ดังนั้น ชาวสวนต้องเริ่มที่กำจัดมดให้ได้เสียก่อน ก่อนที่มดจะคาบ

เพลี้ยแป้งขึ้นต้นมะม่วง ตัวยาที่ฉีดมดได้ผลดีมากคือ ยาคาร์บาริล (เช่น เซฟวิน-85, เอส-85) ฉีดทั้งต้นมะม่วงและบริเวณดินโคนต้นมะม่วง เมื่อมดหมดไป เพลี้ยแป้งก็น้อยมาก ทำให้เราฉีดยากลุ่มมาลาไธออนและเมโทมิลน้อยลง เวลานี้แทบจะไม่เจอปัญหาเพลี้ยแป้งอีกเลย

คนเขาเรียกกันว่า “ผักกูด” หลายคนได้ยินชื่อคงอาจหลับตานึกเห็นภาพ รูปพรรณสัณฐานที่น่าอัปลักษณ์เป็นแน่ แท้ที่จริงแล้ว ต้นผักกูดเป็นพืชที่มีความงดงามตามธรรมชาติยิ่งนัก งามยิ่งกว่าพืชอื่นอีกหลายๆ อย่าง ในมิติมุมมองอย่างศิลปะ เชื่อว่าผักกูด มีความเป็นเลิศในเชิงศิลป์ ที่ธรรมชาติรังสรรค์มา หลายท่านคงอยากรู้จักผักกูดอย่างลึกซึ้งมากขึ้น โดยเฉพาะอยากรู้คุณสมบัติพิเศษของผักกูดนอกเหนือจากความงดงามแล้ว น้อยคนจะรู้ว่าเขาคือ พืชตัวชี้วัดระดับคุณภาพ ความบริสุทธิ์สะอาดของ ดิน น้ำ ลม ฟ้า สภาวะทางธรรมชาติ ที่ทำกินของชาวบ้านเรา

ชาวบ้านที่ออกหาเก็บ “ผักกูด” ตามแหล่งธรรมชาติ เพื่อเอามาบริโภค หรือจำหน่ายเป็นรายได้ ผักกูดเป็นพืชที่เป็นที่นิยมกันมากอันดับต้นๆ คนเข้าป่าก็หาผักง่ายๆ เอามาประกอบอาหารกินกัน พืชพื้นบ้าน พืชตามป่าเขา ต้นพืชไหนที่พวกเขารู้ว่านำมากินได้ ก็จะได้รับคัดเลือกมาปรุงแต่งเป็นอาหารกิน เรียกพืชที่เอามากินว่า “ผัก” ก็คงมียกเว้นพืชป่าบางอย่าง เช่น ต้นอ่อนไผ่เรียก “หน่อไม้” ไม่เรียกว่าผักไผ่ ดอกกล้วยเรียก “หัวปลี” ความนิยมชมชอบขึ้นอยู่กับคนกิน ที่แน่นอนชัดเจนที่สุด คือความผูกพันที่ชาวบ้านมีกับพืชป่า ผักป่า ผักพื้นบ้าน ที่ผูกพัน ลึกซึ้ง ซึมลึกกันมาแต่เนิ่นนาน เกินกว่าจะสืบค้นหาหลักฐานความเป็นมาได้ สันนิษฐานว่า จะมีสัมพันธ์กันมาตั้งแต่ก่อนสมัยกรุงสุโขทัยโน่นละ

“ผักกูด” ไม่ใช่พืชตระกูลพืชผักทั่วไป แต่เป็นพืชตระกูลเฟิร์น (Fern) มีชื่อเรียกต่างๆ มากมายหลายชื่อ เช่น ผักอีงอ ผักกูดกิน ผักกูดครึ ผักกูดขาว อาจเรียกตามชนิดสายพันธุ์ เช่น กูดก๊อง กูดน้ำ กูดลาน กูดดอย กูดเครือ แต่ผักกูดที่นิยมนำมากินคือ “กูดน้ำ” เป็นพืชอยู่ในวงศ์ PARKERIACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Ceratopteris thalictroides (Linn.) Brongn. ซึ่งจะขึ้นเจริญเติบโตได้ดีในที่โล่ง มีน้ำชื้นแฉะ ตามแหล่งน้ำธรรมชาติที่เป็นน้ำดี สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสารพิษเจือปน ก้านใบจะยาวได้ถึง 4 ฟุต ยอดเป็นมันวาวเลื่อมแสง ใบสีเขียว เมื่อเด็ดยอดจะมียางใส เหนียว บริเวณโคนต้นมีขนสีขาวเทา ถ้าขนแก่มีสีน้ำตาล

