ดังนั้น เมื่อเข้าใจถึงความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง

ทำให้คุณหนุ่มขายผลผลิตในช่วงแรกให้กับคนใกล้ชิดก่อน หลังจากนั้นได้รับการบอกต่อจนทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น กว้างขึ้น ทำให้ลูกค้าขยายฐานจนต้องเปิดเพจชื่อ “ไร่คุณปู่ สวนคุณย่า” ขึ้น เพื่อตอบรับลูกค้าทางเฟซบุ๊ก จนเกิดปัญหาผลผลิตถูกจองล่วงหน้าไม่พอขาย

คุณหนุ่ม ไม่ได้เป็นเพียงนักธุรกิจผลิตจิวเวลรี่ส่งออกที่ประสบความสำเร็จมายาวนานกว่า 20 ปีเท่านั้น แต่เมื่อได้ลงมือทำเกษตรกรรมก็ยังเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ เอาจริงเอาจังกับพืชไม้ผลแต่ละชนิดอย่างลึกซึ้ง ตลอดจนยังให้ความช่วยเหลือถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้สนใจ จึงได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ CDA (Cluster Developed Agent) กลุ่มเกษตรปลอดภัยอีสานใต้ 4 จังหวัด ประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ประธานกลุ่มและสมาชิกเกษตรอินทรีย์ เพื่อผลักดันกลุ่มปลูกมะเขือเทศหวานกินสด ตลอดจนพืชผักผลไม้อินทรีย์ไปสู่ครัวไทยและครัวโลก

สวัสดีครับ…ท่านผู้อ่าน แฟนนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ที่ติดตามอ่านบทความของ…ลุงยศคนเกษตร…ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านสาระดีๆ ที่ได้จากประสบการณ์ตรงของเกษตรกร ในครั้งนี้จะพาท่านไปเยี่ยมชมสวนมะละกอ ที่อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นสวนมะละกอที่มีผลผลิตตลอด 365 วัน เลยทีเดียว

เริ่มต้นจากเส้นทางสายอำเภอพังโคน-บึงกาฬ หมายเลข 227 ถึงสถานีตำรวจภูธรศรีวิชัย เลี้ยวขวาตรงสี่แยกเข้าทางหลวงชนบท หมายเลข 4070 ประมาณ 3 กิโลเมตร ถึงทางแยกเข้าสวนเกษตรทอง ที่หมายของการเดินทาง ที่สวนแห่งนี้ปลูกพืชหลายชนิด พืชหลักคือ ยางพารา กล้วย มะละกอ มะนาว พืชไร่ตระกูลแตง เป็นลักษณะการเกษตรแบบผสมผสาน ที่เด่นคือ มะละกอฮอลแลนด์ ที่ปลูกแซมสวนแปลงยางพารา ขณะที่ยางพารายังไม่ถึงอายุการเปิดกรีด

มะละกอฮอลแลนด์ ที่สวนเกษตรทอง ปลูกบนพื้นที่กว่า 300 ไร่ นับแสนต้น ให้ผลผลิตแบบหมุนเวียน คือมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นแปลง ขนาด 10-15 ไร่ มีการจัดการที่ดี ผลผลิตหมุนเวียนออกตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นที่มาของเงินล้าน การจัดการที่ดีย่อมได้เปรียบทางการตลาด ลูกค้าต้องการมีให้ตลอด นับเป็นสวนเกษตรที่พัฒนาได้ครบวงจร

