“ดินคุณตา” ดินดี แห่งเมืองย่าโม สร้างยอดขาย 6 หลัก/เดือน

หลายคนคงเคยได้ยินกับคําพูดที่ว่า “พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ถ้าไม่เกิดวิกฤตก็คงไม่มีโอกาส” กันมามากพอสมควรแล้ว ครั้งนี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จะขอนําเสนอหญิงแกร่ง และถือเป็นบุคคลตัวอย่างอีกหนึ่งท่าน ที่สามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างน่าภาคภูมิใจ จากที่เคยมีหนี้สินหลักล้าน ชีวิตพลิกกลับมามั่งคั่งอีกครั้งจากการขายดิน ภายใต้ชื่อแบรนด์ “ดินคุณตา” จนปลดหนี้หลักล้านได้ และไม่เพียงแค่ปลดหนี้ได้ แต่เธอคนนี้สามารถรวยได้จากการขายดิน

คุณปุณยภัสร์ จิราเมธาฐิติโชติ หรือ พี่นุ่น อยู่บ้านเลขที่ 89/1 หมู่ที่ 7 บ้านตะโก ตําบลพุดซา อําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ผู้พลิกวิกฤตล้มเหลวจากการทําธุรกิจส่วนตัว สู่การพัฒนา ต่อยอดอาชีพเกษตรกรรมของครอบครัว จนสามารถปลดหนี้ และกลับมายืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้งด้วยอาชีพขายดิน “ขายดินก็รวยได้”

พี่นุ่น เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาทําธุรกิจดินถุงปลูกต้นไม้ ตนทําธุรกิจส่วนตัวมาก่อนแล้วเกิดปัญหาการขาดทุนเป็นจํานวนเงินสูงกว่า 4-5 ล้านบาท กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ต้องมานั่งปรึกษากับคุณพ่อ คือ คุณตาทวน สกุลรัตนาพันธุ์ เจ้าของที่มาของดินคุณตาในปัจจุบันนี้ว่า จะไปทางไหนกันต่อดี และด้วยความที่คุณพ่อมีพื้นฐานอาชีพเดิมเป็นเกษตรกรอยู่แล้ว ประกอบกับเป็นผู้ใหญ่บ้านด้วย

จึงค่อนข้างจะมีองค์ความรู้หลากหลาย ท่านจึงแนะนําให้ทดลองทําดินถุงพร้อมปลูก ด้วยมุมมองที่ว่าอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรม จะเป็นอะไรที่ยั่งยืนและเป็นทางรอด และสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ผู้คนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น หันมานิยมปลูกผักกินเอง โดยที่ไม่ต้องไปมองตัวอย่างที่ไหนไกล เพราะขนาดที่บ้านตนเองยังมีแปลงผักที่ปลูกไว้กินเอง และถือเป็นการทดลองดินที่จะทำขายไปในตัวว่า ปลูกแล้วผลออกมาเป็นเช่นไร ก็ปรากฏว่าผลผลิตออกมาเป็นที่น่าพอใจ ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเพิ่ม แถมยังได้ผักออกมามีคุณภาพอีกด้วย

“ดินคุณตา” ดินปลูกต้นไม้ชีวภาพแร่ธาตุสูง
ปลูกได้ทั้งไม้ดอกไม้ประดับ พืชไร่ พืชสวน

หลังจากที่มีแนวทางที่จะไปต่อ พี่นุ่น เล่าว่า เริ่มลงมือทําโดยอาศัยความรู้และประสบการณ์การเป็นเกษตรกรของคุณพ่อเข้ามาช่วย ด้วยการทดลองปรับปรุงสูตรกันเอง จนได้ดินถุงพร้อมปลูกที่มีคุณภาพแร่ธาตุสูงออกมา เริ่มขายครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ในปี 2563 นับเป็นเวลากว่า 2 ปี ที่ได้อยู่กับธุรกิจการขายดิน ซึ่งได้รับผลตอบรับดีมาโดยตลอด ด้วยความใส่ใจของคุณพ่อที่พยายามใช้วัตถุดิบปรุงดินจากหลายๆ จังหวัด ส่วนผสมของดินจึงมีแร่ธาตุสูง มีค่า pH 6.5 ซึ่งเป็นค่าที่ดีที่สุดในดินเพื่อการเพาะปลูกต้นไม้ จนทําให้ลูกค้าติดใจกลับมาซื้อซ้ำ จนเกิดเป็นรายได้แบบดีวันดีคืน และยังเป็นการกระจายรายได้ให้กับคนในชุมชนอีกด้วย