นอกจากนี้ ยังมีผักกูดเกลี้ยง ผักกูดซาง ผักกูดขน ผักกูดแดง ผักกูดนกยูง มักพบบริเวณลำห้วย หนองน้ำ ลำธาร ต้นน้ำ ป่าละเมาะ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าผลัดใบผสม ชะง่อนหินที่มีความชันสูงของป่าดิบชื้นก็มี ในประเทศไทยมีมากกว่าร้อยชนิด มีหลายชนิดที่ไม่ถือว่าเป็นผัก ก็เรียกกันว่า “เฟิร์น” หรือ “เฟิน” ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับจัดสวนสวยงาม เช่น เฟินหางกระรอก เฟินใบมะขาม เป็นต้น ลักษณะของผักกูด จะมีความแตกต่างกันไปแต่ละชนิด ส่วนใหญ่เป็นไม้ล้มลุก ในช่วงแล้งต้นจะแห้ง ใบจะเฉาแห้ง และแตกหน่อแตกใบใหม่ในฤดูฝน ต้นผักกูดเป็นไม้ที่ออกจากเหง้าโดยตรง อาจจะเป็นไม้เลื้อย ใบมีสีเขียว มีรูปร่างแตกต่างกัน ขยายพันธุ์ด้วยสปอร์ และต้นอ่อนที่แตกจากปลายรากที่โผล่พ้นดิน มักจะเลื้อยออกห่าง รอบๆ ต้นแม่

มีชาวบ้านหลายพื้นที่ มีอาชีพเก็บผักกูดขาย บางแห่งรับจ้างเก็บส่งให้พ่อค้าผักส่งออกไปต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น บางพื้นที่หาเก็บตามแหล่งธรรมชาติ ไม่พอขาย ก็หันมาเพาะปลูกเป็นแปลงเกษตร รอเก็บจากธรรมชาติก็เก็บ 2 สัปดาห์ครั้ง ไม่พอต่อความต้องการของตลาด ตอนนี้ผักกูดเป็นสินค้าขึ้นห้างสรรพสินค้า เป็นอาหารเมนูพิเศษตามร้านอาหาร ภัตตาคาร เมื่อจำเป็นต้องปลูกเอง ก็ควรทำการดูแลรักษา หาวิธีการเพาะขยายเหมือนการดูแลผลิตผักเศรษฐกิจทั่วไป

เริ่มตั้งแต่การไถเตรียมแปลง ใส่ปุ๋ยคอกรองหลุม หรือผสมดินทั้งแปลง ขุดหลุมปลูกระยะ 50×50 เซนติเมตร วางหัวไหล กลบโคน เมื่อตั้งตัวได้แล้ว ใส่ปุ๋ย ยูเรีย ผสมปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 75 กิโลกรัม ต่อไร่ ให้น้ำวันละ 1 ครั้ง ต้นผักกูดที่ปลูกเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว เก็บไปเรื่อยๆ 3 วันเก็บยอดครั้ง เมื่อนานเข้า ผักกูดก็จะแก่ตัวให้ผลผลิตลดลง ยอดจะเล็กลง โคนกอจะยกสูงขึ้น ก็ทำการล้มแปลงหรือล้มกอปลูกใหม่แทนที่