การตอนกิ่งมะละกอก็เป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มผลผลิตออกสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะให้ผลผลิตเร็วแล้ว ยังเก็บผลผลิตได้สะดวก ไม่ต้องใช้บันไดปีนขึ้นเก็บ ที่สำคัญไม่ต้องเสี่ยงเรื่องมะละกอตัวผู้ ตัวเมีย เพราะการตอนกิ่งที่สวนเกษตรทองใช้ต้นพันธุ์ที่เป็นมะละกอกะเทย คือมี 2 เพศ ในดอกเดียวกัน เพียงแต่คัดเลือกต้นที่สมบูรณ์ แข็งแรง ให้ผลผลิตมากก็คุ้มค่าแล้ว มะละกอ ถือว่าเป็นผลไม้ที่นิยมบริโภคทั้งผลอ่อนและผลแก่สุก แต่มะละกอก็ยังเป็นพืชที่หลายคนสงสัยว่า ทำอย่างไร จึงจะปลูกมะละกอแล้วให้ผลดกเหมือนต้นแม่ เพราะถึงแม้ว่าเราจะปลูกจากเมล็ดที่ต้นแม่เป็นต้นที่สมบูรณ์ไม่มีโรค แต่เมื่อมาปลูกแล้วเมล็ดส่วนมากก็จะกลายพันธุ์ โดยที่ต้นไม่ค่อยจะแข็งแรงและลูกกลมไม่สวยเหมือนต้นแม่ โดยพันธุ์มะละกอที่นิยมปลูกกันมากที่สุดในประเทศไทย เห็นจะมีอยู่ 2 พันธุ์ นั่นก็คือ ฮอลแลนด์ และแขกดำ ส่วนพันธุ์อื่นๆ ก็นิยมปลูกเหมือนกันแต่ไม่มาก

การตอนกิ่งมะละกอ ถือได้ว่าเป็นการขยายพันธุ์โดยที่ไม่ต้องใช้เมล็ด เนื่องจากการปลูกมะละกอด้วยเมล็ดจะมีการกลายพันธุ์ถึง 90% เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการเสี่ยงมากในการปลูกเพื่อให้ได้ต้นพันธุ์ที่เหมือนกับต้นแม่ ผิดกับการขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง ต้นพันธุ์ที่ได้จะเหมือนกับต้นแม่ทุกอย่าง และการปลูกด้วยการตอนกิ่ง ต้นมะละกอจะเตี้ย ทำให้ไม่หักโค่นล้มง่าย และจะให้ผลเร็ว มีลูกดก

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ในการตอนกิ่งมะละกอ

มีด ขนาดเล็ก เน้นว่าต้องคมด้วยนะครับ
2. เชือกหรือยางที่มัดได้
3. ถุงพลาสติก ขนาด 3×5 นิ้ว
4. ขุยมะพร้าว
5. ลิ่มไม้เนื้อแข็ง ขนาดเท่าดินสอ หรือใช้เศษอิฐมอญแดง
วิธีการตอนกิ่งมะละกอ

อย่างแรกและถือว่าเป็นส่วนสำคัญมาก นั่นก็คือ คัดเลือกต้นพันธุ์ที่จะตอนให้ดี ต้นพันธุ์ต้องมีความสมบูรณ์ทุกอย่าง ตั้งแต่ลักษณะของต้นและลักษณะของผลที่เป็นที่ต้องการของตลาด รวมถึงการต้านทานโรคด้วย

เมื่อได้ต้นพันธุ์ที่ดีแล้ว เราก็ตัดต้นให้สูงพอประมาณ ต่อมามะละกอที่ตัดก็จะแตกกิ่งออกมา 4-5 กิ่ง ภายใน 2 เดือนครึ่ง กิ่งจะยาวประมาณ 20-25 เซนติเมตร

เฉือนกิ่งพันธุ์ที่แตกกิ่งออกมา จากข้างล่างไปข้างบนเป็นปากฉลาม จากนั้นใช้ลิ่มไม้เล็กๆ ขัดไว้ไม่ให้เนื้อไม้ติดกัน นำขุยมะพร้าวแช่น้ำไว้ 1 คืน แล้วบีบน้ำออกบรรจุลงถุงพลาสติก มัดให้แน่น ผ่าถุงพลาสติกตรงกลาง รดน้ำให้ชุ่ม แล้วนำไปวางทับรอยแผลที่เฉือนไว้ มัดถุงด้วยเชือกให้แน่น เฉือนท่อน้ำเลี้ยงห่างจากกิ่งตอน ประมาณ 3-5 นิ้ว วิธีนี้จะทำให้รากงอกได้เร็วขึ้นไปอีกภายใน 30-45 วัน รากจะงอกและเดินมาเต็มถุง ถึงช่วงนี้ก็สามารถนำมะละกอตอนกิ่งไปเพาะชำ อนุบาลให้แข็งแรง เพื่อรอการนำไปปลูกต่อไป

