ดังนั้นสืบเนื่องจากการลดลงของประชากรวัยทำงานในภาคการ

เกษตรจึงทำให้มีความต้องการจ้างเเรงงานมากขึ้นโดยจำนวนลูกจ้างประจำทางการเกษตรเพิ่มขึ้นจาก6เเสนคน(ปี2546)มาเป็น1.1ล้านคน (ปี2556) โดยในจำนวนนี้ 144,280 คน เป็นเเรงงานข้ามชาติ ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงข้อมูลจำนวนลูกจ้างชั่วคราวซึ่งมีจำนวนมากเช่นกัน

ด้านการศึกษา ดร.เดชรัตระบุว่า หัวหน้าครอบครัวเกษตรที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษามีเพิ่มมากขึ้นร้อยละ 2.5 ขณะเดียวกันระดับมัธยมเเละอนุปริญญาก็มีเเนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.4 เเละ 2.6 ตามลำดับ

ทุนขนาดใหญ่ กับบทบาทเศรษฐกิจไทย

ในเเง่ของข้อมูล พบโครงสร้างของทุนในการผลิตที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการเปลี่ยนเเปลงด้านฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ ที่มีกลุ่มทุนเข้ามาครอบครองการผลิตเพิ่มขึ้นมากตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า สัดส่วนของฟาร์มสุกรที่มีขนาดใหญ่ตั้งเเต่ 500 ตัวขึ้นไป ผลิตสุกรได้ในสัดส่วนร้อยละ 27.4 (ปี2536) ของจำนวนสุกรที่ผลิตได้ทั้งประเทศนั้นได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 48.3 (ปี2546) เเละเพิ่มมาดป็นร้อยละ 67 ของสุกรที่ผลิตได้ทั้งประเทศ ในปี 2556 (2 ใน 3 ของสุกรที่ผลิตได้ในปีดังกล่าว)

“กล่าวคือสุกรประมาณ 2 ใน 3 ของฟาร์มทั้งหมดในประเทศ ตกอยู่ในมือของฟาร์มสุกรรายใหญ่ซึ่งมีเพียงประมาณร้อยละ 1.5 ของฟาร์มสุกรทั้งประเทศ สวนทางกับการเลี้ยงสุกรในฟาร์มขนาดเล้ก น้อยกว่า 10 ตัว ซึ่งเคยมีสัดส่วนร้อยละ 21.8 ในปี 2536 ลดลงกว่าเกินเหลือเพียงร้อยละ 5.1 ในปี 2556 เท่านั้น อีกทั้งผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยกว่า 3 ใน4 เลิกเลี้ยงสุกรไปเเล้วใน 20 ปีที่ผ่านมา”

ดร.เดชรัตกล่าวว่า กลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามาครอบครองส่วนเเบ่งการตลาดในด้านปศุสัตว์มากกว่าการปลูกพืช โดยขณะนี้กลุ่มทุนใหญ่ยังไม่เข้ามาทำหน้าที่การผลิตโดยตรงในการกสิกรรม เพราะเห็นว่าเป็นกิจกรรมการผลิตที่มีความเสี่ยงสูง จึงยกภาระการเเบกความเสี่ยงไว้ให้แก่เกษตรกรเเทน โดยกลุ่มทุนจะเข้ามาทางอ้อมโดยการควบคุมปัจจัยการผลิตเเละการตลาดของผลผลิตมากกว่า

“การเปลี่ยนเเปลงของทุนเป็นการเปลี่ยนเเปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเเละรุนเเรง เเต่จำกัดวงในกิจกรรมที่กลุ่มธุรกิจสามารถควบคุมความเสี่ยงได้เท่านั้น การพัฒนาทางเทคโนโลยีสำหรับการผลิตขนาดใหญ่ จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดสำหรับเกษตรกรรายย่อยว่าจะสามารถดำรงอยู่ได้หรือต้องถูกเบียดขับออกไป” ดร.เดชรัตระบุ

เมื่อเจ้าของที่ดินเป็นเสมือน “เเรงงาน” กับเทรนด์เกษตรอินทรีย์ที่ไปไม่สุด

ด้านศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เเสดงความคิดเห็นว่า ถ้าดูจากความเป็นจริงคือที่นายังเป็นของเกษตรกร เเต่ในสมัยเสรีนิยมใหม่กระบวนการนี้ทำงานผ่านพันธะสัญญา เพราะฉะนั้นสิ่งนี้จึงเข้าไปกำกับควบคุมภาคที่ดิน ชี้ให้เห็นว่าเกษตรยังเป็นเจ้าของที่ดินอยู่จริง เเต่สถานภาพไม่ต่างจากการเป็นเเรงงานในระบบทุน อาจเป็นเจ้าของที่ดินเพียงในนามเท่านั้น

