ดังนั้น จึงควรมีการเตรียมพร้อมตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มปลูก

มีการเตรียมดินก่อนที่จะเกิดดอกออกผล ซึ่งควรใส่แคลเซียมในรูปยิปซัมหรือแคลเซียมซัลเฟตก็จะทำให้พืชค่อยๆ ดูดขึ้นไปตามส่วนต่างๆ ของต้น แล้วเมื่อถึงช่วงออกลูก แคลเซียมจะถูกดูดเข้าไปที่ผล ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ แล้วยังสามารถลดต้นทุนอีก

ท้งนี้ หากใช้วิธีพ่นแคลเซียมทางใบ และควรเลือกแคลเซียมชนิดที่ละลายน้ำได้ดี เช่น แคลเซียมคลอไรด์ หากใช้ “แคลเซียมไนเตรต” ต้องใช้ในช่วงแรก เพราะแคลเซียมไนเตรตมีไนโตรเจนอยู่ด้วย ทําให้ผิวของผลไม้เขียวและไม่หวาน ซึ่งการให้แคลเซียมทางใบแม้จะสิ้นเปลืองมากกว่าการให้ทางดิน แต่ก็ช่วยย่นเวลาและสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลเซียมในผลมะม่วงได้

เทคนิคการเพิ่มคุณภาพ
อาจารย์ประทีปบอกว่า มะม่วงที่ส่งออกไปขายต่างประเทศแล้วได้ราคาดี เพราะเจ้าของสวนใส่ใจกับการดูแลผลผลิต ท่านชี้ให้เห็นว่าการเพิ่มคุณภาพผลผลิตมะม่วงอย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีเทคนิคที่สําคัญ ได้แก่ การตัดแต่งกิ่ง การควบคุมการออกดอก การห่อผล การใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตพืชและ อาหารเสริมพืช

ส่วนระยะเวลาในการตัดแต่งกิ่งควรเริ่มหลังจากเก็บผลผลิตแล้ว อีกทั้ง ข้อดีของการตัดแต่งกิ่งจะทําให้ได้ผลผลิตสม่ําเสมอ ลดปัญหาเรื่องโรคแมลง และสะดวกต่อการดูแลเก็บเกี่ยวเพราะต้นมีความสูงไม่มากนัก

อีกความน่าสนใจในการรักษาคุณภาพมะม่วงคือการห่อผล โดยเฉพาะผู้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ทั้งนี้ต้องใช้กระดาษชนิดพิเศษ ซึ่งด้านในเป็นพลาสติกสีดําเพื่อไม่ให้แสงผ่าน เนื่องจากกระดาษธรรมดาแสงยังผ่านได้ เพราะฉะนั้นเมื่อคลอโรฟิลล์ไม่เกิดก็จะไม่เขียวจึงทําให้มะม่วงสุกเป็นสีเหลืองทอง

อีกข้อดีของการห่อก็คือ สามารถทําให้ได้ผลที่มีขนาดใหญ่ และถ้าทําได้ เช่นนี้ย่อมถูกยกระดับให้เป็นมะม่วงเกรด A หรือ AA ได้ทันทีเมื่อส่งออกไปขายต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ถือเป็นการลงทุน ฉะนั้นจึงเป็นความสมัค ใจของผู้ปลูก

หากใครกำลังมองหาอาชีพใหม่ หรืออาชีพเสริมรายได้ ที่สร้างอาชีพได้ง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนเยอะ คุณนีม หรือ คุณณิชนันทน์ หะยีลาเต๊ะ เจ้าของฟาร์มรัก – FARM RAK นนทบุรี ชวนเลี้ยงไส้เดือน อาชีพสุดปัง ทำง่าย ได้เงินจริง!

คุณนีม-ณิชนันทน์ หะยีลาเต๊ะ บัณฑิตปริญญาโทแห่งรั้วธรรมศาสตร์ สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ต้องการทำฟาร์มเกษตรโดยไม่พึ่งสารเคมี เพื่อผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยสู่ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ซึ่งการทำเกษตรให้ประสบความสำเร็จ ต้องเริ่มต้นจากดินคุณภาพดี จึงเป็นที่มาของการทำฟาร์มไส้เดือนแห่งนี้ คุณนีมใช้เวลาทดลองเลี้ยงไส้เดือนกว่า 1 ปี จนเกิดความมั่นใจจึงลงทุนเปิดกิจการในชื่อ ฟาร์มรัก FARM RAK นนทบุรี

สายพันธุ์ไส้เดือน

คุณนีมเลี้ยงไส้เดือน 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์แอฟริกัน (AF : African Night Crawler) และ พันธุ์บลูเวิร์ม (Blue worm) ข้อดีของการเลี้ยงไส้เดือนสายพันธุ์ AF คือ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีจากธรรมชาติ ปรับปรุงสภาพดินให้ร่วนซุย ช่วยเพิ่มและแพร่กระจายจุลินทรีย์ในดิน เป็นประโยชน์ต่อพืช ช่วยกำจัดขยะอินทรีย์ เหมาะเป็นอาหารสัตว์และเป็นเหยื่อสำหรับตกปลา

