ดอกบัวในตำราพิชัยสงคราม การออกศึกสงครามแม่ทัพผู้บัญชา

จะพิจารณาเลือกการจัดทัพตามลักษณะพยุหะ (กระบวนทัพ) ที่มีอยู่ในตำราพิชัยสงครามให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ไม่ว่าจะเป็นขณะยกทัพ หรือการตั้งค่าย เพื่อความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ทุกขณะ ซึ่งการจัดทัพรูปทรงดอกบัวที่ชื่อว่า “ปทุมพยุหะ” มีอยู่ในตำราด้วย กล่าวคือ เป็นการจัดผังเป็นรูปดอกบัวตูม กำหนดการวางทัพโดยมีกองร้อยอยู่ส่วนยอดลดหลั่นลงมาเป็นพลทวน กองม้า กองช้าง กองเขน กองไล่ ส่วนทัพใหญ่และทัพรองตั้งมั่นอยู่ตรงส่วนฐาน การจัดทัพแบบปทุมพยุหะเหมาะกับภูมิประเทศที่เป็นที่ราบกลางทุ่งใช้ได้ทั้งการตั้งค่ายและยาตราทัพ

ในดินแดนของอียิปต์โบราณนั้น ดอกบัวเป็นตัวแทนของสามความหมาย คือ การเกิดใหม่ ความตาย และการผนึกรวมกันของอียิปต์เหนือและใต้ ในส่วนของการเกิดใหม่นั้น ชาวอียิปต์โบราณกล่าวว่า ลักษณะของดอกบัวที่บานในตอนเช้า และเริ่มหุบในตอนบ่าย ก่อนจะค่อยๆ มุดลงใต้ผิวน้ำไปทีละน้อย และจะกลับมาเบ่งบานอีกครั้งในเช้าวันถัดไป เปรียบเหมือนกับการเกิดใหม่ และเหมือนกับการที่ดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิต ลาลับฟ้าในตอนเย็นย่ำ และโผล่มาทอแสงใหม่ยามรุ่งอรุณนั่นเอง ส่วนความหมายของดอกบัวในศาสนาฮินดู คือดอกไม้ที่สื่อถึงความงาม ความงอกเงย จิตวิญญาณ และความเป็นนิรันดร์

สำหรับความหมายของดอกบัวสีน้ำเงิน แทนชัยชนะที่จิตและปัญญามีเหนือกิเลส ดอกบัวสีขาวสื่อถึงความบริสุทธิ์ จิตใจที่สงบ ผ่องแผ้วสดใส ดอกบัวสีม่วงสื่อถึงความลึกลับ ดอกบัวสีชมพูจัดเป็นบัวที่ประเสริฐสุด และนับเป็นดอกบัวซึ่งเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ดอกบัวสีแดงมีความหมายเกี่ยวเนื่องกับใจ สื่อความหมายถึงใจที่มีความรักและความเห็นใจต่อผู้อื่น

ปัญหาเดิมๆ ที่เกษตรกรต้องพบเจอเสมอคือผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ หากมีลู่ทางทำตลาดในผลผลิตชนิดอื่น ก็นับเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจหากจะเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น

กิตินัน นุ้ยเด็น เกษตรกรคนรุ่นใหม่ในโครงการของกระทรวงการเกษตรที่ไร่ อ.การเกษตร (สามพี่น้อง) ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล จัดเป็นกลุ่มเกษตรกรตัวอย่างที่มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ จากสวนยางพาราที่มีอายุเกิน 25 ปี มาเป็นไร่กล้วยหอมและกล้วยไข่ สร้างรายได้อย่างงาม อีกทั้งเป็นที่ต้องการของตลาดในพื้นที่และประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย มีการสั่งเข้าไปขายเป็นจำนวนมาก

หลังจบปริญญาตรี การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา กิตินันเลือกที่จะใช้ชีวิตหลังการเรียนจบการศึกษาด้วยการทำการเกษตรแบบเต็มรูปแบบร่วม 3 ปี บนพื้นฐานรายได้เฉลี่ยเดือนละ 30,000-50,000 บาท จากการศึกษาหาความรู้ ลงมือทำ จนประสบความสำเร็จ สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างมีความสุข กับไร่มะละกอและไร่กล้วย พืชเศรษฐกิจที่มีการบริหารจัดการจนอยู่ระดับแนวหน้าของจังหวัด นับเป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนพื้นที่สวนยางพาราเป็นไร่กล้วยไข่ที่มีผลผลิตออกจำหน่ายสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง รายได้งาม