สำหรับเกษตรเเปลงใหญ่ จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี จึงมีการเข้าไปกำกับที่ดินเพื่อทำการเกษตร รวมไปถึงการดำเนินการเกษตรด้วย ดังนั้นการบอกว่าเกษตรเเปลงใหญ่จะทำให้ชาวนามีเสียงการต่อรองมากขึ้นนั้น อาจส่งผลตรงข้ามกันก็ได้ เพราะโดนผูกขาดโดยเทคโนโลยี สำหรับการกำกับโดยรัฐ ยังไม่ค่อยมีผลต่อกลไกตลาด ทั้งนี้ยังเป็นการส่งเสริมระบบทุนมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ศ.ดร.อานันท์ ได้กล่าวถึงการขยายตัวด้านเกษตรอินทรีย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เเต่ในปัจจุบันยังมีจำนวนน้อยเหมือนหยดน้ำ เเม้จะมีการปลุกกรเเสจากสื่อหรือเทรนด์การห่วงใยสุขภาพของผู้บริโภค อย่างไรก็ตามก็พบว่าการกลไกต่างๆไม่เอื้อต่อเกษตรอินทรีย์ อย่างไรก็ตาม

“เราให้ชาวนารับผิดชอบการผลักดันตัวเองทั้งหมดเลย เช่นการจะรู้ว่าข้าวที่พวกเขาผลิตมีโภชนาการเท่าไหร่ ตอนนี้ต้องเอาไปให้มหาวิทยาลัยตรวจสอบ ซึ่งมีค่าตรวจเเพงมากนับเเสนบาท ขนาดมหาวิทยาลัยยังไม่ช่วยเขาเลย นี่เป็นเรื่องสำคัญ เเม้เเต่ภาควิชการยังไม่เอื้อ ยังติดอยู่ในวาทกรรมไปเรื่อยๆ ที่สำคัญที่สุดคือเครือข่ายเมล็ดพันธุ์ที่ยังไม่ค่อยมีการผลักดันส่งเสริม เวลานี้เราพูดกันมาตลอด เเต่ยังปล่อยไปตามยถากรรม กระเเสมีเเต่ไม่ได้ทำให้เกิดขึ้นจริง ถึงจะเกิดขึ้นจริงก็น้อย ” ศ.ดร.อานันท์กล่าว

โลกเปลี่ยนการเกษตรปรับ โลกร้อน คนล้น อาหารไม่พอ เทคฯ “เเบตเตอรี่-เซลล์เเสงอาทิตย์” บูม

ด้านรศ.ดร.วิบูลย์ จงรัตนเมธีกุล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึง “การปรับตัวของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรของประเทศไทยในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง” ว่า ปัจจุบันมีการเปลี่ยนเเปลงทั้งด้านกายภาพเเละด้านชีวภาพอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดเเละความกินดีอยู่ดีของมนุษย์ โดยเเบ่งเป็นการเปลี่ยนเเปลงใหญ่ๆ ดังนี้ 1) การเปลี่ยนเเปลงอากาศทางสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) จากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของก๊าซเรือนกระจก เเละที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์อย่างการตัดไม้ทำลายป่า โดยสิ่งที่เรากำลังเผชิญกับ ไฟป่า ความเเห้งเเล้ง รวมถึงพายุที่มีบ่อยครั้งขึ้น จึงทำให้เกษตรต้องปรับตัวกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น

ต่อมาคือ 2) การเพิ่มขึ้นของประชากรโลก คนอายุยืนขึ้นจากความก้าวหน้าทางการเเพทย์ โดยคาดว่าภายในปี 2050 ประชากรโลกจะทะลุ 9,700 ล้านคน ส่งผลให้ความต้องการทางอาหารก็จะสูงขึ้นเเละปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหารก็จะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยทาง FAO ประเมินว่าในปี 2050 การผลิตอาหารจะต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้นจากปัจจุบันอีกราว 60-70 % เพื่อเลี้ยงประชากรทั้งหมดในโลก เเละการที่ประชากรเพิ่มขึ้นอาจไม่ขาดเเคลนอาหารด้านคาร์โบไฮเดรต เเต่ยังขาดอาหารด้านโปรตีน จึงจำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่การผลิตอาหารเเละหาเเหล่งอาหารเเห่งใหม่เพื่อรองรับกรณีดังกล่าว

3) เทคโนโลยีเกิดใหม่ (Emerging Technology) นอกจากทำให้เกิดการเปลี่ยนเเปลงในวงการพลังงานเเล้ว ยังส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างมาก โดยรศ.ดร.วิบูลย์ ชี้ว่าเทคโนโลยีด้าน “เเบตเตอรี่ยุคใหม่” ซึ่งใช้โซเดียม อลูมิเนียมเเละสังกะสีเป็นส่วนประกอบสำคัญ จะทำให้สามารถสร้างโครงข่าย ไฟฟ้าขนาดเล็กได้ ซึ่งจะเป็นเเหล่งสะสมพลังงานสะอาดที่ใช้ได้ยาวนาน อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จะมีการเปลี่ยนเเปลงสำคัญ คือ “เซลล์เเสงอาทิตย์เเบบใหม่” ซึ่งจะถูกพัฒนาขึ้นมาเเทนที่เซลล์เเสงอาทิตย์ซิลิคอนเเบบเดิมที่ใช้ในปัจจุบัน

โดยสองพลังงานเกิดใหม่นี้จะทำให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น โดยจะอยู่ในรูปแบบที่ใช้ง่าย ได้ทุสถานที่เเละที่สำคัญคือราคาถูก เพื่อทดเเทนความจำเป็นในการใช้พลังงานฟอสซิลเเละพลังงานชีวภาพ ทำให้พืชที่นำไปทำเป็นพลังงานกลับมาเป็นอาหาร เเละอาหารจะถูกลงด้วย