จุดเด่นของไส้เดือนพันธุ์บลูเวิร์ม (Blue worm) คือ มีกลิ่นหอมคล้ายดอกโมก กลิ่นหอมมาจาก Coelomic fluid ใช้สกัดหาสารกำจัดเชื้อราที่ผลิตสารพิษอะฟลาท็อกซินต้านมะเร็ง ไส้เดือนพันธุ์นี้ ขยายพันธุ์ได้เร็วมาก ทนร้อนได้ดี มีฮอร์โมนพืชสูง ช่วยกำจัดขยะอินทรีย์ ใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารสัตว์น้ำ และเหมาะสำหรับผลิตปุ๋ยหมักเพราะย่อยสลายได้เร็ว มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อพืชสูง

อุปกรณ์เลี้ยงน้องเดือน

สำหรับมือใหม่ที่สนใจเลี้ยงน้องเดือน ต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับเลี้ยงน้องเดือนเสียก่อน ได้แก่ 1. ชุดกะละมังและฝาปิด 2. ตัวไส้เดือน 3. เบดดิ้ง 4. ฟ็อกกี้ หรืออุปกรณ์ฉีดน้ำ 5. ที่ร่อน คุณนีม บอกว่า ภาชนะเลี้ยงน้องเดือนจะใช้แบบไหนก็ได้ สีไหนก็ได้ ที่สามารถหาซื้อได้ง่ายและสะดวก ควรใช้สว่าน หัวแร้ง หรือเหล็กลนไฟ เจาะภาชนะเลี้ยงน้องเดือน เพื่อ “ระบายน้ำ” หากไม่เจาะ ต้องควบคุมความชื้นให้เหมาะสมต่อน้องเดือน มิฉะนั้น น้องเดือนจะหนีออกจากรูเจาะ ถ้าหากความชื้นมากเกินไป

“เบดดิ้ง” สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้

เบดดิ้ง (Sedding) คือ ขี้วัวนมเป็นทั้งอาหารและที่อยู่อาศัยของไส้เดือน โดยนำขี้วัวนมไปแช่น้ำหรือหมัก ประมาณ 3-5 วันเพื่อลดกรดด่างและระบายก๊าซมีเทน เบดดิ้งที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงน้องเดือน สังเกตได้จากกลิ่นไม่แรง มีความนุ่มฟู มีความชื้นประมาณ 80% แนะนำให้ลองบีบเบดดิ้ง ถ้ามีน้ำซึมออกมาตามร่องนิ้ว ถือว่าใช้ได้

วิธีเช็กคุณภาพเบดดิ้งคือ ใส่ไส้เดือนลงไป 2-3 ตัว ทิ้งไว้ 5 นาที หากน้องเดือนมุดลงเบดดิ้งถือว่าคุณภาพใช้ได้ ตรวจสอบตอนกลางคืนอีกรอบว่าน้องเดือนขึ้นมาไหม ถ้าไม่ขึ้นแสดงว่าใช้ได้ หากพบว่าน้องเดือนขึ้นมาแสดงว่าเบดดิ้งไม่เหมาะสม เนื่องจากเป็นกรดหรือมีความชื้นมากเกินไปให้นำมูลไส้เดือนคลุกกับเบดดิ้ง

การเตรียมเบดดิ้ง (Bedding)

เริ่มจากเตรียมมูลวัวนมแห้ง นำมูลวัวนมใส่กะละมังแล้วแช่น้ำ 5-7 วัน เปลี่ยนน้ำทุก 2-3 วัน ตักมูลที่แช่แล้วมาใส่เข่งแล้วรดน้ำนาน 5 นาที แล้วตาก 1-2 วัน ตักใส่ภาชนะพร้อมนำไปใช้งานและรดน้ำเพิ่มความชื้น สามารถใช้มูลไส้เดือนคลุกผสมเพื่อช่วยปรับสภาพ เก็บไว้ได้นาน แต่ก่อนนำไปใช้งานควรแช่น้ำก่อน 2 ชั่วโมง คุณนีมแนะนำให้ใช้อีเอ็มในการกำจัดกลิ่น โดยใช้อีเอ็ม 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร คลุกกับมูลวัวที่แช่เสร็จแล้ว หลังจากนั้นนำไปใส่กระสอบแล้วปิดถุง ทิ้งไว้โดยประมาณ 7 วัน

การให้น้ำน้องเดือน

การให้น้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีความชื้นเหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของน้องเดือน ครั้งแรกตอนลงน้องเดือน เมื่อสเปรย์น้ำลงเบดดิ้งแล้วให้ลองใช้มือกำเบดดิ้ง หากมีน้ำซึมออกมาตามร่องมือ แสดงว่าใช้ได้ น้องเดือนสามารถอยู่ได้ 14-20 วัน