“ผมตัดสินใจโค่นต้นยางพาราซึ่งแก่มากและราคามีการผันผวนอยู่ตลอดเวลา เริ่มแรกหันมาทำไร่มะละกอ ซึ่งการดูแลค่อนข้างจะยากกว่า หากเทียบกับการปลูกกล้วย โดยตนได้ลงกล้วย 2,000 ต้น และตั้งเป้าหมายว่าจะลง 80 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ ที่เหลือเป็นยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน แม้มะละกอราคาจะดีกว่า แต่กล้วยมีตลาดที่กว้างกว่า ทำให้เกษตรกรมีรายได้เป็นกอบเป็นกำพอสมควร ทันทีที่กล้วยให้ผลผลิตที่พอเหมาะกับการเก็บ คนเก็บจะฟันต้นทิ้งในทันที เพื่อให้ต้นกล้วยรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่ กล้วยไข่ได้กลายเป็นรายได้หลัก

“ก่อนหน้ารายได้หลักมาจากสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน บนพื้นที่ 20 ไร่ หลังตัดสินใจไถกลบสวนยางพารามาปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์และพันธุ์แขกดำ จำนวน 400 ต้น ตามด้วยปลูกกล้วยหอมทองและกล้วยหอมไข่ 2,000 ต้น ในระยะ 2-3 วัน สามารถให้ผลผลิตออกสู่ตลาดได้มากถึงคราวละ 100 กิโลกรัม ส่งขายในตลาดพื้นที่จังหวัดสตูล และตลาดในชายแดนเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย โดยราคากล้วยหอมและกล้วยไข่ กิโลกรัมละ 15-20 บาท อยู่ที่ขนาดความสุกงอมของกล้วย”

กิตินัน เล่าอีกว่า กล้วจะให้ผลผลิตเร็ว ออกนานถึง 8 เดือน เก็บครั้งละไม่น้อยกว่า 30-100 กิโลกรัม ตลาดกว้าง อนาคตสดใส ปลูกและดูแลง่าย ในขณะที่มะละกอราคาดี กิโลกรัมละ 20-30 บาท ให้ผลผลิตนานถึง 12 เดือน เก็บครั้งละไม่น้อยกว่า 50 กิโลกรัม

“หลักสำคัญในการทำการเกษตรคือ ดิน น้ำ และการจัดการ หากดินดีจะปลูกอะไรก็งอกงาม และน้ำไม่ขาดก็จะยิ่งดี นอกจากนี้ต้องรู้จักเรียนรู้การบริหารจัดการไร่และพืชสวนทางการเกษตรของตนเองในการปลูกพืชผักแบบสวนผสม ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ขณะที่กล้วยปลูกและดูแลง่ายกว่ามะละกอ ตลาดกว้างแม้ราคาจะถูกกว่ามะละกอ ส่วนตัวก็วางแผนที่จะปลูกเพิ่มเติมอีก” กิตินัน กล่าว

อดินัน นุ้ยเด็น อายุ 64 ปี เกษตรกรชาวสวนผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของไร่ อ.การเกษตร (สามพี่น้อง) เล่าว่า เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จต้องกล้าคิด กล้าตัดสินใจ เมื่อยางพาราหมดอายุ ต้องตัดสินใจให้ได้ว่าควรเปลี่ยนเป็นพืชอะไรให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ สภาพดิน และการบริหารจัดการ ลูกหลานที่เป็นเกษตรกรนำผลผลิตขายออกสู่ตลาด จำหน่ายผลผลิต อาทิ มะละกอฮอลแลนด์ แขกดำ รวมทั้งพืชผักสวนครัว ปาล์ม และผลไม้ต่างๆ โดยมีตลาดมารับถึงที่