ต่อมาคือ 4) การเปลี่ยนเเปลงตามนโยบายพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goal (SDG) ซึ่งกำหนดโดยองค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็น ซึ่งให้ความสำคัญกับเป้าหมายการยุติความหิวโหย ลดปัญหาภาวะทุพโภชนาการเเละสนับสนุนการเกษตรยั่งยืน โดยไทยในฐานะที่เป็นประเทศสมาชิก จึงจำเป็นต้องกำหนดเเนวทางของภาครัฐให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวด้วย

5)การเปลี่ยนเเปลงทางการค้าระหว่างประเทศ โดยทิศทางเเละเเนวโน้มความต้องการของสินค้าก็จะเปลี่ยนเเปลงไปตามเศรษฐกิจของชาติคู่ค้า รวมไปถึงนโยบายทางการเมืองเเละสภาวะเศรษฐกิจโลก เกษตรกรในฐานะผู้ผลิตจึงต้องรู้เท่าทันต่อความเปลี่ยนเปลงที่เกิดขึ้นด้วย

เเละ 6)ความเปลี่ยนเเปลงด้านการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเเละสื่อสังคมออนไลน์ เเม้ปัจจุบันเกษตรกรยังเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มอาชีพอื่น เเต่การขยายตัวของสมาร์ทโฟนมีเเนวโน้มเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นความสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเเละสื่อออนไลน์ของเกษตรกรจึงอาจสร้างโอกาสเเละวิกฤตให้เกิดขึ้นพร้อมๆกันได้

โดย รศ.ดร.วิบูลย์ ได้เสนอเเนวทาง การปรับตัวของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรในประเทศไทยว่า ควรเริ่มต้นจากภาคการศึกษา ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเปลี่ยน “หลักสูตรการเกษตร” จากเเบบดั้งเดิมซึ่งมักจะผลิตบัณฑิตที่มีความรู้เฉพาะทางตามสาขาวิชา ให้เป็นหลักสูตรที่บูรณาการองค์ความรู้ต่างๆ หลากหลายสาขาเข้าด้วยกัน ให้ผู้ศึกษารู้เท่าทันการเปลี่ยนเเปลงของสภาพอากาศ ความมั่นคงทางอาหาร รวมไปถึง value-chain ของสินค้าเกษตร เป็นต้น

จากนั้นควรจะมีการศึกษาวิจัยเเบบคู่ขนานทั้งการพัฒนาการเกษตรขนาดใหญ่เเละการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรซึ่งใช้ระบบอัตโนมัติหรือระบบอัจฉริยะเพื่อรองรับการขาดเเคลนเเรงงานเเละการพัฒนาการเกษตรเเม่นยำเเละการเกษตรที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนเเปลงของอากาศ

ขณะเดียวกัน ระบุถึงการปรับตัวของภาครัฐว่าควรลดความซ้ำซ้อนเเละลดขั้นตอนการปฏิบัติงานลงเพื่อให้สามารถเเบ่งปันทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะด้านการพัฒนาบุคลากรพร้อมการกำหนดนโยบายต่างๆ จำเป็นต้องบูรณาการอย่างเหมาะสมให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน

ส่วนการปรับตัวของเกษตร ต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเเปลง ติดตามข้อมูลข่าวสาร กระเเสความนิยมเเละเลือกผลิตอาหารหรือระบบการผลิตที่เน้นสุขภาพของผู้บริโภค เลิกการปลูกพืชอย่างเดียวหรือบางอย่างที่ไม่เหมาะสมกับสภาพอากาศ เป็นต้น

ด้านการปรับตัวของผู้โภค มีความจำเป็นที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนเเปลงเช่นเดียวกัน โดยอาจมีการปรับพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าเกษตรเเละอาหาร พฤติกรรมการบริโภคอาหาร การเก็บเเละถนอมอาหาร เพื่อลดปริมาณเหลือทิ้ง เเละการจัดการของเสียจากการบริโภคอาหารที่เหมาะสม เป็นต้น

ไทยยูเนี่ยนถกประชุมนานาชาติ Trust Women Conference 2016 เสนอตั้ง “กองทุนชาวประมง” เพื่อช่วยแรงงงานที่ถูกกดขี่ในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเล พร้อมถกประเด็นแรงงานกดขี่ในระบบห่วงโซ่อุปทาน

ดร.แดเรียน แมคเบน ผู้อำนวยการกลุ่มการพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยว่า ในการเข้าประชุมนานาชาติ Trust Women Conference เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ซึ่งหารือถึงวิธีการที่เป็นไปได้ในการส่งเสริมให้ผู้หญิงลุกขึ้นสู้กับการกดขี่ทั่วโลก เพื่อแก้ไขปัญหาการขจัดแรงงานกดขี่ออกไปจากระบบห่วงโซ่อุปทาน

