล้านบาท) ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 ถึงเดือนธันวาคม 2562 และมีระยะเวลาการชำระเงินคืนเงินกู้ไม่เกิน 1 ปีนับจากวันทำสัญญาต่อปี

โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา (วงเงิน 5,000 ล้านบาท) ซึ่งรัฐบาลเห็นชอบแนวทางปฏิบัติการสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ในอัตราร้อยละ 0.49 ต่อปี โดยยอดประมาณการตลอดระยะเวลาโครงการฯ 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2558-2567) รวมเป็นเงินประมาณการทั้งสิ้น 3,868,000 บาท แบ่งเป็นกลุ่มเกษตรกร 3,564,000 บาท วิสาหกิจชุมชน จำนวน 304,000 บาท

โครงการชดเชยดอกเบี้ย 3% เพื่อสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางพารา (วงเงิน 10,000 ล้านบาท) โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเงินชดเชยค่าเบี้ยประกันแก่สถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ และค่าบริหารโครงการฯ

โครงการชดเชยดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาทเพื่อใช้ในการขยายกำลังการผลิต/ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบตามกรอบวงเงิน 15,000 ล้านบาท และหลักเกณฑ์ เงื่อนไขเดิม ปัจจุบันมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ เพียงจำนวน 29 ราย และได้รับอนุมัติสินเชื่อเข้าร่วมโครงการฯ 16 ราย วงเงินประมาณ 8.887 พันล้านบาท ปริมาณการใช้ยางเพิ่มขึ้น 35,550 ตัน/ปี ขณะนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการอีกหลายราย ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น

โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ โดยรัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานภาครัฐใช้ยางพารา ภายในประเทศเพิ่มขึ้น โดยให้ กยท. รับซื้อผลผลิตยางพารา ได้แก่ ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 น้ำยางสด ยางก้อนถ้วย หรือยางชนิดอื่นๆ ผ่านทางสถาบันเกษตรกร และเครือข่ายตลาด ของ กยท. ทั่วประเทศ เป้าหมาย 200,000 ตัน ในช่วงเดือนธันวาคม 2560 – 30 เมษายน 2561 ลดปริมาณผลผลิต

โครงการควบคุมปริมาณผลผลิต โดยมีเป้าในการลดปริมาณผลผลิตจากทั้งภาคเกษตรกร และหน่วยงานรัฐ โดยในส่วนของเกษตรกร ได้กำหนดให้มีแรงจูงใจให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ด้วยการสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้ชาวสวนยางรายละ 4,000 บาท เพื่อโค่นยางและปลูกแทนด้วยไม้ยืน ต้นชนิดอื่น เช่น ไม้ผล ไม้เพื่อการแปรรูป และอื่นๆ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ จำนวน 2 แสนไร่ ภายในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2561 นี้ ซึ่งจะเป็นการลดพื้นที่ปลูกยางแบบถาวร

สำหรับหน่วยงานภาครัฐที่มีสวน ยาง ประมาณ 1 แสนไร่ ทั้ง กยท. กรมวิชาการเกษตร และ ออป. จะร่วมกันหยุดกรีดยาง ซึ่งจะเป็นอีกแนวทางหนึ่ง เพื่อลดปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดได้ไม่น้อยกว่า 6.78 พันตันในระยะเวลา 3 เดือนนี้