ไชยพงศ์ ทะนันชัย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กล่าวว่า เนื้อที่เพาะปลูกกล้วยในพื้นที่จังหวัดสตูล มีทั้งหมด 950 ไร่ ปลูกในพื้นที่อำเภอควนโดน มากสุด 420 ไร่ โดยผลผลิตในปี 2559 ได้จำนวน 319 ตัน ซึ่งแปลงของเกษตรกรจุดนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากสวนยางพารามาเป็นไร่กล้วยและมะละกอ จากเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำ หันมาปลูกกล้วยให้กิโลกรัมละ 20-30 บาท/กิโลกรัม มีการบริหารจัดการแบบครบวงจร มีตลาดรองรับ และกล้วยเป็นพืชเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวได้อีก ซึ่งทางเกษตรจังหวัดและเกษตรอำเภอพร้อมจะส่งเสริมให้เป็นจุดเรียนรู้ให้กับเกษตรกรรายอื่นได้ต่อไป

พร้อมกันนี้ยังมีนโยบายส่งเสริมอาชีพ โดยเน้นให้เกษตรกรมีรายได้จากหลายแหล่งด้วยการทำการเกษตรแบบผสมผสานตามความถนัด ทั้งประมง ปศุสัตว์ และเกษตร หากเกษตรกรที่สวนยางพาราหมดอายุ สนใจจะปรับเปลี่ยน สามารถมาศึกษาดูงานได้ที่จุดเรียนรู้ หรือติดต่อทางเกษตรจังหวัดเพื่อติดต่อดูงานได้

นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า กรมอุตุฯ ได้ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง “ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย” ระบุว่า บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมประเทศไทยและทะเลจีนใต้ ทำให้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง ส่งผลให้วันที่ 23-25 มกราคม 2560 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ในภาคใต้ตอนล่างบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ฝนที่ตกสะสม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และในพื้นที่เสี่ยงภัยขอให้เฝ้าระวังดินโคลนถล่ม และติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างยังคงมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยตามชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 25 มกราคม 2560 ไว้ด้วย

เพจเฟซบุ๊ก อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้เเชร์ต่อภาพชุดม่อนน้องแกะ พระตำหนักดอยผาตั้ง อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก Saknarins Intharanop, รถสองแถว ดอยอินทนนท์ ซึ่งมีบรรยากาศสวยงามเหมือนต่างประเทศ พร้อมระบุว่า

#ม่อนน้องแกะ @พระตำหนักดอยผาตั้ง อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ #บ้านขุนกลาง #อำเภอจอมทอง #เชียงใหม่ (ภาพบรรยากาศล่าสุดเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา 23 ม.ค. 2560)
ทั้งนี้ มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นพร้อมเเชร์ภาพของตนที่ถ่ายยังสถานที่เดียวกันจำนวนมาก เเต่ละภาพดูเเล้วน่าลองไปสัมผัสด้วยตัวเองอย่างมาก

กรมปศุสัตว์ ยืนยันฟาร์มมาตรฐานไม่มีการลักลอบใช้ยาปฏิชีวนะเกินกำหนด ย้ำผลิตเนื้อสัตว์ปลอดภัย100% เตือนเกษตรกรลักลอบใช้ยาเถื่อนมีความผิดทั้งจำทั้งปรับ

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ดำเนินการควบคุม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังยาหรือสารตกค้างในเนื้อสัตว์อย่างเข้มงวดที่สอดคล้องกับมาตรฐานโลก โดยกรมปศุสัตว์ ได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินแนวทางการควบคุมยาสัตว์ในกระบวนการผลิตสินค้าปศุสัตว์ และกำหนดแผนยุทธศาสตร์การจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560–2564 เพื่อป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยา และกำกับดูแลการใช้ยาปฏิชีวนะในภาคปศุสัตว์อย่างเหมาะสม ที่สำคัญยังเดินหน้าควบคุมและติดตามการใช้ยาสัตว์ในฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์มจากกรมปศุสัตว์ 10,000 แห่งทั่วประเทศ อย่างเข้มงวด ทั้งเรื่องวิธีการใช้ยา คุณภาพของยาสัตว์ และตรวจสอบการตกค้างของยาทั้งก่อนและหลังการเชือดชำแหละ ดังนั้นผู้บริโภคควรเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ที่มาจากฟาร์มมาตรฐานฯ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะได้รับเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัยจากยาปฏิชีวนะและสารตกค้างแน่นอน