ได้เสนอการตั้งกองทุนชาวประมง (Fishers Fund) ให้เป็นรูปธรรม โดยได้รับการสนับสนุนจาก Trust Women Conference นอกจากการเข้าร่วมงาน Trust Women Conference ของ ดร.แดเรียน แล้ว ในวันนี้ไทยยูเนี่ยนตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนด้วยการเปิดตัวเว็ปไซต์ Seachange® ซึ่งเป็นกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนของบริษัท

ทั้งนี้ กองทุนชาวประมง คือการให้ทุนทรัพย์แก่แรงงานที่ได้รับการช่วยเหลือจากการกดขี่ ไทยยูเนี่ยนทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับองค์กรไม่แสวงหากำไรในประเทศไทย เช่น สถาบันอิศรา เครือข่ายสิทธิแรงงานข้ามชาติ (Migrant Worker Rights Network : MWRN) สเตลล่า มาริส และแอลพีเอ็น ในการทำโครงการนี้ ซึ่งจะช่วยให้แรงงานที่ได้รับการช่วยเหลือมีทุนทรัพย์ในการเลือกที่จะสร้างอนาคตอันสดใสให้กับแรงงานเหล่านั้นและครอบครัว รวมทั้งเป็นการคืนสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของพวกเขาด้วยการมอบอิสระในการเลือกให้แก่แรงงานเหล่านั้น

พร้อมกันนี้ในการเสวนาบนเวที Trust Women Conference ในเรื่องแรงงานที่ถูกบังคับในห่วงโซ่อาหาร ดร.แดเรียน กล่าวถึงประเด็นการใช้แรงงานในลักษณะทาสในธุรกิจอาหารทะเลไทย และความพยายามของไทยยูเนี่ยนในการทำให้แรงงานในระบบห่วงโซ่อุปทานของไทยยูเนี่ยนเป็นแรงงานที่ปลอดภัยและถูกกฎหมาย พร้อมทั้งยังได้กระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมประชุมใช้ทักษะ ศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่มีทั้งหมดของพวกเขาในการช่วยกันจัดตั้งกองทุนชาวประมงนี้

เนื่องจากการกดขี่แรงงานในลักษณะทาสยุคใหม่กระจายอยู่ในหลายภาคส่วนและหลายอุตสาหกรรม และมีผลต่อผู้บริโภคทั้งหมด หน่วยงานส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลกพยายามจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานและที่พักอาศัยที่เหมาะสมให้กับแรงงานและชาวประมง อย่างไรก็ตามการดำเนินงานในท้องทะเลยากแก่การกำกับดูแลเนื่องจากอยู่ห่างไกล และมีความลำบากในการติดตามความเคลื่อนไหว แรงงานข้ามชาติหลายรายมีเจตนาเพียงมุ่งหางานทำ แต่ต้องตกเป็นเหยื่อของนายหน้าหางานที่ไร้ศีลธรรม และในท้ายที่สุดแรงงานเหล่านั้นกลับมีหนี้สินรุงรัง ไม่มีเอกสารรับรองที่ถูกต้อง ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ และไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ แม้เมื่อได้รับความช่วยเหลือออกจากสภาพเหล่านี้ เหยื่อของการค้ามนุษย์ยังไม่สามารถยืนด้วยตนเองได้ เนื่องจากไม่มีรายได้ ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีงาน และอนาคตที่สดใสในประเทศที่ตนข้ามแดนไปหาเลี้ยงชีพ

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ในการขจัดการใช้แรงงานในลักษณะทาสอย่างแท้จริงให้หมดไป ทั้งอุตสาหกรรมจำเป็นต้องทำงานร่วมกันเพื่อหาทางออกที่มีเครื่องพิสูจน์ได้และยั่งยืน นั่นหมายถึง ภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคสังคม และแม้แต่ผู้บริโภคก็ต้องมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

มร.แอนดี้ ฮอลล์ ที่ปรึกษาฝ่ายต่างประเทศของเครือข่ายสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) กล่าวว่า กองทุนชาวประมงเป็นการชดเชยหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นกองทุนช่วยเหลือที่จำเป็นอย่างมากในการชดเชยและมีส่วนในการตั้งต้นชีวิตใหม่ของแรงงานข้ามชาติและแรงงานในประเทศหลายหมื่นคนในอุตสาหกรรมการประมงไทย ซึ่งในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบันยังเผชิญกับการกดขี่ในหลายรูปแบบ เช่น ระบบทาสยุคใหม่ การบังคับใช้แรงงาน และการค้ามนุษย์

“นี่ถือเป็นก้าวที่กล้าหาญและน่าชื่นชม เรียกได้ว่าเป็นอีกพัฒนาการสำคัญของไทยยูเนี่ยน และสะท้อนถึงสิ่งที่เครือข่ายสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) มองว่าเป็นพันธกิจที่แท้จริงของบริษัท ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ประกอบธุรกิจอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะมีอนาคตที่ดีและยั่งยืนขึ้นให้กับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย รวมทั้งอนาคตที่ดีและยั่งยืนขึ้นสำหรับแรงงานสำคัญของบริษัท ซึ่งประกอบไปด้วยแรงงานข้ามชาติจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่าและประเทศกัมพูชา ที่ยังคงเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกกดขี่ในรูปแบบดังกล่าว”

