ดังกล่าวมาแล้วว่า ดอกอัญชัน ขายได้ทั้งดอกสดและดอกแห้ง

ดอกสดนั้นจำหน่ายตลาดท้องถิ่นภายในประเทศ และพบว่ามีการจำหน่ายออนไลน์อยู่บ้างเล็กน้อย มีทั้งขายนับดอก และขายเป็นน้ำหนัก เช่น ดอกอัญชันสด 70 ดอก ราคา 50 บาท ดอกอัญชันสดปลอดสาร 23 ดอก ราคา 20 บาท ดอกอัญชันสด 100 กรัม ราคา 40 บาท เป็นต้น สำหรับตลาดรับซื้อทั่วไป ดอกอัญชันสดที่เกษตรกรขายได้ จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 60-100 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพของดอก

ตลาดดอกอัญชันส่วนใหญ่ เป็นตลาดดอกแห้ง ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง สำหรับตลาดออนไลน์ของดอกอัญชันแห้งในปัจจุบัน จะมีสินค้าหลายลักษณะ เช่น ดอกอัญชันแห้ง ดอกอัญชันอบแห้ง ดอกอัญชันออร์แกนิกตากแห้ง ชาดอกอัญชัน ชาอัญชันเกรดพรีเมี่ยม และผงอัญชันสกัด เป็นต้น ราคาแตกต่างกันไปตามขนาดและชนิดของบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีทั้งใส่ถุงพลาสติกธรรมดาไปจนถึงซอง หรือถุงฟอยล์ ตัวอย่าง เช่น

ผงอัญชันสกัด 100% 100 กรัม ราคา 135 บาท

ดอกอัญชันอบแห้ง 50 กรัม ราคา 59 บาท

ดอกอัญชันแห้ง 500 กรัม ราคา 130 บาท

ดอกอัญชันออร์แกนิกอบแห้ง 100 กรัม ราคา 108 บาท

ดอกอัญชันออร์แกนิคแห้ง เกรดพรีเมี่ยม 1 กิโลกรัม ราคา 410 บาท

ชาดอกอัญชัน 1 กิโลกรัม ราคา 669 บาท

สำหรับราคาที่เกษตรกรขายได้ ดอกอัญชันตากแห้งหรืออบแห้ง กิโลกรัมละ 300-500 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสินค้า

สำหรับตลาดต่างประเทศนั้น เมื่อปี พ.ศ. 2560 กระทรวงพพาณิชย์ พยายามผลักดันการส่งออกสินค้าสมุนไพรไทยตามนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากความต้องการของตลาดต่างประเทศมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ทั้งการใช้บริโภคแบบสด และการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้หลายเท่าตัว โดยสามารถทำเป็นเครื่องดื่มสำเร็จรูป อาหารเสริม เครื่องสำอาง และยา เช่น น้ำมันนวด น้ำมันหอมระเหย สบู่ แชมพู ครีมทาผิว ชาสมุนไพร เป็นต้น

แม้ตลาดต่างประเทศจะมีความต้องการสมุนไพรและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรของไทยเพิ่มมากขึ้น แต่การส่งออกไปต่างประเทศไม่สามารถทำได้ทันที เพราะสินค้าที่ใช้บริโภค หรือสัมผัสกับผิวจะต้องผ่านการตรวจสอบรับรองและได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเทศก่อน ว่าไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องศึกษาข้อมูลในเรื่องนี้ให้ดี และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบให้ถูกต้องด้วย