ขณะเดียวกันได้เร่งปราบปรามฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ลักลอบใช้ยาเถือน-ใช้เกินขนาด ตลอดจนผู้ประกอบการนำเข้า ผลิต หรือขายผลิตภัณฑ์สินค้าอาหารสัตว์และยารักษาสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ที่เป็นสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือสินค้าเลียนแบบที่ส่งผลเสียด้านสุขภาพต่อสัตว์โดยตรง ซึ่งผิดกฎหมายตามมาตรา 12 แห่ง พรบ.ยา พศ.2510 ฐานขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีและปรับไม่เกิน 10,000 บาท และมาตรา72(4) ขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ที่ผ่านมาชุดเฉพาะกิจกรมปศุสัตว์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการลักลอบผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์และยาสัตว์เถื่อนอย่างต่อเนื่อง ขอเตือนผู้ลักลอบให้หยุดการกระทำดังกล่าวเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค และขอแนะนำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากฟาร์มมาตรฐานกรมฯ ที่มั่นใจในความปลอดภัยได้ 100%” น.สพ.อภัย กล่าว

ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์การจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560–2564 มีเป้าหมายให้ประเทศไทยสามารถลดอัตราการป่วยจากเชื้อดื้อยาลง ร้อยละ 50, มีปริมาณการใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับมนุษย์ลดลง ร้อยละ 20, ปริมาณการใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับสัตว์ลดลง ร้อยละ 30, ประชาชนมีความรอบรู้เรื่องเชื้อดื้อยาและมีความสามารถในการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม ในระดับดีมากเพิ่มขึ้น ร้อยละ 20 และระบบจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพมีสมรรถนะตามเกณฑ์สากล ไม่ต่ำกว่าระดับ 4

นับเป็นความโชคดีที่ “นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน” มีโอกาสได้รับคัดเลือกให้เดินทางไปร่วมงานมหกรรมระดับนานาชาติ ที่เกี่ยวข้องกับมหกรรมเครื่องจักรกลโดยตรง โดยการรับเชิญจากสถานทูตอิตาลี และสหภาพผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรแห่งประเทศอิตาลี ให้เข้าร่วมงามมหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรนานาชาติ EIMA SHOW (Exhibition International Machinery Agricultural) ที่เมืองโบโลญญา (Bologna) ประเทศอิตาลี เมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมา

กว่าจะนำมารีวิวให้ผู้อ่านได้เห็นภาพกันได้ ต้องคัดกรองหลายขั้นตอน เนื่องจากผู้เขียนไม่สันทัดด้านการใช้ภาษาต่างประเทศสักเท่าไร แต่การสื่อสารและการเก็บข้อมูลในครั้งนี้ ต้องใช้ภาษาสากลเท่านั้น จึงจำเป็นต้องพิจารณาให้ดีก่อนนำเสนอข้อมูลที่เป็นสาระออกไป และก่อนเข้าสาระสำคัญของการจัดงาน ขอขอบคุณ คุณสุปราณี ณ สงขลา ผู้สื่อข่าววารสารเคหการเกษตร ที่ช่วยเหลือทางด้านภาษา ตลอดการเก็บข้อมูลในเมืองโบโลญญา ประเทศอิตาลี

งานมหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรนานาชาติ ซึ่งต่อไปขอเรียกสั้นๆ ว่า งาน EIMA (ออกเสียงเป็นภาษาไทยว่า เอม่า) เป็นงานที่รวบรวมเครื่องจักรกลทางการเกษตรจากทั่วโลกมาจัดแสดงไว้ในที่เดียวกัน ทั้งยังนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเกษตรต่างๆ มาจัดแสดงภายในงาน ซึ่งงาน EIMA SHOW จัดขึ้นตั้งแต่ ปี 1969 ภายใต้งานนิทรรศการเครื่องจักรเพื่อการเกษตรและสวน

ครั้งนี้ นับเป็น ครั้งที่ 42 ของการจัดงาน แสดงให้เห็นว่า งาน EIMA เป็นงานที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จึงเป็นงานที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในแต่ละปีก็มีไฮไลต์ของงานที่แตกต่างกันไปตามสภาวการณ์ รวมถึงสภาพแวดล้อมทางการเกษตรและโลกที่เปลี่ยนไป เพื่อให้เกษตรกรนำไปประยุกต์ใช้ให้ตรงตามสภาพแวดล้อม ยังประโยชน์แก่ผู้ร่วมงาน ซึ่งในทุกปีมีผู้สนใจทั่วโลกเดินทางเข้าชมงานจำนวนมาก