เกษตรฯออกมาตรฐานบังคับคุมการผลิตเชื้อเห็ดเพื่อการค้า ปลุกผู้ประกอบการเร่งปรับตัวระยะเปลี่ยนผ่าน เริ่มบังคับใช้ต้นปี 61 ชี้สถานการณ์ผลิต-ตลาดเห็ดขยายตัวเติบโตต่อเนื่อง สร้างมูลค่าปีละกว่า 1,000 ล้านบาท

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า เห็ดเป็นสินค้าเกษตรชนิดหนึ่งที่ไทยมีศักยภาพการผลิตสูง ปัจจุบันคนไทยนิยมบริโภคเห็ดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ กลุ่มผู้รักสุขภาพ และกลุ่มผู้บริโภคมังสวิรัติ ส่งผลให้ตลาดและธุรกิจเห็ดขยายตัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งเห็ดเมืองหนาวและเห็ดเมืองร้อน ส่วนใหญ่เป็นเห็ดฟางและเห็ดเพาะในถุงพลาสติก อาทิ เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็ดหอม เห็ดเข็มทอง เห็ดเป๋าฮื้อ และเห็ดหูหนู เป็นต้น ซึ่งปี 2558 ไทยมีปริมาณผลผลิตเห็ดสูงถึง 15,000 ตัน มีมูลค่ารวมกว่า 1,156 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีการผลิตเชื้อเห็ดปีละ ประมาณ 20 ล้านขวด คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 200 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตเห็ดให้กับกลุ่มเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตเห็ดกว่า 2,000 แห่ง เกษตรกรกว่า 14,000 ราย พร้อมควบคุมกระบวนการผลิตเชื้อเห็ดให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพื่อลดความเสี่ยงการปนเปื้อนเชื้อรา ไวรัส จุลินทรีย์ ไร แมลง และสัตว์อื่นๆ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อการผลิตเห็ด ทำให้ได้ผลผลิตเห็ดที่ไม่ตรงตามชนิด หรือได้ผลผลิตต่ำลงและผลผลิตไม่มีคุณภาพ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ประกาศมาตรฐานหลักปฏิบัติสำหรับการผลิตเชื้อเห็ด (มกษ.2507-2559) เป็นมาตรฐานทั่วไป และเตรียมประกาศใช้เป็นมาตรฐานบังคับของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่า จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในต้นปี 2561

นางสาวดุจเดือนกล่าวอีกว่า มกอช.ได้เร่งชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้ผลิตเชื้อเห็ดเพื่อการค้าที่มีกว่า 128 รายทั่วประเทศ รวมถึงที่ปรึกษาเกษตรกร และผู้ตรวจประเมินภาครัฐและเอกชนจากพื้นที่แปลงใหญ่ เพื่อให้ผู้ประกอบการเร่งปรับตัวและเตรียมความพร้อมในระยะเปลี่ยนผ่าน ประมาณ 1 ปี ก่อนที่มาตรฐานบังคับการผลิตเชื้อเห็ดจะมีผลบังคับใช้ โดยเน้นให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวเทคนิคการผลิตเชื้อเห็ดตามมาตรฐานหลักปฏิบัติสำหรับการผลิตเชื้อเห็ด เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติงานอย่างถูกต้องตามข้อกำหนด รวมถึงการขึ้นทะเบียนขออนุญาตเป็นผู้ประกอบการตามมาตรฐานบังคับด้วย

“ที่ผ่านมา มกอช.ได้จัดทำมาตรฐานสินค้าเห็ดและประกาศใช้เป็นมาตรฐานทั่วไป เพื่อส่งเสริมการผลิตสินค้าเห็ดได้มาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานเห็ดหอมสด เห็ดหูหนูสด เห็ดหูหนูแห้ง เห็ดสกุลนางรม เห็ดฟาง และเห็ดเข็ม นอกจากนั้น ยังได้จัดทำมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับเห็ดเพาะในถุง และการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับเห็ดฟางด้วย ในส่วนของมาตรฐานหลักปฏิบัติสำหรับการผลิตเชื้อเห็ดที่จะประกาศเป็นมาตรฐานบังคับนี้ มีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การจัดการและการควบคุมโรงเรือน การปฏิบัติงานของบุคลากร การเตรียมเชื้อเห็ดบริสุทธิ์ อาหารและวัสดุเลี้ยงเชื้อ การแยกเชื้อและถ่ายเชื้อ การควบคุมคุณภาพของเชื้อเห็ดระหว่างการเก็บรักษาเพื่อรอจำหน่าย และการเก็บตัวอย่างสินค้าเพื่อเป็นหลักฐานของรุ่นการผลิต ซึ่งคาดว่า มาตรฐานบังคับนี้จะเป็นกลไกควบคุมการผลิตเชื้อเห็ดให้มีคุณภาพสม่ำเสมอ และไม่มีการปนเปื้อน ทำให้ผู้ผลิตเห็ดได้ดอกเห็ดหรือเห็ดสดที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถการส่งออกสินค้าเห็ดของไทยไปยังต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น” เลขาธิการ มกอช.กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดฝนตกหนักน้ำได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ อ.เขาพนม จ.กระบี่ ต่อเนื่องกันมา 2-3 วัน ทำให้ได้รับผลกระทบแล้ว 5 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ที่ 1 , 2 , 4 , 5 และ 7 ต.สินปุน อ.เขาพนม จ.กระบี่ รวมพื้นที่เกิดอุทกภัย 5 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน กว่า 100 คน หรือกว่า 20 ครัวเรือน ซึ่งล่าสุด นายอนุรักษ์ สุดสาย ปลัดอาวุโส อำเภอเขาพนม ได้นำข้าวสาร ไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนแล้ว

อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำยังคงปรับระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรแล้วกว่า 1 พันไร่ ส่วนถนนตามเส้นทางเข้าหมู่บ้านสายสินปุน ทุ่งใหญ่ ถูกตัดขาด มีระดับน้ำท่วมสะพานประมาณ 1.5 เมตร เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้ชาวบ้านติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดพร้อมทั้งใช้สั่งให้ขนย้ายข้าวของ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสัตว์เลี้ยงออกไปอยู่บนที่สูง พร้อมทั้งได้ประสาน เจ้าหน้าที่ ปภ. และฝ่ายปกครอง รวมทั้ง อบต.ในพื้นที่เร่งเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนแล้วในส่วนของอำเภออื่นๆในจังหวัดกระบี่เช่นอำเภอลำทับได้มีน้ำท่วมในหมู่ที่ 2 บ้านเสม็ดจวน ชาวบ้านเดือดร้อน จำนวน 4 ราย นายสมบูรณ์ เต็มชื่น นายอำเภอลำทับได้นำถุงยังชีพ ไปมอบให้กับประชาชนที่เดือดร้อนแล้วพร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

ในเสวนาวิชาการไทยศึกษา เเลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในหัวข้อ “พลวัตสังคมเกษตรในยุคเสรีนิยมใหม่” ณ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

รศ.ดร.วิบูลย์ จงรัตนเมธีกุล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึง “การปรับตัวของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรของประเทศไทยในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง” ว่า ปัจจุบันมีการเปลี่ยนเเปลงทั้งด้านกายภาพเเละด้านชีวภาพอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดเเละความกินดีอยู่ดีของมนุษย์ โดยเเบ่งเป็นการเปลี่ยนเเปลงใหญ่ๆ ดังนี้ 1) การเปลี่ยนเเปลงอากาศทางสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) จากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของก๊าซเรือนกระจก เเละที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์อย่างการตัดไม้ทำลายป่า โดยสิ่งที่เรากำลังเผชิญกับ ไฟป่า ความเเห้งเเล้ง รวมถึงพายุที่มีบ่อยครั้งขึ้น จึงทำให้เกษตรต้องปรับตัวกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น

ต่อมาคือ 2) การเพิ่มขึ้นของประชากรโลก คนอายุยืนขึ้นจากความก้าวหน้าทางการเเพทย์ โดยคาดว่าภายในปี 2050 ประชากรโลกจะทะลุ 9,700 ล้านคน ส่งผลให้ความต้องการทางอาหารก็จะสูงขึ้นเเละปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหารก็จะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยทาง FAO ประเมินว่าในปี 2050 การผลิตอาหารจะต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้นจากปัจจุบันอีกราว 60-70 % เพื่อเลี้ยงประชากรทั้งหมดในโลก เเละการที่ประชากรเพิ่มขึ้นอาจไม่ขาดเเคลนอาหารด้านคาร์โบไฮเดรต เเต่ยังขาดอาหารด้านโปรตีน จึงจำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่การผลิตอาหารเเละหาเเหล่งอาหารเเห่งใหม่เพื่อรองรับกรณีดังกล่าว

3) เทคโนโลยีเกิดใหม่ (Emerging Technology) นอกจากทำให้เกิดการเปลี่ยนเเปลงในวงการพลังงานเเล้ว ยังส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างมาก โดยรศ.ดร.วิบูลย์ ชี้ว่าเทคโนโลยีด้าน “เเบตเตอรี่ยุคใหม่” ซึ่งใช้โซเดียม อลูมิเนียมเเละสังกะสีเป็นส่วนประกอบสำคัญ จะทำให้สามารถสร้างโครงข่าย ไฟฟ้าขนาดเล็กได้ ซึ่งจะเป็นเเหล่งสะสมพลังงานสะอาดที่ใช้ได้ยาวนาน อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จะมีการเปลี่ยนเเปลงสำคัญ คือ “เซลล์เเสงอาทิตย์เเบบใหม่” ซึ่งจะถูกพัฒนาขึ้นมาเเทนที่เซลล์เเสงอาทิตย์ซิลิคอนเเบบเดิมที่ใช้ในปัจจุบัน

โดยสองพลังงานเกิดใหม่นี้จะทำให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น โดยจะอยู่ในรูปแบบที่ใช้ง่าย ได้ทุสถานที่เเละที่สำคัญคือราคาถูก เพื่อทดเเทนความจำเป็นในการใช้พลังงานฟอสซิลเเละพลังงานชีวภาพ ทำให้พืชที่นำไปทำเป็นพลังงานกลับมาเป็นอาหาร เเละอาหารจะถูกลงด้วย