“ดินถุงคุณตา” มีทั้งหมด 2 สูตร
คือสูตรชีวภาพ และสูตรใบก้ามปู

เจ้าของบอกว่า ดินคุณตา มีขายด้วยกันทั้งหมด 2 สูตร มีจุดเด่นที่ใช้หน้าดินบึงที่มาของตะกอนซากพืชซากสัตว์ หรือที่เรียกว่า ฮิวมัส มีส่วนผสมของขี้วัวเยอะ ใส่แบบไม่หวง ผสมให้ในสัดส่วนที่เหมาะสม และหมักด้วยอีเอ็ม เพื่อส่งผลให้พืชเจริญเติบโตได้ดี และปรับสภาพได้ดีกว่าการใช้ดินร่วนทรายแบบปกติ เพราะพืชจะงอกได้ดีกับดินเหนียวที่มีความโปร่ง ซึ่งดินคุณตาก็จะมีตัวที่ทําให้ดินโปร่ง คือ ขุยมะพร้าว แกลบดํา ขี้วัว อีเอ็มเป็นตัวประสานทําให้มีไนโตรเจน ออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น ทําให้เวลานําไปปลูกดินไม่เสื่อมคุณภาพง่าย

โดยสูตรชีวภาพนี้เป็นสูตรที่เหมาะกับการนํามาปลูกไม้ดอกไม้ประดับ และพืชผักสวนครัว นําไปปลูกผักแล้วไม่ต้องใส่ปุ๋ยเพิ่ม ใช้ดินแทนปุ๋ยได้เลย สมมุติว่ามีพื้นที่ 2×4 เมตร จะใช้ดินประมาณ 20-30 ถุง น้ำหนัก 5.5 กิโลกรัม ต่อ 1 ถุง ราคาถุงละ 8-9 บาท ลูกค้าที่เคยซื้อไปใช้แล้วบอกดี 2 วันแทงยอด หรือบางกรณีต้นเหลือง ก็สามารถนําดินตัวนี้ไปโรยบํารุงแทนปุ๋ย แล้วรดน้ำ เดี๋ยวยอดใหม่จะแทงออกมา เพราะว่าในส่วนผสมของดินมีแร่ธาตุอยู่แล้ว

สูตรผสมใบก้ามปู ส่วนผสมเหมือนสูตรเดิม เพียงแต่เพิ่มใบก้ามปูลงไป โดยใบก้ามปูจะไปตรึงไนโตรเจนมากกว่าพืชตระกูลถั่ว 2 เท่า จึงนิยมใช้กับพืชต้นใหญ่ หรือพืชที่ให้ผล ราคาขายเท่ากัน เพราะอยากให้เกษตรกรได้ใช้ดินที่มีคุณภาพ ประสบผลสําเร็จในการปลูก เจริญเติบโต และดูดซับน้ำได้ดี ได้ดินดีอัตราการรอดก็สูง สามารถปลูกพืชขึ้นได้อย่างที่ใจหวัง เป็นการตอบสนองตอบโจทย์ลูกค้าไปในตัว หรือถ้าหากเกษตรกรท่านใดต้องการใช้ดินในปริมาณมาก ที่ร้านก็มีขายในราคาตันละ 1,300-1,400 บาท สามารถเลือกซื้อได้ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน ขุยมะพร้าวอัดก้อน แบรนด์ “โคโค่แพลน”
ธุรกิจต่อยอด สร้างรายได้ไม่ธรรมดา

พี่นุ่น บอกว่า สําหรับขุยมะพร้าวอัดก้อน แบรนด์ “โคโค่แพลน” เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ทางดินคุณตาได้พัฒนาต่อยอดขึ้นมา เป็นขุยมะพร้าวแบบสั้น ยาว และผง ผสมอย่างลงตัว เก็บความชุ่มชื้น และระบายน้ำได้ดี สะดวกในการใช้งาน เพียงแค่แช่น้ำปริมาณ 2 ลิตร ขุยมะพร้าวจะขยายตัว 6 เท่าตัว ปราศจากเชื้อราและแมลง ใช้เพาะเมล็ด เพาะกล้าแทนดิน หรือผสมเป็นวัสดุปลูกได้ทันที ขนส่งง่าย ขายในราคาก้อนละ 15 บาท