สำหรับ ดอกอัญชัน ในระยะนี้ได้รับความสนใจจากตลาดฮ่องกงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะวัยรุ่นฮ่องกงยอมรับว่า อัญชัน เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงเส้นผม ทำให้นอนหลับสบาย มีสีน้ำเงินธรรมชาติที่เข้มข้น และเปลี่ยนเป็นสีม่วงเมื่อผสมกับน้ำมะนาว เพื่อใช้เป็นเครื่องดื่มที่เรียกว่า Blue Magic Water และยังได้รับการยอมรับจากนักโภชนาการว่าเป็นสมุนไพรที่ช่วยในการหมุนเวียนโลหิต บำรุงสายตา ลดความอ้วน ลดการสะสมของไขมัน เพราะสารแอนโทไซยานินมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ จึงทำให้ยิ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในขณะนั้น เปิดเผยว่า จากการสำรวจในเบื้องต้นพบว่า ในด้านการทำตลาดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย ตลาดเอเชีย โดยเฉพาะตลาด CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ทำตลาดได้ค่อนข้างง่ายกว่าตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือ ญี่ปุ่น เพราะกฎระเบียบยังไม่ยุ่งยาก และระยะทางใกล้กว่า ไม่เป็นภาระด้านการขนส่ง แต่ไม่ได้หมายความว่า ตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น ไม่มีโอกาส ยังคงเป็นตลาดที่มีโอกาส หากผู้ประกอบการไทยปฏิบัติตามเงื่อนไขได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายดังกล่าวได้รับการสานต่อหรือไม่ ไม่มีข้อมูลยืนยัน ทราบแต่เพียงว่ามีผู้ประกอบการบางรายหาตลาดต่างประเทศเอง สำหรับดอกอัญชันแห้งบรรจุซองเป็นชาดอกอัญชัน ส่งขายที่เกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น และในปี พ.ศ. 2562 มีสวนผักแห่งหนึ่งในประจวบคีรีขันธ์ปลูกอัญชันเก็บได้ทุกวัน 20% ของผลผลิตขายเป็นดอกสดในตลาดหัวหิน กิโลกรัมละ 400 บาท ที่เหลือ 80% นำมาอบแห้งด้วยตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยขายในราคากิโลกรัมละ 4,000 บาท เพื่อนำไปทำน้ำดอกอัญชัน และนำไปบดชงเป็นชาดอกอัญชัน สำหรับร้านอาหารไทยในนครซิดนีย์ ซึ่งมีสาขาถึง 10 ร้าน และเป็นร้านของเจ้าของสวนนั้นเอง

ล่าสุด เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 กรมวิชาการเกษตร ได้ยื่นขอเปิดตลาดดอกอัญชันแห้งต่อกระทรวงเกษตรของประเทศอินโดนิเซีย โดยส่งข้อมูลทางวิชาการเพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืชของดองอัญชันแห้งของไทยให้กับหน่วยงานกักกันพืชของอินโดนีเซีย ต่อมาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรของอินโดนีเซียมีหนังสือตอบกลับมาแล้วว่า ได้วิเคราะห์ความเสี่ยงของศัตรูพืชของดอกอัญชันแห้งของไทยเสร็จแล้ว และได้ร่างข้อกำหนดด้านสุขอนามัยพืชของดอกอัญชันแห้งที่จะส่งไปจำหน่ายที่อินโดนีเซียมาให้กรมวิชาการเกษตรทราบแล้ว ซึ่งกรมวิชาการเกษตรยอมรับข้อกำหนดดังกล่าว

ซึ่งหมายความว่า นับแต่นี้ ผู้ประกอบการของไทยสามารถส่งดอกอัญชันแห้งไปยังตลาดอินโดนีเซียได้ภายใต้เงื่อนไข จะต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืชจากกรมวิชาการเกษตรแนบไปพร้อมกับสินค้า สินค้าต้องไม่มีการปนเปื้อนแมลงที่มีชีวิต ศัตรูพืชชนิดอื่นๆ วัชพืช ดิน ราก หรือวัสดุที่สามารถนำพาศัตรูพืชติดไปได้ ต้องผ่านการทำความสะอาดอบแห้งด้วยความร้อนในเตาอบ ที่อุณหภูมิ 50-60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 8-10 ชั่วโมง และบรรจุภัณฑ์ต้องแสดงฉลากรายละเอียดสินค้า เพื่อใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับได้

นับว่า อินโดนีเซีย เป็นตลาดส่งออกนำร่องอย่างเป็นทางการ สำหรับดอกอัญชันแห้งของไทย คาดว่าจะมีตลาดของประเทศอื่นๆ ตามมาในอีกไม่ช้า เกษตรกรหรือท่านที่สนใจอยากปลูกอัญชัน หรือท่านที่สนใจเป็นผู้รวบรวมผลผลิตดอกอัญชันจากเกษตรกรเพื่อทำดอกอัญชันแห้งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ เมื่อทราบข้อมูลต่างๆ นี้แล้ว คงตัดสินใจได้ไม่ยาก