ครั้งต่อไป หากพบว่าบริเวณผิวหน้าเบดดิ้งแห้ง ให้ลองเช็กใต้ก้นกะละมังหรือภาชนะเลี้ยงว่าแห้งหรือไม่ ถ้าแห้งให้สเปรย์น้ำเพิ่ม หากไม่แห้งไม่ต้องสเปรย์น้ำ ข้อสังเกต หากลงเลี้ยงน้องเดือนแล้วประมาณ 10-12 วัน แล้วพบว่าแห้ง ร่วน ไม่ต้องรดน้ำเพิ่ม เนื่องจากเป็นมูลไส้เดือนแล้ว พร้อมร่อนได้เลย

เทคนิคเลี้ยงไส้เดือน (AF / Blue worm)

คุณนีมจัดทำชุดทดลองเลี้ยงน้องเดือนจำหน่ายให้แก่ผู้สนใจ โดยจัดส่งสินค้าถึงมือผู้รับปลายทาง เมื่อได้รับของแล้วให้เปิดกล่องตรวจสอบ น้องเดือนได้รับความเสียหายจากการเดินทางไหม ขั้นตอนต่อมา แบ่งการใช้งานภาชนะเป็น 2 ส่วน โดยเทน้องเดือนลงฝั่งใดฝั่งหนึ่งของภาชนะ อีกฝั่งเทเบดดิ้ง 1 ใน 3 ของภาชนะ ฉีดน้ำให้ทั่วภาชนะ เน้นบริเวณที่เทตัวไส้เดือนออกจากถุง ให้มีความชื้นที่เหมาะสม โดยทดลองกำเบดดิ้งขึ้นมาแล้วบีบ หากมีน้ำซึมออกมาจากซอกนิ้ว แสดงว่าใช้ได้ หลังจากนั้น 14-20 วันร่อนแยกมูลไส้เดือนได้เลย

HOW TO ร่อน มูลไส้เดือน

หลังนำน้องเดือนลงเลี้ยงในภาชนะประมาณ 14-20 วัน สังเกตประมาณ 10 วันต่อมาบริเวณผิวหน้าเบดดิ้งจะเริ่มเปลี่ยนเป็นเกล็ดคล้ายๆ ช็อกโกแลตโรยน้ำปั่น ลักษณะร่วน ไม่ติดก้นภาชนะ หากพบว่าเบดดิ้งมากกว่า 90% ร่วนแล้ว แต่มีบางส่วนยังหนืดติดก้นกะละมัง ก็สามารถปาดเบดดิ้งออกมาร่อนได้เลย เพียงเท่านั้น ก็จะได้ปุ๋ยมูลไส้เดือนพร้อมใส่ต้นไม้

เคล็ดลับในการร่อนมูลไส้เดือนของคุณนีม คือใช้ตาข่าย 1 มิลลิเมตรร่อนแยกไข่ไส้เดือน ส่วนตาข่าย 3 มิลลิเมตรใช้ร่อนแยกตัวไส้เดือน เมื่อร่อนเสร็จแล้ว นำส่วนที่เหลือบนตะแกรงร่อนใส่ลงในภาชนะ ตามวิธีการเลี้ยงได้เลย ส่วนมูลไส้เดือนที่ร่อนแล้ว ห้ามตากแดด ใช้วิธีผึ่งลมแทน สัก 2 วันก็เก็บไว้ใช้ได้ ความชื้นก่อนบรรจุขายประมาณ 30%

อาหารเสริมไส้เดือน

ใช้เศษอาหาร ผัก ผลไม้เป็นอาหารเสริมเลี้ยงน้องเดือน โดยฝังลงในเบดดิ้ง โดยเลือกฝัง ฝั่งใดฝั่งหนึ่งของภาชนะ ไม่ฝังกระจายไปทั่ว เพราะอาหารที่ใส่ลงไปจะเกิดการย่อยจากจุลินทรีย์ ทำให้เกิดความร้อนสะสมในเบดดิ้ง ทำให้ไส้เดือนตายได้ คุณนีมยังแนะนำให้ใส่ข้าวเป็นอาหารเสริมเพื่อให้น้องเดือนตัวอ้วน สำหรับไส้เดือนพันธุ์ Blue worm หากให้ผลไม้รสหวานจะขยายพันธุ์ได้ดี ไม่แนะนำให้ใช้อาหารรสเผ็ด (พริก) หรือผลไม้รสเปรี้ยว (สับปะรด) เนื่องจากมีความเป็นกรด และความเผ็ดร้อนของอาหารส่งผลให้น้องเดือนเกิดการระคายเคืองจนทำให้ตายได้

