ดินที่ปลูก เจ้าของบอกว่า ระดับน้ำควรห่างจากสันแปลง

ไม่น้อยกว่า 1 เมตร หากน้ำใกล้รากมะละกอเกินไป อาจเหี่ยวเฉาได้ มะละกอต้องการความชื้น แต่ไม่ชอบดินแฉะ วิธีเตรียมดิน ใช้รถตีดิน เป็นการพรวนดินนั่นเอง

เกษตรกรรายนี้ ปลูกมะละกอโดยใช้ระยะระหว่างต้นระหว่างแถว 2 เมตร

ใน 1 หลุม ปลูกมะละกอ 2 ต้น เมื่อมีดอกก็คัดเพศ

ดอกที่มีลักษณะรูปขวดเรียวๆ เหมือนขวดเหล้า เป็นดอกกระเทย ผลออกมายาว เป็นที่ต้องการของผู้ปลูก

ต้นที่ดอกเหมือนดอกบัวตูม เป็นต้นตัวเมีย ผลที่ออกมาอ้วนป้อม ขายไม่ได้ เจ้าของจะตัดทิ้ง

ใน 1 หลุม มี 2 ต้น เมื่อพบว่ามีดอกกระเทยทั้งสองต้น ตัดทิ้งต้นหนึ่ง หากพบว่ามีดอกกะเทยและดอกตัวเมีย ตัดต้นตัวเมียทิ้ง แต่หากพบว่า มีเป็นต้นตัวเมียทั้งคู่ ตัดทิ้งทั้งคู่แล้วปลูกใหม่ ในระยะเวลา 3 เดือน เจ้าของบอกว่า เร่งให้ทันกันได้ แต่หากช้ากว่านั้น เจ้าของบอกว่าไม่ทัน เรื่องการดูแลรักษา หน้าแล้งเจ้าของรดน้ำให้วันเว้นวัน ปุ๋ย ต้นเล็กๆ ใส่สูตร 25-7-7 ปริมาณขนาด 1 ช้อนกาแฟ ทุกๆ 7 วัน เมื่อมีผลใส่สูตร 8-24-24 เดือนละครั้ง ต้นละ 1 ช้อนโต๊ะ เมื่อเก็บผลผลิตใส่สูตร 13-13-21 จำนวน 2 ครั้ง ต่อเดือน ส่วนปุ๋ยคอก ใส่ขี้ไก่ ช่วงที่ยังไม่เก็บผลผลิต เมื่อมีผลผลิตใส่ขี้ค้างคาว ช่วยให้เนื้อมีคุณภาพดี รสชาติหวาน

ข้อควรพิจารณาในการใส่ปุ๋ย หากต้นมะละกอใบยังเขียวเข้มอยู่ แสดงว่าอาหารยังมีมาก อาจจะลดปริมาณปุ๋ยลง หากผลผลิตดก ใบไม่สมบูรณ์ อาจจะเพิ่มปุ๋ยให้มากขึ้น

โรคมะละกอที่น่ากลัวมาก คือโรคใบด่างวงแหวน ไม่มีทางรักษา เพียงแต่ป้องกัน โดยป้องกันแมลงที่เป็นพาหะ หากพบว่ามะละกอเป็นโรคต้องรีบตัดทิ้ง ห้ามเสียดายเป็นอันขาด

คุณปรุงและลูกชาย ปลูกมะละกอแล้วห่มผ้าให้ที่ผลมะละกอ โดยใช้ผ้าซับในกระโปรง สีขาว (ยังไม่เคยใช้ ซื้อมาใหม่) ห่อรอบบริเวณที่ติดผล ผ้าที่ห่อหรือห่มให้ ช่วยป้องกันแมลงได้ส่วนหนึ่ง ทำให้คุณภาพของผลผลิตดีขึ้น ป้องกันแสงแดดที่ร้อนจัดทำลายผิวผล