วิธีการใช้

แกะพลาสติกที่ห่อหุ้มก้อนขุยมะพร้าวออก
แช่ในน้ำสะอาดปริมาณ 2 ลิตร รอจนขุยมะพร้าวขยายตัวออกมาได้เต็มที่
จากนั้นนําไปเป็นวัสดุเพาะปลูกพืชได้ตามต้องการ โดยขุยมะพร้าวอัดก้อนตัวนี้จะเหมาะกับการนํามาเพาะต้นกล้าที่มีรากอ่อนไหวอย่างเช่น กัญชา เป็นต้น “ต้องบอกก่อนว่า ตอนเริ่มต้นทําดินขายยังไม่ได้คํานึงถึงกําไรสักเท่าไร แต่มองว่าเป็นรายได้ระยะยาว เป็นความยั่งยืนของอาชีพมากกว่า เพราะในอนาคตเกษตรกรรมจะเป็นอะไรที่กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง ยกตัวอย่าง เหตุการณ์ โควิด-19 ที่เกิดขึ้น ทุกคนต้องหยุดอยู่บ้าน และถ้าทุกคนมีผักไว้กินเอง เพื่อลดการจับจ่ายในสถานการณ์ที่รายได้ลดลงจะดีแค่ไหน ตรงนี้ถือเป็นจุดประสงค์แรกที่คิดที่จะทําดินขาย แต่เมื่อทําไปสักพัก จึงรู้ว่าอาชีพขายดินนอกจากจะสร้างอาชีพที่มั่นคงแล้ว ยังสามารถทําให้รวยได้อีกด้วย เพราะทุกวันนี้ดินคุณตาสร้างยอดขายได้หลักแสนบาทต่อเดือน ลูกค้ามาจากทั่วประเทศ มีกรุงเทพฯ และจังหวัดทางภาคอีสานเป็นลูกค้าหลัก สามารถจัดส่งให้ได้ทั่วทุกพื้นที่ แต่ต้องมียอดสั่งขั้นต่ำ 200 ถุงขึ้นไป คิดค่าส่งตามระยะทางจริง หรือหากใครสะดวกมารับเองที่ร้านก็มาได้ หรือสั่งออนไลน์ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ดินคุณตา เมืองย่าโม และเว็บไซต์ดินคุณตาก็ได้เช่นกัน” พี่นุ่น กล่าวทิ้งท้าย

รู้หรือไม่ว่า ถั่วพู มีชื่อเรียกภาษถิ่นอื่นๆ ว่า ถั่วพูใหญ่ ถั่วพูตะขาบ ถั่วพูจีน เป็นต้น ถั่วพู ถือว่าเป็นพืชชนิดหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการรับประทานคู่กับน้ำพริก และยังนำไปดัดแปลงเป็นเมนูต่างๆ ได้อีกด้วย ฝักอ่อนถั่วพูที่รับประทานกันอยู่ทุกวันนี้ 100 กรัม สามารถให้พลังงานได้ 19 กิโลแคลอรี ถั่วพูถือว่าเป็นพืชที่มีประโยชน์ ทำให้การดูดซึมแคลเซียมเป็นไปได้ด้วยดี และถั่วพูนั้นอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย ประกอบไปด้วย วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก และธาตุฟอสฟอรัส

ดั่งเช่น คุณวันเพ็ญ แก่นทองหล่อ หนุ่มเมืองบุรีรัมย์ อำเภอหนองกี่ เติบโตมาในครอบครัวชาวนา ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนัก คุณวันเพ็ญจึงต้องเป็นแรงเสริมช่วยพ่อแม่ทำนาและรับจ้างทั่วไปตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากทางบ้านไม่มีกำลังมากพอที่จะส่งเสียให้คุณวันเพ็ญได้เรียนหนังสือ อาชีพของคุณวันเพ็ญจึงไม่มีให้เลือกมากนัก ทำให้คุณวันเพ็ญตัดสินใจยึดอาชีพการทำนามาตลอด แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาชีพการทำนามีรายได้ที่ไม่มากและไม่แน่นอน บ่อยครั้งที่ครอบครัวของคุณวันเพ็ญขาดทุน

เมื่อหมดฤดูการทำนา คุณวันเพ็ญก็ถูกเพื่อนชักชวนให้มารับจ้างถอนมันที่อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี เนื่องจากในช่วงนั้นคุณวันเพ็ญไม่มีรายได้จากการทำนา เพราะอยู่ในช่วงที่ค่อนข้างแล้ง และเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้คุณวันเพ็ญ พบรักกับภรรยาคือ คุณหนู ซึ่งครอบครัวของภรรยาก็เป็นเกษตรกรเช่นกัน คุณวันเพ็ญจึงตัดสินใจย้ายถิ่นฐานมาอาศัยอยู่กับภรรยาที่อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี

คุณวันเพ็ญยังคงยึดอาชีพทำนา เพราะถือว่าเป็นอาชีพที่เลี้ยงปากท้องประจำตระกูลไปแล้ว เมื่อคุณวันเพ็ญย้ายมาทำอาชีพเกษตรกรรมที่จังหวัดลพบุรี ก็ได้เช่าพื้นที่ในการปลูกพืชตามฤดูกาล เมื่อได้ผลกำไรจำนวนหนึ่งก็ได้นำเงินมาซื้อที่เป็นของตนเองเพื่อทำการเกษตร

คุณวันเพ็ญ กล่าวว่า เริ่มแรกก่อนจะมาปลูกถั่วพู บริเวณพื้นที่ใกล้บ้านเป็นที่รกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร จึงมีความคิดว่าอยากปลูกพืชที่สามารถให้ผลผลิตได้เร็ว สามารถเก็บขายได้ทุกวัน จึงมาสะดุดตากับถั่วพู เพราะถั่วพูถือเป็นผักที่ไม่ว่าบ้านไหนก็จะรับประทานน้ำพริก ก็ต้องมีพืชผักรับประทานคู่กัน และถั่วพูยังถือว่าเป็นพืชที่ปลูกง่าย ให้ผลผลิตเร็ว คุณวันเพ็ญจึงใช้พื้นที่ว่างเปล่าปลูกถั่วพูเพื่อหารายได้เสริม

