ดังนั้น การเรียนรู้การทำนาอย่างถูกต้อง โดยยึดหลัก 3 ป. คือ

ประหยัดปลอดภัย และปฏิบัติได้ จะส่งผลให้ชาวนามีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น เกษตรกรดีเด่น สาขาทำนา ปี 2562 ที่จังหวัดชัยนาท คุณขวัญชัย แตงทอง เกษตรกรวัย 51 ปี เล่าว่า หลังจากจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ยึดอาชีพทำนา ถิ่นฐานบ้านของคู่ชีวิต เลขที่ 25 หมู่ที่ 9 บ้านทับใต้ ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ในระยะแรกเริ่มต้องพบกับปัญหาจากการเป็นหนี้สินจำนวนมาก เนื่องจากอาชีพทำนาประสบปัญหาด้านต้นทุนการผลิตที่สูง เพื่อจัดหาสารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชที่เข้ามารบกวนข้าว เนื่องจากขาดความรู้ในการทำนาที่มีประสิทธิภาพอย่างถูกต้องและเหมาะสม ใช้เทคโนโลยีแบบตามกระแสของเพื่อนเกษตรกร และการคาดคะเนว่าอะไรจะเกิดขึ้น

จนกระทั่ง ปี 2536 ได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท เพื่อเรียนรู้การลดต้นทุนและศึกษาการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน ผ่านกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร จนเกิดความรู้ ความเข้าใจ และนำเอาความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ จนทำให้การทำนามีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง มีผลกำไรมากขึ้น การหาความรู้เพิ่มเติมจากหน่วยงานราชการทุกภาคส่วนที่เชิญชวนเข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มพูนความรู้ควบคู่กับการทดลองใช้ในไร่นาอย่างไม่หยุดนิ่ง ส่งผลให้การใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีลดลงอย่างชัดเจนเห็นเป็นรูปธรรม

ดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มจากการลดการเผาตอซังและฟางข้าว เนื่องจากเมื่อก่อนมีการทำนาอย่างต่อเนื่องและเผาตอซังและฟางข้าวตลอด จึงทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ส่งผลกระทบต่อการใช้ปุ๋ย และเกิดความเสื่อมโทรมของดิน จึงทำให้มีการใช้ปุ๋ยเพิ่มมากขึ้นทุกปี แต่ผลผลิตกลับลดลง

จึงได้กลับมาหยุดการเผาฟางแล้วใช้การหมักฟางและตอซังแทน โดยใช้น้ำหมักฉีดพ่นฟาง 5 ลิตร ต่อไร่ หลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้วย่ำหมักทิ้งไว้ 10-15 วัน พร้อมทำเทือกก่อนการปักดำ การไม่เผาฟางจะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน และได้ธาตุอาหารจากการหมักฟางข้าวเป็นบางส่วน อีกทั้งเพื่อการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารจะปล่อยแหนแดงเมื่อข้าวอายุได้ 25-30 วัน ช่วยในการควบคุมวัชพืชเมื่อย่อยสลายจะเป็นวัตถุอินทรีย์และธาตุอาหารให้กับข้าว

คุณขวัญชัย ใช้ปุ๋ยพืชสดในการปลูกพืชหลังฤดูกาลทำนา แล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด มีการลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน มีการสำรวจแปลงนาทุกสัปดาห์ มีการใช้เครื่องจักรมาปักดำแทนการหว่าน ใช้จุลินทรีย์ PGPr2 (แบคทีเรียในดินที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช (Plant Growth – Promoting Rhizobacteria : PGPR) ใช้ในการคลุกเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยจนทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง 1,500-2,000 บาท ต่อไร่ โดยผลผลิตไม่ลดลง บางฤดูกาลได้มากกว่าเกษตรกรทั่วๆ ไป 5-10%