ข้อดีของการตอนกิ่งมะละกอมีหลายอย่าง ที่เห็นได้ชัดคือ ต้นเตี้ย ไม่โค่นล้มง่าย ไม่กลายพันธุ์ เก็บง่าย เพิ่มมูลค่า รายได้ดี ทุกวันนี้เมืองไทยกำลังเผชิญปัญหาดินเสื่อมโทรม จากปัญหาดินเค็ม เนื่องจาก ดินมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งนี้ สามารถแบ่งประเภทดินเค็มได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะของพื้นที่ที่พบ คือ 1. ดินเค็มชายทะเล 2. ดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ดินเค็มชายทะเล เกิดจากตะกอนที่แม่น้ำพัดพามาตกทับถมในทะเลบริเวณปากแม่น้ำ ลำคลองแถบชายฝั่งทะเล เมื่อมาตกทับถมกันนานเข้าก็จะกินบริเวณกว้างขวางจนเกิดเป็นหาดเลน และเมื่อมีตะกอนดินทับถมมากขึ้นก็จะค่อยๆ พัฒนาเป็นแผ่นดิน มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่ม เนื้อดิน เป็นดินเหนียว ซึ่งมีลักษณะเป็นเลน มีสีเทา หรือสีน้ำเงินปนเทา การระบายน้ำเลว

ดินเค็มชายทะเล ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกพืชทั่วๆ ไปได้ เพราะดินมีความเค็มสูงมาก มีพืชธรรมชาติบางชนิดเท่านั้นที่มีคุณสมบัติพิเศษ สามารถขึ้นได้ดีในดินพวกนี้ ได้แก่ แสม โกงกาง ลำพู ตะบูน ประสัก รวมเรียกว่า ป่าชายเลน หรือป่าโกงกาง ดินเค็มชายทะเลนี้พบอยู่ตามชายฝั่งทะเลของภาคใต้ และภาคตะวันออก มีเนื้อที่ประมาณ 3.7 ล้านไร่ อย่างไรก็ตาม ดินเค็มชายทะเล สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ดินเค็มโซเดียม และดินเค็มกรด ซึ่งจะกลายเป็นดินเปรี้ยวจัด หากดินนี้ถูกทำให้แห้ง หรือมีการปรับปรุงมิให้มีน้ำท่วมขัง

วิธีปรับปรุงดินเค็มชายทะเลเพื่อการเกษตร ได้แก่

ยกร่องชะล้างเกลือ โดยระบบชลประทาน และทำคันดินกั้นน้ำทะเล เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำทะเลเข้าถึงพื้นที่
ลดระดับความเค็มของดินด้วยการกักน้ำจืดให้แช่ขังในพื้นที่
ปลูกพืชทนเค็มในบริเวณพื้นที่ดินเค็ม เช่น มะพร้าว ละมุด พุทรา ฝรั่ง มะขามเทศ สะเดา ฯลฯ