หลังปลูก 8 เดือน เริ่มเก็บผลผลิตได้ เจ้าของเก็บอยู่ได้นาน 14 เดือน เท่ากับว่าตั้งแต่ปลูกจนตัดต้นทิ้งแล้วปลูกใหม่ ใช้เวลา 22 เดือน ระยะเวลาที่เก็บผลผลิตอยู่ 14 เดือน เจ้าของบอกว่า น้ำหนักผลผลิตที่สมบูรณ์จำหน่ายได้ราคาดี มีราว 100 กิโลกรัม ต่อ 14 เดือนต่อต้น

“จุดเด่น หากสมบูรณ์ดีเนื้อสีแดงเข้ม รสชาติหวานมีเค็มนิดๆ เนื้อกรอบเมื่อไม่สุกจัด เนื้อไม่นิ่มไม่เละเมื่อสุกมาก เมื่อก่อนการขาย คัดเล็ก กลาง ใหญ่ ผลขนาดเล็กขายได้ราคาดีกว่า ทุกวันนี้ บางครั้งขายคละกันไป ราคาเคยขายจากสวนสูงสุด 30-35 บาท เฉลี่ยอยู่ที่ 25 บาทต่อกิโลกรัม ตลาดห้างเดอะมอลล์มาซื้อ แม่ค้าที่ อ.ต.ก.ซื้อไปขาย เขาได้ชิม จึงมาติดต่อซื้อ ที่อื่นมีศาลายา ตลาดน้ำดอนหวาย นครชัยศรี”

คุณสมจินต์บอก และให้แนวคิดอีกว่า

“มะละกอคนหนึ่งดูแลได้ 5 ไร่ 2 คน 10 ไร่ คนนำออกไปปลูกนอกเขต รสชาติไม่ดีนัก รายได้ดีกว่าที่เคยทำงานอยู่ คนอยู่ถิ่นอื่น อย่าง นครสวรรค์ ลพบุรี อยากปลูก เมื่อมีผลผลิตต้องนำออกเผยแพร่ ให้เขาชิม ต้องทำผลผลิตให้มีคุณภาพ การรักษาคุณภาพต้องดูผิวผล เก็บอย่างนุ่มนวล ใช้จำปาสอย ผลผลิตห่อด้วยโฟม”

คุณขันนาค ดวงสร้อยทอง แม่ค้าขายผลไม้อยู่ที่ตลาดนครชัยศรี ขายมะละกอของคุณปรุงมากว่า 10 ปีแล้ว

“มะละกอของนายปรุงเนื้อแน่น หวาน ซื้อมาอาทิตย์ละ 2 ครั้ง จันทร์และพฤหัสฯ ครั้งละ 100 กิโลกรัม ขายหมด คนนิยมมาก” คุณขันนาค บอก

ดูราคามะละกอที่เกษตรกรรายนี้ขายได้แล้ว น่าสนใจมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะปลูกได้ง่ายๆ ปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ยต้องใส่ให้มาก สวนคุณปรุงและลูกชายได้เปรียบถิ่นอื่น เพราะดินเหนียว มีธาตุอาหาร โดยเฉพาะโปแตสเซี่ยมสูง ช่วยเพิ่มความหวาน

สำหรับพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมสำหรับปลูกข้าว เกษตรกรนิยมปลูก “มะขามเปรี้ยว” เป็นพืชทางเลือกเพราะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการผลิตข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม โดยมะขามเปรี้ยวที่เกษตรกรนิยมปลูกคือ มะขามเปรี้ยวพันธุ์ฝักยักษ์ หรือมะขามเปรี้ยวยักษ์ โดยแหล่งปลูกสำคัญอยู่ในพื้นที่อำเภอนาวัง อำเภอศรีบุญเรือง และอำเภอนากลาง โดยเน้นผลิตมะขามเปรี้ยวยักษ์ในรูปของมะขามสุกแกะเมล็ด หรือมะขามเปียก มีต้นทุนเฉลี่ย 5,698 บาทต่อไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิ 2,395 บาทต่อไร่