ต่อมาคือ 4) การเปลี่ยนเเปลงตามนโยบายพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goal (SDG) ซึ่งกำหนดโดยองค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็น ซึ่งให้ความสำคัญกับเป้าหมายการยุติความหิวโหย ลดปัญหาภาวะทุพโภชนาการเเละสนับสนุนการเกษตรยั่งยืน โดยไทยในฐานะที่เป็นประเทศสมาชิก จึงจำเป็นต้องกำหนดเเนวทางของภาครัฐให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวด้วย

5)การเปลี่ยนเเปลงทางการค้าระหว่างประเทศ โดยทิศทางเเละเเนวโน้มความต้องการของสินค้าก็จะเปลี่ยนเเปลงไปตามเศรษฐกิจของชาติคู่ค้า รวมไปถึงนโยบายทางการเมืองเเละสภาวะเศรษฐกิจโลก เกษตรกรในฐานะผู้ผลิตจึงต้องรู้เท่าทันต่อความเปลี่ยนเปลงที่เกิดขึ้นด้วย

เเละ 6)ความเปลี่ยนเเปลงด้านการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเเละสื่อสังคมออนไลน์ เเม้ปัจจุบันเกษตรกรยังเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มอาชีพอื่น เเต่การขยายตัวของสมาร์ทโฟนมีเเนวโน้มเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นความสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเเละสื่อออนไลน์ของเกษตรกรจึงอาจสร้างโอกาสเเละวิกฤตให้เกิดขึ้นพร้อมๆกันได้

โดย รศ.ดร.วิบูลย์ ได้เสนอเเนวทาง การปรับตัวของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรในประเทศไทยว่า ควรเริ่มต้นจากภาคการศึกษา ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเปลี่ยน “หลักสูตรการเกษตร” จากเเบบดั้งเดิมซึ่งมักจะผลิตบัณฑิตที่มีความรู้เฉพาะทางตามสาขาวิชา ให้เป็นหลักสูตรที่บูรณาการองค์ความรู้ต่างๆ หลากหลายสาขาเข้าด้วยกัน ให้ผู้ศึกษารู้เท่าทันการเปลี่ยนเเปลงของสภาพอากาศ ความมั่นคงทางอาหาร รวมไปถึง value-chain ของสินค้าเกษตร เป็นต้น

จากนั้นควรจะมีการศึกษาวิจัยเเบบคู่ขนานทั้งการพัฒนาการเกษตรขนาดใหญ่เเละการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรซึ่งใช้ระบบอัตโนมัติหรือระบบอัจฉริยะเพื่อรองรับการขาดเเคลนเเรงงานเเละการพัฒนาการเกษตรเเม่นยำเเละการเกษตรที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนเเปลงของอากาศ

ขณะเดียวกัน ระบุถึงการปรับตัวของภาครัฐว่าควรลดความซ้ำซ้อนเเละลดขั้นตอนการปฏิบัติงานลงเพื่อให้สามารถเเบ่งปันทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะด้านการพัฒนาบุคลากร พร้อมการกำหนดนโยบายต่างๆ จำเป็นต้องบูรณาการอย่างเหมาะสมให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน

ส่วนการปรับตัวของเกษตร ต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเเปลง ติดตามข้อมูลข่าวสาร กระเเสความนิยมเเละเลือกผลิตอาหารหรือระบบการผลิตที่เน้นสุขภาพของผู้บริโภค เลิกการปลูกพืชอย่างเดียวหรือบางอย่างที่ไม่เหมาะสมกับสภาพอากาศ เป็นต้น

ด้านการปรับตัวของผู้โภค มีความจำเป็นที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนเเปลงเช่นเดียวกัน โดยอาจมีการปรับพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าเกษตรเเละอาหาร พฤติกรรมการบริโภคอาหาร การเก็บเเละถนอมอาหาร เพื่อลดปริมาณเหลือทิ้ง เเละการจัดการของเสียจากการบริโภคอาหารที่เหมาะสม เป็นต้น

นายสมศักดิ์ จันทรรวงทอง gfxtr.net เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.) มีมติกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นของฤดูการผลิตปี 2559/2560 เป็น 2 ราคา โดยส่วนใหญ่จำนวน 8 เขต กำหดราคา 1,050 บาทต่อตัน ยกเว้นเขต 5 (สุพรรณบุรี) กำหนดราคา 980 บาทต่อตันอ้อย ถือว่าเป็นราคาระดับสูงเนื่องจากมีการขายน้ำตาลล่วงหน้าไปมาก ค่าเงินบาททิศทางอ่อนค่าลง ประกอบกับฤดูการผลิตปีนี้ต้นทุนการผลิตของชาวไร่คำนวณไว้ที่ 1,086 บาทต่อตัน ถือว่าต้นทุนสูง และ ปกติในทุกปีรัฐจะช่วยเหลือด้วยการให้กองทุนอ้อยฯกู้กับสถาบันการเงินของรัฐมาอุดหนุนราคาเพิ่ม แต่ปีนี้ไม่สามารถทำได้ เพราะจะขัดหลักขององค์การการค้าโลก(ดับบลิวทีโอ)