คุณวันเพ็ญ อธิบายถึงขั้นตอนการปลูกถั่วพู เริ่มจากการเตรียมดินเพาะต้นถั่วพู โดยนำดินใส่ลงในถุงเพาะครึ่งถุง และใส่เมล็ดถั่วพูลงไป จำนวน 5 เมล็ด จากนั้นใส่ดินลงไปให้เกือบเต็มปากถุง แล้วรดน้ำให้ชุ่ม เช้า-เย็นเป็นระยะเวลา 1 เดือน หรือสังเกตว่าต้นถั่วพูมีใบงอกขึ้นมา 2-3 ใบ นั่นหมายถึงต้นถั่วพูสามารถย้ายลงแปลงปลูกได้แล้ว

การเตรียมดินแปลงปลูก ไถหน้าดิน 2 รอบ จากนั้นตากหน้าดินทิ้งไว้ 1 เดือน เมื่อต้นถั่วพูพร้อมลงแปลงปลูกแล้ว ควรรดน้ำให้ดินมีความชุ่มชื้นก่อนลงแปลงปลูก 1 วัน จากนั้นนำต้นถั่วพูลงแปลงปลูก หลุมปลูก ประมาณ 2 เซนติเมตร ระยะห่างของต้น 60 เซนติเมตร

จากนั้นปักค้างหลุมละ 1 หลัก เพื่อให้ถั่วพูเลื้อยขึ้นมาบนค้าง โดยค้างจะทำจากไม้ไผ่เพื่อความเเข็งเเรง ในระยะช่วง 7-14 วัน ควรรดน้ำถั่วพู 2 เวลา เช้า-เย็น หลังจากนั้นรดน้ำวันละ 1 ครั้ง หรือสังเกตจากสภาพอากาศ หากช่วงฤดูร้อน ก็ควรรดน้ำ 2 เวลา เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน

ถั่วพูจะใช้เวลา 3-4 เดือนโดยประมาณ จึงจะออกผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้ การเก็บถั่วพูควรเก็บในเวลาช่วงเช้าและช่วงเย็นเท่านั้น เพราะกลีบถั่วพูค่อนข้างบาง หากเก็บเกี่ยวถั่วพูในตอนเที่ยงหรือช่วงที่มีแดดร้อนมาก จะส่งผลต่อกลีบถั่วพูที่บอบบาง ทำให้กลีบถั่วพูช้ำได้

คุณวันเพ็ญ กล่าวว่า หากพูดถึงราคาขายของถั่วพู ขึ้นอยู่กับราคาตลาดใหญ่ๆ ที่ขายส่ง ซึ่งในแต่ละวันจะมีราคาไม่เท่ากัน ทำให้ไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ เพราะมีการขึ้น-ลง ของราคาถั่วพูทุกวัน แต่ถ้าถามว่าปลูกแล้วขาดทุนไหม ตั้งแต่ปลูกถั่วพูมาไม่เคยขาดทุนเลย เพราะเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตไว

การดูแลไม่ได้ยุ่งยากอะไร ผลผลิตก็สามารถเก็บได้ทุกวัน ทำให้มีรายได้เข้ามาในทุกๆ วัน การปลูกถั่วพูก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพเสริม ที่ทำให้คุณวันเพ็ญมีรายได้เข้ามาจุนเจือคนในครอบครัว และยังใช้พื้นที่ว่างเปล่าให้เกิดประโยชน์อีกด้วย

สำหรับท่านใดที่สนใจ ผลผลิตถั่วพู สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณวันเพ็ญ แก่นทองหล่อ บ้านบ่อคู่ หมู่ที่ 2 ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี โทร. 089-237-0215

การปลูกพืชคลุมดินในสวนยาง เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในสวนยาง ทั้งนี้เศษซากพืชคลุมดินเมื่อย่อยสลายกลายเป็นอินทรีย์วัตถุจะช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดิน ช่วยปรับโครงสร้างดินและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ปุ๋ยเคมี ส่งผลให้การเจริญเติบโตดี เปิดกรีดได้เร็วขึ้นและให้ผลผลิตน้ำยางเพิ่มขึ้นด้วย การปลูกพืชคลุมดินไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน รักษาความชื้นในดิน ควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืช ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดวัชพืช ตลอดจนเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในดิน ได้แก่ จุลินทรีย์ เช่น เชื้อรา และแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ และสัตว์ที่อาศัยอยู่ในดิน เช่น มด แมลง หนอน ซึ่งทำหน้าที่ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ และยังช่วยเพิ่มฮิวมัสให้แก่ดินอีกด้วย