ผลผลิตผักกูด จะเก็บและนำมาขายเป็นกำ กำหนึ่งหนักประมาณ 250 กรัม หรือ 1 กิโลกรัม ได้ 4 กำ ขายกำละ 10 บาท แปลงปลูกปีแรกใหม่ๆ จะได้ 800 กำ ต่อไร่ หรือ 200 กิโลกรัม ต่อไร่ ปีต่อมาจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนอาจถึง 3,500 กิโลกรัม ต่อไร่ ต้นทุนการปลูกผักกูดเพื่อการค้าจะสูง เกี่ยวกับปุ๋ยและค่าแรงเก็บเกี่ยว อาจจะศึกษาหาความรู้จากแหล่งปลูก เช่น ที่จังหวัดพัทลุง ที่แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี หรือจะศึกษาเปรียบเทียบกับแหล่งธรรมชาติ ที่ห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี หรือธรรมชาติที่ตำบลน้ำไผ่ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์

คุณประโยชน์ของผักกูด เป็นผักอาหารคนที่อุดมด้วยโปรตีน ช่วยเสริมสร้างบำรุงร่างกายให้แข็งแรง มีพลัง มีภูมิคุ้มกัน มีแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น ธาตุเหล็กมีสูง เมื่อกินร่วมกับเนื้อสัตว์ จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุอาหารได้ดี บำรุงโลหิต แก้โรคโลหิตจาง เป็นผักเย็นกินดับร้อนแก้ไข้ตัวร้อน ช่วยบำรุงสายตา ลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิตสูง ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน มีเส้นใยอาหาร (Fiber) สูงมาก ช่วยระบบการย่อยอาหารและการขับถ่าย มีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะอย่างดีเยี่ยม

ที่สำคัญ ผักกูดจะสามารถดูดซับเอาสารพิษที่ติดค้างในร่างกายในอาหาร และขับออกทิ้งจากร่างกาย นั่นคือกระบวนการต่อต้านสารอนุมูลอิสระ หรือมะเร็งภัยร้ายที่ใครๆ ก็ไม่อยากได้ ไม่อยากพานพบ ในผักกูด 100 กรัม ให้พลังงาน 19 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย เส้นใยอาหาร 1.4 กรัม เหล็ก 36.3 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 35 มิลลิกรัม แคลเซียม 5 มิลลิกรัม วิตามินเอ 17,167 iu. วิตามินบีหนึ่ง 0.04 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.08 มิลลิกรัม วิตามินซี 15 มิลลิกรัม ไนอะซีน 0.5 มิลลิกรัม

การนำผักกูดมาทำอาหาร อย่ากินแบบสดๆ เพราะมี สารออกซาเลต จะทำให้เป็นนิ่วและไตอักเสบได้ ผักกูดเป็นพืชที่มีรสชาติจืดอมหวานและกรอบ นิยมนำเอายอดอ่อนที่มีลักษณะม้วนงอ และใบอ่อนมากินเป็นอาหาร โดยปรุงแต่งเป็นแกงจืด แกงเลียง แกงส้ม แกงกะทิใส่ปลาย่าง แกงรวมกับผักอื่นๆ หลามผักกูด หรือจะใช้เป็นผักต้ม ผักฉาบน้ำมัน ผักกูดราดกะทิ เป็นผักจิ้มน้ำพริกต่างๆ หรือปรุงเป็นยำผักกูด ไข่เจียวผักกูด ผัดผักกูดใส่แหนม ผักกูดฤดูแล้งจะกรอบอร่อยกว่าฤดูอื่น แต่ยอดไม่ค่อยสวยอวบสักเท่าไร

ผักกูด เป็นสุดยอดพืชนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ หรือเป็นหมอคัดกรองพิสูจน์ธรรมชาติ โดยปกติแล้วพื้นที่ที่ผักกูดจะขึ้นเจริญเติบโตได้ดี ต้องเป็นที่มีสภาพบริสุทธิ์ ถ้าบริเวณไหนอากาศไม่ดี ดินไม่ดี น้ำไม่ดี มีสารเคมีเจือปน ผักกูดจะไม่ยอมขึ้นต้นเจริญเติบโต แตกยอดอ่อนเด็ดขาด อาจจะตายเลย เป็นสุดยอดพืชที่จะเป็นดัชนีตัวชี้วัด ว่าพื้นที่นั้นสมบูรณ์ดี บริสุทธิ์ เหมาะสมแก่การจะใช้เป็นที่ผลิตพืชที่ดี เพื่อให้แก่คนดี กินอยู่แบบสังคมดี เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี จะอยู่บนโลกดีดีใบนี้ได้ อยู่อย่างมากความดี และอยู่ดีมีสุขนั่นเอง