ข้อควรระวัง

มือใหม่ที่หัดเลี้ยง มักเกิดปัญหาน้องเดือนหนี เพราะมีปริมาณตัวไส้เดือนต่อภาชนะมากเกินไป อีกกรณีหนึ่งเกิดจากอากาศร้อนและเบดดิ้งไม่เหมาะสม วิธีแก้ไขปัญหาคือ แยกตัวไส้เดือนออก และย้ายภาชนะ ใส่ไส้เดือนพันธุ์ AF ในช่วงฤดูร้อน 1 ขีดต่อภาชนะ และใช้มูลไส้เดือนผสมลงไปในภาชนะ จะช่วยปรับเบดดิ้งให้เหมาะสมมากขึ้น

หนู หอยเจดีย์ ไรแดง ไรขาว และราขาว นับเป็นอุปสรรคสำคัญในการเลี้ยงน้องเดือน กรณีหนูสามารถป้องกันได้โดยใช้ฝาพลาสติก (ที่ตากปลาพลาสติก) ครอบปิดภาชนะ ส่วนหอยเจดีย์มักเจาะกินไข่ไส้เดือน หากพบหอยเจดีย์ให้เก็บออกไป และแก้ไขโดยลดความชื้นของเบดดิ้ง โดยใช้มูลไส้เดือนคลุกผสมลงไป

ไรแดงเกิดจากเบดดิ้งหนาเกินไป ควรลดปริมาณเบดดิ้งลง เพื่อให้ความชื้นลดเร็วขึ้น ส่วนไรขาวเกิดจากเบดดิ้งแห้งและตัวน้องเดือนตายอยู่ข้างในภาชนะ สามารถแก้ไขได้โดยสเปรย์น้ำให้ความชื้นกับเบดดิ้ง และเก็บน้องเดือนที่ตายออกไป กรณีราขาวมักพบในช่วงฤดูฝน เนื่องจากสปอร์ราพวกนี้อยู่ในธรรมชาติและติดมากับขี้วัว รวมทั้งการให้อาหารเสริมประเภทข้าวก้นหม้อหรือเศษผลไม้รสหวานจำนวนมาก ทำให้เกิดความชื้นมากเกินไป คุณนีมแนะนำให้อาหารเสริมแค่พอดีต่อรอบและควบคุมความชื้นให้เหมาะสม

บางคนเจอปัญหาน้องเดือนตัวอืด ซีด และตาย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้น้องเดือนบาดเจ็บ เนื่องจากมีปริมาณความชื้นมากเกินไป อาหารหมดนานเกินไป ทำให้น้องเดือนอ่อนแอจนตาย สามารถแก้ไขได้โดยขณะร่อนต้องระวังไม่ให้น้องบาดเจ็บ ควบคุมความชื้นให้เหมาะสม คอยตรวจสอบและเปลี่ยนอาหาร

ปัจจุบัน ฟาร์มรัก FARM RAK นนทบุรี มีบริการปุ๋ยมูลไส้เดือน เบดดิ้ง (ขี้วัวเเช่น้ำ) ตัวไส้เดือนพ่อเเม่พันธุ์ (AF / Blue worm) มีชุดพร้อมเลี้ยงน้องเดือนสำหรับช่วยให้มือใหม่ที่เริ่มต้นเลี้ยงน้องเดือนได้ศึกษานิสัยใจคอน้องได้อย่างดีแล้วยังได้ปุ๋ยใช้เองอีกด้วย ภายในชุดพร้อมเลี้ยง ประกอบด้วย กล่อง 5 L 1 ใบ ตัวน้องเดือน (ชุด AF 100 กรัม / ชุด Blue 50 กรัม) เบดดิ้ง (มูลวัวนมผ่านการเเช่น้ำ และปั่นบดอย่างดีสำหรับอาหารของน้องเดือน) 2 กิโลกรัม แถมฟรีมูลไส้เดือน 1 กิโลกรัม (สำหรับใช้ปรับสภาพ) พร้อมคู่มือการเลี้ยง และ hand out วิธีการเลี้ยง 1 แผ่น แนบไปให้ในกล่อง

นอกจากนี้ ฟาร์มรัก FARM RAK นนทบุรี จัดคอร์สอนหน้าฟาร์ม (การเลี้ยงไส้เดือน) เปลี่ยนพื้นที่เกษตร ให้มีรายได้ตลอดทั้งเดือน ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้ร่วมกิจกรรม Workshop เรียนรู้เทคนิคการเลี้ยงไส้เดือน ทั้งภาคทฤษฎีเเละปฏิบัติ 3 ชั่วโมง เพื่อผลิตปุ๋ยใช้เอง สร้างอาชีพเชิงธุรกิจ ที่ใช้ได้จริง

คุณนีมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงานฟาร์มรัก FARM RAK นนทบุรี พิกัด : สุดซอย 22 หมู่บ้านคันทรีพาร์คเเคลิฟอเนีย 16 ตำบลคลองข่อย อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ไอดีไลน์ : nymm7871 หรือเบอร์โทร. 088-878-9891, 091-756-7871