งานจัดขึ้นที่เมืองโบโลญญา ประเทศอิตาลี ซึ่งไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศ แต่เป็นเมืองเก่าที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นเมืองศูนย์กลางแห่งเครื่องจักรกลการเกษตรที่ขึ้นชื่อในความทันสมัย และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรแห่งหนึ่งของโลก

การเดินทางจากประเทศไทย ใช้เวลาประมาณ 12-13 ชั่วโมง และครั้งนี้ผู้เขียนจำเป็นต้องเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมสำหรับการเดินทาง เนื่องจากช่วงเวลาที่มีการจัดงาน เมืองโบโลญญากำลังก้าวเข้าสู่ฤดูหนาว อุณหภูมิเฉลี่ย 4-9 องศาเซลเซียส ขณะที่ประเทศไทย อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 28-34 องศาเซลเซียส ซึ่งการร่วมงานครั้งนี้ ประเทศเจ้าภาพได้เชิญสื่อมวลชนจากทั่วโลกเข้าร่วมงาน เพื่อให้การจัดงานมหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรที่มีผู้ผลิตนำมาจัดแสดงทั่วไปออกเผยแพร่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น และครั้งนี้จัดขึ้นเป็นเวลา 5 วัน ระหว่าง วันที่ 9-13 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา โดยเพิ่มพื้นที่การจัดงานจาก ปี 2558 จำนวน 16 ฮอลล์ เป็น 24 ฮอลล์ โดยมีผู้จัดแสดงจาก 1,900 บริษัท เครื่องจักรกลการเกษตรกว่า 50,000 รุ่น 60 ประเทศทั่วโลก และเปิดงานโดย คุณแมสซิโม โกล์ดโดนี่ ประธานสหภาพผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรแห่งประเทศอิตาลี ซึ่งงานนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ Itabia, EIMA Energy, Bio Habitat and EIMA M.i.A., Unacma and EIMADESK, Ascom และ Galleria Cavour

ในปีนี้ มีไฮไลต์การจัดงานอยู่ที่การจัดแสดงนวัตกรรมใหม่ๆ ภายในงาน รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ 25 ชนิด ที่ได้รับรางวัล Novita Tecnica และไอเดียใหม่ ซึ่งเป็นทางเลือกของการทำการเกษตรอีก 54 ชนิด ที่ได้รับรางวัล Segnalazione

คุณแมสซิโม โกล์ดโดนี่ ประธานสหภาพผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรแห่งประเทศอิตาลี เปิดเผยถึงรูปแบบการจัดงานว่า รูปแบบในปี 2559 นี้ ได้มุ่งเน้นไปที่ “อาหาร” เพื่อให้ต่อเนื่องจากงาน Expo Milano ที่จัดขึ้นเมื่อ ปี 2558 และเป็นตัวเชื่อมโยงไปสู่ภาคอุตสาหกรรม 4.0 (Industrial 4.0) โดยจะเชื่อมโยงกับแคว้นเอมิเลีย โรมัญญา (Emilia Romagna) ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตื่นตัวในเรื่องของความท้าทายในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร และยังให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพอาหารและการลงทุนให้ความรู้ในด้านบุคลากร

ประธานสหภาพผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรแห่งประเทศอิตาลี ยังกล่าวถึงภาพรวมของเครื่องจักรกลการเกษตรของโลกว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงขาลง ไม่ว่าจะเป็นยุโรป จีน บราซิล ซึ่งต้นเหตุของเครื่องจักรกลการเกษตรอยู่ในช่วงขาลงเกือบทุกประเทศ เป็นเพราะเกษตรกรหลายประเทศทั่วโลกผลิตอาหารหลักมากเกินความต้องการ ทำให้เกิดภาวะสินค้าทางการเกษตรมีมูลค่าลดลง ซึ่งผลที่ตามมาคือ รายได้ของเกษตรกรก็ลดลงตามไปด้วย และส่งผลกระทบไปถึงการซื้อขายเครื่องจักรกลการเกษตร แต่ในทางกลับกัน ตลาดใหม่ๆ ที่อยู่ในช่วงขาขึ้นก็มี เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ กัมพูชา หรือแม้กระทั่งเอธิโอเปีย ก็อยู่ในช่วงขาขึ้นเช่นกัน หากมองในภาพรวมของการตลาดเครื่องจักรกลการเกษตร ภาวะขาลงของเครื่องจักรกลการเกษตรจะยังคงตกลงต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2560 และน่าจะขยับขึ้นในปี 2561 ที่จะถึง