“ชันโรง” หลายท่านรู้จัก แต่ก็อาจมีอีกหลายท่านที่ไม่รู้จัก บางท่านไม่รู้จักชันโรง แต่รู้จัก ขี้สูด ติ้ง ขี้ตังนี อุง หรือ “ผึ้งจิ๋ว” ซึ่งก็ล้วนเป็นชื่อของชันโรงทั้งสิ้น เพื่อให้ทุกท่านได้รู้จักกับชันโรง ทราบและเข้าใจถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ของแมลงเล็กๆ ที่มีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมเป็นตัวการในการผสมเกสรให้พืชพันธุ์ต่างๆ ทำให้พืชติดผลมากขึ้น เรามาทำความรู้จักกับแมลงชนิดนี้กัน

สำหรับ “ชันโรง” มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่นเช่น คนเหนือเรียก ขี้ตังนี ขี้ตัวนี หรือ ขี้ย้าแดง ภาคใต้เรียก แมลงอุง ทางอีสานเรียก แมลงขี้สูด ภาคตะวันออกเรียก ตัวตุ้งติ้ง

“ชันโรงหรือผึ้งจิ๋ว” (Stingless bees) คือ แมลงผสมเกสรตัวเล็กๆ จัดอยู่ในจำพวกผึ้งแต่ไม่มีเหล็กในเหมือนผึ้ง “ชันโรง” มีวิวัฒนาการสูงกว่าผึ้งป่าและผึ้งหึ่ง นอกจากนี้ชันโรงยังให้น้ำผึ้งอีกด้วย น้ำผึ้งและเกสรของชันโรงมีราคาแพงกว่าน้ำผึ้งทั่วๆ ไป เนื่องจากเชื่อกันว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า เพราะรังของชันโรงหายาก และมีปริมาณน้ำผึ้งน้อย

ชันโรงนอกจากจะให้น้ำผึ้งที่มีคุณค่าทางโภชนาการแล้วยังช่วยผสมเกสรพืชต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ชันโรงมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงสามารถบินลอยตัวอยู่ได้นานโดยไม่จับเกาะอะไร เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะกล้ามเนื้อส่วนอกแข็งแรงทำให้กระพือปีกได้นานบินร่อนลงเก็บเกสร และดูดน้ำหวานเป็นไปอย่างนุ่มนวลไม่ทำให้กลีบดอกช้ำ ชันโรงมีชุกชุมทุกภาคของประเทศไทย ชันโรงช่วยผสมเกสรเพิ่มผลผลิตพืชเศรษฐกิจต่าง ๆ ได้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพเพราะชันโรงมีพฤติกรรมการเก็บเกสรดอกไม้ 80 เปอร์เซ็นต์ เก็บน้ำหวาน 20 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ผึ้งมีอัตราส่วนเก็บดอกไม้และน้ำหวาน 50 : 50 เปอร์เซ็นต์ และมีความมั่นคงในการตอมดอกไม้อย่างสม่ำเสมอมีนิสัยไม่ชอบเลือก

ชันโรง เป็นผึ้งสังคมพื้นเมืองของประเทศไทยที่ไม่มีเหล็กไน อาศัยในโพรงไม้ โพรงใต้ดินและโพรงเทียมตามบ้านเรือน และที่เกิดจากมนุษย์ทำขึ้น หรือเกิดจากวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ ภาชนะใช้สอยแล้วตั้งทิ้งไว้ ที่มีสภาพเป็นโพรงมืด เมื่อเข้าไปอาศัยแล้วสามารถบินเข้าออกได้ ชันโรงมีบทบาทด้านการผสมเกสรให้พืชผลทางการเกษตร ทำให้พืชที่ต้องใช้ผึ้งเป็นแมลงผสมเกสรติดผลมากขึ้น ชันโรงเป็นผึ้งที่สร้างรังถาวร อาศัยในรังนานนับสิบปี ปกติไม่มีนิสัยทิ้งรัง ไม่เลือกตอมดอกไม้ มีระยะทางบินหากินที่จำกัด และมีพฤติกรรมเก็บเกสรมากกว่าน้ำหวาน