สถาบันวิจัยยาง ได้มีการแนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชคลุมดินในสวนยางช่วงเวลาเดียวกันกับการปลูกยาง โดยปลูกในระหว่างแถวยางที่ไม่มีการปลูกพืชแซมยาง พืชคลุมดินที่นิยมปลูกในสวนยาง ได้แก่ พืชคลุมดินตระกูลถั่ว เช่น คาโลโปโกเนียม เซ็นโตรซีมา และเพอราเรีย เป็นต้น ปัจจุบันมีพืชคลุมดินอีกชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพเหมาะสำหรับนำมาปลูกในสวนยาง คือ ซีรูเลียม (Calopogonium caeruleum) เป็นพืชคลุมดินที่สามารถเจริญเติบโตคลุมดินได้ดี และช่วยเพิ่มธาตุอาหารตลอดจนอินทรียวัตถุให้แก่ดินได้ดีกว่าพืชคลุมดินชนิดอื่นๆ

ซีรูเลียมพืชคลุมดินอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกร ซีรูเลียมเป็นพืชคลุมดินตระกลูถั่ว อายุข้ามปีและเป็นพืชวันสั้น มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ รากจะมีปมตรึงไนโตรเจนจากอากาศ สามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ลักษณะของลำต้นเป็นเถาเลื้อยแข็งแรง เห็นขนไม่ชัด ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมันคล้ายใบโพธิ์ ใบค่อนข้างหนา ดอกเป็นช่อสีม่วง ซีรูเลียมจะเริ่มออกดอกในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ฝักจะมีลักษณะแบนยาวมีสีน้ำตาลเข้มเมื่อแก่ ฝักจะแตกออกมาเองเมื่อแห้งจัด เมล็ดมีขนาดใหญ่ เปลือกหุ้มเมล็ดหนา เมล็ดมีสีเหลืองจนถึงน้ำตาล ผิวเรียบเป็นมัน น้ำหนัก 1 ก.ก. จะมีเมล็ดประมาณ 28,420 เมล็ด ระบบรากมีทั้งรากแก้วและรากฝอย

ซีรูเลียม มหัศจรรย์พืชคลุมดินในสวนยาง
พืชคลุมดินซีรูเลียม มีการนำเข้ามาทดลองปลูกในประเทศไทย ในปี 2519 จนถึงปัจจุบัน จากการทดลองปลูกปรากฏว่าควบคุมวัชพืชได้ดี ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุอาหารในดิน ช่วยลดปัญหาการเกิดไฟไหม้ในสวนยาง และยังช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ

จากการทดลองปลูกพืชคลุมซีรูเลียมในระหว่างแถวต้นยางและไม้ผล พบว่า เมื่อพืชคลุมซีรูเลียมเจริญเติบโตเต็มที่จะคลุมดินได้หนาแน่นจนวัชพืชอื่นไม่สามารถเจริญเติบโตได้ และยังสามารถควบคุมวัชพืชในระหว่างแถวยางและไม้ผลได้ถาวรตลอดไป เมื่อเปรียบเทียบกับพืชคลุมดินชนิดอื่นๆ พบว่า พืชคลุมดินซีรูเลียมสามารถควบคุมวัชพืชได้ดีที่สุด ดังนั้นซีรูเลียมจะประหยัดในการจ้างแรงงานกำจัดวัชพืช ช่วยลดการใช้สารเคมีควบคุมวัชพืชในสวนยาง ซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกรชาวสวนยางเป็นการลดต้นทุนการผลิตไปในตัวด้วย

ทนทานต่อสภาพแห้งแล้ง และร่มเงา
พืชคลุมดินโดยทั่วไปไม่ทนทานต่อสภาพแห้งแล้ง พืชคลุมดินจะแห้งตายในฤดูร้อน ซากกองพืชคลุมจะเป็นเชื้อเพลิง ก่อให้เกิดไฟไหม้สวนยาง สวนปาล์มน้ำมัน และสวนไม้ผลที่ปลูกพืชคลุมเหล่านี้

จากการศึกษาและประสบการณ์ในการปลูกพืชคลุมซีรูเลียมในระหว่างแถวยางและไม้ผล พบว่า พืชคลุมซีรูเลียมมีอายุยืนยาว และมีความทนทานต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี พืชคลุมโดยทั่วไปไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพร่มเงา โดยปกติพืชคลุมจะเจริญเติบโตได้ดีเมื่อปลูกในระหว่างแถวยางที่ได้รับแสงแดดเต็มที่ เมื่อต้นยางเจริญเติบโตมีร่มเงาเกิดขึ้นในระหว่างแถวพืชคลุมอื่นมักจะตายหรือเจริญเติบโตไม่ดี แต่พืชคลุมซีรูเลียมไม่ตายและยังคงสามารถเจริญเติบโตและควบคุมวัชพืชได้ดีในสภาพร่มเงา สามารถคลุมพื้นที่ได้ภายใน 4-6 เดือน ขณะเดียวกันก็เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่สวนยางพาราจากการที่ปมรากจะช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศ และการย่อยสลายตัวของเศษซากพืชคลุม

จากการเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของต้นยางในแปลงที่มีพืชคลุมตระกูลถั่วและแปลงหญ้าคา ในสวนยางที่ปลูกพืชตระกูลถั่วจะมีการเจริญเติบโตเป็นสองเท่าของสวนยางที่มีหญ้าคาปกคลุม และสามารถเปิดกรีดยางภายใน 6-7 ปี และกรีดยางได้ก่อนสวนยางที่มีหญ้าคาขึ้นปกคลุมประมาณ 3-4 ปี

การทดสอบการปลูกพืชคลุมซีรูเลียมในแปลงเอกชนที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ปรากฏว่า สามารถเปิดกรีดยางได้ก่อนแปลงของเกษตรกรที่ไม่ปลูกพืชคลุมซีรูเลียมประมาณ 1 ปี และผลผลิตในแปลงที่ปลูกพืชคลุมซีรูเลียมให้ปริมาณน้ำยางที่มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับแปลงที่ไม่ปลูกพืชคลุมซีรูเลียม

ระบบรากฝอยหนาแน่นป้องกันการพังทลายหน้าดิน
โดยปกติฝนตกในบริเวณสวนยาง ทรงพุ่มต้นยางจะช่วยซับและรับปริมาณน้ำฝนส่วนหนึ่งไว้ที่ใบ น้ำฝนบางส่วนจะระเหยก่อนลงสู่พื้นดิน บางสวนจะไหลลงมาตามลำต้น และบางส่วนจะตกผ่านทรงพุ่มลงสู่พื้นดิน การปลูกซีรูเลียมในระหว่างแถวยางจะช่วยรับน้ำที่ผ่านทรงพุ่มชั้นหนึ่งก่อนลงสู่พื้นดิน เนื่องจากพืชคลุมซีรูเลียมมีคุณสมบัติคลุมอย่างถาวร มีพื้นที่ใบคลุมดินหนาแน่น ซากพืชซีรูเลียมที่แห้งตายถูกปลดปล่อยลงไปช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน ช่วยในการดูดซับและเก็บกักน้ำได้ดีขึ้น นอกจากนี้รากฝอยที่หนาแน่นของซีรูเลียมจะช่วยยึดอนุภาคและโครงสร้างของดิน ป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินได้ดีขึ้น

โครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ซีรูเลียม
จากคุณสมบัติที่ดีกว่าพืชคลุมดินอื่นๆ ซีรูเลียมเป็นพืชคลุมดินที่เหมาะสมที่จะปลูกในสวนยางพาราในช่วงที่ยังไม่สามารถเปิดกรีดยางได้ (ปีที่ 1-6) เมล็ดพันธุ์ซีรูเลียมจึงเป็นที่ต้องการของเกษตรกรชาวสวนยาง แต่การผลิตเมล็ดพันธุ์ซีรูเลียมมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับช่วงแสงและอากาศ ทำให้เมล็ดพันธุ์ไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรและมีราคาสูง

เนื่องจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ซีรูเลียมค่อนข้างจะได้ผลดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ สถาบันวิจัยยางจึงได้เริ่มโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ซีรูเลียมขึ้นในปี 2554 เพื่อศึกษาถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเมล็ดพันธุ์และทำการผลิตพันธุ์ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรชาวสวนยาง โดยมอบให้ศูนย์เรียนรู้ยางพาราโดยมีส่วนร่วมของเกษตรกรทั่วประเทศ ศึกษาปัญหาเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์และผลิตเมล็ดพันธุ์ซีรูเลียมเพื่อสนองความต้องการเมล็ดพันธุ์ให้แก่เกษตรกร

ศูนย์เรียนรู้ยางพาราฯ โดยการดำเนินงานของศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี ได้ดำเนินการศึกษาเกี่ยวกับข้อจำกัดของการผลิตเมล็ดพันธุ์ซีรูเลียมในปี 2554 การผลิตเมล็ดพันธุ์ซีรูเลียมมีข้อจำกัดอยู่ 2 ประการ คือ

1.เมล็ดจะมีความงอกต่ำ เนื่องจากสารที่เปลือกหุ้มเมล็ดบางชนิดไม่ยอมให้น้ำและอากาศผ่าน

2.เปอร์เซ็นต์การติดเมล็ดน้อย ซึ่งเกี่ยวกับช่วงแสงในแต่ละพื้นที่ และความต้องการอากาศที่เย็นในช่วงการออกดอก ทำให้สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ในบางพื้นที่เท่านั้น ทำให้เมล็ดพันธุ์ไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร จึงทำให้เมล็ดพันธุ์ซีรูเลียมมีราคาสูงถึง กก.ละ 500-700 บาท