มะขามเปรี้ยวยักษ์ เป็นผลไม้เขตร้อนที่เติบโตได้ดีในบริเวณพื้นที่ราบจนถึงบนภูเขาสูง สามารถปลูกได้ในทุกสภาพดิน ทนแล้ง ให้ผลผลิตดก ฝักใหญ่ เนื้อหนา น้ำหนักดี มีรสเปรี้ยวสูง โดยเริ่มให้ผลตอบแทนในปีที่ 3 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ระยะยาว

การปฏิบัติดูแลรักษา เกษตรกรให้น้ำสัปดาห์ละครั้ง 200 ลิตรต่อต้นเฉพาะในช่วงเร่งดอกและการเจริญเติบโตของฝัก การกำจัดวัชพืชโดยใช้สารเคมีฉีดพ่นเดือนละครั้ง

การให้ปุ๋ยโดยใส่ปุ๋ยมูลไก่ต้นละ 20 กิโลกรัมร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 0.5 กิโลกรัมในช่วงเร่งการออกดอก(เมษายน) ปุ๋ยสูตร 15- 15-15 อัตรา 0.5 กิโลกรัมต่อต้นในช่วงการเจริญเติบโตของฝัก(มิถุนายน) ปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อต้นในช่วงฝักเริ่มแก่ใกล้สุก(ตุลาคม)

การป้องกันกำจัดโรคและแมลงฉีดพ่นสารเคมีตามอาการของโรคและชนิดแมลงที่พบตามอัตราที่แนะนำและทำการเก็บเกี่ยวเมื่อฝักสุกทั้งฝัก ทั้งนี้ เกษตรกรนิยมนำฝักมะขามเปรี้ยวยักษ์จำหน่ายในรูปมะขามฝักสด มะขามเปียกสำหรับทำอาหาร และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ เช่น มะขามแช่อิ่ม มะขามลอยแก้ว มะขามกวน ลูกอมมะขาม สบู่อาบน้ำ และเครื่องสำอาง ฯลฯ

มะขามเปรี้ยวยักษ์จังหวัดหนองบัวลำภู จะมีพ่อค้ามารับซื้อเข้าโรงงานเพื่อแปรรูปส่งออกไปจำหน่ายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยเกษตรกรสามารถจำหน่ายมะขามเปรี้ยวยักษ์ในรูปของมะขามฝักสดเพื่อส่งโรงงานอุตสาหกรรมในราคา 15 บาทต่อกิโลกรัม และเกษตรกรสามารถนำมะขามสุกแกะเมล็ดหรือมะขามเปียกมาจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น ราคา 35-40 บาทต่อกิโลกรัม หรือแปรรูปเป็นมะขามยักษ์แช่อิ่ม เพื่อจำหน่ายในราคา 100 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ เมล็ดมะขามเปรี้ยวยักษ์ยังสามารถนำไปจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 2 บาท เพื่อนำไปแปรรูปเป็นแคปซูลยาและสีย้อมผ้า

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรส่วนใหญ่ยังต้องการความรู้ในด้านการตลาด การแปรรูปผลิตภัณฑ์มะขามเปรี้ยวยักษ์ และการจัดทำมาตรฐานสินค้า เพื่อลดปัญหาการปนเปื้อน และความสะอาดปลอดภัย จึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์มะขามเปรี้ยวยักษ์ นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า การสร้างแบรนด์ พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายโดยมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ เพื่อกระตุ้นความต้องการของตลาดภายในประเทศและต่างประเทศต่อไป

สำหรับเกษตรกรจังหวัดหนองบัวลำภู ที่สนใจการปลูกมะขามเปรี้ยว สามารถขอเข้ารับการอบรมภายใต้การส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตไม้ผลของจังหวัดหนองบัวลำภู ได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู โทร.