“การซื้อขายเครื่องจักรกลการเกษตรที่อยู่ในช่วงขาขึ้น เช่น เวียดนาม ก็มีการซื้อขายรถแทรกเตอร์เพิ่มขึ้นถึง 411 เปอร์เซ็นต์ หรือ 124 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาเป็นเอธิโอเปีย ก็มีการซื้อขายรถแทรกเตอร์เพิ่มขึ้นถึง 250 เปอร์เซ็นต์ และเคนยา (ไม่รวมคิวบา) ก็มีการซื้อขายรถแทรกเตอร์เพิ่มขึ้นถึง 240 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ คิวบา ยังเป็นประเทศที่มีการซื้อขายส่วนอุปกรณ์ต่อพ่วงของรถแทรกเตอร์ เพิ่มขึ้นสูงถึง 800 เปอร์เซ็นต์ สำหรับประเทศในกลุ่มอาเซียน ที่ประเทศไทยควรจับตามองคือ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และเวียดนาม โดยกัมพูชามีการซื้อขายรถแทรกเตอร์เพิ่มขึ้น 210 เปอร์เซ็นต์ ฟิลิปปินส์ มีการซื้อขายรถแทรกเตอร์เพิ่มขึ้น 190 เปอร์เซ็นต์ และเวียดนาม มีการซื้อขายรถแทรกเตอร์เพิ่มขึ้น 128 เปอร์เซ็นต์”

ประธานสหภาพผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรแห่งประเทศอิตาลี กล่าวอีกว่า แม้ว่าการจัดงาน EIMA SHOW ใน ปี 2559 นี้ จะเพิ่มพื้นที่การจัดแสดงจากปีที่ผ่านมา (ปี 2558) จากจำนวน 16 ฮอลล์ เป็น 24 ฮอลล์ แล้วก็ตาม แต่การจัดงาน EIMA SHOW ครั้งต่อไปในอีก 3-6 ปีข้างหน้า มีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่การจัดแสดงเพิ่มขึ้นอีก โดยเน้นพื้นที่การจัดงานให้เป็นพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้น

งาน EIMA SHOW จัดแสดงขึ้นภายในอาคารขนาดมหึมา virtualracersedge.com แบ่งเครื่องจักรกลการเกษตรที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้ออกเป็น การจัดแสดงเครื่องจักรกลการเกษตรและอุปกรณ์การเกษตรทั่วไป อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานในอนาคต และอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกับเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งอาจแบ่งเป็นประเภทได้ดังนี้ รถแทรกเตอร์ เครื่องเตรียมดินขนาดใหญ่และขนาดเล็ก เครื่องมือปลูก เครื่องพ่นสารเคมี อุปกรณ์ระบบน้ำ อุปกรณ์การตรวจวัด และอุปกรณ์ไฮเทคที่นำมาผสมผสานให้กับเครื่องจักรกลการเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียดของงาน ภายใต้อาคารจัดแสดงขนาดมหึมา ขอพาไปรู้จักกับเมืองโบโลญญา เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งเครื่องจักรกลการเกษตรของประเทศอิตาลี ว่าแท้จริงแล้ว เมืองโบโลญญา เป็นเมืองเก่าและเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ของอิตาลี ตั้งอยู่ในแคว้นเอมิเลีย โรมัญญา (Emilia Romagna) ทั้งยังเป็นเมืองหลวงของแคว้น เป็นหนึ่งในเมืองที่ได้รับการพัฒนามากที่สุดในอิตาลี เพราะมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมีข้อมูลระบุว่า เมืองโบโลญญา เป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี อันดับ 5 ของอิตาลี ในปี 2006 และอันดับที่ 12 ในปี 2007

ความโดดเด่นของเมืองโบโลญญา ตามความสนใจของนักท่องเที่ยวคือ เมืองที่มีมหาวิทยาลัย Alma Mater Studiorum ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1088 จึงถือเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และขึ้นชื่อเรื่องของเมืองอาหารอร่อย เพราะเป็นต้นกำเนิดของอาหารอิตาเลียนชื่อดัง เช่น ลาซานญ่า (Lasagna) และพาสต้าโบโลเนส (Pasta Bolognese)