ใช้ที่ดินทำประโยชน์อย่างอื่น ให้สอดคล้องกับทรัพยากร เช่น ทำนากุ้ง เลี้ยงปลา ทำนาเกลือ หรือเป็นเขตที่อยู่อาศัย และโรงงานอุตสาหกรรม
ดินเค็ม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ดินเค็มบนพื้นที่นอกชายฝั่งทะเล) จากการทำแผนที่ดินเค็ม และประเมินพื้นที่ดินเค็มโดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ปรากฏว่า พบดินเค็ม 17% ของพื้นที่ทั้งภาค พบในทุกจังหวัด ยกเว้นจังหวัดเลย ผลการสำรวจแบ่งพื้นที่ออกได้เป็น 3 ระดับความเค็ม คือ 1. บริเวณที่มีความเค็มในฤดูแล้ง เมื่อดินแห้งมากกว่า 16 มิลลิโมห์ ต่อเซนติเมตร มีพื้นที่รวม 1.4 ล้านไร่ 2. บริเวณที่มีความเค็มปานกลาง อยู่ระหว่าง 8-16 มิลลิโมห์ ต่อเซนติเมตร มีพื้นที่ 3.6 ล้านไร่ 3. บริเวณที่มีความเค็มน้อยในฤดูแล้ง ความเค็มอยู่ระหว่าง 4-8 มิลลิโมห์ ต่อเซนติเมตร มีพื้นที่ 12.6 ล้านไร่ จังหวัดที่พบมากที่สุดคือ จังหวัดนครราชสีมา มีพื้นที่ดินเค็ม 2.5 ล้านไร่

ลักษณะของดินเค็มของภาคอีสานสังเกตได้ง่าย คือ จะเห็นขุยเกลือขึ้นตามผิวดิน และมักเป็นที่ว่างเปล่าไม่มีการทำเกษตรกรรม หรือถ้าไม่เห็นขุยเกลือขึ้นก็จะเป็นที่ว่างเปล่า ไม่มีพืชอื่นขึ้นได้ ยกเว้นวัชพืชที่ชอบเกลือ เช่น หนามแดง หนามบี่ หนามพรม เป็นต้น ลักษณะของดินเค็มอีกประการหนึ่ง คือ ความเค็มจะไม่มีความสม่ำเสมอกันในพื้นที่เดียวกัน และความเค็มจะเปลี่ยนไปสะสมในชั้นของดินต่าง ๆ ไม่เท่ากันตามฤดูกาล โดยปกติในฤดูฝนเกลือจะถูกชะล้างไปสะสมในดินชั้นล่าง ในฤดูแล้งเกลือจะระเหยขึ้นมากับน้ำสะสมอยู่ที่ชั้นดินบนสลับกัน

ดินเค็มนอกชายฝั่งทะเลมีสาเหตุการเกิด เนื่องมาจากแหล่งเกลือในดินซึ่งมีกำเนิดมาจากหินที่อยู่ในชุดมหาสารคาม (Mahasarakam formation) ซึ่งหินในชุดนี้ ได้แก่ พวกหินดินดาน และหินทราย ที่มีเกลือเป็นองค์ประกอบ แหล่งเกลือนี้อยู่ลึกจากผิวดินไม่มากนัก และอีกสาเหตุหนึ่งคือ บริเวณที่เกิดดินเค็มมีน้ำใต้ดินเค็ม โดยเฉพาะน้ำใต้ดินที่มีระดับใกล้ผิวดิน การแพร่กระจายขยายอาณาเขตของดินเค็มเป็นไปได้หลายวิธี เช่น การสลายตัวของแหล่งเกลือที่มีอยู่ในที่สูง ที่หน้าดินเสียสมดุลในการรักษาความชื้นตามธรรมชาติ เพราะไม่มีต้นไม้ช่วยดูดซึมน้ำฝนส่วนเกิน เมื่อฝนตกจะเกิดการชะล้างหินดินดาน และหินทรายที่มีเกลืออยู่ให้สลายตัวทำให้เกลือถูกพัดพาไปซึมออกตามเชิงเนินแล้วเกิดดินเค็มในบริเวณพื้นที่ที่ต่ำกว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้เรียกว่า “Saline seep”