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบข่าวจากเฟซบุ๊ก “ฟาร์มรัก FARM RAK นนทบุรี” รสเปรี้ยวและกลิ่นหอมของน้ำมะนาวเป็นเสน่ห์ที่ผูกใจให้ผู้กินหลายคนชื่นชอบ มันได้ช่วยเติมแต่งเพิ่มรสชาติให้มีความอร่อยหลากหลายและยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะนำไปปรุงรสในอาหารคาว เช่น การทำน้ำพริก ต้มยำ ลาบ น้ำตก หรือแม้แต่ส้มตำ อาหารจานโปรดของหลายๆ คน นอกจากนี้ มันยังถูกนำไปปรุงรสเป็นน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งหรือน้ำชามะนาว ทำเป็นเครื่องดื่มเย็นๆ เพิ่มความอร่อยและช่วยให้ชุ่มคอชื่นใจ

การจะได้มะนาวมากินมาใช้ประโยชน์นั้นต้องไปซื้อหามาจากตลาด ถ้าเป็นมะนาวในฤดูราคาไม่แพงโดยจะมีวางขายให้ซื้อกันตั้งแต่ 0.50-2 บาทต่อผล แต่ถ้าเป็นมะนาวนอกฤดูผลผลิตมีน้อยราคาก็จะแพง มีวางขายให้ซื้อที่ 5-10 บาทต่อผล เมื่อมะนาวราคาแพงแล้วยังหาซื้อไม่ได้ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาของผู้กินด้วย แต่วันนี้ทางออกยังมีและเปิดกว้างให้กับท่านที่สนใจนำไปเป็นทางเลือก เพราะในฉบับนี้ผู้เขียนจะนำเรื่องราว มะนาวติดผลดก…ปลูกในโอ่งแบบพอเพียงหรือเชิงธุรกิจ วิธีไหนก็ดีของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ มาบอกเล่าสู่กัน

ลุงพิชิต จุ้ยสุขะ เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ทำการเกษตร 8 ไร่ ได้เริ่มทำการเกษตรผสมผสานในราวปี 2530 โดยยึดแนวทางปฏิบัติแบบเศรษฐกิจพอเพียงคือ ปลูกพืชที่กิน กินพืชที่ปลูก คือเน้นให้ได้ผลผลิตพอกินพออยู่ แบ่งปันและเหลือขาย โดยได้แบ่งพื้นที่ขุดบ่อหรือสระน้ำขนาด 1 งาน 2 บ่อ และขนาด กว้าง ยาว ลึก 3x50x2 เมตร 1 บ่อ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้สอยและเพื่อการเกษตร พื้นที่ส่วนที่เหลือได้จัดการแบ่งเป็นพื้นที่ปลูกพืชหลายชนิด เช่น กล้วยอ้อยคั้นน้ำ ไผ่ มะละกอ หรือมะนาว

มะนาว เป็นพืชที่ปลูกง่าย โตวัย เจริญเติบโตได้ดีเกือบทุกพื้นที่ หลังปลูก 7-8 เดือนก็เก็บผลมะนาวไปกินได้แล้ว วิธีการปลูกมีทั้งที่เป็นแบบสวนหลังบ้านเพื่อเก็บผลมะนาวไปบริโภคในครัวเรือน และอีกวิธีหนึ่งคือการปลูกเป็นสวนในเชิงธุรกิจการค้าเพื่อเก็บผลมะนาวไปขายให้เป็นรายได้หลัก

ต่อมาได้ปรับพื้นที่การปลูกพืชบางส่วนโดยรื้อต้นมะนาวที่ปลูกลงดินออกทั้งหมดแล้วปรับเปลี่ยนมาเป็นการปลูกมะนาวลงในโอ่งและในวงถังส้วมหรือวงบ่อซีเมนต์ วิธีนี้จะสะดวกในการปฏิบัติดูแลรักษา การใส่ปุ๋ย และให้น้ำ รวมทั้งการป้องกันกำจัดศัตรูพืชด้วย และเป็นการจัดการใช้ปัจจัยการผลิตที่ลดต้นทุนได้มากขึ้น เมื่อต้นมะนาวเจริญเติบโตเต็มที่ก็สามารถผลิตมะนาวนอกฤดูได้ด้วย

การปลูกมะนาว ไม่ว่าจะปลูกลงดินหรือปลูกลงในโอ่ง ต้องเลือกกิ่งพันธุ์มะนาวที่ปลอดจากโรคและเป็นต้นพันธุ์ดี พันธุ์ที่นิยมปลูก ได้แก่ มะนาวแป้นรำไพ พิจิตร 1 หรือพันธุ์ตาฮิติ ส่วนขนาดของภาชนะปลูกเลือกได้ตามความเหมาะสม สำหรับที่สวนได้เลือกปลูกในโอ่งที่ใส่ดินปลูกได้ 5-10 ปี๊บ ด้านข้างสูงจากก้นโอ่งขึ้นมา 2-3 นิ้ว ได้เจาะให้เป็นรูขนาด 1/2-2 นิ้วหรือขนาดเท่ากับผลมะนาว 2-3 รูเพื่อให้เป็นช่องทางระบายน้ำ (ไม่เจาะก็ได้แต่ต้องให้น้ำพอดี อย่าให้น้ำขัง)