จากการศึกษาเกี่ยวกับข้อจำกัดดังกล่าว เราสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ และทำให้เมล็ดพันธุ์มีความงอกมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และทำให้ได้ผลผลิตประมาณ 40 กก./ไร่

การขยายพันธุ์ซีรูเลียมระดับเกษตรกร
การขยายพันธุ์ซีรูเลียม ถ้าเราปลูกคลุมดินในสวนยาง ธรรมดาก็จะออกดอกและติดฝัก แต่ติดไม่มากเมื่อเราปล่อยให้เลื้อยไปตามพื้นดิน ซีรูเลียมจะเจริญเติบโตทางด้านลำต้นมากกว่าที่จะไปผลิตดอกออกฝัก แต่ถ้าเราต้องการขยายพันธุ์ เราก็ต้องทำค้างเหมือนกับค้างถั่วหรือค้างผัก จะทำให้ติดฝักได้มาก ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานีได้ทดลองปลูกเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์โดยขึ้นค้าง จะได้เมล็ด 50 กก./ไร่ ดังนั้นการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดสามารถเจริญเติบโตได้ดี ออกดอกและติดเมล็ดได้ดีกว่าขยายพันธุ์โดยวิธีปักชำลำต้น

ทุกวันนี้เกษตรกรทุกภาคต่างเริ่มช่วยเหลือตัวเองเพื่อความอยู่รอด เพื่อให้หลุดพ้นจากภาวะขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียน พื้นที่ต่างๆ ที่มีช่องว่างต่างปลูกพืชแซมกันมาก ทั้งพืชไร่ พืชผัก ผลไม้ เอาไว้บริโภคในครัวเรือน ที่เหลือก็จะนำไปขายที่ตลาด หรือมีคนมาซื้อไปจากที่สวนเลยเพื่อสะดวกทั้งสองฝ่าย

ด้วยเหตุเดียวกัน “ไร่ชวนฝัน” แห่งเมืองรถม้า นครเขลางค์ ที่มีพื้นที่ประมาณ 150 ไร่ มีการปลูกพืช ผลไม้และต้นโกโก้นำมาทดลองปลูก และมีหลากหลายสายพันธุ์ของชนิดผลไม้ และต้นโกโก้ที่นำมาปลูกเป็นพืชแซมระหว่างต้นยางพาราที่เริ่มกรีดยางแล้ว ต้นโกโก้ก็เริ่มให้ผลผลิตบ้างแล้ว ลองมาฟังความคิดเห็นของ คุณสายัณห์ ปานพินิจ เจ้าของและผู้จัดการไร่ชวนฝัน

“ต้นโกโก้ที่นำมาปลูกแซมกับต้นยางพารา ได้ศึกษาและเห็นว่าต้นโกโก้มีคุณสมบัติและให้ประโยชน์หลายอย่าง นำเอาเมล็ดมาทำขนมช็อกโกแลต เนย เครื่องสำอาง ล้วนมีราคาและดูแลง่าย ปลูกได้ 3 ปี ก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว เก็บทุก 15 วัน อายุยืน ปลูกครั้งเดียวอยู่ไปตลอดชีวิต ตามที่ศึกษาพบว่า ผลตอบแทนอาจจะได้ถึงไร่ละ 62,000 บาท ต่อปี ที่ไร่เริ่มเก็บเกี่ยวแล้ว ต้นโกโก้ชอบแสงแดดรำไร ชอบความชื้นสูง ฝนตกชุก ทางภาคใต้พื้นที่เหมาะมาก” เจ้าของบอก

ในจำนวนผลต้นโกโก้ที่แก่แล้วผลจะออกสีเหลืองเข้ม เมื่อแกะออกมาในโกโก้ 1 ฝัก จะมีเมล็ดอยู่ 40 เมล็ดด้วยกัน อายุมากยิ่งให้ผลผลิตสูงเป็นเงาตามตัว

หลังจากเอาเมล็ดออกแล้ว จึงเก็บใส่ถุงพลาสติกแล้วมัดที่ปากถุง นำไปหมักหรือบ่ม 2-4 วัน บางรายก็นำไปผึ่งอีก 4-5 วัน จึงนำไปตากแดด บางวิธีก็ผึ่งแล้วนำไปอบจนเมล็ดสีน้ำตาลอมชมพู เมล็ดต้องหมักก่อนถึงจะมีกลิ่นหอม ทำขนมก็จะมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน โดยช็อกโกแลตเป็นที่นิยมทั่วโลก มีตลาดรับซื้อที่ประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ เรื่องตลาดและราคาไม่น่าวิตก ปลูกต้นโกโก้ครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้ตลอดชีวิต