น้ำปัสสาวะ น้ำฉี่ น้ำเยี่ยว แค่พูดถึง หลายคนก็รู้สึกรังเกียจแล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่า น้ำสีเหลืองๆ นี้แหละ มีประโยชน์เหลือหลาย เพราะอุดมด้วย แร่ธาตุ วิตามิน ฮอร์โมน เอนไซม์ ภูมิคุ้มกัน โปรตีน รวมทั้งสารที่มีประโยชน์อีกมาก และยังพบว่า น้ำปัสสาวะตอนเช้าหลังตื่นนอนมีฮอร์โมนเมลาโทนินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ และยิ่งเป็นน้ำปัสสาวะของเด็กจะมีแร่ธาตุมากมาย ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง สังกะสี ไอโอดิน เหล็ก ยูเรีย ซึ่งสามารถต้านการอักเสบ และบำรุงผิวพรรณได้อีกด้วย

ในการแพทย์แผนโบราณได้บ่งบอกถึงข้อดีของการดื่มน้ำปัสสาวะ จึงมีผู้นำน้ำปัสสาวะมาดื่ม เพื่อป้องกันและรักษาโรคต่างๆ เพราะเชื่อว่าในน้ำปัสสาวะมีสารอินเตอร์เฟอรอน เป็นสารต้านมะเร็ง เมื่อน้ำปัสสาวะเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการจึงขับออกมา เมื่อดื่มเข้าไปร่างกายก็จะสร้างภูมิต้านทาน โดยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาวไล่กินปัสสาวะที่เราดื่มเข้าไป ซึ่งกระจายไปทั่วร่างกาย และเม็ดเลือดขาวจะทำหน้าที่กินเชื้อโรค กินมะเร็ง กินสิ่งแปลกปลอม รวม ทั้งสิ่งที่มีพิษในร่างกายอยู่แล้ว ร่างกายจึงมีภูมิต้านทานเพิ่มมากขึ้น

การใช้น้ำปัสสาวะในนาข้าว

น้ำปัสสาวะ เกิดจากระบบการขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย โดยการแยกกาก คือ อุจจาระออกจากกัน ฉะนั้น น้ำปัสสาวะ จึงต่างจากอุจจาระที่เป็นของเสีย เมื่อน้ำปัสสาวะใช้ประโยชน์ในคนได้ ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีผู้นำมาทดลองใช้กับพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย นั่นก็คือ การใช้น้ำปัสสาวะในนาข้าว ซึ่งผู้ทดลองในเรื่องนี้ก็ คือ คุณนายสุธี ชิวหากาญจน์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ศูนย์บริหารศัตรูพืช จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมส่งเสริมการเกษตร

ปกติคนเราจะถ่ายน้ำปัสสาวะ วันละ 1-1.5 ลิตร องค์ประกอบของน้ำปัสสาวะของผู้ใหญ่ 1 คน ต่อวัน ประกอบไปด้วย

– ยูเรีย (ไนโตรเจน) 6-180 กรัม แอมโมเนีย (ไนโตรเจน) 0.4-1.0 กรัม

– กรดยูลิค (ไนโตรเจน) 0.008-0.2 กรัม

– โซเดียม 2.0-4.0 กรัม

– โพแทสเซียม 1.5-2.0 กรัม

– แคลเซียม 0.1- 0.3 กรัม

– แมกนีเซียม 0.1-0.2 กรัม

– คลอไรด์ 4.0-8.0 กรัม

– ฟอสเฟต (ฟอสฟอรัส) 0.7-1.6 กรัม

– อนินทรีย์ ซัลเฟต (ซัลเฟอร์) 0.6-1.8 กรัม

– อินทรีย์ ซัลเฟต (ซัลเฟอร์) 0.006-0.2 กรัม

ธาตุอาหารเหล่านี้ สามารถนำไปปลูกพืชโดยแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย สรุปว่า น้ำปัสสาวะที่มนุษย์ขับถ่ายและทิ้งในแต่ละวันสามารถตอบสนองต่อความต้องการปุ๋ยในการปลูกพืชของโลกได้ทั้งหมดโดยธรรมชาติ คุณสุธี จึงได้ทำการศึกษาในเรื่องนี้ เพื่อข้อมูลที่ได้จากการทดลองในครั้งนี้ สามารถที่จะนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรใช้น้ำปัสสาวะเพื่อลดต้นทุนการผลิต และลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้