จากนั้นนำกาบมะพร้าวสับมารองก้นโอ่งสูงประมาณ 1 ฝ่ามือหรือสูง 4-6 นิ้ว เพื่อให้ก้นโอ่งโปร่ง นำดินปลูกที่มีส่วนผสมของดิน 1 ส่วน ใบไม้แห้ง 2 ส่วน และปุ๋ยคอกแห้ง 1/2 ส่วนมาผสมคลุกเคล้ากันให้ทั่ว โดยแบ่งใส่ลงในโอ่งส่วนหนึ่ง นำต้นพันธุ์มะนาวลงปลูก แล้วใส่ดินปลูกส่วนที่เหลือเติมลงไปโดยเว้นให้มีพื้นที่ว่างสูงถึงปากโอ่งประมาณ 1 คืบ ผูกต้นมะนาวยึดไว้กับไม้หลักกันล้ม รดน้ำให้ชุ่ม หลังปลูกคอยดูแลบำรุงรักษา ใส่ปุ๋ยและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลา ต้นมะนาวก็จะเจริญเติบโตพร้อมติดดอกออกผล เพื่อบำรุงต้นมะนาวให้เจริญเติบโต ต้องใส่ปุ๋ยและให้น้ำอย่างพอเพียงสม่ำเสมอ

ที่นี่ได้เลือกใส่ปุ๋ยมูลสัตว์แห้ง มีทั้งปุ๋ยมูลวัวและปุ๋ยมูลหมู ถ้าเลือกใส่ปุ๋ยมูลวัวแห้งซึ่งมีวางขายที่ตลาดต้นไม้อยู่ทั่วไป ได้ใส่ 2-5 กำมือต่อต้น โรยรอบๆ ทรงพุ่ม รดน้ำให้ชุ่ม โดยแบ่งใส่ 3-4 ครั้งต่อปี ถ้าเลือกใส่ปุ๋ยมูลหมูแห้งต้องไปหาซื้อจากแหล่งที่มีการทำบ่อก๊าซชีวภาพหรือจากฟาร์มเลี้ยงหมู มูลหมูแห้งบรรจุในถุงน้ำหนัก 15 กิโลกรัมจะซื้อในราคา 60 บาทต่อถุง มูลหมูแห้งที่ไล่แก๊สออกแล้วเมื่อนำไปหมักน้ำจะไม่มีกลิ่น ถ้าเป็นมูลหมูแห้งชนิดที่ไม่ไล่แก๊สออกเมื่อนำไปหมักน้ำจะมีกลิ่นเหม็น การใช้มูลหมูแห้งจะนำไปหมักเป็นปุ๋ยน้ำมูลหมูก่อน โดยจะหมักในถังพลาสติกคือใส่น้ำลงไป 10 ลิตร ใส่มูลหมูแห้ง 1 กิโลกรัมลงไปผสม ใช้ไม้กวนหรือคนให้ทั่ว ปิดฝาแล้วหมักทิ้งไว้ 1 วัน 1 คืน

ลุงพิชิต เล่าให้ฟังอีกว่า การใช้ปุ๋ยน้ำมูลหมู จะนำปุ๋ยน้ำมูลหมู 1 ส่วนผสมกับน้ำ 10 ส่วน กวนหรือคนให้ทั่ว นำไปราดรอบๆ ทรงพุ่มอัตรา 2 ลิตรต่อต้น แล้วตักปุ๋ยน้ำมูลหมูไปกรองเอากากออกเทใส่ภาชนะ แล้วนำปุ๋ยน้ำมูลหมู 1 ส่วนผสมกับน้ำ 20 ส่วนกวนหรือคนให้ทั่ว กรองเอากากอีกครั้งแล้วเทใส่ภาชนะนำไปฉีดพ่นทางใบรอบทรงพุ่ม ให้เป็นปุ๋ยเสริมทางใบ การราดรอบโคนต้นและฉีดพ่นทางใบจะทำ 15-30 วันต่อครั้ง

นอกจากใส่ปุ๋ยคอกแล้วก็ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเสริมด้วย โดยใส่ปุ๋ยสูตรเสมอในอัตรา 1 ช้อนแกงหรือ 1 กำมือต่อต้นต่อเดือน โรยปุ๋ยรอบทรงพุ่ม รดน้ำพอชุ่ม การปรับปรุงบำรุงดินในโอ่งปลูกมะนาวสามารถปลูกพืชตระกูลถั่วเป็นพืชคลุมดินเพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นและเมื่อพรวนดินกลบต้นถั่วจะถูกย่อยสลายเป็นปุ๋ย ส่วนการป้องกันกำจัดศัตรูมะนาวนั้นต้องคอยหมั่นสำรวจตรวจดูแลต้นมะนาวเสมอๆ หากพบในปริมาณไม่มากก็เก็บไปทำลายทิ้ง อย่าปล่อยให้แพร่กระจายก็จะช่วยทำให้ต้นมะนาวแตกใบอ่อนพร้อมติดดอกออกผลได้ดี