ป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน

IPM (Integrated Pest Management)คือการทำนาแบบผสมผสาน สร้างระบบนิเวศให้สมดุล ใช้ศัตรูธรรมชาติควบคุมศัตรูพืช โดยใช้วิธีหลายๆ วิธีในการควบคุมศัตรูพืช ไม่ให้มีปริมาณที่เป็นอันตรายก่อให้เกิดความเสียหาย ประหยัด ปลอดภัย ปลูกพืชให้แข็งแรง อนุรักษ์ธรรมชาติ การสำรวจแปลงทุกสัปดาห์ นอกจากสำรวจดูโรค-แมลงศัตรูพืช วัชพืช ศัตรูธรรมชาติ สภาพอากาศ ความชื้น และลม อีกทั้งได้ดูความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของต้นข้าวด้วยการตั้งท้องของข้าวก่อนใส่ปุ๋ยรับท้อง ด้วยการผ่าต้นข้าวดู ในช่วงอายุข้าว 50 วัน ว่ามีการสร้างรวงอ่อนหรือยัง ใช้ปุ๋ย 46-0-0 ในการรับท้องไม่เกิน 10 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อฤดูกาล

ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

ใช้ปุ๋ยใส่ตามค่าวิเคราะห์ โดยการวิเคราะห์ดินก่อนเพาะปลูก เพื่อหาธาตุอาหารที่มีแล้วเติมตัวที่ขาด ปุ๋ยที่ใช้จะเป็นแม่ปุ๋ย สูตร 46-0-0 หรือ 18-46-0 หรือ 0-0-60 ใส่ตามค่าวิเคราะห์ ทำให้ลดการใช้ปุ๋ยลงได้ 360-400 บาท ต่อไร่ อีกทั้งใส่ปุ๋ยผสมกับจุลินทรีย์ PgPr2 โดยใช้จุลินทรีย์ PgPr2 ในการคลุกเคล้าเมล็ดพันธุ์หรือปุ๋ย จะช่วยเรื่องการดูดซับปุ๋ยลดการใช้ปุ๋ย 25% ช่วยเพิ่มปริมาณรากข้าว ทำให้สามารถดูดซับธาตุอาหารได้มากขึ้น

รวมทั้งการใช้น้ำหมักชีวภาพสารชีวภัณฑ์ต่างๆ ทดแทนสารเคมี ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี และการใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชและโรคพืช เช่น เชื้อราบิวเวอเรีย เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า สารสะเดา และน้ำหมักชีวภาพชนิดต่างๆ รวมต้นทุนการผลิตจากการลดการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ยเคมี และสารกำจัดแมลงศัตรูพืชโรคพืช รวมทั้งสิ้นประมาณ 1,000-2,000 บาท ต่อไร่ ต่อฤดูกาล

หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวแล้ว หลังการพักการทำนาจะหว่านปอเทือง เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน เพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะกับการปลูกพืช ช่วยลดการระบาดของแมลงศัตรูพืชบางชนิดลงได้ เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

จุดเด่นด้านการตลาด

เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต เพิ่มศักยภาพการผลิตในชุมชน คุณขวัญชัย ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอหันคา และศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ในการส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ในรูปของนาแปลงใหญ่ บ้านบึงม่วง จัดทำแปลงเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับศูนย์ข้าวและเกษตรกรทั่วไป และเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง บางส่วนใช้แปรรูปเป็นข้าวสารไว้บริโภคในครัวเรือน และจำหน่ายกับผู้สนใจ ทำให้ได้ราคาสูงกว่าเกษตรกรที่ปลูกข้าวทั่วๆ ไป 1,500-2,500 บาท

คุณขวัญชัย กล่าวว่า การดำเนินงานฟาร์ม มีจุดมุ่งหวังเพื่อลดต้นทุนเพิ่มศักยภาพการผลิตให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งที่ละเลยไม่ได้คือ การจัดทำบัญชีฟาร์ม เพื่อรู้ต้นทุนในการทำนา และใช้ในการวางแผน วิเคราะห์การทำนาในปีต่อไป อีกทั้งการวางแผนผังพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดเป็นไร่นาสวนผสม และเป็นสถานที่ศึกษาดูงานและเรียนรู้ของผู้สนใจ “ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอหันคา” (ศพก. หันคา) โดยมีสำนักงานเกษตรอำเภอหันคา เป็นที่ปรึกษา