ส่วนน้ำใต้ดินเค็มที่อยู่ในระดับไม่ลึก ทำให้เกิดปัญหาดินเค็มได้ เพราะเกลือถูกพาขึ้นมาสะสมบนผิวดินโดยแรง Capillary force ทำให้มองเห็นคราบเกลือเป็นหย่อม อยู่ทั่วไปบนผิวดิน นอกจากนี้ การสร้างอ่างเก็บน้ำ การทำนาเกลือโดยไม่มีระบบระบายน้ำที่ถูกต้อง การถางป่า หรือปล่อยพื้นที่บริเวณเป็นเกลือให้ว่างเปล่า ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายขยายอาณาเขตของดินเค็มได้เช่นกัน

ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดินเค็มก็คือ ทำให้ไม่สามารถปลูกพืชได้หรือได้ผลผลิตต่ำ พืชบางชนิดที่ไปได้ก็จะมีลักษณะบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป เช่น ใบสีเข้มขึ้น มีสารพวกไขเคลือบหนาขึ้น พืชบางชนิดใบไหม้ ต้นข้าวในแปลงดินเค็มจะมีการเจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอ ต้นแคระแกร็นไม่แตกกอ ใบแสดงอาการเป็นขีดขาว แล้วไหม้ตายในที่สุด อันตรายของความเค็มที่มีต่อพืชโดยตรง คือลดการดูดน้ำของพืช เพราะมีการเพิ่ม Osmotic pressure ของสารละลายในดินทำให้พืชแสดงอาการขาดน้ำ ทำให้เกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหาร เนื่องจากมีโซเดียม โบรอนคลอไรด์มากเกินไป ทำให้ธาตุบางชนิดเป็นพิษแก่พืช

แนวทางแก้ไขและการปรับปรุงดินเค็ม ต้องอาศัย การจัดการดิน น้ำ และพืช ไปพร้อมกันโดยต้องสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด แนวทางการแก้ไขอาจแบ่งเป็น 3 แนวทาง คือ 1. การป้องกันการเกิดดินเค็ม ดำเนินการในบริเวณที่มีชั้นดินหรือหินที่มีเกลือ ในการนี้ทำโดยรักษาสมดุลของสภาพแวดล้อมแห่งธรรมชาติ โดยเฉพาะในการรักษาความชุ่มชื้น สร้างระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ที่ทำการเกษตร ไม่ปล่อยพื้นที่ให้ว่างเปล่า ในพื้นที่ของรัฐจะต้องสร้างสวนป่าขึ้นทดแทนป่าไม้ที่ถูกแผ้วถางทำลาย ในการปลูกต้นไม้ควรปลูกต้นไม้รากลึกทนเค็ม เพื่อป้องกันมิให้เกลือละลายซึมออกมายังที่ต่ำกว่า

การป้องกันการแพร่กระจายและการกำจัดดินเค็ม – หลีกเลี่ยงการสร้างอ่างเก็บน้ำที่จะทำให้เกิดปัญหาดินเค็มขึ้น – สำรวจด้านวิศวกรรม ในการจัดทำคูคลองระบายน้ำ เพื่อตัดกระแสการไหลของน้ำใต้ดินที่มีเกลือสะสมอยู่ แล้วเบนลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ – ศึกษาสำรวจทางด้านอุทกธรณี เพื่อให้ทราบถึงทิศทางการไหล ระดับ และคุณภาพของน้ำใต้ดิน การใช้น้ำล้างเกลือออกจากดิน โดยร่วมมือกับกรมชลประทาน คำนวณปริมาณน้ำที่จะใช้ล้างเกลือในดิน จากระดับความเค็มหนึ่งให้ลดลงจนสามารถปลูกพืชทนเค็มได้ เหมาะสมกับระดับความเค็มนั้น ๆ