อ้อย ที่ปลูกในบ้านเราแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ พันธุ์ที่ปลูกเพื่อนำผลผลิตส่งโรงงานแปรรูปเป็นน้ำตาล และอีกพวกหนึ่งเป็นพันธุ์อ้อยเคี้ยว สำหรับอ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 เป็นพันธุ์ที่มีลักษณะเปลือกนิ่ม ชานนิ่ม รสหวานปานกลางถึงค่อนข้างสูง ในสภาวะเศรษฐกิจแปรปรวนการปลูกเพื่อขายต้นพันธุ์และนำมาหีบคั้นเป็นน้ำอ้อยสดพร้อมดื่มที่ได้รสชาติอร่อย จึงเป็นทางเลือกเพื่อยกระดับรายได้นำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตสู่ความมั่นคง

คุณศิวาพัฒน์ มั่นคงจรัญศรี ผู้ปลูกอ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ได้ทำการเกษตรเชิงเดี่ยว ต้องพบกับปัญหามากมายทั้งด้านวิธีการผลิต ซื้อปัจจัยการผลิตราคาแพง หรือด้านการตลาดไม่สามารถกำหนดราคาซื้อขายได้ เมื่อเวลาผ่านไปได้ระยะหนึ่ง จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาทำการเกษตรผสมผสาน พร้อมกับปลูกอ้อยสุพรรณบุรี 50 ซึ่งเป็นพันธุ์อ้อยเคี้ยว มีลักษณะเฉพาะและเหมาะนำมาหีบคั้นเป็นน้ำอ้อยสดที่ได้คุณภาพ

เตรียมพันธุ์ ได้ซื้ออ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 มาเมื่อครั้งไปอบรมที่ศูนย์เฉลิมพระเกียรติ เป็นท่อนพันธุ์ที่มีตาสมบูรณ์ ปลอดโรคและแมลง ราคาตาละ 10 บาท นำมาเพาะเลี้ยงบนวัสดุเพาะที่มีส่วนผสมของดินและแกลบ นาน 15 วัน ก็ได้ต้นกล้าที่เจริญงอกงามสมบูรณ์ และเพาะเลี้ยงไปอีก 8 เดือน ก็ได้ต้นอ้อยที่สมบูรณ์ จึงนำมาตัดเป็นท่อนยาว 30-40 เซนติเมตร 1 ต้นจะตัดได้ 3-4 ท่อน แต่ละท่อนมี 3-4 ข้อ หรือ 3-4 ตา แล้วนำไปปลูก

เตรียมดิน ได้จัดการใช้พื้นที่ปลูกบนคันนา มีขนาดกว้าง 4-5 เมตร สูงจากระดับผิวดินบนแปลงนา 1-2 เมตร ความยาวตามแนวคันนา ขุดหลุมเป็นร่องแปลงปลูกห่างจากริมคันนาเข้าไปทางด้านในแปลง 30-50 เซนติเมตร ขุดสับดินให้เป็นร่องหลุมปลูกกว้างและลึก ด้านละ 1 ศอก ความยาวตามแนวยาวคันนาที่เป็นพื้นที่แปลงปลูก

การปลูก ได้วางท่อนพันธุ์อ้อยลงปลูกตามแนวยาวร่องหลุมปลูก มีระยะห่างกัน 25-50 เซนติเมตร เกลี่ยดินกลบ หนา 3-5 เซนติเมตร แล้วรดให้น้ำพอชุ่ม ในช่วงฤดูแล้งได้จัดการให้ต้นอ้อยได้รับน้ำอย่างพอเพียงและฤดูฝนปล่อยให้ต้นอ้อยได้รับน้ำจากน้ำฝนก็จะทำให้ต้นอ้อยเจริญเติบโตได้ดี ครั้งแรกได้ปลูก จำนวน 80 ต้น หรือกอ ต่อมาได้ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเป็น 400 ต้น เมื่อต้นอ้อยที่ปลูกเจริญเติบโตดี จำนวนต้นอ้อยก็มีเพิ่มมากขึ้นเป็น 6-10 ต้น ต่อกอ

การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา หลังจากปลูกได้ใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-16 ในอัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง ต่อปี ในอัตราครั้งละ 25 กิโลกรัม ต่อไร่ โดยใส่เป็นปุ๋ยรองพื้นก่อนปลูกและใส่แต่งหน้า ครั้งแรกได้ใส่ปุ๋ยเมื่อต้นอ้อยอายุ 45 วัน ด้วยการโรยปุ๋ย 2 ข้างร่องแปลงปลูก พร้อมกับพูนดินกลบโคนและถางหญ้าหรือกำจัดวัชพืชออกไปด้วย ให้น้ำพอชุ่ม ครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ยเมื่อต้นอ้อยอายุ 2 เดือนครึ่ง หรือกว่า 75 วัน ด้วยการโรยปุ๋ย 2 ข้างร่องแปลงปลูก พร้อมกับพูนดินกลบโคนและถางหญ้าหรือกำจัดวัชพืชออกแล้วให้น้ำพอชุ่ม

การเก็บเกี่ยว หลังจากปลูก 6-8 เดือน ต้นอ้อยเจริญเติบโตสมบูรณ์พร้อมให้ตัดเก็บ ได้ใช้มีดอีโต้ตัดชิดโคนต้น รวบรวมต้นอ้อยไปเก็บพักที่โรงเรือน ส่วนตอต้นอ้อยที่เหลืออยู่จะแตกยอดและเจริญเติบโตเป็นต้นอ้อยใหม่ กระทั่งต้นโต อายุ 6-8 เดือนก็เริ่มทยอยตัดอีกครั้ง วิธีการนี้จะตัดอ้อยได้ 3 ครั้ง ครั้งที่ 4 ต้องรื้อออกแล้วปลูกอ้อยใหม่

นำต้นอ้อยที่ตัดมาล้างน้ำให้สะอาด ตั้งวางผึ่งลมให้แห้ง เพื่อป้องกันไม้ให้เกิดการบูด
2. ปอกเปลือกอ้อย จัดวางใส่ในถังสะอาด
3. หีบคั้นน้ำอ้อย ก่อนหีบคั้นให้เอามีดถากบริเวณข้อออกก่อน แล้วจึงปอกเปลือก เพราะจะไม่ทำให้น้ำอ้อยดำ ตัดให้สั้นได้ขนาดพอเหมาะแล้วนำเข้าเครื่องหีบคั้น
4. น้ำอ้อยที่หีบคั้นได้จะไหลออกมามีสีเหลืองอมเขียว และภายใน 30 นาที น้ำอ้อยจะเปลี่ยนสี ถ้าไม่นำไปแช่ในถังเย็นหรือในถังน้ำแข็ง
5. จัดบรรจุใส่ขวด นำน้ำอ้อยสดที่คั้นได้ไปบรรจุใส่ขวดที่ล้างทำความสะอาด ปิดฝา ปิดฉลาก นำออกวางขาย

อุปกรณ์กรองทุกชิ้นต้องนึ่งฆ่าเชื้อด้วยความร้อน ที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที ขวด ฝา ต้องล้างทำความสะอาดแล้วนำไปนึ่งด้วยความร้อนที่ อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นาน 20 นาที จึงเป็นกระบวนการผลิตที่ทำให้ได้น้ำอ้อยสด สะอาด ปลอดภัย เพื่อผู้บริโภค

คุณค่าทางโภชนาการ ผู้ดื่มน้ำอ้อยสดจากพันธุ์อ้อยสุพรรณบุรี 50 จะได้รับประโยชน์หลายด้าน เช่น ช่วยบำรุงผิว ผม กระดูก บำรุงหัวใจและสายตา ได้ช่วยให้ผู้ดื่มสดชื่นแก้อ่อนเพลีย และได้รับสารต้านอนุมูลอิสระที่จำเป็นหรือเกิดประโยชน์ต่อร่างกาย

คุณศิวาพัฒน์ ผู้ปลูกอ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ต้นอ้อยที่สมบูรณ์ 1 ต้น จะได้น้ำหนัก 4 กิโลกรัม ขายเป็นต้นอ้อยสดทั้งต้นได้ 3-5 บาท ต่อกิโลกรัม เมื่อนำไปหีบคั้น จะได้น้ำอ้อยสด 2-3 ลิตร