ใช้พื้นที่ทั้งหมด 25 ไร่ แบ่งเป็น ที่อยู่อาศัย 1 ไร่ เป็นพื้นที่ทำการเกษตร 24 ไร่ ดังนี้ ทำนา 19 ไร่ ที่อาศัย 1 ไร่ ปลูกผัก 2 ไร่ บ่อน้ำ 0.5 ไร่ ทำสวน 1 ไร่ เลี้ยงสัตว์ 0.5 ไร่ และอื่นๆ 1 ไร่ รางวัลจากการประกวดเกษตรกรทำนาดีเด่น ในปี 2562 มิใช่เป็นรางวัลสูงที่สุดในชีวิตเท่านั้น แต่เป็นรางวัลที่เพิ่มพลังให้กับทีมงานคณะทำงาน ศพก. หันคา เพราะผลงานที่เกิดขึ้นได้ร่วมพลังเรียนรู้ และนำไปปฏิบัติควบคู่กันไปอย่างไม่หยุดนิ่ง และขอสัญญาว่าจะร่วมกับหน่วยงานราชการพัฒนาต่อไป เพราะยังมีเกษตรกรอีกหลายรายที่รอการพัฒนา

พูดถึง อินทผลัม หลายคนคงคิดถึงแบบอบแห้งกันใช่ไหม แต่จริงๆ แล้ว ยังมีอินทผลัมแบบกินผลสด

ในบ้านเราเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งคนปลูกและคนกิน คุณปรีชา ธรรมชูเชาวรัตน์ อยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 2 ตำบลบางพลับ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ที่ผ่านมาปลูกโป๊ยเซียน เฟื่องฟ้า ลีลาวดี ชวนชม และไม้ประดับอื่นๆ ในพื้นที่ 100 ไร่ หลังจากนั้นก็มาปลูกอินทผลัมทั้งแบบการเพาะเมล็ดและปลูกแบบต้นที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ปัจจุบัน ได้ผลดี คือปลูกจากต้นที่ขยายพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

“พันธุ์ที่ทางสวนปลูกคือ พันธุ์บาร์ฮี (เนื้อเยื่อ) เพราะให้ผลที่แน่นอน ตอนแรกที่สวนก็ปลูกแบบเพาะเมล็ดด้วย แต่ว่าขุดทิ้งออกหมดแล้ว เพราะว่าให้ผลผลิตไม่แน่นอน ตอนนี้ที่สวนมีพันธุ์บาร์ฮี ปลูกอยู่เป็นหลักร้อย ประมาณ 500 ต้น อายุต้นอยู่ประมาณ 2-3 ปี ต้นหนึ่งสามารถออกผลได้ตั้งแต่ 2 ปีหลังจากปลูกแล้ว เพราะว่าสภาพดินที่สวนเป็นดินเหนียวค่อนข้างจะอุดมสมบูรณ์ ส่วนราคาขายผลผลิตจะเป็นกิโลกรัมละ 500 บาท ถ้าปลูกทุเรียนก็จะดี แต่ถ้าปลูกอินทผลัมก็จะดียิ่งกว่า เพราะว่าดินที่นี่สมบูรณ์มากกว่าที่อื่น” คุณปรีชา บอก

คุณปรีชา บอกว่า ราคาต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ อยู่ที่ต้นละ 1,500 บาท ซึ่งมีความแน่นอน สั่งตัวเมียได้ตัวเมีย เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ต้นที่ให้ผลผลิตได้คือต้นตัวเมีย จึงต้องมีตัวผู้จำนวนหนึ่งไว้ผสมเกสร ปัจจุบันใช้พันธุ์ตัวผู้เคแอล 1

ระยะปลูกที่เหมาะสม ช่วงแรก คุณปรีชา ปลูกอินทผลัมระยะระหว่างต้นระหว่างแถว 6 คูณ 6 เมตร เวลาผ่านไป 3 ปี ซึ่งต้นให้ผลผลิตแล้ว ต้นชิดเกินไป ที่เหมาะสมควรเป็น 8 คูณ 8 เมตร ไร่หนึ่งปลูกได้ 25 ต้น

เตรียมดินอย่างไร เจ้าของบอกว่า แรกสุด ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก หลังปลูก ใส่ปุ๋ยคอก ใบก้ามปู