วิธีการปลูกมะนาวในโอ่งหรือในวงถังส้วม สามารถผลิตมะนาวนอกฤดูได้ด้วย โดยการงดใส่ปุ๋ยและให้น้ำ 10-14 วัน หรือสังเกตดูแล้วพบว่าใบมะนาวเริ่มเหี่ยวเฉา ก็เริ่มให้น้ำและใส่ปุ๋ย ตามระยะเวลา ก็จะทำให้ต้นมะนาวแตกใบอ่อนติดดอกออกผล ทุกวันนี้พึงพอใจมากที่ทำให้ต้นมะนาวที่ปลูกในทุกโอ่งและวงบ่อซีเมนต์หรือวงถังส้วม ติดดอกออกผลได้ทั้งในและนอกฤดู แต่ละครั้งมะนาวติดผลดก 80-100 ผลต่อโอ่งหรือวงถังส้วม ทำให้ได้เก็บผลมะนาวไปกินในครัวเรือนและเหลือแบ่งขายพอทำให้มีรายได้นำมาหมุนเวียนในการผลิต ถึงจะเป็นรายได้ที่ไม่มากแต่ก็ทำให้มีความสุข มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียงและดำรงชีพอยู่อย่างมั่นคง

ท่านที่สนใจหรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถแวะไปเยี่ยมชมหรือพูดคุยกับลุงพิชิต จุ้ยสุขะ ได้ที่ เลขที่ 58/4 หมู่ที่ 3 ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

กล้วยไม้สกุลช้าง เป็นไม้ที่แตกต่างไปจากกล้วยไม้สกุลอื่นๆ คือ ลักษณะใบแข็งหนาอวบน้ำเรียงชิดอยู่บนลำต้น ใบเป็นร่อง ระบบรากอากาศมีขนาดใหญ่ ปลายรากสีเขียว ส่วนของช่อดอกสามารถห้อยลงหรือตั้งขึ้นก็ได้ ซึ่งดอกมีความยาวและจำนวนมาก กลีบนอกและกลีบในของดอกแผ่ออกมีอับเรณู 2 ก้อนแยกออกจากกัน การเจริญเติบโตของกล้วยไม้ช้างเป็นแบบฐานเดี่ยว ออกดอกปีละครั้ง บางต้นอาจมีดอกครั้งละหลายๆ ช่อ ด้วยความพิเศษของการได้รอคอยนี้เอง จึงทำให้กล้วยไม้สกุลช้างเป็นกล้วยไม้ที่พิเศษและน่าหลงใหลในการได้เชยชมดอกที่จะเบ่งบานไม่น้อยทีเดียว

คุณนัฏฐพงศ์ จินดาวนิช หรือ คุณรีฟ เกษตรกรที่ชื่นชอบปลูกกล้วยไม้ช้างเป็นอย่างมาก โดยเขาได้เรียนรู้และศึกษาการปลูกมาเป็นระยะหนึ่ง จากนั้นจึงค่อยๆ ซื้อมาขายไป พร้อมกับต่อยอดด้วยการเป็นนักพัฒนา เพื่อให้เกิดลูกไม้ใหม่ๆ อยู่เสมอ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางช่วยให้ทำตลาดได้ต่อเนื่อง และที่สำคัญเขายังทำไม้ส่งเข้าประกวดในงานต่างๆ จึงช่วยให้กล้วยไม้ช้างที่เขาพัฒนาเป็นการสร้างตัวตนที่มีรางวัลการันตี

ตั้งใจที่จะผลิตกล้วยไม้สกุลช้าง

คุณรีฟ เล่าให้ฟังว่า สมัยที่ยังทำงานประจำอยู่นั้น มีโอกาสได้เห็นกล้วยไม้สกุลช้างขายในงานต่างๆ เมื่อเกิดความชอบจึงมีโอกาสเข้าไปศึกษาในช่องทางออนไลน์ และเห็นราคาว่ามีการซื้อขายกันอยู่ที่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น จากนั้นเขาก็ได้ซื้อเข้ามาปลูกสะสมอยู่เป็นภายใน 3 เดือน มีถึง 150 ต้น และมองไปถึงอนาคตว่าอยากจะผลิตกล้วยไม้ในสายพันธุ์นี้เพื่อส่งเข้าประกวดตามงานต่างๆ จึงเรียนรู้กับการปลูกให้มากขึ้นเพื่อจะเป็นนักพัฒนาในวันข้างหน้า