สรุปว่าชันโรงหรือผึ้งจิ๋วมีนิสัยแตกต่างจากผึ้งพันธุ์ ผึ้งหลวง ผึ้งมิ้ม และผึ้งโพรง ที่สำคัญคือ ชันโรงแพร่กระจายอยู่ทั่วทุกจังหวัดของประเทศไทย

วงจรชีวิตของชันโรง มี 4 ระยะ คือ ระยะไข่ ตัวอ่อน ดักแด้ และตัวเต็มวัย (เหมือนกับผึ้ง) นางพญาของชันโรง จะวางไข่ในหลอดรวง โดยมีชันโรงวรรณะงาน คอยเลี้ยงตัวอ่อนจนพัฒนาเป็นดักแด้ และเป็นตัวเต็มวัย ไข่จะพัฒนาไปเป็นชันโรงวรรณะใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าได้รับการผสมจากน้ำเชื้อหรือไม่ ถ้าไม่ก็จะพัฒนาไปเป็นชันโรงเพศผู้ แต่ถ้าได้รับการผสมก็จะพัฒนาไปเป็นชันโรงเพศเมีย คือ วรรณะงาน และนางพญา

ประเภทของชันโรงที่นำมาเพาะเลี้ยงเป็นการค้าในประเทศไทยคือ กลุ่มชันโรงตัวเล็กขนาดไม่เกิน 4 มม. มีประมาณ 3- 4 ชนิด เช่น ชันโรงขนเงินหรือผึ้งจิ๋วขนเงิน เป็นต้น สำหรับประเทศไทย พบว่าชันโรงมีมากกว่า 26 ชนิด การสำรวจและจำแนกชนิดของชันโรงในภาคใต้ 14 จังหวัด (ยกเว้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) พบจำนวน 22 ชนิด ชันโรงส่วนมากพบแพร่กระจายอาศัยอยู่ในป่าเขตร้อนชื้น และป่าร้อนแห้งแล้ง ป่าพรุ ป่าเมฆ และอื่นๆ

ชันโรง เป็นผึ้งสังคมเช่นเดียวกับผึ้งรวง อยู่เป็นสังคม แบ่งหน้าที่กันทำงานเช่นเดียวกับผึ้งรวง แต่สรีระ ระบบร่างกาย อวัยวะ และต่อมต่างๆ มีความแตกต่างจากผึ้งรวง และมีบางส่วนที่ล้าหลัง ทำให้ระบบการทำงานแตกต่างกัน เช่น การสร้างรัง เป็นต้น ด้วยการดำรงชีวิตในรัง การสร้างรังแตกต่างกัน ย่อมได้ผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน

ชันโรงไม่มีการผลิตนมผึ้ง แต่จะผลิตเกสร และน้ำหวานได้เหมือนกัน ชันโรงไม่ได้มีอยู่ในเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ในทวีปแอฟริกาใต้และอเมริกากลางก็มีงานวิจัยเกี่ยวกับชันโรงมากมาย เช่น การศึกษาคุณภาพของน้ำผึ้งชันโรงที่เริ่มหมักบูดระยะแรกว่ามีคุณสมบัติเป็นยารักษาโรคกระเพาะอาหาร และระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี สำหรับงานวิจัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชันโรงในประเทศไทยยังมีน้อยไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชันโรงเหมือนในอเมริกาใต้และอเมริกากลาง

ในต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่นไม่สามารถเพาะเลี้ยงชันโรงได้ เพราะชันโรงไม่สามารถทนต่อฤดูหนาว คนญี่ปุ่นจึงต้องสั่งน้ำผึ้งชันโรงจากประเทศไทยหรือจากประเทศอื่นๆ เช่น เม็กซิโก ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านี้เป็นคู่แข่งกับประเทศไทย ดังนั้นจึงต้องรีบพัฒนาการเลี้ยง การแปรรูปและการควบคุมคุณภาพมาตรฐานการผลิตน้ำผึ้งหรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของชันโรงให้เร็วที่สุด