สัญลักษณ์ของเมืองเก่าอย่างโบโลญญามีมาก ที่น่าสนใจและโดดเด่นควรแก่การไปชม คือ Asinelli Tower หอคอยที่สูงที่สุด ความสูงของหอคอย 97 เมตร หรือเทียบเท่าตึก 30 ชั้น ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 1119 ด้านข้างยังมีหอคอย Garisenda Tower ในอดีตมีความสูง 60 เมตร แต่ภายหลังฐานเริ่มยุบตัวลงจนหอคอยเอียง และเหลือความสูงในปัจจุบันเพียง 48 เมตร บริเวณใกล้เคียงกัน เป็นที่ตั้งของ Piazza Maggiore (จตุรัสมักเจโร) จตุรัสกลางเมืองโบโลญญา ตรงข้ามกับจตุรัสคือ วิหาร San Petronio Basilica เป็นโบสถ์ที่ใหญ่เป็น อันดับที่ 5 ของประเทศอิตาลี และเป็นโบสถ์ที่ก่อสร้างด้วยอิฐแบบกอธิคแท้ๆ

แม้ว่าสภาพบ้านเมืองจะเป็นเมืองเก่า แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ของเมืองได้เป็นอย่างดี ประกอบกับร้านค้าทั่วไปที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในแหล่งช็อปปิ้ง ส่วนใหญ่เป็นร้านที่เรียกตามแบบฉบับบ้านเราว่า ร้านขายของชำ ตั้งขายเครื่องอุปโภคบริโภค รวมถึงผักและผลไม้ที่มีอยู่มากมายหลายหลาก

สินค้าทุกกระบะจะติดราคาไว้ ใครต้องการซื้อในปริมาณมากน้อยก็สามารถหยิบใส่ตะกร้า แล้วนำไปที่ผู้ขาย ซึ่งจะชั่งน้ำหนักและคิดเงินตามน้ำหนักของสินค้าแต่ละชนิด

ผักและผลไม้ ที่วางจำหน่ายในร้านขายของชำ ย่านชุมชนเมืองโบโลญญา มีความสดมาก ทั้งยังมีสีสันน่าจับต้อง น่าลองหลายชนิด

ทั้งหมดข้างต้นเป็นรายละเอียดฉบับย่อในการทำความรู้จักเมืองโบโลญญา ก่อนจะนำเข้าสู่รายละเอียดของการจัดงาน EIMA SHOW ในฉบับหน้าถึงเครื่องจักรกลการเกษตรในแต่ละโซนของการจัดงาน แล้วพบกันฉบับต่อไป

เรียลฟู้ด สมู้ทตี้จากสับปะรดปัตตาเวีย เคล็ดลับสุขภาพดี สวยสปอร์ต สายฟิต “เมจิ อโณมา”
ไม่ค่อยได้ออกงานเท่าไหร่ แต่ออกงานที ก็มีคนติดตามในอินสตาแกรม @meiji_27anorma กันให้แซ่ด เป็นการตามติด เมจิ-อโณมา ศรัณย์ศิขริน เน็ตไอดอล อดีตนักแสดง พิธีกรดัง ที่หันมาสนใจเรื่องสุขภาพ เดินสายฟิตหุ่นเซี๊ยะอย่างไม่มีที่ติ ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ แฟนนานุแฟนของ เมจิ- อโณมา ได้ดูการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ้คไลฟ์เผยการทำ “เรียลฟู้ด สมู้ทตี้” ที่ดีต่อสุขภาพ และคุณค่าอาหารเพียบ
เรียลฟู้ด สมู้ทตี้ นี้ มีส่วนผสมสำคัญคือ สับปะรดปัตตาเวียจากบ้านคา ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ทานแล้วไม่กัดลิ้น หวานฉ่ำ
“คนทั่วไปคิดว่า ทานสับปะรด แค่ทานสดแล้วจบ หรือบางคนคิดว่าทานแทนมื้ออาหารหลัก ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะสับปะรดมีเอนไซม์ ซึ่งมีข้อดีคือช่วยย่อยอาหาร ควรรับประทานเป็นตัวเสริมมากกว่าหลัก โดยเมนูที่อยากแนะนำและมีส่วนผสมจากสับปะรดนี้ทำได้ง่ายและมีคุณค่าครบครัน”