“ช่วงแรกๆ นี่ ผมเองก็โดนไปเยอะ handjobtw.org ในเรื่องของการซื้อไม้ที่ไม่ตรงปกมา เพราะไม้พวกนี้มันออกดอกปีละ 1 ครั้ง ก็เป็นธรรมดาที่ครั้งแรก ซื้อมามันยังไม่เห็นดอก แล้วพอออกดอกแล้วไม้มันก็ใช้ไม่ได้ แต่พอการค้าขายในออนไลน์เริ่มเข้ามา การซื้อขายแบบนี้ก็เริ่มหายไป พอผมมองไปถึงอนาคตว่าจะประกวด ต้นไหนที่ไม่น่าจะพัฒนาได้ ผมก็จะนำขายออกจากสวนไป จากการที่ได้ขายนี้เอง มันทำให้ผมได้รู้ถึงความต้องการของตลาด พอผมศึกษาไปเรื่อยๆ กล้วยไม้ช้างเป็นอะไรที่ต่อยอดไปได้อีกเรื่อยๆ และผมก็ผลิตไม้มาเป็นในแบบที่ผมจะพัฒนาในแบบของผมเอง”

หลังจากได้ทดลองอย่างจริงจังในเรื่องของการพัฒนากล้วยไม้ช้าง คุณรีฟ บอกว่า หลังจากที่ปลูกมาได้ประมาณ 1 ปีครึ่ง จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มาทำสวนกล้วยไม้ช้างเพื่อเป็นอาชีพหลักเลี้ยงครอบครัวให้กับตัวเขาทันที

การพัฒนาพันธุ์กล้วยไม้ช้างให้ได้คุณภาพ ทั้งการส่งเข้าประกวดและการขายทำตลาดนั้น คุณรีฟ บอกว่า การศึกษาในเรื่องของสีถือว่าสำคัญมาก เพราะนักพัฒนาจะต้องรู้ในเรื่องของพันธุกรรมพอสมควร เพราะกล้วยไม้ช้างบางสีเมื่อนำมาผสมเข้าด้วยกัน อาจไม่ได้สีในแบบที่จินตนาการ เพราะจะมีการข่มกันเกิดขึ้นในแต่ละสี แต่สีหลักแล้วที่ยังได้รับความนิยมอยู่ตลอดคือ กล้วยไม้ช้างแดง รองลงมาเป็นกล้วยไม้ช้างกระและกล้วยไม้ช้างเผือก

ต้นกล้วยไม้ช้างที่เหมาะสมนำมาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ต้องมีอายุอย่างต่ำ 5 ปีขึ้นไป เมื่อผสมติดแล้วจะรอเวลาให้เกิดฝักประมาณ 10 เดือน จากนั้นนำฝักที่เขียวสมบูรณ์ส่งไปที่ห้องแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อทำการขยายพันธุ์ให้เป็นไม้ขวดอยู่ประมาณ 9 เดือน หลังจากนั้นนำไม้ขวดมาพักอยู่ที่บ้านประมาณ 1-2 อาทิตย์ เมื่อครบกำหนดทำการทุบขวดและล้างวุ้นอาหารที่ติดอยู่กับรากของกล้วยไม้ออกให้หมด พร้อมกับนำไม้ใส่ตะกร้าผึ่งไว้ประมาณ 15-30 วัน จนกว่าตุ่มรากจะออกมาให้เห็น

“ช่วงผึ่งเราก็จะรดน้ำในช่วงเช้าอย่างเดียว พร้อมกับฉีดพ่นน้ำยาเร่งรากบี 1 บางๆ อาทิตย์ละ 1 ครั้ง เมื่อไม้ครบอายุ 30 วันแล้ว จึงนำไม้ไปปลูกลงในถ้วยขนาด 1 นิ้ว ปลูกในวัสดุปลูกจำพวกใยมะพร้าว ดูแลในระยะนี้ต่อไปอีก 9 เดือน ในระหว่างนี้ก็จะใส่ปุ๋ยเกล็ดสูตรเสมอ 20-20-20 ละลายน้ำอัตราส่วน 3-4 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร เมื่อครบกำหนดดูแลแล้ว หากต้องการขายก็ขายให้สวนอื่นได้ แต่ถ้ายังไม่ขายก็จะย้ายไปปลูกลงในกระเช้าขนาด 4 นิ้ว หรือขอนไม้ที่ขนาด 7 นิ้ว จากนั้นดูแลต่อไปอีกประมาณ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี ไม้ก็จะเริ่มออกดอกในช่อแรก ช่วงนี้เราก็เตรียมขายได้”

ในเรื่องของการป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชนั้น คุณรีฟ บอกว่า ช่วงกลางปีที่ต้องระวังมากที่สุดจะเป็นพวกเพลี้ยไฟ ไรแดง การป้องกันคือต้องหมั่นฉีดพ่นยาทุก 7 วันครั้ง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้กล้วยไม้ถูกทำลาย