วัตถุประสงค์ คือ ศึกษาอัตราการใช้น้ำปัสสาวะที่เหมาะสม ต่อการเจริญเติบโตของข้าว (การแตกกอ)

การศึกษาวิจัย ทำโดยใช้พันธุ์ข้าวพิษณุโลก 2 ปลูกในกระถาง กระถางละ 1 ต้น จำนวน 4 Treatment (วิธีการ) Treatment ละ 4 Replication (ขบวนการ) ใช้อัตราน้ำปัสสาวะที่แตกต่างกัน คือ

Treatment1 ใช้น้ำปัสสาวะ ต่อน้ำ 1:50 (ลิตร)

Treatment2 ใช้น้ำปัสสาวะ ต่อน้ำ 1:100 (ลิตร) ผลการศึกษาวิจัย

จากการศึกษาพบว่า Treatment ที่ 1 ใช้น้ำปัสสาวะ ในอัตรา 1 ลิตร ต่อน้ำ 50 ลิตร ปริมาณการแตกกอของข้าวสูงสุด จำนวน 81 ต้น ต่อกอ รองลงมาคือ 77, 70 และ 62 โดยมีค่าเฉลี่ย 72.50 ต้น

Treatment ที่ 2 ใช้น้ำปัสสาวะ ในอัตรา 1 ลิตร ต่อน้ำ 100 ลิตร ปริมาณการแตกกอของข้าวสูงสุด จำนวน 72 ต้น ต่อกอ รองลงมาคือ 54, 53 และ 49 โดยมีค่าเฉลี่ย 57 ต้น

Treatment ที่ 3 ใช้น้ำปัสสาวะในอัตรา 1 ลิตร ต่อ น้ 150 ลิตร ปริมาณการแตกกอของข้าวสูงสุด จำนวน 64 ต้น ต่อกอ รองลงมาคือ 35, 24 และ 20 โดยมีค่าเฉลี่ย 31.25 ต้น

Treatment ที่ 4 ไม่ใช้น้ำปัสสาวะ (ใช้น้ำธรรมดา) ปริมาณการแตกกอของข้าวสูงสุด จำนวน 27 ต้น ต่อกอ รองลงมาคือ 25, 25 และ 20 โดยมีค่าเฉลี่ย 24.25 ต้น

ปัสสาวะ มีผลต่อการเจริญเติบโตของข้าว (การแตกกอ) จริง สามารถนำผลการศึกษาไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการที่นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ระดับอำเภอและจังหวัดนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรนำน้ำปัสสาวะมาใช้ในนาข้าวเพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีได้ อีกทั้งยังเป็นแนวทางในการส่งเสริมการใช่ปุ๋ยในนาข้าว และรณรงค์การใช้น้ำปัสสาวะทดแทนปุ๋ยเคมี

หากสนใจและต้องการข้อมูล การใช้น้ำปัสสาวะในนาข้าว ของ คุณสุธี ชิวหากาญจน์ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริหารศัตรูพืชจังหวัดสุราษฎร์ธานี ถนนธราธิบดี ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือโทรศัพท์ 077-311-525

ออกเสียงอ่านไปพร้อมๆ กัน ฮาย เคิ้ม นี่คือ ภาษา “ชอง” ภาษาพูดของชนเผ่า “ชอง” ที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ข้าวหอม ฮาย แปลว่า ข้าว ส่วน เคิ้ม แปลว่า หอม เปิดเรื่องมาด้วยภาษาพูดของชนเผ่าชอง เพื่อนำเข้าสู่ความเป็นชนเผ่า “ชอง” พร้อมเสนอพืชหลักพื้นถิ่น กินกันทุกบ้าน สายพันธุ์ชอง คือ “ข้าวชอง” หนึ่งกำ ดำทั้งหม้อ หุงผสมข้าวไทย ผสานความอร่อยได้อย่างลงตัว