การเลี้ยงชันโรงในประเทศไทยนั้น ยังไม่แพร่หลายเหมือนการเลี้ยงผึ้ง แต่ก็มีการเลี้ยงเพื่อใช้เป็นแมลงผสมเกสรอยู่บ้างในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย เช่น ทุเรียน เงาะ และไม้ผลต่างๆ ชันโรงเป็นแมลงผสมเกสรที่ไม่มีความเฉพาะเจาะจงกับชนิดของดอกไม้ สามารถผสมเกสรพืชได้หลากหลายชนิดมากกว่าผึ้งพันธุ์ ง่ายต่อการจัดการเพราะไม่มีเหล็กไนจึงไม่มีอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์เลี้ยง ระยะทางในการบินไปหาอาหารไม่ไกลจากรังมากนัก

ชันโรงมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ คือ เป็นผึ้งที่ให้น้ำผึ้งที่มีราคาแพง ชันโรงเป็นผึ้งชนิดเดียวที่สามารถผลิตน้ำผึ้งอินทรีย์ น้ำผึ้งที่ได้จากชันโรงเป็นน้ำผึ้งคุณภาพ เพราะเชื่อกันว่าเป็นน้ำผึ้งสมุนไพร เนื่องจากมีส่วนผสมของชันผึ้ง (พรอพอลิส) ที่ชันโรงนำมาสร้างเป็นถ้วยเก็บน้ำผึ้ง จึงมีส่วนผสมของชันผึ้งละลายอยู่ในน้ำผึ้งด้วย และนอกจากได้น้ำผึ้งที่มีคุณค่าแล้วยังมีผลิตภัณฑ์ล้ำค่าที่สำคัญ คือ ชันผึ้งหรือพรอพอลิส พรอพอลิสนอกจากได้จากผึ้งแล้วยังได้จากชันโรงซึ่งจะมีปริมาณมากกว่าที่ได้จากผึ้ง ผลิตภัณฑ์จากชันผึ้งหรือพรอพอลิส สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ เช่น

ใช้ในทางการแพทย์นำมาสกัดสารที่ต่อต้านเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย เป็นส่วนประกอบในการทำยารักษาโรคมนุษย์และสัตว์ ใช้รักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ใช้ผสมเป็นยารักษาโรคทางหู คอ จมูก รักษาโรคผิวหนัง
– ใช้เป็นส่วนผสมในการทำเครื่องสำอาง เพื่อรักษาโรคผิวหนัง และเสริมสร้างเซลล์ผิวหนังที่รับผลกระทบจากเชื้อรา เชื้อแบคทีเรียเข้าทำลาย

– ใช้ทำยารักษาโรคเกี่ยวกับระบบโลหิต การหายใจโรคฟัน และโรคผิวหนัง เช่น น้ำร้อนลวก เกิดบาดแผล เป็นต้น

– ใช้เป็นสมุนไพร มีการใช้ชันผึ้งเป็นสมุนไพรในทวีปยุโร และแอฟริกาในการสมานแผล ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่สมัยอียิปต์ กรีกและโรมัน ในศตวรรตที่ 12 มีการนำชันผึ้งมารักษาโรคฟันผุและเจ็บคอ

– ใช้ในเทคโนโลยีการอาหาร โดยนำชันผึ้งมาเป็นส่วนผสมในการถนอมอาหาร ยับยั้งการหมักบูดที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรียในอาหาร นอกจากนี้ยังนำมาใช้ในโภชนาการอาหารสัตว์ โดยผสมในอาหารสัตว์ได้

ชันโรง จะเก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆ ไม่เลือกชอบดอกไม้เฉพาะชนิดแต่สำหรับผึ้งจะเลือกตอมเฉพาะดอกไม้ที่ชอบ และต้องมีดอกไม้จำนวนมากๆ จึงจะตอม

สรุป คือ ไม่สามารถจัดการให้ผึ้งตอมเฉพาะพืชที่เราต้องการได้ แต่ชันโรงวางไว้ตรงไหนก็จะหากินอยู่ตรงบริเวณนั้นเอง