ปุ๋ยต้องเหมาะสม ช่วงที่ต้นยังไม่ให้ผลผลิต นอกจากปุ๋ยคอกและใบก้ามปูแล้ว หากเป็นปุ๋ยวิทยาศาสตร์เน้นตัวหน้าคือไนโตรเจน ก่อนออกดอกสะสมอาหารด้วยสูตร 8-24-24 ก่อนเก็บผลผลิต เพิ่มความหวานด้วยสูตร 13-13-21 เน้นตัวท้ายสูง

น้ำให้ทุกวัน ช่วงฝนไม่ต้องให้น้ำ แต่หากเป็นหน้าแล้ง เจ้าของบอกให้ทุกวัน

ศัตรูของอินทผลัม

อินทผลัม มีศัตรูคล้ายๆ มะพร้าว คือ ด้วงเจาะลำต้น

ด้วงแรดเจาะลำต้น ไม่ทำให้ต้นอินทผลัมตาย แต่หลังจากนั้น หากมีด้วงงวงเจาะตามเข้าไป ต้นแย่แน่ ทางป้องกันคือทำแปลงให้สะอาด อย่ามีกองขยะ กองเศษใบไม้ เพราะจะเป็นที่อาศัยวางไข่ของด้วง วิธีการเก็บเกสร และการผสมเกสร

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บเกสรคือ เครื่องดูดฝุ่น ที่ใช้ดูดฝุ่นตามบ้านก็จะนำมาดูดเกสร พอดูดมาแล้วนำมาห่อกระดาษ แล้วนำมาตากแดด แต่แดดที่ตากไม่ต้องแรงมาก เพราะจะทำให้เกสรตายได้ ตากแค่วันเดียว

จากนั้นก็เอาเข้าตู้เย็นเลย อุณหภูมิก็จะเป็นอุณหภูมิปกติที่ใช้แช่ผัก แล้วจึงนำไปใส่ตัวบีบแล้วนำไปพ่นใส่ดอก แต่ตอนพ่นจะต้องพ่นตอนเช้า ดอกที่จะพ่นต้องเป็นดอกที่แตกออกวันแรกเท่านั้น

หลังติดผลควรมีการซอยผลทิ้งบ้าง โดยช่อย่อยช่อหนึ่งควรไว้ 5-6 ผล ที่นิยมกันคือ ซอยผลเว้นผลนั่นเอง เมื่อซอยผลจะได้ผลผลิตมีคุณภาพดี

รักษาคุณภาพ หลังการเก็บเกี่ยว

เมื่อเก็บผลจากต้น นำอินทผลัมมาแขวนไว้ หลังจากนั้นก็นำไปพ่นน้ำด้วยเครื่องปั๊มน้ำที่ใช้ล้างรถ

เวลาใช้ ให้หมุนหัวให้สุด น้ำแรง ไม่ต้องกลัวผลร่วง เพราะผลที่ร่วงจะเป็นผลที่เสีย การพ่นน้ำพ่นเพื่อที่จะได้ทำความสะอาดและล้างเพลี้ยแป้งที่เกิดจากความหวานกับความชื้นจนกลายเป็นราดำ หลังจากนั้นนำเอาไปเป่าลมให้แห้ง จึงแพ็กใส่ลังเพื่อเตรียมส่งจำหน่าย

คุณปรีชา บอกว่า อินทผลัมพันธุ์บาร์ฮีเพาะเนื้อเยื่อ ต้นอายุ 2 ปีครึ่ง ถึง 3 ปี ให้ผลผลิตต่อต้น ต่อปีที่ 100 กิโลกรัม ผลผลิตอยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม โดยออกดอกช่วงเดือนมกราคม

เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับอินทผลัม

ถ้าอินทผลัมออกผลแล้ว ควรห่อผล 2 ชั้น เพื่อกันหนู นก แมลง แมลงวันทอง

ห้ามกระชากก้านอินทผลัม เพราะว่าจะทำให้ทั้งทะลายนั้นเสียทั้งหมด

ถ้าต้องการจะกินผล ให้หมุนผลแบบทวนเข็มนาฬิกา เพราะว่าจะไม่ทำให้ช่อเป็นแผล

ความหวานของผลอินทผลัมสวนคุณปรีชา อยู่ที่ประมาณ 30 บริกซ์ ตลาด เป็นอย่างไร

คุณปรีชา พูดถึงตลาดอินทผลัมกินผลสดว่า ถ้าทำให้มีคุณภาพยังไงก็ขายได้ ไม่ต้องห่วง คนมาซื้อวันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ มาอีกแสดงว่าผลไม้ต้นนี้ไปได้ไกลแน่ ชาวสวนคนไหนที่คิดจะปลูกต้องศึกษาสายพันธุ์ให้ดี พอศึกษาดีแล้ว โอกาสที่จะขาดทุนก็มีน้อย ถ้าปลูกผิดสายพันธุ์อาจจะต้องขุดทิ้งไป

“ตัวผมเองเคยปลูกผิดจนต้องขุดทิ้งไปแล้ว ส่วนใครที่คิดจะปลูกบาร์ฮี อย่างน้อยควรปลูกไว้ไร่หนึ่งประมาณ 25 ต้น เพราะต้นหนึ่งจะได้ประมาณ 20 จั่น ยิ่งต้นโตขึ้นจั่นก็จะมากขึ้นไปอีก อีกทั้งต้นอินทผลัมยังสามารถปลูกได้เกือบทุกภาค ยกเว้นแต่จังหวัดระนอง ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี เพราะว่าเป็นจังหวัดที่ฝนตกเยอะ…ในอนาคตจะผลิตน้ำอินทผลัมแท้ 100% มาขาย ยังสามารถเก็บได้นานถึง 2 ปี” คุณปรีชา บอก

คุณปรีชา ยอมรับว่า ผลผลิตช่วงนี้ยังแพงอยู่ หากราคาลดลงกว่านี้ ผู้ปลูกก็อยู่ได้

แนวทางการเพิ่มมูลค่าผลผลิต ที่ทำกันแล้วคือ น้ำอินทผลัม ส่วนอาหารอย่างอื่นจากผลอินทผลัมก็ทำได้หลายอย่าง สนใจ ติดต่อได้ทาง สวนอินทผลัม ปรีชา Date Palm-Preecha garden. หรือตามที่อยู่ เลขที่ 70 หมู่ที่ 2 ตำบลบางพลับ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เบอร์โทรศัพท์ (081) 309-6086

ในวันที่ 3 สิงหาคม 2562 นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้จัดเสวนาเชิงปฏิบัติการ โดยนำผู้สนใจเข้าชมสวนและเรียนรู้การปลูกอินทผลัมในสถานที่จริง เพื่อนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสร้างอาชีพต่อไป สนใจสอบถามข้อมูลได้ที่ 02-5800021 ต่อ 2335

พูดถึง อินทผลัม หลายคนคงคิดถึงแบบอบแห้งกันใช่ไหม แต่จริงๆ แล้ว ยังมีอินทผลัมแบบกินผลสด

ในบ้านเราเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งคนปลูกและคนกิน คุณปรีชา ธรรมชูเชาวรัตน์ อยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 2 ตำบลบางพลับ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ที่ผ่านมาปลูกโป๊ยเซียน เฟื่องฟ้า ลีลาวดี ชวนชม และไม้ประดับอื่นๆ ในพื้นที่ 100 ไร่ หลังจากนั้นก็มาปลูกอินทผลัมทั้งแบบการเพาะเมล็ดและปลูกแบบต้นที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ปัจจุบัน ได้ผลดี คือปลูกจากต้นที่ขยายพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