การใช้ที่ดินเค็มให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำได้โดย

จัดทำแผนที่ดินเค็ม โดยแบ่งชั้นความเค็มของดิน เพื่อจะได้ใช้ในการจำแนกว่าควรจะใช้ประโยชน์เช่นไร เช่น ดินที่มีความเค็มจัดก็ควรใช้ประโยชน์เกี่ยวกับการประมง การเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ
2.ใช้พันธุ์พืชทนเค็ม เพราะพืชต่างๆ มีความสามารถในการทนเค็มได้ต่างกัน แม้แต่ในพืชชนิดเดียวกันแต่ต่างพันธุ์กัน ก็ทนเค็มได้มากน้อยต่างกัน จากการศึกษาพบว่า ข้าวเป็นพืชที่ทนเค็มได้ปานกลาง ข้าวทนเค็มที่ได้เลือกไว้แล้วมี หอยอ้ม คำผาย 41 เก้ารวง 88 ขาวดอกมะลิ 105 กข1 กข 8 เจ๊กกระโดด กอเดียวเบา ขาวตาอู่ เหนียวสันป่าตอง ข้าวพันธุ์ต่างๆ นี้มีช่วงทนเค็มได้ระหว่าง 8-15 มิลลิโมห์ ต่อเซนติเมตร ส่วนพืชไร่อื่นๆ เช่น ถั่วเขียวพันธุ์ต่างๆ มีช่วงทนเค็มระหว่าง 4-6 มิลลิโมห์ ต่อเซนติเมตร

วิธีการปลูกพืช ควรปลูกเพื่อหลีกเลี่ยงการสะสมเกลือในบริเวณที่จะกระทบกระเทือนการเจริญเติบโตของพืช เช่น ข้าว ก็ควรใช้กล้าอายุมากกว่าปกติในการปักดำคือ ควรมีอายุระหว่าง 30-35 วัน

– หาวัสดุปรับปรุงดินบางชนิดมาใช้ เช่น ปูนขาว ยิปซัม แกลบ

– ใช้วัสดุคลุมดิน หรือพืชคลุมดิน ไม่ปล่อยให้หน้าดินว่าง

– จัดระบบการปลูกพืชให้เหมาะสม ควรปลูกพืชมากกว่า 1 ชนิด โดยปลูกให้เหมาะสมกับช่วงฝน รศ.ดร.เฉลิมพล สุวรรณภักดี ผู้เชี่ยวชาญพืชสกุลหนามแน่ (Thunbergia) อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดร.สมราน สุดดี นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช ดร.ขวัญใจ รอสูงเนิน นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูลังกา และ Dr.David Middleton ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์แห่งสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ ร่วมกันตีพิมพ์พืชชนิดใหม่ของโลก “หนามแน่ขาวอัมไพ” ในวารสารนานาชาติ Thai Forest Bulletin (Botany) เล่มที่ 49(1) หน้าที่ 57-62 ปี พ.ศ. 2564

รศ.ดร.เฉลิมพล เปิดเผยว่า “หนามแน่ขาวอัมไพ” พืชชนิดใหม่นี้ ค้นพบโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา จังหวัดนครพนม ซึ่งทำการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (smart patrol) ในพื้นที่อุทยานฯ ได้พบไม้พุ่มกึ่งเลื้อยดอกสวยงามไม่ทราบชนิดบริเวณป่าดิบแล้งริมลำธาร ความสูงจากระดับทะเลปานกลางประมาณ 200 เมตร

และได้ประสานส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช ติดตามเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสอบ เจ้าหน้าที่กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ โดย ดร.สมราน สุดดี จึงได้ประสานมาที่ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบ พบว่า ไม้พุ่มกึ่งเลื้อยดอกสวยงามดังกล่าว เป็นพืชชนิดใหม่ของโลก