ชันโรงไม่มีนิสัยรังเกียจของเก่าหรือของใช้แล้ว ชันโรงจะตอมดอกไม้ได้ทุกดอกแม้ว่าดอกไม้นั้นจะเคยถูกแมลงผสมเกสรตัวอื่นมาตอมแล้ว และทิ้งกลิ่นไว้ก็ตามในขณะที่ผึ้งจะไม่ตอมดอกไม้ที่มีกลิ่นของผึ้งชนิดอื่นหรือรังอื่นลงตอมไว้ก่อนเลย ชันโรงเป็นแมลงที่ชอบเก็บเกสรมีพฤติกรรมตอมดอกไม้ที่ละเอียดนุ่มนวลจึงผสมเกสรได้ดีแตกต่างจากผึ้งบางชนิดที่เลือกดูดแต่น้ำหวานไม่สนใจเกสร ทำให้การถ่ายละอองเกสรเพื่อการผสมเกสรเกิดได้น้อย

เนื่องจาก ชันโรง” มีลำตัวขนาดเล็กและลักษณะการบินไม่เป็นแนวตรงหรือโค้ง การบินของชันโรงจะเป็นแบบหักมุมซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ทำให้หลบศัตรูได้ง่าย ยากแก่การจับกินของแมลงและนกต่างๆ ภายในรังของชันโรงจะเก็บยางไม้ไว้สำหรับป้องกันศัตรู เรื่องของศัตรูจึงไม่ค่อยมี

จะเห็นได้ว่า ชันโรง เป็นแมลงผสมเกสรที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ชันโรงเป็นแมลงผสมเกสรที่ทางศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดชุมพร (ผึ้ง) มีการศึกษาวงจรชีวิต ส่งเสริมให้เกษตรกรได้รู้จักวิธีการเลี้ยง การดูแลอนุรักษ์ และยังมีนโยบายในการใช้ชันโรงผสมเกสรพืช หากเกษตรกรผู้ใดสนใจหรือมีปัญหาข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงชันโรง และใช้ชันโรงผสมเกสรพืช กรุณาติดต่อโดยตรงกับทาง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดชุมพร (ผึ้ง) โทรศัพท์ 077-574519-20 ได้ทุกวัน ในเวลาราชการ และในอนาคตไม่นานเกินรอ เราคงได้เห็น “ชันโรง” แจ้งเกิดในฐานะสัตว์เศรษฐกิจอีกตัวหนึ่งของประเทศ

โรคแคงเกอร์ พบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นส้ม หากเกิดโรคในระยะผลอ่อน ทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ หากรุนแรงผลจะร่วง หากพบต้นส้มที่มีอาการ ให้ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรค เก็บเศษซากพืชที่ร่วงหล่น และกำจัดวัชพืชในแปลงนำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูกทันที

จากนั้นพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชกลุ่มสารประกอบทองแดง เช่น สารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคิวปรัสออกไซด์ 86.2% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10-15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ 77% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7-10 วัน จำนวน 2-3 ครั้ง และควรเลือกใช้กิ่งพันธุ์จากแหล่งปลูกที่ไม่มีการระบาดของโรคนี้ หรือใช้กิ่งพันธุ์ที่ไม่มีร่องรอยการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงการนำกิ่งพันธุ์จากต้นที่เป็นโรคไปปลูกใหม่

ระยะที่ต้นส้มแตกใบอ่อนให้เกษตรกรกำจัดหนอนชอนใบที่เป็นพาหะเชื้อสาเหตุโรคนำมาทำลายทิ้ง เนื่องจากรอยทำลายของหนอนชอนใบเป็นช่องทางให้เชื้อสาเหตุโรคเข้าทำลายพืช และส่งผลให้อาการโรครุนแรงลุกลามอย่างรวดเร็ว หากพบให้พ่นด้วยปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์ 83.9% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 2 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 8 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไทอะมีทอกแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งหลังใบและหน้าใบ กรณีพบว่ายังมีการระบาดของหนอนชอนใบ ให้พ่นซ้ำ และควรทำความสะอาดเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับไปใช้ใหม่กับต้นปกติทุกครั้ง