“พันธุ์ที่ทางสวนปลูกคือ พันธุ์บาร์ฮี (เนื้อเยื่อ) เพราะให้ผลที่แน่นอน ตอนแรกที่สวนก็ปลูกแบบเพาะเมล็ดด้วย แต่ว่าขุดทิ้งออกหมดแล้ว เพราะว่าให้ผลผลิตไม่แน่นอน ตอนนี้ที่สวนมีพันธุ์บาร์ฮี ปลูกอยู่เป็นหลักร้อย ประมาณ 500 ต้น อายุต้นอยู่ประมาณ 2-3 ปี ต้นหนึ่งสามารถออกผลได้ตั้งแต่ 2 ปีหลังจากปลูกแล้ว เพราะว่าสภาพดินที่สวนเป็นดินเหนียวค่อนข้างจะอุดมสมบูรณ์ ส่วนราคาขายผลผลิตจะเป็นกิโลกรัมละ 500 บาท ถ้าปลูกทุเรียนก็จะดี แต่ถ้าปลูกอินทผลัมก็จะดียิ่งกว่า เพราะว่าดินที่นี่สมบูรณ์มากกว่าที่อื่น” คุณปรีชา บอก

คุณปรีชา บอกว่า ราคาต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ อยู่ที่ต้นละ 1,500 บาท ซึ่งมีความแน่นอน สั่งตัวเมียได้ตัวเมีย เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ต้นที่ให้ผลผลิตได้คือต้นตัวเมีย จึงต้องมีตัวผู้จำนวนหนึ่งไว้ผสมเกสร ปัจจุบันใช้พันธุ์ตัวผู้เคแอล 1

ระยะปลูกที่เหมาะสม ช่วงแรก คุณปรีชา ปลูกอินทผลัมระยะระหว่างต้นระหว่างแถว 6 คูณ 6 เมตร เวลาผ่านไป 3 ปี ซึ่งต้นให้ผลผลิตแล้ว ต้นชิดเกินไป ที่เหมาะสมควรเป็น 8 คูณ 8 เมตร ไร่หนึ่งปลูกได้ 25 ต้น

เตรียมดินอย่างไร เจ้าของบอกว่า แรกสุด ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก หลังปลูก ใส่ปุ๋ยคอก ใบก้ามปู

ปุ๋ยต้องเหมาะสม ช่วงที่ต้นยังไม่ให้ผลผลิต นอกจากปุ๋ยคอกและใบก้ามปูแล้ว หากเป็นปุ๋ยวิทยาศาสตร์เน้นตัวหน้าคือไนโตรเจน ก่อนออกดอกสะสมอาหารด้วยสูตร 8-24-24 ก่อนเก็บผลผลิต เพิ่มความหวานด้วยสูตร 13-13-21 เน้นตัวท้ายสูง

น้ำให้ทุกวัน ช่วงฝนไม่ต้องให้น้ำ แต่หากเป็นหน้าแล้ง เจ้าของบอกให้ทุกวัน

ศัตรูของอินทผลัม

อินทผลัม มีศัตรูคล้ายๆ มะพร้าว คือ ด้วงเจาะลำต้น

ด้วงแรดเจาะลำต้น ไม่ทำให้ต้นอินทผลัมตาย แต่หลังจากนั้น หากมีด้วงงวงเจาะตามเข้าไป ต้นแย่แน่ ทางป้องกันคือทำแปลงให้สะอาด อย่ามีกองขยะ กองเศษใบไม้ เพราะจะเป็นที่อาศัยวางไข่ของด้วง

วิธีการเก็บเกสร และการผสมเกสร

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บเกสรคือ เครื่องดูดฝุ่น ที่ใช้ดูดฝุ่นตามบ้านก็จะนำมาดูดเกสร พอดูดมาแล้วนำมาห่อกระดาษ แล้วนำมาตากแดด แต่แดดที่ตากไม่ต้องแรงมาก เพราะจะทำให้เกสรตายได้ ตากแค่วันเดียว

จากนั้นก็เอาเข้าตู้เย็นเลย อุณหภูมิก็จะเป็นอุณหภูมิปกติที่ใช้แช่ผัก แล้วจึงนำไปใส่ตัวบีบแล้วนำไปพ่นใส่ดอก แต่ตอนพ่นจะต้องพ่นตอนเช้า ดอกที่จะพ่นต้องเป็นดอกที่แตกออกวันแรกเท่านั้น

หลังติดผลควรมีการซอยผลทิ้งบ้าง โดยช่อย่อยช่อหนึ่งควรไว้ 5-6 ผล ที่นิยมกันคือ ซอยผลเว้นผลนั่นเอง เมื่อซอยผลจะได้ผลผลิตมีคุณภาพดี รักษาคุณภาพ หลังการเก็บเกี่ยว