ตลาด ได้จัดเตรียมต้นอ้อยสด ขวด ผ้ากรอง เครื่องหีบและภาชนะอื่นๆ วางบนกระบะรถยนต์ นำไปหีบคั้นเป็นน้ำอ้อยสดขายที่ใกล้หรือด้านข้าง ธ.ก.ส. สาขาอำเภอสรรคบุรี น้ำอ้อยหีบคั้นสดขนาดความจุ 250 ซีซี ต่อขวด จะขายปลีก 10 บาทหรือขายโหลละ 100 บาท ใน 1 สัปดาห์ ที่ขายน้ำอ้อยสด ทำให้มีรายได้ 400-1,200 บาท

กิจกรรมเสริม มีความสุขด้วยการปลูกพืชผสมผสานทั้งออกแรงทำนา ปลูกไม้ผล ปลูกกล้วย ปลูกไผ่ ปลูกมัน ปลูกเผือกหรือปลูกผักปลอดภัย เพื่อให้มีอาหารบริโภคในครัวเรือน และนำผลผลิตออกขาย การปลูกพืชผสมผสานทำให้มีผลผลิตได้เก็บไปขายเกือบตลอดปี ทำให้มีรายได้เป็นเงินกว่าแสนบาทที่พอเพียงต่อการยังชีพได้อย่างมั่นคง

เรื่อง อ้อย พันธุ์สุพรรณบุรี 50 ปลูกขายต้นและหีบคั้นเป็นน้ำอ้อยสด รายได้ดี เป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ เป็นการปลูกพืชผสมผสานที่ทำให้ลดต้นทุนการผลิต มีผลผลิตบริโภคและขายเพื่อก้าวสู่วิถียังชีพที่พอเพียงและยั่งยืน

สอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ คุณศิวาพัฒน์ มั่นคงจรัญศรี 49 หมู่ที่ 10 ตำบลเที่ยงแท้ อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท โทร. 086-511-5965 หรือ 086-744-4723 ก็ได้ครับ ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่บริโภคข้าวเป็นหลักมาตั้งแต่แรกเกิดก็ว่าได้ แต่ไม่เคยทราบว่า ข้าวเปลือก 1 เกวียน เมื่อนำมาสีเป็นข้าวสารแล้ว จะได้ข้าวสารกี่กิโลกรัม และอีกคำถามหนึ่ง ผมอยากทราบว่า ข้าวนึ่งที่ส่งออกไปขายต่างประเทศนั้น เป็นข้าวนึ่งเหมือนกับที่เรารับประทานกับลาบส้มตำหรือไม่ ขอคำอธิบายด้วยครับ ตอบ คุณนิวัฒน์ มงคลกิตติพงษ์

ข้าวไทย เป็นข้าวเมล็ดยาว จัดเป็นชนิดอินดิกา (Indica Type) ซึ่งต่างกับข้าว ชนิดจาโปนิกา (Japonica Type) ซึ่งเป็นชนิดเมล็ดป้อม และสั้น มีปลูกมากในเขตอบอุ่น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ทางตอนเหนือบางมณฑล

ข้าวไทย เป็นข้าวชนิดเมล็ดยาวเรียว เมื่อผ่านกระบวนการขัดสี จะได้ต้นข้าวเพียง 66 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ตามข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ รายงานไว้ว่า ข้าว 1 เกวียน หรือข้าวเปลือก 1,000 กิโลกรัม หรือ 1 ตัน นำมาแปรรูปแล้วได้เนื้อข้าว เฉลี่ย 660 กิโลกรัม นอกจากนั้น เป็นรำข้าวขาว รำข้าวกล้อง และแกลบ ในปริมาณ 80, 30 และ 230 กิโลกรัม ตามลำดับ ส่วนข้าวชนิดจาโปนิกา แปรรูปแล้วจะได้ต้นข้าวมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเป็นเมล็ดข้าวที่สั้นและป้อม เมล็ดจึงแตกหักน้อยกว่าข้าวชนิดอินดิกา รวมทั้งข้าวไทยของเราด้วย