โรคใบเหลืองต้นโทรม หรือ โรคกรีนนิ่ง นับเป็นโรคร้ายของพืชตระกูลส้ม เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ที่อาศัยอยู่ในท่อลําเลียงอาหารของต้นส้ม จะไปอุดตันท่อลําเลียง ทําให้พืชเกิดอาการกิ่งแห้งตายจากส่วนยอด ใบแก้ว ใบซีดเหลืองลักษณะคล้ายอาการขาดธาตุสังกะสี ต้นทรุดโทรม ใบมีขนาดเล็กลง ใบเรียว ชี้ตั้ง ใบและผลร่วงก่อนถึงอายุเก็บเกี่ยว ต้นส้มจะตาย 3-5 ปี หลังจากเริ่มแสดงอาการ ทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตลดลง

ระยะที่ต้นส้มกำลังแตกใบอ่อน มักเจอเพลี้ยกระโดดส้ม ซึ่งเป็นแมลงพาหะของโรคกรีนนิ่ง เข้ามาดูดกินใบอ่อน เกษตรกรควรหมั่นสำรวจปริมาณเพลี้ยไก่แจ้ส้มทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย โดยการสุ่ม 5 ยอดต่อต้น จำนวน 10-20 ต้นต่อสวน หากพบตัวอ่อนหรือตัวเต็มวัยของเพลี้ยไก่แจ้ส้ม 2-3 ตัวต่อยอด ให้เกษตรกรตัดแต่งใบอ่อนและยอดอ่อนที่ถูกเพลี้ยไก่แจ้ส้มเข้าทำลายมาเผาไฟทิ้งนอกแปลงปลูก

จากนั้น ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 8 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 1 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% ซีเอส อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน / ไทอะมีทอกแซม 14.1% / 10.6% แซดซี อัตรา 4 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

แนะนำให้เกษตรกรใช้ต้นพันธุ์หรือกิ่งพันธุ์ที่ปลอดโรค แต่สภาพการปลูกของเกษตรกร พบว่าต้นส้มที่ปลอดโรคจะมักเริ่มแสดงอาการของโรคกรีนนิ่งภายหลังจากการปลูกแล้ว 1-2 ปี เพราะไม่สามารถควบคุมแมลงพาหะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทดลองรักษาโรคกรีนนิ่งโดยวิธีการอัดฉีด (injection) สารปฏิชีวนะแอมพิซิลีน (ampicillin) เข้าไปที่บริเวณลำต้นโดยตรง ช่วยให้ต้นส้มฟื้นจากอาการของโรคได้อย่างชัดเจน ผลการทดลอง ไม่พบว่ามีสารตกค้างในผลส้มแต่อย่างใด แต่หลังหยุดใช้สารปฏิชีวนะ ต้นส้มจะปรากฏลักษณะอาการของโรคกรีนนิ่งเหมือนเดิม

โรครากเน่าและโคนเน่า

โรครากเน่าและโคนเน่า มีสาเหตุจากเชื้อรา มักระบาดในช่วงที่ดินมีความชื้นสูง เมื่อพบต้นที่เป็นโรค ให้ถากเปลือกออกแล้วทาด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา อาลีเอท 80% WP ใช้สารเคมีเบทาแล็คซิล 5 จี อัตรา 200 กรัมต่อต้น หว่านรอบทรงพุ่ม และใช้สารเคมีออกช่าไดซิล อัตรา 100 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร รดรอบทรงพุ่ม

เพลี้ยไฟ

ระยะที่ส้มติดผลอ่อนจนถึงผลส้มมีขนาด เว็บบอล SBOBET เบอร์ 4 จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยเพลี้ยไฟดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนและผลอ่อน ส่งผลให้ใบผิดปกติ ผลส้มแคระแกร็น ช่วงที่ส้มเขียวหวานแตกใบอ่อนและผลอ่อน หากพบการเข้าทำลายผลมากกว่า 10% หรือพบเข้าทำลายยอดมากกว่า 50% ให้ฉีดพ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบฟูแรน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