เมื่อเก็บผลจากต้น นำอินทผลัมมาแขวนไว้ หลังจากนั้นก็นำไปพ่นน้ำด้วยเครื่องปั๊มน้ำที่ใช้ล้างรถ

เวลาใช้ ให้หมุนหัวให้สุด น้ำแรง ไม่ต้องกลัวผลร่วง เพราะผลที่ร่วงจะเป็นผลที่เสีย การพ่นน้ำพ่นเพื่อที่จะได้ทำความสะอาดและล้างเพลี้ยแป้งที่เกิดจากความหวานกับความชื้นจนกลายเป็นราดำ หลังจากนั้นนำเอาไปเป่าลมให้แห้ง จึงแพ็กใส่ลังเพื่อเตรียมส่งจำหน่าย

คุณปรีชา บอกว่า อินทผลัมพันธุ์บาร์ฮีเพาะเนื้อเยื่อ ต้นอายุ 2 ปีครึ่ง ถึง 3 ปี ให้ผลผลิตต่อต้น ต่อปีที่ 100 กิโลกรัม ผลผลิตอยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม โดยออกดอกช่วงเดือนมกราคม

เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับอินทผลัม

ถ้าอินทผลัมออกผลแล้ว ควรห่อผล 2 ชั้น เพื่อกันหนู นก แมลง แมลงวันทอง

ห้ามกระชากก้านอินทผลัม เพราะว่าจะทำให้ทั้งทะลายนั้นเสียทั้งหมด

ถ้าต้องการจะกินผล ให้หมุนผลแบบทวนเข็มนาฬิกา เพราะว่าจะไม่ทำให้ช่อเป็นแผล

ความหวานของผลอินทผลัมสวนคุณปรีชา อยู่ที่ประมาณ 30 บริกซ์ ตลาด เป็นอย่างไร

คุณปรีชา พูดถึงตลาดอินทผลัมกินผลสดว่า ถ้าทำให้มีคุณภาพยังไงก็ขายได้ ไม่ต้องห่วง คนมาซื้อวันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ มาอีกแสดงว่าผลไม้ต้นนี้ไปได้ไกลแน่ ชาวสวนคนไหนที่คิดจะปลูกต้องศึกษาสายพันธุ์ให้ดี พอศึกษาดีแล้ว โอกาสที่จะขาดทุนก็มีน้อย ถ้าปลูกผิดสายพันธุ์อาจจะต้องขุดทิ้งไป

“ตัวผมเองเคยปลูกผิดจนต้องขุดทิ้งไปแล้ว ส่วนใครที่คิดจะปลูกบาร์ฮี อย่างน้อยควรปลูกไว้ไร่หนึ่งประมาณ 25 ต้น เพราะต้นหนึ่งจะได้ประมาณ 20 จั่น ยิ่งต้นโตขึ้นจั่นก็จะมากขึ้นไปอีก อีกทั้งต้นอินทผลัมยังสามารถปลูกได้เกือบทุกภาค ยกเว้นแต่จังหวัดระนอง ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี เพราะว่าเป็นจังหวัดที่ฝนตกเยอะ…ในอนาคตจะผลิตน้ำอินทผลัมแท้ 100% มาขาย ยังสามารถเก็บได้นานถึง 2 ปี” คุณปรีชา บอก

คุณปรีชา ยอมรับว่า ผลผลิตช่วงนี้ยังแพงอยู่ หากราคาลดลงกว่านี้ ผู้ปลูกก็อยู่ได้

แนวทางการเพิ่มมูลค่าผลผลิต ที่ทำกันแล้วคือ UFABET น้ำอินทผลัม ส่วนอาหารอย่างอื่นจากผลอินทผลัมก็ทำได้หลายอย่าง สนใจ ติดต่อได้ทาง สวนอินทผลัม ปรีชา Date Palm-Preecha garden. หรือตามที่อยู่ เลขที่ 70 หมู่ที่ 2 ตำบลบางพลับ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เบอร์โทรศัพท์ (081) 309-6086