แต่ก่อนอื่น พี่น้องชองทั้งหลาย เขาเรียกสถานที่ที่อาศัยว่า จันทบูย (จัน-ทะ-บูย) คำนี้ไม่ได้สะกดผิดแต่อย่างใด แต่เพราะชนเผ่าชอง ออกเสียงอ่านคำว่า จันทบูร (จัน-ทะ-บูน) หรือ จันทบุรี ไม่ได้ จึงออกเสียงได้เพียงสั้นๆ ว่า จัน-ทะ-บูย แต่มีความหมายเดียวกับจังหวัดจันทบุรี ที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของประเทศไทย

“จันทบูร” ดินแดนที่มีมนต์เสน่ห์ อย่างหาที่เปรียบมิได้ มนต์เสน่ห์ ในที่นี้คือ ความสมบูรณ์ของพืชพรรณธัญญาหารที่ขึ้นชื่อ ไม่ว่าจะเป็น ผลไม้ ผัก สมุนไพร หรือแม้แต่เครื่องเทศ ที่เป็นที่รู้จักกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ กระวาน เร่วหอม ลูกหย่อง ว่านม่วง ว่านสาวหลง หรือแม้แต่ หนึ่งเครื่องเทศชั้นยอด อย่างพริกไทยพันธุ์ดี เป็นต้น

อีกหนึ่งประวัติศาสตร์ด้านการเกษตร ที่มีมาแต่ช้านานคู่กับวิถีชนเผ่าชอง ผู้ครองป่าผืนไม่ใหญ่นัก ด้านฝั่งตะวันออกติดดินแดนเขมร แดนขะแมร์ นั่นก็คือ “ข้าวชอง” จดทะเบียนอย่างถูกต้อง ในนามชื่อ “ข้าวแม่พญาทองดำ” ที่ว่า “ข้าวแม่พญาทองดำ” เป็นข้าวชองนั้น เพราะเป็นสายพันธุ์ดั่งเดิมกำเนิดในพื้นถิ่นดินป่า ที่มีชนเผ่าชองอาศัยอยู่ และที่สำคัญปลูกโดยลูกหลานชาว “ชอง” แท้

แม่คุณ เล่าว่า (แม่คุณ คือ ยาย ชองแท้เรียกผู้เป็นแม่ของแม่ คือ ยาย ว่า แม่คุณ) สมัยก่อน พวกชอง นำต้นข้าว มาต้มกิน เป็นยารักษาโรค แต่แก้โรคอะไรได้บ้างนั้น จำไม่ได้

คุณสมเจตน์ แก้วแกมกาญจน์ thehistoryof.net เกษตรกรลูกหลานชาวชองแห่งพื้นที่ถิ่นชอง จังหวัดจันทบุรี วัย 50 ปี ซึ่งคุณลุงสมเจตน์ มีประสบการณ์ด้านการทำนามาตั้งแต่เด็กๆ กระทั่ง พ.ศ. 2518 ได้เริ่มเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่ขึ้นแซม “ข้าวพันธุ์” ที่ทางการมาเสนอปลูก โดยปลูกในพื้นที่ดินมรดก ตั้งอยู่ หมู่ที่ 5 ตำบลวังแซ้ม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี โดยการปลูกข้าวตามฤดูกาลในทุกรอบของการปลูก ได้นำข้าวสายพันธุ์ต่างๆ ที่ทางการได้มาแนะนำปลูก และปลูกในพื้นที่ซึ่งจะเป็นข้าวไร่นาปี โดยในทุกๆ ที่ปลูกข้าว เกิดสิ่งแปลกที่สังเกตเห็น คือ มีต้นข้าวขึ้นแซมลักษณะผิดแปลกไปจากสายพันธุ์ที่ทางการให้มา จนเกิดความสงสัย จึงเก็บเมล็ดรวงที่โดดเด่นนี้สะสมไว้ จนได้เมล็ดพันธุ์มากพอ จึงนำปลูกในผืนแปลงนาให้เป็นสายพันธุ์แปลกนี้ล้วนๆ และเมื่อนำมากิน โดยไม่ผสมกับสายพันธุ์ใด ปรากฎรสชาติที่อร่อย มีความแตกต่างขึ้นมาได้อย่างเด่นชัด ชนิดที่ไม่มีข้าวสายพันธุ์ไหนเหมือน