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า สอน.กำลังเจรจากับโรงงาน 9 แห่ง ได้แก่ บ.อุตสาหกรรมน้ำตาลแม่วัง จำกัด บ.น้ำตาลท่ามะกา จำกัด บ.อุตสาหกรรมน้ำตาลสุพรรณบุรีจำกัด บ.โรงงานน้ำตาลนิวกรุงไทย จำกัด บ.น้ำตาลและอ้อยตะวันออก จำกัด บมจ.น้ำตาลขอนแก่น บ.อุตสาหกรรมน้ำตาลอุตรดิตถ์ จำกัด และบ.น้ำตาลนิวกว้างสุ้นหลี จำกัด เพื่อทำบันทึกข้อตกลง(เอ็มโอยู) ไม่รับเงินค่ารักษาเสถียรภาพคืนจากกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย(กท.) เพื่อให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบได้เดินหน้าต่อไปได้ หลังจากก่อนหน้านี้ 9 โรงงานได้ยื่นศาลปกครองกลางเพื่อขอความเป็นธรรมจากกรณีกอน.เรียกเก็บเงินรักษาเสถียรภาพที่เก็บทั้งชาวไร่และโรงงานในอัตรา 0.5% ของรายได้ แต่ฤดูการผลิตปี 2542/2543 และฤดูผลิต 2545/2546 และโรงงานน้ำตาลส่วนใหญ่ไม่จ่ายเงินเข้ากองทุนอ้อยฯ แต่ 9 โรงงานจ่ายจึงต้องขอความเป็นธรรมต่อมาศาลปกครองกลาง และศาลปกครองกลางยกฟ้องทำให้ 9 โรงไปอุทธรณ์และศาลปกครองสูงสุดพิจารณาให้ 4 โรงงานชนะคดี ทำให้รัฐต้องคืนเงินต้นและดอกเบี้ยประมาณ 361 ล้านบาทและคาดว่าจะเป็นบรรทัดฐานให้อีก 5 โรงงานชนะคดีเช่นกัน

” สอน.และกองทุนฯเองได้เจรจาแล้วโรงงาน 9 แห่ง ต่างเห็นด้วยในหลักการที่จะไม่เอาเงินคืนเพียงแต่จะมีรายละเอียดในทางปฏิบัติจึงต้องทำเอ็มโอยู ประกอบกับคดีนี้มีมานานแล้วหลังจากที่ 9 รายยื่นฟ้องไปโรงงานอีก24 โรงงานที่ค้างชำระราว 583.89 ล้านบาทก็นำมาชำระคืนกองทุนฯจนหมด ทุกฝ่ายจึงเห็นชอบร่วมกัน และหากรัฐคืนเงินจะมีปัญหาต่อฐานะกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย”นายสมศักดิ์กล่าว

แหล่งข่าวจาก กอน.กล่าวว่า หลักการของ 9 โรงงานเห็นด้วยที่จะไม่รับเงินคืน เพราะหากกองทุนฯคืนเงิน โรงงานจะโอนคืนภายหลัง ทำให้มีภาษีเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะถือเป็นการรับรู้รายได้ แต่หากไม่รับเลยน่าจะดีกว่าและเห็นว่าโรงงานน้ำตาลที่เหลือก็ไม่ควรที่จะไปยืนฟ้องร้องฯ เพราะชาวไร่อาจยืนฟ้องเพื่อขอเงินได้เช่นกันและจบแบบเดียวกับโรงงาน ขณะเดียวกันหากมีการคืนเงินจะต้องย้อนกลับไปคำนวณราคาอ้อยใหม่หรือไม่ทั้งหมดในอดีต ปัญหาจะยิ่งขยายวงกว้าง โดยวันที่ 14 ธันวาคม จะครบกำหนด 90 วัน ที่กองทุนอ้อยฯจะต้องคืนเงินให้กับโรงงานที่ชนะคดี ดังนั้น เร็วๆนี้จะมีการลงนามเอ็มโอยู

กระทรวงยุติธรรมเดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรบุรีรัมย์ถูกฟ้องคดีปุ๋ยฉาว อนุมัติส่งทนายส่วนกลางลงไปต่อสู้คดี ชงศอตช.เข้าร่วมดูแล เตรียมแจ้งประธานศูนย์ต่อต้านทุจริตแห่งชาติตรวจสอบอีกหลายคดี ด้านสตง.รับเรื่องร้องทุกข์แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ 5 อำเภอ (โนนสุวรรณ หนองหงส์ หนองกี่ ปะคำ นางรอง) ของจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 88 กลุ่ม ประมาณ 500 ราย ได้ถูก หจก.ดีสิงห์ทวีโชค ฟ้องให้ชำระค่าปุ๋ยแทน อบจ.บุรีรัมย์ ในโครงการส่งเสริมอาชีพของคนบุรีรัมย์ ซึ่งมีการประสานให้เอกชนสี่รายนำปุ๋ยไปส่งมอบให้เกษตรกรทั้งจังหวัดบุรีรัมย์ มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท โดยที่ผู้ว่าราชกการจังหวัดยังไม่ได้อนุมัติโครงการ ซึ่งคดีได้ขึ้นสู่ศาลมาแล้ว 6 ครั้ง โดยยังไม่มีทนายมาช่วยต่อสู้คดี