กลับมาที่ข้าวนึ่ง ข้าวนึ่งชนิดที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ ส่วนใหญ่ส่งไปจำหน่ายที่ศรีลังกา บังกลาเทศ และประเทศแอฟริกาบางแห่ง ภาษาทางวิชาการ รวมทั้งทางธุรกิจ เรียกว่า พาบอยล์ไรซ์ (Paboil Rice) ข้าวประเภทนี้เริ่มจากนำข้าวเปลือกที่เปียกน้ำ มีความชื้นสูง

หลังจากผึ่ง หรือตากแห้งแล้ว เนื้อแป้งจะแตกหัก หรือร้าว หากนำไปขัดสีทันทีข้าวจะหักป่นเสียหาย ขายไม่ได้ราคา จึงต้องนำไปนึ่งด้วยไอน้ำ ด้วยอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นกระบะ รูปร่างและขนาดคล้ายรถปิกอัพของญี่ปุ่น ส่วนพื้นปูด้วยตะแกรงตาข่ายเหล็ก ให้ไอน้ำผ่านได้ แต่ป้องกันไม่ให้เมล็ดข้าวหล่นจากกระบะ ตั้งไว้เหนือหม้อต้มน้ำ ขนาดใกล้เคียงกัน รักษาอุณหภูมิไว้ที่ 100-120 องศาเซลเซียส เป็นเวลาประมาณ 30-45 นาที อุณหภูมิไอน้ำระดับนี้ช่วยให้เมล็ดข้าวที่แตกหักให้เชื่อมกลับมาเป็นเนื้อเดียวกัน

แต่ข้อเสียทำให้กลิ่นสาบของเปลือกข้าวซึมซับเข้าในเนื้อข้าว อีกทั้งสีของเมล็ดข้าวจะคล้ำลงไปจนสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน หลังจากแปรรูปมาเป็นข้าวสารแล้ว ข้าวนึ่งชนิดนี้กลุ่มประเทศแขก หรืออินเดียน คอนติเนนตัล (Indian Continelton) นิยมบริโภคกับแกงกะหรี่ คาดเดาเอาว่า กลิ่นแกงจะกลบกลิ่นสาบของข้าวลงก็เป็นได้ แต่คนไทยเราไม่ยอมนำมาบริโภคอย่างแน่นอน

อยากเล่าให้ฟังครับ ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2520 ผมมีโอกาสไปฝึกอบรมระยะยาวเรื่องข้าวญี่ปุ่น เป็นเวลา 1 ปี มีอยู่วิชาหนึ่ง มีการทดสอบความชอบของข้าวแต่ละพันธุ์ (Paratability test) คือมีตัวอย่างข้าวที่หุงแล้วหลากหลายพันธุ์ โดยไม่ระบุชื่อ แต่จะมีรหัสตัวเลขกำกับไว้

ผลการทดสอบปรากฏว่า networkwiththem.org ชาวอินเดียนคอนติเนนตัล โหวตให้ข้าวนึ่งว่าเป็นข้าวที่พวกเขาชอบมากที่สุด ส่วนคนญี่ปุ่นไม่ชอบข้าวที่มีกลิ่น เช่น ข้าวพันธุ์ดอกมะลิ 105 เขาบ่นว่ามีกลิ่นแรงไป ข้อมูลทั้งหลายญี่ปุ่นเก็บไว้ในสมองหมดแล้ว ถ้ามาทดสอบที่ประเทศไทย คงเกิดปรากฏการณ์ข้าวพันธุ์เขย่งให้เห็นเป็นแน่แท้