ในยุคที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤตโรคระบาดที่น่ากลัวอย่างไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในด้านเศรษฐกิจรวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากขึ้น มีธุรกิจมากมายที่ต้องปิดกิจการลงเพราะพิษโควิด-19 ผู้คนตกงาน ต่างต้องกัดฟันสู้เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ เริ่มต้นอาชีพใหม่ ซึ่งมีอาชีพหนึ่งในระยะเวลาที่ผ่านมาหลายคนมองข้ามและเลือกให้เป็นอาชีพรั้งท้ายที่จะทำคือ อาชีพเกษตร กลับกลายมาเป็นอาชีพที่เข้ามาช่วยกอบกู้และเป็นอาชีพเริ่มต้นใหม่ให้ใครได้อีกหลายคน เพราะอาชีพเกษตรไม่ได้จำกัดการศึกษา ไม่จำกัดฐานะ ทุกคนสามารถเข้าถึงอาชีพนี้ได้ และเมื่อยิ่งมองลึกลงไปแล้ว อาชีพเกษตรคืออาชีพที่จะสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตได้เป็นลำดับต้นๆ ด้วยซ้ำ หากใครยังมองไม่เห็นภาพว่าการเป็นเกษตรกรจะสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตได้อย่างไรบ้าง เชิญพิสูจน์ความจริงได้จากโครงการเกษตรอินทรีย์ 459 ที่ทาง ธ.ก.ส. ได้ริเริ่มโครงการขึ้นมาเพื่อช่วยเกษตรกรให้หลุดพ้นจากหนี้สิน และเพื่อสร้างความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยให้ดีขึ้นทั้งในด้านความเป็นอยู่และด้านสุขภาพร่างกาย

คุณประเสริฐ ปิ่นนาค พนักงานพัฒนาลูกค้า 8 ฝ่ายกิจการสาขาภาคเหนือตอนล่าง จากลูกชาวนาสู่การเป็นพนักงานของ ธ.ก.ส. รวมถึงการมีบทบาทในการส่งเสริมให้ลูกค้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจนเป็นที่รักของลูกค้า และมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้ามาเป็นพนักงาน ธ.ก.ส. เป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 36 ปี ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของคุณประเสริฐ มีวิธีการเทคนิคปฏิบัติกับลูกค้าด้วยการเริ่มต้นพัฒนาลูกค้าจากคำถามของลูกค้า เพื่อให้คุณภาพชีวิตลูกค้าดีขึ้นจนเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง

โดยคุณประเสริฐ เล่าถึงที่มาของโครงการเกษตรอินทรีย์ 459 ว่า จากการลงพื้นที่มาอย่างยาวนาน ธ.ก.ส. มองเห็นปัญหาสุขภาพของเกษตรกรที่ได้รับพิษสะสมจากสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร และปัญหาภาระหนี้สิน จึงเกิดเป็นโครงการเกษตรอินทรีย์ 459 ด้วยมุ่งหวังให้พี่น้องเกษตรกรมีเสถียรภาพด้านอาหารประจำวัน ลดภาระรายจ่าย ลดภาระหนี้ได้ แม้ไม่มีเงินแต่ต้องมีกิน เพียงเดินจากตัวบ้านสี่ห้าก้าวก็สามารถหาวัตถุดิบ พืชผัก เนื้อสัตว์ มาปรุงอาหารได้แล้ว เป็นการใช้พื้นที่เล็กๆ รอบบ้านให้เป็นประโยชน์ และใช้เวลาในการผลิตสั้นๆ เพียงไม่เกิน 45 วัน ก็ได้มีของกินโดยที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อหาจากตลาด รวมถึงเป็นการสร้างรายได้ บนแนวการพัฒนาฐานรากน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในครัวเรือน โดยเริ่มที่ใช้ปัญหามาพัฒนาให้เกิดปัญญา ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินงานมาเข้าสู่ปีที่ 3 สามารถดำเนินการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459 ได้มากถึง 4 ศูนย์ และในอนาคตจะมีการขยายเครือข่ายไปเรื่อยๆ เพื่อให้โครงการดีๆ อย่างนี้เข้าถึงพี่น้องเกษตรกรทุกคน

ทางด้าน คุณสิริกาญจน์ รุ่งแจ้ง อยู่บ้านเลขที่ 35/3 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าสัก อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ เกษตรกรลูกค้าตัวอย่าง ผู้ประสบความสำเร็จจากโครงการเกษตรอินทรีย์ 459 โดยก่อนหน้านี้คุณสิริกาญจน์ เป็นอีกหนึ่งคนที่ประสบกับปัญหาหนี้สินจากการประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัวมาก่อน แต่ลุกขึ้นมาได้ด้วยโครงการเกษตรอินทรีย์ 459