“หนามแน่ขาวอัมไพ” เป็นพืชชนิดใหม่ของโลกในสกุลหนามแน่ (Thunbergia) วงศ์ต้อยติ่ง (Acanthaceae) มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า ThunbergiaamphaiiSuwanph., K. Khamm., D. J. Middleton & Suddee คำระบุชนิด “amphaii” ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ คุณอัมไพ ผาสีดา เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ ภูลังกา ผู้ค้นพบพืชชนิดนี้ระหว่างทำการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ โดยมีชื่อไทยว่า “หนามแน่ขาวอัมไพ” ตามลักษณะสีดอกที่ออกขาวและตามชื่อผู้ค้นพบ ทั้งนี้ ตัวอย่างต้นแบบเก็บรักษาไว้ที่หอพรรณไม้

“หนามแน่ขาวอัมไพ” เป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ลำต้นมีขนตามข้อ มีร่องตามยาว 2 ร่อง ใบเรียงตรงข้าม รูปรี รูปขอบขนานแกมรูปรี รูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน กว้าง 3.5-5 เซนติเมตร ยาว 12-14 เซนติเมตร ปลายแหลม เรียวแหลม หรือยาวคล้ายหาง โคนรูปลิ่มหรือสอบเรียว ขอบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย เกลี้ยงทั้ง 2 ด้าน เส้นแขนงใบข้างละ 8-10 เส้น ปลายเชื่อมติดกันก่อนถึงขอบใบ

ก้านใบแบนทางด้านบน มีขนสาก ช่อดอกคล้ายช่อซี่ร่ม ออกที่ปลายยอด ช่อละ 3-8 ดอก ใบประดับ 2 ใบ รูปใบหอกแกมรูปแถบ ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ใบประดับย่อย 2 ใบ สีขาวถึงขาวครีม รูปไข่แกมรูปรีถึงรูปไข่ กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร โคนเชื่อมติดกันมากกว่าครึ่งของความยาว ปลายแยก มีเส้นตามยาว 7 เส้น กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกขนาดเกือบเท่ากัน 5 แฉก

กลีบดอกสมมาตรด้านข้าง โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด สีขาวถึงขาวครีม ด้านในบริเวณปากหลอดมีแต้มสีเหลืองหรือน้ำตาล ปลายแยกเป็นแฉก 5 แฉก แยกเป็นกลีบบน 2 แฉก กลีบล่าง 3 แฉก เกสรเพศผู้ 4 เกสร แยกเป็น 2 คู่ยาวไม่เท่ากัน ก้านชูอับเรณูมีขนต่อมหนาแน่น อับเรณูโคนมีขน ผลแบบผลแห้งแตก โคนป่อง ปลายแหลม มีขนสั้น วันหนึ่ง ด้วยความที่นั่งอยู่ไม่ไกลกันนัก ผมจึงได้ยินพ่อกับลูกคุยกัน

“จะไปทำงานให้คนอื่นทำไมว้า ที่สวนนี่พ่อสร้างไว้ให้แล้ว” “หนูอุตส่าห์ไปเรียนจนจบนะพ่อ ก็อยากทำงานเก็บเงินเป็นของตัวเองบ้าง”

“เก็บเงิน แพร์จะเก็บเงินเอาไปทำอะไร”

“หนูอยากไปสักการะสังเวชนียสถาน ที่อินเดียสักครั้งจ้าพ่อ”

“ใช้เงินเยอะเหรอ”

“น่าจะสี่หมื่นจ้า”

จบบทสนทนาประมาณนี้ ผมก็มีอันต้องอำลากลับ สมัครเล่นพนันออนไลน์ และก็ลืมเรื่องราวนี้ไปแบบไม่ได้คิดว่าผลสุดท้ายบทสนทนานี้จะลงเอยอย่างไร จนวันหนึ่ง หน้าฟีดข่าวในเฟซบุ๊กเด้งขึ้นมา สาวน้อยพวงแก้มเอมอิ่มกำลังขมักเขม้นกับการแพ็กต้นไม้ส่งลูกค้า เห็นชื่อและดูหน้าก็รู้ว่างานนี้ “พ่อชนะ” แพร์เรียนจบปริญญาตรี สาขาการจัดการทั่วไป และทำงานตามความฝันตัวเองอยู่พักใหญ่ กับหน้าที่ต้องรับผิดชอบในงานประจำต้องทำซ้ำอยู่ทุกวัน ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย อีกนัยหนึ่งคำพูดของพ่อก็ดังก้องอยู่ในหู แพร์ตัดสินใจถามพ่ออีกครั้ง หากจะลาออกจากงานไปช่วยงานพ่อที่สวน ยังต้องการอยู่หรือไม่ และคำตอบของพ่อก็ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