เกือบ 10 ปีแล้ว ที่ คุณธงชัย ความเพียร และ คุณอรัญญา ความเพียร สองสามีภรรยา ปลูกต้นไม้บริเวณบ้าน และทำรายได้เสริมจากต้นไม้ที่เขารัก คุณธงชัย เรียนจบมาทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนคุณอรัญญา เรียนจบมาทางด้านนิเทศศาสตร์ ทั้งคู่รักธรรมชาติ ชอบการปลูกต้นไม้ เมื่อพื้นที่บ้านพอมีที่ว่าง ราว 20 ตารางวา ก็ไม่ปล่อยให้พื้นที่ว่างเปล่า โดยคุณธงชัย ได้ไอเดียจากการเดินห้างสรรพสินค้า แล้วพบ “มะเดื่อฝรั่ง” ผลแห้ง จึงลองซื้อมารับประทาน เห็นว่ารสชาติดี แต่ราคาค่อนข้างแพง จึงคิดที่จะซื้อพันธุ์มาปลูกเอง เพื่อรับประทานในครอบครัว และเริ่มปลูกมะเดื่อฝรั่งเพียง 5 ต้นก่อน

“5 ต้นนั่นก็ยังไม่ได้ทำเงินอะไรนะครับ ก็คือคิดจะปลูกเอาผลไว้กิน ไม่อยากเสียเงินซื้อในราคาที่สูง แต่โชคดีในช่วงนั้นกระแสมะเดื่อฝรั่งมาแรง คนเริ่มพูดถึง เริ่มรู้จัก จึงคิดจะลองตอนกิ่งขาย ก็ลองทำดู ยุคนั้นมีแค่เว็บไซต์ที่เปิดพื้นที่ให้ขายของฟรี ลองลงไป ก็ขายได้”

จริงๆ คุณธงชัย มีงานประจำอยู่แล้ว เป็นงานจำหน่ายอุปกรณ์สแตนเลสที่ใช้ในอุตสาหกรรมโรงงานและภายในบ้าน นอกจากนี้ ยังจำหน่ายแผ่นปูพื้นอเนกประสงค์กันลื่น กันไฟดูด สำหรับฟาร์มสัตว์ และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นงานที่แตกต่างจากงานเกษตรที่ชื่นชอบ

ไม่กี่ปี จากต้นมะเดื่อฝรั่งที่อยู่ในกระแส ปลูกและขยายพันธุ์จนสร้างรายได้เสริมในครัวเรือน ก็เจริญเติบโตมาเป็นมะเดื่อฝรั่งสายพันธุ์ต่างๆ ที่เพาะไว้และสั่งนำเข้ามามากกว่า 100 สายพันธุ์ และสามารถตอนกิ่งจำหน่ายเพิ่มรายได้มากกว่าเดิม หลังจากกระแสมะเดื่อฝรั่งจางลง พืชที่ได้รับความนิยมก็เป็น “หม่อน” หรือ “มัลเบอร์รี่” คุณธงชัย ก็หาสายพันธุ์แปลกๆ มาปลูกและขยายพันธุ์เช่นเดียวกับมะเดื่อฝรั่ง ลงจำหน่ายผ่านช่องทางของโซเชียลเท่าที่มี

ความสนใจในสายพันธุ์มะเดื่อฝรั่ง หม่อน และพืชอื่นๆ ไม่หยุดเพียงเท่านี้ ยิ่งเห็นช่องทางการเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน นอกเหนือจากรายได้ประจำด้วยการตอนกิ่งจำหน่ายแล้ว ยิ่งทำให้สองสามีภรรยาใช้เวลาทั้งหมดที่มีทุ่มเทให้กับต้นไม้

เมื่อพื้นที่จัดการต้นไม้เดิมมีเพียง 20 ตารางวา จากข้างบ้าน คุณธงชัยและคุณอรัญญา มองว่า ครึ่งหนึ่งของการดำรงชีวิตอยู่กับต้นไม้ และต้นไม้เริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้น จำเป็นต้องขยับขยาย คุณธงชัย จึงตัดสินใจย้ายครอบครัวมาอยู่ที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้มีพื้นที่ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 150 ตารางวา