ในวันที่ 3 สิงหาคม 2562 นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้จัดเสวนาเชิงปฏิบัติการ โดยนำผู้สนใจเข้าชมสวนและเรียนรู้การปลูกอินทผลัมในสถานที่จริง เพื่อนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสร้างอาชีพต่อไป สนใจสอบถามข้อมูลได้ที่ 02-5800021 ต่อ 2335

“ยะลา” ในทัศนคติของคุณเป็นอย่างไร…แน่นอนหลายคนอาจยังไม่เคยมาสัมผัส

เมืองงามใต้สุดแดนสยาม อัญมณีเม็ดงาม ชายแดนใต้แห่งนี้เต็มไปด้วยความหลากหลายที่รอให้คุณไปเห็นด้วยตา และสัมผัสกับบรรยากาศด้วยตัวคุณเอง เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ
ผมมีความสงสัยว่า ดาวเรือง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีปักชำได้ และใช้ส่วนไหนบ้าง ผมทราบเพียงว่าดาวเรืองขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดเท่านั้น แล้วทั้งสองวิธีนี้การขยายพันธุ์วิธีไหนได้ผลดีกว่ากัน ขอคำแนะนำด้วยครับ

ตอบ คุณวรชัย เหมกำพล
ดาวเรือง เป็นไม้ดอกที่คนไทยรู้จักกันดี เนื่องจากมีสีสันสดใส ปลูกง่าย เก็บเกี่ยวได้เร็ว มีอายุสั้นเพียง 60-70 วัน ก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว นำไปปักแจกันก็อยู่ได้เป็นสัปดาห์ โดยเฉพาะในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งทุกระดับจะขายได้ราคาดี ทั้งนี้ การขยายพันธุ์ดาวเรืองทำได้ 2 วิธี คือ การเพาะเมล็ด และ การปักชำ
วิธีการเพาะเมล็ด

กรณีเพาะในกระบะ ใช้วัสดุเพาะประกอบด้วยขุยมะพร้าว ทรายหยาบ ขี้เถ้าแกลบ อัตรา 1 : 1 : 1 คลุกเคล้าให้เข้ากัน เกลี่ยวผิวให้เรียบ ให้ระดับผิววัสดุเพาะต่ำกว่าขอบกระบะเล็กน้อย ขีดร่องตื้นให้เป็นรอย ตามแนวกว้าง หรือยาว ตามความเหมาะสม แต่ละร่องห่างกัน 5 เซนติเมตร แล้วหยอดเมล็ดตามแนวที่ขีดไว้ ให้แต่ละเมล็ดห่างกัน 5 เซนติเมตร แล้วกลบเมล็ดด้วยวัสดุเดียวกัน กลบเบาๆ แล้วรดน้ำตามด้วยฝักบัวเป็นฝอย แล้วคลุมด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ช่วยรักษาความชื้น แล้วรดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง ภายใน 1 สัปดาห์ เมล็ดจะงอกให้เห็น หลังงอกแล้ว 7-10 วัน จึงถอนกล้านำไปปลูกลงแปลงได้

วิธีปักชำยอด เป็นผลพลอยได้จากการเด็ดยอดและกิ่ง เพื่อกระตุ้นให้แตกกิ่งด้านข้าง คือเมื่อปลูกต้นกล้าได้ 21-25 วันแล้ว ต้องเด็ดยอดออก ระยะนี้ให้สังเกตว่ามีใบจริง 4 คู่ ที่ส่วนยอดมีใบเล็กๆ ปรากฏให้เห็นอีก 1-2 คู่ ให้เด็ดยอดทิ้งเบาๆ อย่าให้แผลช้ำ นำยอดที่มีความยาว 1-2 นิ้ว ชุบในน้ำยาเร่งรากปักชำลงในวัสดุเพาะที่มีส่วนผสมของขุยมะพร้าว และขี้เถ้าแกลบ ฝังลึกพอประมาณ กดอัดวัสดุปลูกรอบกิ่งชำพอแน่น ให้ตั้งตัวได้ แต่ละยอดปักห่างกัน 5 เซนติเมตร นำกระบะเก็บในร่ม หมั่นรดน้ำภายใน 1 สัปดาห์ กิ่งชำจะออกรากให้เห็น