คุณสมเจตน์ เล่าต่อว่า เมื่อถามคนเฒ่าคนแก่ ก็ได้คำตอบว่า เป็นข้าวโบราณ พวกชองแท้ๆ ปลูกกินมาตั้งแต่สมัยแม่คุณ และใช้ข้าวนี้เป็นยา นำต้นข้าวมาต้มน้ำ กินต่างน้ำเป็นยา และจากการบอกเล่าต่อๆ กันมาว่า ในช่วงวัยของอายุต้นข้าว แต่ละช่วงนั้น เมื่อนำต้นมาต้มกับน้ำสะอาดเพื่อกิน น้ำที่ได้จะมีรสชาติน้ำที่ออกขม และ รสชาติน้ำที่ออกหวาน ขึ้นกับช่วงอายุของข้าว

“ใครๆ บอกว่า ข้าวของผมคล้าย หอมนิล แต่ไม่ใช่นะ ไม่เหมือนเลย กินก็ไม่เหมือน ลักษณะการออกร่วง สีใบ ลักษณะเมล็ด ปลายเมล็ด ยอดรวง ความไวแสง อายุการเจริญเติบโต ระยะตั้งท้อง ตั้งธง ไม่เหมือน และทุกๆ กรณี ก็ไม่เหมือน อาจจะมีคล้ายอยู่บ้างก็เห็นจะเป็นสีที่สีดำคล้ำ แต่ของผมก็ดำอย่างที่เห็น ปลายจมูกข้าวดำสนิท รสชาติอร่อย นุ่มลิ้น เมื่อได้สัมผัสรส ไม่เหมือน ข้าวสายพันธุ์อื่นๆ”

คุณสมเจตน์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน เรียก ข้าวชอง ว่า ข้าวแม่พญาทองดำ อร่อย หอม นุ่มลิ้น เป็นข้าวที่มีรวงข้าวและเมล็ดที่สมบูรณ์ ที่สำคัญคนที่ชอบกินข้าวอ่อนหรือแข็งในระดับใด ก็มีเทคนิคทำ ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะเวลาหลังการเก็บเกี่ยวข้าวก่อนนำมาสู่กระบวนการสี

ข้าวชอง “แม่พญาทองดำ” หนึ่งกำ ดำทั้งหม้อ เป็นข้าวไวแสน (ไวปานกลาง) ฤดูเพาะปลูกประเภท นาปี อายุเก็บเกี่ยว 120 วัน ระยะดำนาประมาณช่วงเดือน กรกฎาคม และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนธันวาคม ลำต้นมีลักษณะสูง 130 ถึง 150 เซนติเมตร ผลผลิตเก็บเกี่ยว 70 ถัง ต่อไร่ ลักษณะพิเศษ ลำต้นดำเข้ม ในส่วนของบริเวณ “โคนต้น” จากคอดินขึ้นมาประมาณ 30 เซนติเมตร , ลักษณะ ใบเรียวยาว มีสีดำเข้มในบริเวณ 3 ส่วนตลอดพื้นที่ของส่วนใบ ได้แก่ แกนกลางใบ (สันหลังของใบ) และขอบปลายใบทั้งสองด้าน อีกทั้งยังสังเกตเห็นได้ว่า ในใบข้าวมีน้ำเป็นยางใบข้าวสีดำ เมื่อใช้นิ้วขยี้ใบจะเป็นยางสีดำ ติดปลายนิ้ว ในส่วนของช่อรวงมีสีค่อนข้างดำคล้ำ เมล็ดข้าวเปล่งสมบูรณ์ แต่มีลักษณะเมล็ดที่สั้น ปลายเมล็ดหรือจมูกข้าวมีสีดำสนิท