“มาเถอะลูก มาทำงานช่วยพ่อ เป็นลูกน้องคนอื่นก็เท่ากับไปทำงานให้เขา มาทำให้พ่อก็เหมือนเป็นหุ้นส่วนกับพ่อ มีรายได้เหมือนกัน ทางหนึ่งเป็นได้แค่ลูกน้อง แต่มาอยู่กับพ่อหนูเป็นหุ้นส่วน รายได้มากน้อยก็อยู่ที่เราขยันทำมันแค่ไหน รู้ไหม แพร์คือไข่นกอินทรีย์ที่เผลอหล่นลงไปในรังไก่ พอแม่ไก่ฟักออกมาก็ทำให้คิดว่าตัวเองเป็นแค่ลูกเจี๊ยบ ทั้งที่จริงมันคือนกอินทรีย์ต่างหาก นกอินทรีย์จะมาคุ้ยเขี่ยหากินแบบไก่ได้ยังไง มาเลยลูก มาเป็นนกอินทรีย์ในสวนเรา”

พ่อทำสวนก็ใช่ว่าลูกจะทำเป็นเช่นพ่อ แพร์ลาออกจากงานมาก็ต้องมานั่งนับหนึ่งใหม่กับอาชีพที่พ่อสร้างรอไว้ ต้นไม้แต่ละต้นคืออะไรบ้างหนอ นั่นมะม่วง เออใช่ แล้วพันธุ์อะไรล่ะ ที่สวนพ่อของแพร์จะปลูกมะม่วงสายพันธุ์ดีจากไต้หวันไว้มากมาย ส่วนมากตั้งใจปลูกไว้กินเองเพราะติดใจรสชาติและความงาม การที่ต้องมานั่งจำต้นไม้แต่ละสายพันธุ์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงงัดเอาวิชาการจัดการทั่วไปมาใช้ที่สวน

“ไม่ยากจ้า แพร์ก็ให้คนสวนลูกน้องพ่อไปด้วย อยากรู้จักต้นไหนก็ถาม พอถามบ่อยๆ เห็นบ่อยๆ ก็ชิน เริ่มจำได้ ยิ่งได้ชิมรสต้นไหนถูกใจแพร์ยิ่งไม่ลืมเลย”

นอกจากมะม่วง ที่สวนยังมีน้อยหน่ายักษ์ไต้หวัน น้อยหน่าสับปะรด ชมพู่อีกหลายสายพันธุ์ ส้มโอ ส้ม มัลเบอร์รี่ ฝรั่งพันธุ์เจินจู (เนื้อขาว) ฝรั่งหงเป่าสือ (เนื้อแดง ไส้แดง) กล้วย ส่วนมากจะเป็นผลไม้สายพันธุ์ไต้หวันเป็นหลัก เพราะผลสวย รสชาติอร่อย และยังมีน้อยมาก จึงต้องมาหัดขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายให้ลูกค้าต่อไป

“ยากพอสมควรเลยค่ะ สำหรับการเริ่มเรียนรู้การขยายพันธุ์ ทั้งตอนกิ่ง ทาบกิ่ง เสียบยอด ติดตา ต้องมาเรียนรู้ทั้งสิ้น ดีที่ว่าพ่อทำเป็น และลูกน้องพ่อก็เก่ง แพร์ก็เลยพอทำได้บ้าง” “หลักๆ ในแต่ละวัน แพร์ต้องทำอะไรบ้าง”