การบำรุงรักษาต้นโก้โก้
เนื่องจากต้นโกโก้เป็นพืชทนทานต่อสภาพสิ่งแวดล้อม eocforum.net การปลูกในส่วนของในที่ร่มรื่น มีแสงแดดบ้าง ใบไม้ก็ยังทับถมเป็นปุ๋ยอินทรีย์ และเมื่อต้นโกโก้ให้ผลผลิตสูง การใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 จำนวน 1 กิโลกรัม ต่อต้น หรือถ้าเป็นสูตร 19-19-19 ก็ลดจำนวนลงได้ เพราะมีปุ๋ยใบไม้แซม ควรใส่ 2 ครั้ง ต่อปี

ต้นโกโก้เป็นพืชที่ทนทาน ปลูกง่าย ให้ผลผลิตทั้งปี และไม่จำเป็นต้องตัดแต่งกิ่ง เพราะยิ่งอายุมากมันจะออกดอกออกผลทั้งปี ไม่ออกตามฤดูกาลเหมือนไม้ผลอื่นๆ การทยอยออกมาตลอด ต้นสมบูรณ์ดีก็จะออกก่อน จากผลสีเขียว เวลาแก่ฝักจะมีสีเหลือง เหมาะเป็นพืชหลักหรือพืชแซมได้ ชอบแสงน้อย น้ำมาก และความชื้นสูง ถ้าหากฤดูร้อนมีการให้น้ำ มันจะออกผลผลิตสูงขึ้น เพราะตลาดโกโก้มีความต้องการสูง การให้ผลผลิตหลักมีให้ 2 ครั้ง ต่อปี จึงจำเป็นต้องให้ปุ๋ยบำรุงต้นอย่างที่กล่าวมาแล้ว มีตลาดรับซื้อแน่นอน เพราะตลาดโลกต้องการสูงมาก

เพื่อขอย้ำในเจตนารมณ์หลังการเก็บเกี่ยวฝักโกโก้มีสีเหลืองแล้ว นำมาควักเมล็ดออกจากฝักใส่ถุงพลาสติก มัดปากถุงไว้เพื่อให้เกิดการหมักถึง 8 วัน จนมีแก๊สเกิดขึ้น หากไม่หมักเมล็ดโกโก้จะไม่มีกลิ่น นำไปแปรรูปแล้วเสียราคา หลังหมักแล้วนำไปอบความร้อนเจาะรูให้เท่าเมล็ดโกโก้ จนเมล็ดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมชมพู

หรืออีกวิธีหนึ่งของการหมักตามผู้เชี่ยวชาญของฝรั่งที่กล่าวถึงเมล็ดโกโก้หลังเก็บเกี่ยวแล้ว ก็จะนำเมล็ดโกโก้มาเรียงวางไว้บนเมล็ดห่อหุ้มด้วยใบตอง แล้วใช้ผ้าคลุมอีกชั้นหนึ่งที่เรียกว่าวิธีหมัก หรือบ่มไว้ 3 วัน แล้วนำมาผึ่งลมอีก 4 วัน รวม 7 วัน หลังจากผึ่งแล้วก็นำไปตากแดดอีก 7 วัน รวม 14 วันด้วยกัน

การจำหน่ายเมล็ดโกโก้มีบริษัทรับซื้อแน่นอน ในราคากิโลกรัมละ 50 บาท ราคาไม่แกว่งเหมือนราคายางพารา และปาล์มน้ำมัน ตลาดโลกมีความต้องการสูงเพื่อจะนำไปแปรรูปได้หลายอย่าง โดยเฉพาะช็อกโกแลต โอวัลติน เครื่องสำอาง เนย ฯลฯ

เจ้าของบอกว่า ต้องไม่ลืมบำรุงต้นโกโก้ที่เป็นต้นที่ให้ประโยชน์ออกผลผลิตทั้งปี ใบใหญ่ อายุยาวนาน ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้ตลอด หลังอายุได้ 3 ปี เป็นต้นไม้ที่ดูแลง่ายที่สุดของบรรดาพืชผลต่างๆ ไม่มีโรคแมลงรบกวน

“จากเว็บไซต์ของเดลินิวส์ ลงวันที่ 2 มกราคม 2561 ได้อ้างถึงว่า ผู้เชี่ยวชาญกังวลถึงปัญหาช็อกโกแลตขาดแคลนและอาจจะหมดไปจากโลกอีก 30 ปีข้างหน้า มาจากสถานการณ์โลกร้อน เป็นสาเหตุหลักทำให้ผลผลิตจากต้นโกโก้ลดน้อยลงจากความเจริญเติบโตไม่ดี ผลผลิตตกต่ำ เพราะเหตุว่าต้นโกโก้จะเจริญเติบโตได้ดีที่อยู่ใกล้พื้นที่เส้นศูนย์สูตร หรือภาวะอากาศในอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ขณะที่ปัจจัยความต้องการตลาดสูงขึ้น เพราะต้นโกโก้ชอบความชื้นสูง มีฝนตกชุก”